สาธารณรัฐประชาชนจีน
The People’s Republic of China

ข้อมูลทั่วไป

 ที่ตั้ง
ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีพรมแดนติดต่อกับประเทศต่างๆ โดยรอบ 15 ประเทศ คือ เกาหลีเหนือ รัสเซีย มองโกเลีย คาซัคสถาน เคอร์กิชสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฐาน พม่า ลาว และเวียดนาม ขณะที่ทิศตะวันออกและทิศใต้จดทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้

พื้นที่
9.6 ล้านตารางกิโลเมตร มีเส้นพรมแดนทางบกยาวกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร

ภูมิประเทศ
ทางตะวันตกส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา ทะเลทราย และที่ราบสูง และค่อยๆ ลาดลงทางทิศตะวันออก

รูปแบบการปกครอง สังคมนิยมแบบจีน

ประธานาธิบดี นายหู จิ่นเทา (Hu Jintao) (มีนาคม 2546)

นายกรัฐมนตรี นายเวิน เจียเป่า (Wen Jiabao) (มีนาคม 2546)

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายหยาง เจี๋ยฉือ (Yang Jiechi) (เมษายน 2550)

วันชาติ
1 ตุลาคม (สาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ภายหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ จีนมีชัยชนะในสงครามกลางเมืองเหนือพรรคก๊กหมินตั๋ง)

ธงชาติ
รูปดาวสีเหลือง 5 ดวงบนพื้นสีแดง (ดาวดวงใหญ่หมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นผู้นำ ดาวเล็กๆ ทั้งสี่ดวงหมายถึง “ชนชั้น” ที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมจีน คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นชาวนา ชนชั้นนายทุนน้อย และชนชั้นนายทุนแห่งชาติ)

เมืองหลวง กรุงปักกิ่ง (ภาษาราชการจีนเรียกว่า “เป่ยจิง” – ??– Beijing)

ประชากร 1,314 ล้านคน

ชนชาติ
มีชนชาติต่างๆ อยู่รวมกัน 56 ชนชาติ โดยเป็นชาว ”ฮั่น” ร้อยละ 93.3 ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อย ที่สำคัญได้แก่ ชนเผ่าจ้วง หุย อุยกูร์ หยี ทิเบต แม้ว แมนจู มองโกล ไตหรือไท เกาซัน

ภาษา ภาษาจีนกลาง (ผู่ทงฮว่า ) เป็นภาษาราชการ ชาวจีนในมณฑลต่างๆ มีภาษาพูดท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น เสฉวน หูหนาน กวางตุ้ง ไหหลำ และฮกเกี้ยน

ศาสนา ลัทธิขงจื้อ ศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์

เขตการปกครอง
การปกครองส่วนกลางแบ่งออกเป็น 23 มณฑล (รวมถึงไต้หวัน) 5 เขตปกครองตนเอง (มองโกเลีย หนิงเซี่ย ซินเจียง กวางสี และทิเบต) 4 มหานครที่ขึ้นต่อส่วนกลาง (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน และฉงชิ่ง) และ 2 เขตบริหารพิเศษ(ฮ่องกง และมาเก๊า)

สถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 (ปี 2548 เป็นปีครบรอบ 30 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน)

เอกอัครราชทูตไทยประจำจีน นายรัฐกิจ มานะทัต(เข้ารับหน้าที่เมื่อมีนาคม 2550)

เอกอัครราชทูตจีนประจำไทย นายกว่าน มู่ Mr.Guan Mu (เข้ารับหน้าที่เมื่อมกราคม 2552)

สถานการณ์ทั่วไปในจีน

การเมือง
(1) การเมืองการปกครอง
ในระบอบการปกครองของจีนพรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นผู้กำหนดนโยบายทุกด้านให้รัฐบาลไปปฏิบัติ (รัฐบาลจึงไม่ใช่องค์กรกำหนดนโยบาย) โดยจีนมีนโยบายภายในที่สำคัญ ดังนี้
1.1 เน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และกำหนดเป้าหมายให้ GDP เพิ่มขึ้นอีก 4 เท่าตัว และทำให้จีนสร้างความกินดีอยู่ดี “เสี่ยวคาง” แก่คนจีนในระดับเดียวกับประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับกลาง ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของระดับการพัฒนาระหว่างภาคตะวันออกกับภาคตะวันตก ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาการเมือง สังคม ความแตกแยกของชนชาติที่รุนแรง จึงได้กำหนดให้พัฒนาภาคตะวันตกไปในเวลาเดียวกันด้วย
1.2 จีนเน้นการปฏิรูปทางการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะเดียวกัน เพื่อลดกระแสกดดันการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนประเมินแล้วว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในระยะ 10 ปีข้างหน้า นายเจียง เจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดีจีน จึงได้เสนอหลักการ 3 ตัวแทนขึ้นมาและบรรจุลงไปในธรรมนูญของพรรค หลักการ 3 ตัวแทน จะสามารถลดแรงกดดันของกลุ่มนายทุนใหม่และนักวิชาการเรื่องปฏิรูปการเมืองได้ โดยพรรคคอมมิวนิสต์เปิดกว้างให้คนเหล่านี้เข้าไปมีส่วนร่วมในพรรคและการบริหารประเทศได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ จีนได้เริ่มปล่อยให้การปกครองระดับท้องถิ่นในระดับตำบลและเมือง (อำเภอ) มีการเลือกตั้งโดยอิสระแล้วตั้งแต่ปี 2538

หลักการสามตัวแทนได้กำหนดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนใน 3 ด้าน คือ
(1) ด้านการผลิต โดยดูแลการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
(2) ด้านวัฒนธรรม โดยดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีของจีน และนำวัฒนธรรมอื่นที่ดี
มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ
(3) เปิดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น
กล่าวคือ ได้เปิดให้กลุ่มนายทุนและนักธุรกิจ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่
พรรคกำหนดเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค และมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น
ถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคจากตัวแทนเชิงปฏิวัติ หรือตัวแทน
ของชนชั้นแรงงาน เป็นตัวแทนเชิงบริหาร หรือตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น

(2) พรรคคอมมิวนิสต์จีน
สาธารณรัฐประชาชนจีนปกครองในระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งมีสมาชิกประมาณ 73 ล้านคน (สถิติปี 2551) เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ความคิดของอดีตประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตง ทฤษฎีการสร้างสรรค์สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีนของเติ้ง เสี่ยวผิง รวมถึงทฤษฎีสามตัวแทนที่ได้รับการบรรจุเข้าในธรรมนูญของรัฐเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 โดยรัฐบาลและรัฐสภามีหน้าที่คอยปฏิบัติตามมติและนโยบายที่พรรคกำหนดโดยยึดหลักประชาธิปไตยรวมศูนย์ (Democratic Centralism) ตามธรรมนูญพรรค กำหนดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคแห่งชาติ (Party Congress) ทุก 5 ปี นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งพรรคขึ้นในปี 2464 จนถึงปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แล้วรวมทั้งสิ้น 17 ครั้ง โดยได้จัดประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 17 ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2550 ซึ่งนายหู จิ่นเทา ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ต่ออีก 1 สมัย (วาระ 5 ปี)

การเมืองภายในจีนยังคงมีเสถียรภาพภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันที่ 15-21 ตุลาคม 2550 ได้มีการประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 17 ซึ่งมีการวางตัวผู้สืบทอดอำนาจจากผู้นำรุ่นที่ 4 ซึ่งมีนายหู จิ่นเทา เป็นแกนนำ ไปยังรุ่นที่ 5 ซึ่งนายสี จิ้นผิง ได้รับการจับตามองว่าจะมาแทนที่นายหู จิ่นเทาเมื่อก้าวลงจากตำแหน่งในปี 2555

ผู้นำจีน
สมัชชาพรรคสมัยที่ 17 ได้คัดเลือกบุคคลเป็นสมาชิกกรมการเมืองจำนวน 25 คน และสมาชิกกรมการเมือง 25 คนนี้ ได้เลือกตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee) จำนวน 9 คน (โดยมี 4 คนที่เป็นสมาชิกใหม่) เรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่
(1) นายหู จิ่นเทา (Hu Jintao)
(2) นายอู๋ ปางกั๋ว (Wu Bangguo)
(3) นายเวิน เจียเป่า (Wen Jiabao)
(4) นายเจี่ย ชิ่งหลิน (Jia Qinglin)
(5) นายหลี่ ฉางชุน (Li Changchun)
(6) นายสี จิ้นผิง (Xi Jinping)
(7) นายหลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang)
(8) นายเฮ่อ กั๋วเฉียง (He Guoqiang)
(9) นายโจว หย่งคัง (Zhou Yongkang)

(1 - 5 เป็นสมาชิกชุดเดิม 6-9 เป็นสมาชิกใหม่)

คลิกที่นี่เพื่อชมภาพสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง
คลิกที่นี่เพื่อตรวจสอบรายชื่อคณะรัฐมนตรี
คลิกที่นี่เพื่อตรวจสอบรายชื่อผู้นำระดับมณฑล

3. สถานการณ์ประเทศจีนในปี 2551-2552

3.1 สถานการณ์การเมืองภายใน
การเมืองภายในจีนมีเสถียรภาพและความมั่นคงสูง โดยพรรคฯ ยังคงอำนาจเบ็ดเสร็จและมุ่งมั่นสร้างชาติให้ทันสมัย เน้นการกวาดล้างการฉ้อราษฏร์บังหลวงในระดับต่าง ๆ และการสร้างผู้นำและผู้บริหารรุ่นใหม่เพื่อรองรับการแข่งขันในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ โดยได้ลงโทษผู้นำระดับสูงที่คอรรับชั่นอย่างเด็ดขาด
สำหรับสถานการณ์ช่องฝั่งช่องแคบก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีการไปมาหาสู่กันด้านการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจการค้า

เงินตรา สกุลเงินเรียกว่า “เหรินหมินปี้” (???)โดยมีหน่วยเรียกเป็น “หยวน” (?)

อัตราแลกเปลี่ยน
1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 6.8 หยวน (ก.ย. 2552)
1 ยูโร เท่ากับ 9.9 หยวน (ก.ย. 2552)
1 หยวน เท่ากับ 5.2 บาท (ก.ย. 2552)

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี
2,320 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551) (ปี 2546 เป็นปีแรกที่สูงเกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ)

GDP
4.222 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551) ถือว่าเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น)

GDP Growth
9% (ปี 2551)
11.4% (ปี 2550)
10.7% (ปี 2549)

ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ
2.033 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (มิ.ย. 2552)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 6 (ปี 2551)

การค้าระหว่างประเทศ
เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2521 รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภคภายในประเทศ โดยการเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อยกระดับการผลิตและการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกันด้วย

บทบาททางเศรษฐกิจของจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอิทธิพลและความสำคัญที่มีต่อภูมิภาค มูลค่า GDP ของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับร้อยละ 9-10 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจจีนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จีนดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และค่าเงินหยวนอย่างต่อเนื่องในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยนอกจากจะปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจของตนเองให้แข่งขันในโลกปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังมีนัยทางการเมืองที่ต้องการแสดงความตั้งใจจริงของรัฐบาลจีนในการชะลอและป้องกันภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป และต้องการปรับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ซึ่งพยายามกดดันให้จีนปรับค่าเงินหยวน เพื่อลดการเสียดุลการค้าและปัญหาการว่างงาน อย่างไรก็ดี จีนตั้งเป้าอัตราเติบโต GDP ปี 2552 ไว้ที่ร้อยละ 8 ทั้งนี้ ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯและยุโรปส่งผลให้มีการสั่งซื้อสินค้าจากจีนลดลง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของจีนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนับแต่ปลายปี 2551
เพื่อรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามเป้าหมาย รัฐบาลจีนได้จัดสรรงบประมาณ 4 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 20 ล้านล้านบาท) เป็นระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยมุ่งที่การบริโภคภายในและการลงทุนเป็นหลัก รวมถึงออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน การเพิ่มสภาพคล่องและจัดสรรแหล่งเงินกู้ในภาคธุรกิจ รวมถึงการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมและการเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนในภาคส่วนที่รัฐต้องการสนับสนุน
รัฐบาลจีนได้ส่งเสริมให้ใช้สกุลเงินหยวนในการทำธุรกรรมการค้าข้ามพรมแดนกับกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อลดความความเสี่ยงในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศจากการพึ่งพิงแต่เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ โดยคณะรัฐมนตรีจีนได้เห็นชอบ เมื่อปลายปี 2551 กำหนดให้มณฑลยูนนานและเขตปกครองตนเองกวางสีฯ ดำเนินโครงการนำร่องใช้เงินสกุลหยวนทำการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียน และให้มณฑลแถบ Pearl River Delta และ Yangtze River Delta ใช้เงินสกุลหยวนทำการค้ากับฮ่องกงและมาเก๊า

นโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของจีน มีรายละเอียด ดังนี้
(1) ยึดมั่นการกระตุ้นอุปสงค์ของตลาดภายในประเทศต่อไป
(2) ดำเนินนโยบายการคลังในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยึดเป็นยุทธศาสตร์
ระยะยาวของประเทศ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวน โดนดำเนินนโยบายการเงินยืดหยุ่นตามความเหมาะสม
(3) เร่งปรับโครงสร้างด้านการเกษตร การปฏิรูปชนบท และการเพิ่มรายได้
ให้แก่เกษตรกร
(4) เร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นการพัฒนา
ด้านเทคโนโลยีแก่วิสาหกิจจีน ยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีการผลิต
พัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคคล และใช้โอกาสที่จีน
เข้าเป็นสมาชิก WTO ขยายการติดต่อและร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น
(5) ปรับเปลี่ยนการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อความเป็นเอกภาพ
ของนโยบายและความโปร่งใส ซึ่งจะยกระดับการทำงานให้สอดคล้องกับ
หลักสากล รวมทั้งฝึกฝนอบรมบุคลากรที่เชี่ยวชาญในกฎหมายและเศรษฐกิจ
ระหว่างประเทศ
(6) พัฒนาภาคตะวันตก เพื่อลดความเลื่อมล้ำระหว่างการพัฒนา และมาตรฐาน
ความเป็นอยู่ของประชาชนทางภาคตะวันออก และตะวันตก
(7) พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อส่งเสริม
การพัฒนาที่ยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าของสินค้า
(8) จีนมีนโยบายเปิดกว้างด้านตลาดหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนต่างชาติที่มี
คุณสมบัติเหมาะสมสามารถยื่นขอใบอนุญาต Qualified Foreign Institutional
Investor: QFII จากคณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลัดทรัพย์จีน
(China Securities Regulatory Commission: CSRC) โดยนโยบายดังกล่าว
เริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2545

ในปัจจุบันตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรจีนมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเดิมสงวนไว้สำหรับนักธุรกิจจีนเท่านั้น การเปิดตลาดจึงเปรียบเสมือนการเปิดโอกาสในการลงทุนทีมีมูลค่าสูงให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน จะช่วยระดมทุนใหม่ ๆ และสร้างความชำนาญให้แก่ตลาดหลักทรัพย์จีน และกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อขายในตลาดหุ้น

ตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญ
สหรัฐฯ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมัน

ตลาดนำเข้าสินค้าที่สำคัญ
ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ สหรัฐฯ เยอรมัน

สินค้าออกที่สำคัญ
ชิ้นส่วนและวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องกระเป๋าเดินทาง เฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบ

สินค้าเข้าที่สำคัญ
แผงวงจรไฟฟ้า น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบ ชิ้นส่วนและวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สินแร่ เครื่องจักรฯ

การลงทุนจากต่างประเทศ
ในส่วนของการลงทุนจากต่างประเทศ มูลค่าเงินลงทุนในจีน (FDI) มีมูลค่าประมาณ 92,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จีนเป็นแหล่งรองรับเงินทุนต่างประเทศมากเป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกา)

ในขณะที่จีนได้ไปลงทุนในต่างประเทศ (ยกเว้นด้านการเงิน) คิดเป็นมูลค่า 40,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551)

ผู้ลงทุนที่สำคัญ
ฮ่องกง ไต้หวัน สหรัฐฯ เยอรมนี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
สถานะความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน

1. ด้านการเมือง
ไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ความสัมพันธ์ไทย-จีนดำเนินมาด้วยความราบรื่นบนพื้นฐานของความเสมอภาค เคารพซึ่งกันและกัน ไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน และอยู่ภายใต้หลักการของผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง สันติภาพ และเสถียรภาพของภูมิภาค และได้มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงสงครามกัมพูชาที่ได้ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดีและได้ขยายไปสู่ความร่วมมือทางการค้า เศรษฐกิจ และการลงทุน เมื่อสิ้นสุดสงครามเย็นและจีนสามารถมีความสัมพันธ์กับอาเซียนทุกประเทศแล้ว ความสำคัญของไทยต่อจีนในทางยุทธศาสตร์ได้ลดลงไปจากเดิม ความสัมพันธ์ในปัจจุบันจึงได้เน้นด้านการค้าและเศรษฐกิจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ต่างตอบแทนเป็นหลัก

ไทยกับจีนไม่มีปัญหาหรือข้อขัดแย้งใดๆ ที่ตกทอดมาจากประวัติศาสตร์ การไปมาหาสู่ของผู้นำระดับสูงสุดก็เป็นไปอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะการเสด็จฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อเดือนตุลาคม 2543 การแลกเปลี่ยนการเยือนของนายกรัฐมนตรีไทย-จีน ในปี 2544 การเสด็จฯ เยือนจีนของพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างและกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างประชาชนของสองประเทศอีกด้วย

ปัจจุบันความสัมพันธ์ไทย-จีนมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นในทุกด้าน ทั้งกรอบทวิภาคี พหุภาคี และเวทีภูมิภาค เช่น ASEAN-China Annual Consultation, ASEAN+3, ARF, ASEM เป็นต้น ในการเยือนจีนเมื่อเดือนสิงหาคม 2544 ไทยและจีนต่างเห็นพ้องที่จะมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์และขอบข่ายความร่วมมือระหว่างกันให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในลักษณะของความเป็นหุ่นส่วนทางยุทธศาสตร์ การเยือนจีนของนายกรํฐมนตรีประสบความสำเร็จหลายด้าน เช่น ความร่วมมือด้านยาเสพติด ด้านการเงิน การคลัง พาณิชย์นาวี รวมทั้งได้ลงนามความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างไทย-จีน และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-จีน/ จีน-ไทย

ปี 2548 เป็นปีครบรอบ 30 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างไทยและจีน ทั้งสองประเทศจะมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองร่วมกันเป็นจำนวนมาก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและใกล้ชิดกันเป็นพิเศษระหว่างไทยและจีน อาทิ การแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้นำ โดยนายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 เพื่อร่วมฉลองในกิจกรรมต่างๆ ที่รัฐบาลไทย-จีนร่วมกันจัดขึ้นที่จีน การจัดกิจกรรมฉลองร่วม การจัดทำหนังสือที่ระลึก การจัดงานสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน และการแลกเปลี่ยนเยาวชน เป็นต้น

ล่าสุดไทยกับจีนได้ลงนามแผนปฏิบัติการร่วมไทย-จีน (Joint Action Plan) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นการวางกรอบความร่วมมือใน 5 ปีข้างหน้า และเป็น Roadmap ของการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต

2. ด้านเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2546 ได้มีการลงนามความตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ระหว่างไทย-จีน (Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the People's Republic of China on Accelerated Tariff Elimination under the Early Harvest Programme of the Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation between ASEAN and China) ซึ่งช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีในการค้าสินค้าผักและผลไม้ (สินค้าพิกัดภาษี 07 08) ทั้งประเทศไทย และจีนมีความพร้อมในการลดภาษีอยู่แล้ว ซึ่งได้มีผลยกเว้นภาษีสำหรับสินค้า 116 รายการ ในพิกัดภาษี 07 08 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546

การค้าของไทยกับจีน
ในปี ๒๕๕๑ มูลค่ารวมการค้าไทย-จีน๓๖,๒๔๗ ล้าน USD (ไทยส่งออก ๑๖,๑๙๑ ล้าน USD นำเข้า ๒๐,๐๕๖ ล้าน USD) โดยจีนเป็นคู่ค้าอันดับ ๒ ของไทย และไทยเป็นคู่ค้าอันดับ ๑๔ ของจีน

สินค้าเข้าจากไทยที่สำคัญ
สายอากาศและเครื่องสะท้อนสัญญาณทางอากาศ พลาสติก มันสำปะหลัง คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ แผงวงจรไฟฟ้า ไม้ที่เลื่อยแล้ว

สินค้าที่จีนส่งออกมาไทยที่สำคัญ
ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์แผ่นเหล็กรีดร้อน เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับโทรศัพท์หรือโทรเลขแบบใช้สาย เงิน ตะกั่ว

การลงทุนของไทยในจีน
การลงทุนของไทยในจีน๓,๗๑๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสาขาการลงทุน ได้แก่ การผลิตอาหารสัตว์ ปศุสัตว์ น้ำตาล แปรรูปสินค้าเกษตร โรงแรม สปา ร้านอาหาร เหมืองแร่ ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น (๒๕๕๑)

การลงทุนของจีนในไทย
จีนมาลงทุนในไทย ๒,๘๒๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ (๒๕๕๑) สาขาการลงทุนของจีนในไทย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง เกษตรกรรมและผลิตผลการเกษตร อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

647 คน

 สถิติเมื่อวาน

1758 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

27835 คน

229872 คน

3193755 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official