ราชอาณาจักรนอร์เวย์
Kingdom of Norway
 
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ทิศเหนือติดกับมหาสมุทรอาร์กติก ทิศตะวันตกติดกับทะเลนอร์วีเจียน ทิศตะวันออกติดกับฟินแลนด์ สวีเดน และรัสเซีย ทิศใต้ติดกับทะเลเหนือ

พื้นที่ 385,199 ตารางกิโลเมตร

ประชากร 4.8 ล้านคน

ภาษา ภาษานอร์เวย์

ศาสนา คริสต์นิกาย Church of Norway ร้อยละ 82.7 คริสต์นิกายอื่นๆ
ร้อยละ 4.8 อิสลาม ร้อยละ 1.7 อื่นๆ ร้อยละ 10.8

เมืองหลวง กรุงออสโล (Oslo)

สกุลเงิน โครนนอร์เวย์ (Norwegian Kroner)

วันชาติ 17 พฤษภาคม (วันรัฐธรรมนูญ)

ระบบการเมือง ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

ประมุข สมเด็จพระราชาธิบดีเฮอรัลด์ที่ 5 (His Majesty King Harald V)

นายกรัฐมนตรี นายเจนส์ สโตลเตนเบิร์ก (Jens Stoltenberg) (ดำรงตำแหน่งครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2548 และครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552)

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายโจนาส การ์ สโตร์ (Jonas Gahr St?re)

สถาบันการเมือง
นอร์เวย์มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข โดยบทบาทของพระองค์ในปัจจุบัน จำกัดอยู่เพียงด้านพิธีการและสัญลักษณ์ ส่วนรัฐสภาใช้ระบบสภาเดียว คือ สภาสตอร์ทติงเกท (Stortinget) มีจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด 169 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจากประชาชนโดยตรง
มีวาระดำรงตำแหน่งครั้งละ 4 ปี

คณะรัฐมนตรีได้รับแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์มีหน้าที่ดำเนินนโยบายบริหารประเทศด้วยความเห็นชอบจากรัฐสภา

สำหรับฝ่ายตุลาการ ผู้พิพากษาได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี แต่มีอำนาจในการพิจารณาคดีอย่างอิสระ
การเมืองการปกครอง
สภาวะทางการเมือง
ภายหลังจากการลงประชามติไม่เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 โดยร้อยละ 52.5 ลงคะแนนเสียงคัดค้าน และร้อยละ 47.5 ลงคะแนนเสียงสนับสนุน นาง Gro Harlem Brundtland นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ได้แสดงท่าทีที่แน่ชัดว่า รัฐบาลนอร์เวย์และพรรคการเมืองอื่น ๆ จะต้องร่วมกันพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศต่อความร่วมมือกับสหภาพยุโรป นอร์เวย์จะต้องแสดงให้เห็นว่า นอร์เวย์ไม่ต้องการอยู่โดดเดี่ยว และจะพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศในองค์กรต่าง ๆ ที่นอร์เวย์เข้าร่วมอยู่ด้วยอย่างแข็งขัน

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกันยายน 2552
การเลือกตั้งทั่วไปของนอร์เวย์ครั้งล่าสุด มีขึ้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 เป็นการแข่งขันที่ใกล้เคียงกันมากระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกลุ่มพันธมิตรสังคมนิยม (Red-Green Alliance) 3 พรรค อันประกอบด้วยพรรค Labour พรรค Socialist Left และพรรค Centre ซึ่งได้รับคะแนนเสียง 86 ที่นั่ง กับกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านอนุรักษ์นิยม (non – socialist) 3 พรรค ได้แก่ พรรค Conservative พรรค Christian Democratic และพรรค Liberal ซึ่งได้รับคะแนนเสียง 83 ที่นั่ง

ต่อมา เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของนายเจนส์ สโตลเตนเบิร์ก (Jens Stoltenberg) นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค Labour (เป็นการดำรงตำแหน่งครั้งที่สาม หลังจากเคยดำรงตำแหน่งมาแล้วระหว่างปี 2543 – 2544 และ 2548 – 2552) ซึ่งเป็นรัฐบาลผสมเสียงข้างมากในรัฐสภา

คณะรัฐมนตรีนอร์เวย์ชุดปัจจุบันประกอบด้วยรัฐมนตรีชาย 10 คน และรัฐมนตรีหญิง 10 คน จากทุกภูมิภาคของนอร์เวย์ ซึ่งไม่เคยปรากฏว่ามีจำนวนรัฐมนตรีหญิงในคณะรัฐมนตรีมากเช่นนี้มาก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลนอร์เวย์ชุดปัจจุบันมีนโยบายต่อต้านการแบ่งแยกทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางเพศ แนวโน้มทางเพศ ศาสนา หรือชาติพันธุ์

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงพึงพอใจกับผลงานของรัฐบาลชุดก่อนโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตทางการเงินระหว่างประเทศที่ผ่านมา ซึ่งทำให้นอร์เวย์ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ตลอดจนนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับด้านสวัสดิการสังคม การเพิ่มการจ้างงาน การพัฒนาการศึกษา และการรักษาสิ่งแวดล้อม กอปรกับประชาชนยังนิยมชมชอบ
นายสโตลเตนเบิร์ก ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในลำดับต้นทุกครั้งจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับนักการเมืองยอดนิยม อีกทั้งเห็นว่าพรรค Labour ภายใต้การนำของนายสโตลเตนเบิร์กเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล

นโยบายต่างประเทศ

นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลนอร์เวย์ปัจจุบัน คือ การเข้าไปมีส่วนร่วมในบทบาทที่โดดเด่นและสร้างสรรค์ของนอร์เวย์ในเวทีระหว่างประเทศ โดยจะเห็นได้จากการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในกรอบองค์การสหประชาชาติ เพื่อการบรรลุ UN Millennium Development Goals (MDGs) นอกจากนี้ นอร์เวย์ให้ความสนใจเป็นอย่างมากต่อกระบวนการประชาธิปไตย กระบวนการเจรจาสันติภาพ การพัฒนาและการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานอย่างยั่งยืน การพัฒนาพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ และการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก (Climate Change) นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญมากในเรื่องสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของมนุษย์ โดยชาวนอร์เวย์มีใจเปิดกว้างสำหรับคนเชื้อชาติอื่น และพร้อมให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ด้อยโอกาสกว่า ปัจจุบันมีชาวต่างประเทศอยู่ในนอร์เวย์ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน คิดเป็นร้อยละ 6.25 ของประชากรนอร์เวย์ ชาวต่างประเทศกลุ่มใหญ่ที่สุด คือ โปแลนด์ รองลงมา คือ สวีเดน เดนมาร์ก เยอรมัน อังกฤษ ส่วนผู้อพยพกลุ่มใหญ่ คือ อิรัก และโซมาเลีย

ในส่วนของนโยบายต่างประเทศต่อภูมิภาคเอเชีย นอร์เวย์ประสงค์ที่จะเรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นกับประเทศมหาอำนาจในเอเชีย อาทิ จีนและอินเดีย ในขณะที่ยังคงสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือฟื้นฟูสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจในอัฟกานิสถาน และดำเนินความสัมพันธ์ที่ดีกับไทย เช่นเดียวกับที่เคยดำเนินเสมอมา

บทบาทที่สำคัญของรัฐบาลนอร์เวย์ภายใต้การนำของนายสโตลเตนเบิร์กในเวทีสหประชาชาติ คือ การสนับสนุนความเท่าเทียมในเรื่องเพศ โดยเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 นายโจนาส การ์ สโตร์ (Jonas Gahr St?re) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ ได้ประกาศการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่อสนับสนุนการเพิ่มการมีส่วนร่วมของสตรีในปฏิบัติการเพื่อสันติภาพของทหารและพลเรือน และเพื่อเสริมสร้างการปกป้องสิทธิสตรีในพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้ง ซึ่งเป็นการติดตามผลของมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1325 เกี่ยวกับสตรี สันติภาพ และความมั่นคง ส่วนในภูมิภาคเอเชีย บทบาทที่สร้างสรรค์ของนอร์เวย์ คือ การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพศรีลังการะหว่างรัฐบาลศรีลังกากับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (LTTE) และการตอบรับเข้าร่วม Bangkok process เรื่องพม่า ครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทย ตามคำเชิญของรัฐบาลไทย

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2551 นายการ์ สโตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์และคณะ ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนอัฟกานิสถาน ถูกโจมตีด้วยระเบิดสังหารชีพจากกลุ่มก่อการร้าย เป็นผลให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์บาดเจ็บ 1 คน และสื่อมวลชนที่ติดตามคณะเสียชีวิต 1 คน ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์และคณะที่เหลือปลอดภัย การโจมตีครั้งนี้ อาจเนื่องมาจากการที่เมื่อต้นปี 2551 กระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ได้ประกาศว่า นอร์เวย์จะเพิ่มความช่วยเหลือด้านการพัฒนาเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจและความมั่นคงให้แก่อัฟกานิสถานร้อยละ 50 กล่าวคือ จากจำนวน 500 ล้านโครนนอร์เวย์ในปี 2550 เป็น 750 ล้านโครนนอร์เวย์ในปี 2551 โดยยอมรับว่า การให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนา เป็นกลไกหนึ่งในการสร้างอิทธิพลของนอร์เวย์ในเวทีโลก ทั้งนี้ นายการ์ สโตร์ ยังยืนยันจะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับอัฟกานิสถาน โดยจะยังให้ความสนับสนุนช่วยเหลืออัฟกานิสถานและคงบทบาทในอัฟกานิสถานต่อไป ทั้งในด้านการทหารร่วมกองกำลังองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation – NATO) และเจ้าหน้าที่พลเรือนช่วยเหลือด้านการพัฒนา

นอกจากนี้ นอร์เวย์และสวีเดนยังเป็นสถานที่มอบรางวัลโนเบล (Nobel prizes) โดยกำหนดจัดขึ้นที่กรุงออสโลและกรุงสตอกโฮล์ม ทุกๆ วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี โดยจะมีการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่กรุงออสโล

เศรษฐกิจการค้า
ภาวะทางเศรษฐกิจ
1. ข้อมูลทั่วไป

นอร์เวย์เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติทางพื้นดิน ป่าไม้ และทะเลอย่างมาก โดยมีอุตสาหกรรมหลัก คือ อุตสาหกรรมการประมง อุตสาหกรรมผลิตภัณท์ป่าไม้ อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ อุตสาหกรรมแร่ธาตุ จำพวกอลูมิเนียม สังกะสี ตะกั่ว และทองแดง และอุตสาหกรรมการต่อเรือ และอุปกรณ์ด้านการเดินเรือทะเล นอกจากนี้ นอร์เวย์ยังมีอุตสาหกรรมการเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางตอนใต้ของทะเลเหนือ รัฐบาลนอร์เวย์จึงพยายามที่จะดำเนินนโยบายที่จะให้หลักประกันต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

นอร์เวย์เป็นรัฐสวัสดิการ ซึ่งมีนโยบายที่เน้นการนำรายได้ของรัฐมาสนับสนุนภาคบริการเพื่อเป็นหลักประกันทางสังคมแก่ประชาชนในด้านต่างๆ อาทิ การบริการรักษาพยาบาล การศึกษา การจัดระบบบำเหน็จบำนาญ และการดูแลผู้พิการและผู้สูงอายุ เป็นต้น ลักษณะสำคัญของสังคมนอร์เวย์อีกประการหนึ่ง คือ การเน้นความเท่าเทียมกันในเรื่องเพศ ซึ่งทำให้สตรีชาวนอร์เวย์ได้รับสิทธิในการทำงานและสิทธิทางด้านสังคมอื่นๆ เช่นเดียวกับบุรุษ

สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจของนอร์เวย์ในระดับภูมิภาคยุโรป นอกเหนือจากการส่งเสริมความร่วมมือในกลุ่มประเทศนอร์ดิก (Nordic) ซึ่งประกอบด้วยเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน แล้ว นอร์เวย์ยังเป็นสมาชิกสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association - EFTA) ซึ่งมีสมาชิกประเทศ ได้แก่ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และนอร์เวย์ได้เจรจากับสหภาพยุโรป (European Union - EU) เพื่อจัดตั้งเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area - EEA) ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2537

2. สภาวะทางเศรษฐกิจ
วิกฤตเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของราชอาณาจักรนอร์เวย์ อย่างไรก็ตาม ราชอาณาจักรนอร์เวย์ได้รับผลกระทบดังกล่าวน้อยกว่าประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เป็นต้น ส่วนหนึ่งมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่ภาคอุตสาหรรมการผลิตและการบริการของราชอาณาจักรนอร์เวย์ยังคงได้รับผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมที่มีพลวัต ในขณะเดียวกัน ราชอาณาจักรนอร์เวย์ไม่มีอุตสาหกรรมการผลิตที่เน้นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ยานยนต์ หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ นอกจากนี้ การอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ กอปรกับการดำเนินนโยบายทางการเงินที่สอดคล้องกับภาวะวิกฤตในขณะนั้น ทำให้ระบบเศรษฐกิจของราชอาณาจักรนอร์เวย์มีเสถียรภาพ ในขณะที่อัตราว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 2.6 เมื่อปี 2551 และคาดว่าจะสูงขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 3.2 ในปี 2552) และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อของราชอาณาจักรนอร์เวย์จะลดลงจากร้อยละ 3.8 เมื่อปี 2551 มาอยู่ที่ร้อยละ 1.9 ในปี 2552


3 การค้าระหว่างประเทศ
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของนอร์เวย์ที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป (ร้อยละ 79) สหรัฐฯ (ร้อยละ 10) และประเทศในทวีปเอเชีย (ร้อยละ 8)

ดรรชนีเศรษฐกิจ b>
- ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 376.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- GDP ต่อหัว : 75,076 ดอลลาร์สหรัฐ
- อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : ร้อยละ -2.2
- อัตราเงินเฟ้อ : ร้อยละ 2.3
- ประเทศคู่ค้าสำคัญ : สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สวีเดน เยอรมนี เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส จีน
- สินค้านำเข้าสำคัญ : เครื่องจักรกล เครื่องจักรไฟฟ้า ยานยนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์เครื่องเรือน ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยา เรือ
- สินค้าส่งออกสำคัญ : น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ เครื่องจักรอุตสาหกรรมและอุปกรณ์การขนส่ง เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย กระแสไฟ นิเกิ้ลและอะลูมิเนียม เหล็กและเหล็กกล้า ปลาและสัตว์น้ำ

- ได้รับการจัดให้เป็นอันดับ 2 ของ Global Peace Index โดย EIU ปี 2552

- การจัดอันดับขีดความสามารถด้านการแข่งขัน (Global Competitiveness Index) 2552-2553 อยู่ในอันดับที่ 14 ของโลก

การลงทุนในต่างประเทศ
พื้นที่การลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป โดยเฉพาะเดนมาร์ก ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ การลงทุนในประเทศในทวีปเอเชียที่เป็นแหล่งรับการลงทุนสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น อินเดีย สิงคโปร์ และไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรนอร์เวย์
ความสัมพันธ์ทางการทูต
ประเทศไทยเริ่มมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2448 หลังจากที่นอร์เวย์ได้ประกาศเอกราชและแยกตัวออกจากสวีเดนโดยสันติ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2448 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับนอร์เวย์ใกล้ชิดมากขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนนอร์เวย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเดือนมิถุนายน 2450 ซึ่งได้ทรงลงพระนามาภิไธยย่อ “จปร” ไว้บนก้อนหิน ณ บริเวณนอร์ดแคปป์ (Nordkapp) ต่อมา ได้มีการจัดสร้างพิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ เยือนนอร์เวย์ เพื่อทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว เมื่อปี 2532

เมื่อปี 2495 ได้มีการแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูตในระดับอัครราชทูต และได้ยกฐานะความสัมพันธ์ขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูตตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2503 จากนั้น นอร์เวย์ได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตมาประจำประเทศไทยตลอดมา ส่วนไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล เมื่อเดือนสิงหาคม 2530 และต่อมา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2544 คณะรัฐมนตรีมีมติให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล มีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐลัตเวีย

ไทยและนอร์เวย์ได้เฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2548 ในโอกาสดังกล่าว เจ้าชายโฮกุ้น มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ และเจ้าหญิงเมตเต-มาริต พระชายา ได้เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 23 – 26 พฤศจิกายน 2547

นอกจากนี้ นอร์เวย์เคยมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในการเชื่อมความสัมพันธ์ไทย – จีน โดยเมื่อต้นปี 2514 นอร์เวย์ได้เริ่มทำหน้าที่เป็นประเทศที่สามที่เป็นตัวกลางในการจัดให้ผู้แทนฝ่ายไทยและฝ่ายจีนได้พบปะหารือกัน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2514 นายอานันท์ ปันยารชุน เอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก และนายเจียว กง หัว (Chiao Kuan-Hua) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้พบปะหารือกันที่นครนิวยอร์ก อันนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518

ปัจจุบัน นายจุลพงษ์ โนนศรีชัย ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล รวมทั้งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำลัตเวียด้วย นอกจากนี้ ไทยยังมีสถานกงสุล ณ เมืองเบอร์เกน โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ

สำหรับนอร์เวย์ สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศกัมพูชา และพม่า เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ นางคัทยา คริสทีนา โนร์ดการ์ด (Katja Christina Nordgaard) นอกจากนี้ ยังมีสถานกงสุลนอร์เวย์ประจำประเทศไทย จำนวน 2 แห่ง คือ
-สถานกงสุลนอร์เวย์ประจำเมืองพัทยา มีนายสติก วักท์ แอนเดอร์ซัน (Stig Vagt Andersen) ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ
-สถานกงสุลนอร์เวย์ประจำจังหวัดภูเก็ต มีนางพรพรรณ สิทธิชัยวิจิตร ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ

ปัจจุบัน คนไทยในนอร์เวย์มีจำนวนประมาณ 10,000 คน ส่วนใหญ่เป็นหญิงที่แต่งงานกับชาวนอร์เวย์ ส่วนหนึ่งได้สัญชาตินอร์เวย์แล้ว มีร้านอาหารไทย จำนวน 34 ร้าน มีวัดไทย จำนวน 1 วัด และมีสมาคมคนไทยที่สำคัญ เช่น สมาคมชาวพุทธไทย สมาคมคนไทยในเขตโรกาแลนด์ (Hordaland) และสมาคมชาวพุทธไทย ทรอนด์แฮม (Trondheim) เป็นต้น

ความสัมพันธ์ด้านการค้า

ไทยและนอร์เวย์มีกรอบการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจภายใต้คณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจ การเดินเรือ อุตสาหกรรม วิชาการและการค้า ไทย-นอร์เวย์ ซึ่งได้มีการประชุมมาแล้ว 4 ครั้ง ระหว่างปี 2529 – 2542 ไทยและนอร์เวย์ยังได้ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในกรอบพหุภาคี คือ การเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Association – EFTA) ซึ่งมีสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยทั้งสองฝ่ายได้เริ่มดำเนินการเจรจาตั้งแต่ปี 2548 แม้ว่ายังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

เมื่อปี 2552 นอร์เวย์เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญลำดับที่ 63 ของไทย ไทยและนอร์เวย์มีมูลค่าการค้ารวม 291 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 119 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 172 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยขาดดุล 53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่ไทยส่งออกไปนอร์เวย์ ได้แก่ เนื้อปลาสดแช่เย็น แช่แข็ง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผักกระป๋องและแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์พลาสติก สินค้าที่ไทยนำเข้า ได้แก่ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เครื่องมือเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ

ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า
1. นอร์เวย์เป็นตลาดขนาดเล็ก ซึ่งมีประชากรประมาณ 4.8 ล้านคน ผู้นำเข้าของนอร์เวย์นิยมสั่งซื้อสินค้าผ่านคนกลางในแถบยุโรปด้วยกัน จึงทำให้ตลาดนอร์เวย์ไม่ได้รับความนิยมและสนใจจากผู้ส่งออกของไทย
2. ผู้ส่งออกของไทยขาดข้อมูลด้านการตลาดในนอร์เวย์
3. การนำเข้าสินค้าเกษตรของนอร์เวย์ส่วนใหญ่จะนำเข้าจากสหรัฐฯ
(ที่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ)

นอกจากนี้ ไทยและนอร์เวย์ยังได้ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในกรอบพหุภาคี ภายใต้การเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งนอร์เวย์เป็นสมาชิกอยู่ โดยในขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาจัดทำความตกลงดังกล่าว

ความสัมพันธ์ด้านการลงทุน
จากสถิติของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระหว่างปี 2513 – 2547 นอร์เวย์มีโครงการลงทุนในไทยจำนวน 23 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 3.9 พันล้านบาท สาขาอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ได้แก่ บริการกิจการวิจัยและการพัฒนา และกิจการส่งเสริมการค้าและการลงทุน ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง เฟอร์นิเจอร์เหล็ก เคมีภัณฑ์ กระดาษ กล่องกระดาษ พลาสติก อุตสาหกรรมเบา กิจการด้านการสื่อสารโทรคมนาคม (บริษัท Telenor) และการผลิตกระดาษ (บริษัท Pan Asia Paper) ทั้งนี้ เมื่อปี 2552 มีโครงการลงทุนของนอร์เวย์ในไทยที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI จำนวน 3 โครงการ มูลค่า 16 ล้านบาท ในสาขาอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างเหล็ก

ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา
นอร์เวย์ให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่ไทยทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีในด้านต่างๆ อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเล สื่อสารโทรคมนาคม การพัฒนาพลังงานน้ำ เทคโนโลยีสารสนเทศ อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมการประมง โดยนอร์เวย์มีหน่วยงาน NORAD (Norwegian Agency for International Development) ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ต่างประเทศ ความช่วยเหลือและความร่วมมือที่นอร์เวย์ให้แก่ไทย อาทิ โครงการพัฒนาบุคลากรด้านการบริหารกิจการปิโตรเลียม โดยสถาบัน Norwegian Petroleum Directorate (NPD) คัดเลือกเจ้าหน้าที่จากกระทรวงอุตสาหกรรมเข้ารับการอบรมด้าน Petroleum Policy and Management โครงการจัดตั้งระบบสำรวจและพยากรณ์ทางสมุทรศาสตร์และสภาพแวดล้อมทางทะเล (Thai Seawatch Project) ภายใต้โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาลนอร์เวย์ โดยมีบริษัท OCEANOR ของนอร์เวย์เป็นผู้ดำเนินการร่วมกันกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

การท่องเที่ยว

ชาวนอร์เวย์เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2549 มีจำนวน 101,920 คน ปี 2550 จำนวน 110,076 คน ปี 2551 จำนวน 127,976 คน และปี 2552 จำนวน 151,572 คน ซึ่งมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรนอร์เวย์ซึ่งมีจำนวน 4.8 ล้านคน ในขณะที่เมื่อปี 2552 มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวนอร์เวย์จำนวนประมาณ 8,000 คน

แหล่งท่องเที่ยวที่ชาวนอร์เวย์นิยม คือ แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดภูเก็ต ปัจจัยที่ ทำให้ชาวนอร์เวย์นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย คือ ความสามารถสนองตอบต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวนอร์เวย์ในการท่องเที่ยวประเภทหาดทราย ชายทะเลของไทย และการที่ไทยมีค่าครองชีพที่ไม่สูง

ล่าสุด เมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2552 การบินไทยได้เปิดเส้นทางบินตรงไทย – นอร์เวย์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวนอร์เวย์และนักธุรกิจ ด้วยเครื่องแอร์บัส 340-500 ประกอบด้วยชั้นธุรกิจ 60 ที่นั่ง ชั้น premium economy 42 ที่นั่ง และชั้นประหยัด 113 ที่นั่ง โดยในปัจจุบัน บินออกจากนอร์เวย์ทุกวัน ใช้เวลาบินราว 10 ชั่วโมงครึ่ง

วัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 กระทรวงการต่างประเทศได้จัดงานเปิดตัวโครงการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยในกลุ่มประเทศนอร์ดิก 4 ประเทศ คือ เดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์และฟินแลนด์ โดยกระทรวงการต่างประเทศได้นำนาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก (Traditional Thai Puppet Theater) โดยคณะโจหลุยส์ ไปแสดงที่กรุงโคเปนเฮเกน เมืองโกเธนเบอร์ก กรุงสตอกโฮล์ม กรุงออสโล และกรุงเฮลซิงกิ ระหว่างวันที่ 16 – 25 กันยายน 2548 ทั้งนี้ การจัดโครงการดังกล่าวเป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้นโยบายส่งเสริมการทูตเชิงวัฒนธรรมของกระทรวงการต่างประเทศเพื่อร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – นอร์เวย์ ในปี 2548 และเพื่อแสดงออกถึงไมตรีจิตและความปรารถนาดีของไทยแก่ประชาชนกลุ่มประเทศ
นอร์ดิกจากเหตุการณ์ภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิในไทย

กลไกของการดำเนินความสัมพันธ์
ไทยและนอร์เวย์มีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเดินเรืออุตสาหกรรม วิชาการและการค้า ซึ่งได้ลงนามเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2528 โดยความตกลงฉบับนี้ได้วางกรอบสำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจ การเดินเรือ อุตสาหกรรม วิชาการและการค้า (Joint Commission for Economic, Maritime, Industrial, Technical Cooperation and Trade - JC) ซึ่งได้มีการประชุมมาแล้ว 4 ครั้ง คือ
- ครั้งที่ 1 ณ กรุงออสโล วันที่ 27-29 ตุลาคม 2529 โดยมี ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
- ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพฯ วันที่ 7-9 ธันวาคม 2531 โดยมี ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
- ครั้งที่ 3 ณ กรุงออสโล วันที่ 10-12 กันยายน 2533 โดยมีนายอำนวย ยศสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
- ครั้งที่ 4 ณ กรุงเทพฯ วันที่ 21-22 มิถุนายน 2542 โดยมีม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

การแลกเปลี่ยนการเยือน
ฝ่ายไทย

พระราชวงศ์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
- เดือนมิถุนายน 2450 เสด็จฯ เยือนนอร์เวย์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 19 – 21 กันยายน 2503 เสด็จฯ เยือนนอร์เวย์ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
- เดือนมกราคม 2534 เสด็จฯ แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงร่วมในพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดี โอลาฟ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- วันที่ 17 – 27 มิถุนายน 2532 เสด็จฯ เยือนนอร์เวย์ เพื่อทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานไทย ณ เมืองนอร์ดแคปป์ (Nordkapp)
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์
- ปี 2538 เสด็จเยือนนอร์เวย์ เป็นการส่วนพระองค์ และทรงอัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในชุดฉลองพระองค์ที่เสด็จฯ เยือน North Cape เมื่อปี 2450 ไปประดิษฐานไว้ที่พิพิธภัณฑสถานไทย ณ เมืองนอร์ดแคปป์ (Nordkapp)
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
- วันที่ 3 – 10 กรกฎาคม 2550 เสด็จเยือนนอร์เวย์ เพื่อทรงเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารอเนกประสงค์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ณ วัดไทยนอร์เวย์
- วันที่ 25 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2553 เสด็จเยือนนอร์เวย์ เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เมืองเบรวิก

นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการฯ/รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ
- วันที่ 27 – 29 กันยายน 2532 พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี เยือนนอร์เวย์ อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 27-29 ตุลาคม 2529 ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจ การเดินเรือ อุตสาหกรรม วิชาการและการค้า ครั้งที่ 1
- วันที่ 8-14 กันยายน 2533 นายอำนวย ยศสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนนอร์เวย์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจ การเดินเรือ อุตสาหกรรม วิชาการและการค้า ครั้งที่ 3
- วันที่ 6-8 ตุลาคม 2537 นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะนักธุรกิจไทย เดินทางเยือนนอร์เวย์ อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 19-21 พฤษภาคม 2542 นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนนอร์เวย์ เพื่อเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีเครือข่าย ความมั่นคงของมนุษย์ ครั้งที่ 1 (Human Security Network - HSN) ที่เกาะ Lysoen
เมือง Bergen
- วันที่ 21-23 กันยายน 2543 นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนนอร์เวย์ อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์
- วันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2545 นายประชา คุณะเกษม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนนอร์เวย์
- วันที่ 30 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม 2546 นายเตช บุนนาค ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เยือนนอร์เวย์ตามคำเชิญของนาย Bjarne Lindstrom ปลัดกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์
- วันที่ 29 สิงหาคม - 1 กันยายน 2547 นายกันตธีร์ ศุภมงคล ผู้แทนการค้าไทย (TTR) พร้อมภาคเอกชน เยือนนอร์เวย์
- วันที่ 22-24 เมษายน 2548 นายกร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เยือนนอร์เวย์

ฝ่ายนอร์เวย์
พระราชวงศ์
สมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟ ที่ 5
- วันที่ 15 - 23 มกราคม 2508 เสด็จฯ เยือนไทย อย่างเป็นทางการ
- เดือนมีนาคม 2513 เสด็จฯ เยือนไทย อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยเจ้าชายเฮอรัลด์ มกุฎราชกุมาร และเจ้าหญิงซอนยา
เจ้าชายโฮกุ้น
- วันที่ 23 – 26 พฤศจิกายน 2547 เสด็จฯ เยือนไทย อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยเจ้าหญิงเมตเต-มาริต พระชายา และเจ้าชายสเวเรอ แมกนุส พระราชโอรส ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-นอร์เวย์ ในปี 2548
- วันที่ 11 – 14 มิถุนายน 2549 เสด็จฯ เยือนไทย พร้อมด้วยเจ้าหญิงเมตเต-มาริต พระชายา และเจ้าชายสเวเรอ แมกนุส พระราชโอรส ในฐานะผู้แทนสมเด็จพระราชา ธิบดีเฮอรัลด์ที่ 5 เพื่อร่วมงานฉลองสิริราช-สมบัติครบ 60 ปี

นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

- วันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2539 นางกรู ฮาเล็ม บรุนดท์แลนด์ (Gro Harlem Brundtland) นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยภาคเอกชน เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล
- วันที่ 11 – 12 กุมภาพันธ์ 2541 นายเชลล์ มังเนอร์ บอนเดวิก (Kjell Magne Bondevik) นายกรัฐมนตรี เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล
- วันที่ 6 – 7 มกราคม 2543 นายคนุต วอล์เลอเบก (Knut Vollebaek) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 23 – 25 กุมภาพันธ์ 2547 นายยาน เพเทอร์เซน (Jan Petersen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 6 – 8 มกราคม 2548 นายยาน เพเทอร์เซน (Jan Petersen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย เพื่อประเมินสถานการณ์เหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติจากคลื่นยักษ์สึนามิบริเวณจังหวัดภาคใต้ของไทย
- วันที่ 16 – 17 มกราคม 2548 นายเชลล์ มังเนอร์ บอนเดวิก (Kjell Magne Bondevik) นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีกลุ่มประเทศนอร์ดิก 2 ประเทศ (สวีเดนและฟินแลนด์) เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์เหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิที่บริเวณจังหวัดภาคใต้ของไทย
- วันที่ 26 ธันวาคม 2548 นายยาน เพเทอร์เซน (Jan Patersen) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย เพื่อเป็นตัวแทนรัฐบาลนอร์เวย์ในงานรำลึกครบรอบ 1 ปี ของเหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิ
- วันที่ 27 สิงหาคม 2552 นายฮอกอน อารัลด์ กูลแบรนด์เซน (Haakon Arald Gulbrandsen) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ เยือนไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง


 

 

 

VISITOR

 สถิติวันนี้

68 คน

 สถิติเมื่อวาน

1411 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

44821 คน

339069 คน

1046849 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11

Copyright (c) 2011 by TourinloveAllway.com
บริษัท ทัวร์อินเลิฟออลเวย์ จำกัด
162/119 หมู่ 5 หมู่บ้านเฟื่องฟ้า 11 เฟส 2-4 ซ.มังกร-นาคดี ต,แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10280 โทร. 02-174-2346-7

Link : เพื่อนบ้าน | ทัวร์เกาหลี | ทัวร์ฮ่องกง | ทัวร์ญี่ปุ่น | ทัวร์สิงคโปร์ | รับจัดกรุ๊ปทัวร์ | รับจัดทัวร์ | ทัวร์มาเลเซีย | แพคเกจทัวร์เกาหลี | แพคเกจทัวร์ฮ่องกง | ทัวร์จีน | แพคเกจทัวร์ญี่ปุ่น | ทัวร์ไต้หวัน | ทัวร์พม่า | ทัวร์ยุโรป | ทัวร์บาหลี | ทัวร์อินเดีย | ทัวร์เนปาล | ทัวร์รัสเซีย | ทัวร์กัมพูชา | กวางเจาเทรดแฟร์ | ทัวร์เวียดนาม | แพคเกจทัวร์สิงคโปร์ | ทัวร์ออสเตรเลีย | ทัวร์ลาว | ทัวร์ภูฏาน | ทัวร์ตุรกี | ทัวร์แอฟริกา | ทัวร์จอร์แดน | ทัวร์ดูไบ | แพคเกจทัวร์ยุโรป | ทัวร์นิวซีแลนด์ | แพคเกจทัวร์พม่า | แพคเกจทัวร์ไต้หวัน | แพคเกจทัวร์บาหลี | ทัวร์อเมริกา | ทัวร์อังกฤษ | ทัวร์ฟิลิปปินส์ | ทัวร์ศรีลังกา | แพคเกจทัวร์เนปาล |