สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
Federative Republic of Brazil
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้โดยมีอาณาเขตติดกับทุกประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ยกเว้นชิลีและเอกวาดอร์

ขนาดพื้นที่ 8,511,965 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกาและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก

ภูมิประเทศ ทางตอนเหนือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบและพื้นดินต่ำเป็นคลื่น บางแห่งของประเทศเป็นทุ่งกว้าง เนินเขา ภูเขา และมีแนวชายฝั่งแคบ

ภูมิอากาศ อากาศอากาศร้อนชื้น ส่วนทางตอนใต้อากาศเย็นสบาย

ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม บอกไซท์ ทองคำ แร่เหล็ก (เป็นผู้ส่งออกแร่และผลิตภัณฑ์เหล็กรายใหญ่ที่สุดในโลก) แมงกานีส นิกเกิล ฟอสเฟต พลาตินัม ดีบุก ยูเรเนียม พลังน้ำ และไม้

ประชากร (2552) 193 ล้านคน

เมืองหลวง กรุงบราซิเลีย (Brasilia)

ภาษา โปรตุเกส (ภาษาราชการ) สเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส

ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (ร้อยละ 80)

เชื้อชาติ ผิวขาว (โปรตุเกส อิตาลี เยอรมัน สเปน โปแลนด์) (ร้อยละ 55) ผิวผสมระหว่างผิวขาวและผิวดำ (ร้อยละ 38) ผิวดำ ร้อยละ 6และอื่นๆ {ญี่ปุ่น อาหรับ ชาวอินเดียนพื้นเมือง (Amerindian)} (ร้อยละ 1

หน่วยเงินตรา เฮอัล (REAL) อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 1.70 เฮอัล (2552)

วันได้รับเอกราช 7 กันยายน 2365 (ค.ศ. 1822) จากโปรตุเกส

วันชาติ Independence Day วันที่ 7 กันยายน

วันสถาปนารัฐธรรมนูญ 5 ตุลาคม 2531 (ค.ศ. 1988)

สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ FAO, ECLAC,G11, G15, G20, G77, GATT, IBRD, ICAO, ILO,IMF,ITU,LAIA, MERCOSUR, NAM (OBSERVER), OAS, UN, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, RIO Group, UNPROFOR, WHO, WIPO, เป็นต้น

เวลาต่างจากไทย ช้ากว่าไทย 9 ชั่วโมงในช่วงเดือนตุลาคม - มีนาคม และ 10 ชั่วโมง ในช่วงเดือนมีนาคม – ตุลาคม

รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี และเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐ (Federative Republic)

ประมุขของประเทศ ประธานาธิบดี นาย Luiz Inacio Lula da Silva ซึ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อ 27 ต.ค. 2545 และเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ม.ค. 2546 และได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องเป็นสมัยที่สอง (พ้นวาระในวันที่ 1 มกราคม 2554)

รองประธานาธิบดี นาย Jos? Alencar

หัวหน้ารัฐบาล นาย Luiz Inacio Lula da Silva

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นาย Celso Amorim

การแบ่งเขตการปกครอง 26 รัฐ (state) และ 1 เขตนครหลวง (Federal District) มีผู้ว่าการรัฐรวม 27 คน และผู้บริหารเทศบาล (municipalities) จำนวน 5,564 แห่ง

ฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี

ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาแห่งชาติ (Congresso Nacional) เป็นระบบรัฐสภาคู่ ประกอบด้วย; 1) วุฒิสภา (Federal Senate) มีสมาชิกจำนวน 81 คน ประกอบด้วยตัวแทนจาก 26 รัฐ และ 1 เขตนครหลวง มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของแต่ละรัฐและเขตนครหลวงจำนวนละ 3 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี โดยที่ 1 ใน 3 ได้รับเลือกตั้งหลังจาก 4 ปี และ 2 ใน 3 ได้รับการเลือกตั้งอีก 4 ปีถัดไป การเลือกตั้งครั้งล่าสุด 27 ต.ค. 2545 ประธานวุฒิสภา ปัจจุบันคือนาย Jos? Sarney จากพรรค PMDB 2) สภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies) มี สมาชิกจำนวน 513 คน โดยแต่ละรัฐจะมีผู้แทนอย่างน้อย 8 ที่นั่งและไม่เกิน 70 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งตามสัดส่วนประชากร มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี วาระการประชุม สภาแห่งชาติมีการประชุมที่กรุงบราซิเลีย ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ - 30 มิถุนายน และระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 15 ธันวาคม ของทุกปี ทั้งวุฒิสมาชิกและผู้แทนราษฎรต่างสังกัดพรรคการเมืองและการย้ายพรรคการเมืองเป็นเรื่องปกติ ทั้งสองสภามีอำนาจเสนอร่างกฏหมายและมีหน้าที่พิจารณาร่างกฏหมายที่ประธานาธิบดีเสนอ โดยสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาก่อนและส่งให้วุฒิสภาพิจารณาจากนั้นจึงส่งต่อให้ประธานาธิบดีพิจารณาก่อนบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ระบบกฏหมาย ใช้ประมวลกฎหมายโรมัน (Roman codes)

ฝ่ายตุลาการ มีศาลสูงสุดแห่งชาติ (Supreme Federal Tribunal) โดยที่ผู้พิพากษาทั้ง 11 คน มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและรับรองโดยวุฒิสภา มีวาระดำรงตำแหน่งตลอดชีพ นอกจากนี้ ยังมี Superior Court of Justice และ Supreme Electoral Court และ National Justice Council
การเมืองการปกครอง
ระบบพรรคการเมือง

บราซิลได้รับเอกราชจากโปรตุเกสเมื่อปี 2365 แต่ยังคงปกครองด้วยระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่อีกระยะหนึ่ง จนในปี 2434 จึงสถาปนาระบบสหพันธ์สาธารณรัฐ (Federative Republic)

ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกตกต่ำในปี 2473 เป็นต้นมา บราซิลปกครองด้วยระบบเผด็จการทหารมาโดยตลอด จนถึงปี 2528 จึงมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เป็นพลเรือนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยคนแรก ปัจจุบันบราซิลมีรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค นำโดยพรรคแรงงานของประธานาธิบดี Inacio Lula da Silva

บราซิลมีพรรคการเมืองกว่า 20 พรรค มีพรรคการเมืองใหญ่สำคัญในบราซิลประกอบด้วย ได้แก่ พรรคแรงงาน (Workers’ Party – PT) และพรรคเคลื่อนไหวประชาธิปไตยบราซิล (Brazilian Democratic Movement Party – PMDB) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลปัจจุบัน รวมทั้งพรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล (Brazilian Social Democratic Party – PSDB) และพรรคประชาธิปัตย์ (Democrats – DEM) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน

(1) พรรคแรงงาน (PT) นำโดย ประธานาธิบดี Lula ก่อตั้งเมื่อปี 2523 โดยมีรากฐานจากกลุ่มสหภาพแรงงานเพื่อเป็นฝ่ายค้านต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร มีแนวนโยบายสังคมนิยมซ้าย ประธานาธิบดี Lula เคยพ่ายแพ้การเลือกตั้งสองสมัย ต่อมาได้ปรับแนวทางแบบซ้ายจัดและได้รับชัยชนะการเลือกตั้งในปี 2545 และอีกสมัยในปี 2549 ประธานาธิบดี Lula ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เพราะบุคลิกภาพมีความเป็นผู้นำสูง ประกอบกับประวัติส่วนตัวที่เคยเป็นทำงานใช้แรงงานและเป็นผู้นำสหภาพแรงงาน ทำให้ได้รับความชื่นชมและได้รับความสนใจอย่างมาก ประธานาธิบดี Lula วางแผนจะกลับมาสมัครอีกครั้งในปี 2557 เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้ดำรงตำแหน่งเกินสองสมัยติดต่อกัน (สมัยละ 4 ปี)

ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 ตุลาคม 2553 ประธานาธิบดี Lula เลือกนาง Dilma Rousseff ซึ่งเป็น chief of staff และมีบทบาทสำคัญในการร่างนโยบายเศรษฐกิจของพรรคให้เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี นาง Rousseff มีชื่อเสียงที่เป็นคนทำงานตั้งใจอย่างจริงจัง เคยเป็นนักต่อสู้เข้าร่วมกลุ่มกองโจรต่อต้านรัฐบาลทหารในยุคทหารปกครองประเทศ และเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกพรรคแรงงานบราซิลเมื่อปี 2544 อนึ่ง ในเดือนมิถุนายน 2553 ผลการสำรวจความนิยมนาง Rousseff มีคะแนนนิยมนำคู่แข่งสำคัญคือนาย Jos? Serra ผู้ว่าการรัฐเซาเปาโลจากพรรค PSDB เล็กน้อย ปัจจุบันพรรค PT มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 92 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 19 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง)

(2) พรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล (PMDB) ก่อตั้งในยุคทศวรรษที่ 1970 มีอุดมการณ์สังคมนิยมซ้ายต่อต้านรัฐฐาลเผด็จการทหาร เคยใช้สัญลักษณ์ธงแดงพื้นดำเป็นธงประจำพรรค แต่ปัจจุบัน ปรับนโยบายเป็นพรรคสายกลาง (centrists) มีฐานเสียงทั่วประเทศ ได้รับเลือกตั้งในทั้งสองสภาเป็นลำดับหนึ่ง มีบทบาทสำคัญในการยกร่างกฎหมายต่างๆ มากมาย พรรค PMDB ให้การสนับสนุนประธานาธิบดี Lula

(3) พรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล (PSDB) ก่อตั้งเมื่อปลายทศวรรษที่ 1980 โดยแยกมาจากพรรค PMDB นำโดยอดีตวุฒิสมาชิก Fernando Henrique Cardoso ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์แนวซ้ายผู้คิดค้น “Real Plan” ในการสร้างความเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายด้านสุขภาพพื้นฐาน และการปฏิรูปการศึกษา ทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็น ปธน. สองสมัย (ปี 2537 และ 2541) ก่อนพ่ายแพ้ให้แก่พรรค PT ทั้งนี้ วิเคราะห์กันว่า ความพ่ายแพ้ดังกล่าวเกิดจากการที่พรรคไม่สามารถสร้างกระแสนิยมในนโยบายสำคัญต่างๆ ซึ่งพรรค PT นำไปปรับใช้ตามแนวทางของตนได้ ทั้งนี้ นโยบายของพรรค PSDB อยู่ในแนวทางประชาธิปไตยสังคมนิยม เน้นเศรษฐกิจการตลาดที่รัฐมีบทบาทนำ อย่างไรก็ดี แม้พรรค PSDB พ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2549 แต่กลับได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งระดับรัฐหลายรัฐสำคัญ เช่น Sao Paolo, Minas Gerais และ Rio Grande do Sul นาย Jose Serra ผู้ว่าการรัฐ Sao Paolo กำลังอยู่ระหว่างการหาเสียงลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนตุลาคม เป็นนักการเมืองอาวุโส เคยเป็นรัฐมนตรีด้านการวางแผนและสาธารณสุขในสมัยประธานาธิบดี Cardoso และแม้จะพ่ายแพ้ในศึกการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2549 แต่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐ Sao Paolo อย่างท่วมท้นและกำลังได้รับคะแนนนิยมนำนาง Rousseff

(4) พรรคประชาธิปัตย์ (DEM) เป็นพรรคตรงกันข้ามกับพรรค PT และพรรคฝ่ายรัฐบาลอื่นๆ โดยมีแนวนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม มุ่งลดภาษี เดิมชื่อพรรค Frente Liberal แต่เนื่องจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งติดต่อหลายสมัยจึงเปลี่ยนชื่อเพื่อแก้ภาพลักษณ์ ปัจจุบัน พรรค DEM ได้แสวงหาแนวร่วมและสมาชิกจากคนรุ่นใหม่ ซึ่งพรรคประกอบด้วยคนสูงอายุหัวเก่าและมีความผูกพันกับกลุ่มนิยมทหารเดิม

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ประธานาธิบดี Lula ได้ประกาศนโยบายหลักในการบริหาร สมัยที่ 2 (1 มกราคม 2549 – 31 ธันวาคม 2553) ได้แก่ การพัฒนา ซึ่งหมายถึงการกระจายรายได้และการศึกษาที่มีคุณภาพ การเชื่อมโยงนโยบายด้านเศรษฐกิจกับนโยบายด้านสังคม และการลดความไม่เสมอภาค เป็นโครงการต่อเนื่องจากการบริหารงานสมัยแรก นอกจากนี้ ยังเน้นเรื่องการปฏิรูปการเมืองและขจัดความเสื่อมทรามทางจริยธรรม การปรับปรุงความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายรวมทั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม และลดขั้นตอนทางราชการในโครงการต่างๆ

แม้ว่าภายในพรรคร่วมรัฐบาลจะประกอบด้วยกลุ่มการเมืองแนวซ้ายต่างๆ ซึ่งมีความคิดแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ก็ให้การยอมรับแนวนโยบายการบริหารของประธานาธิบดี Lula ที่ใช้ orthodox economic policy กระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth Acceleration) ผสมผสานการใช้นโยบายทางสังคม การกระจายรายได้ นโยบายต่อต้านความอดอยากหิวโหย การสนับสนุนครอบครัวรายได้น้อยภายใต้นโยบายการให้เงินช่วยเหลือแก่ครอบครัว (Bolsa Familia) เป็นต้น ทั้งนี้ ประธานาธิบดี Lula ดำเนินนโยบายที่รัฐมีบทบาทนำในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (state-led economy) การลงทุนด้านสาธารณูปโภค อุตสาหกรรมหลัก โทรคมนาคม และการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการน้ำมัน ซึ่งผลจากการค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ เมื่อปี 2550 รัฐบาลได้จัดตั้ง Petrosal เพื่อบริหารจัดการกิจการน้ำมันของบราซิล นอกเหนือจากบริษัท Petrobas

สถานะทางการเมืองและพรรคแรงงานของประธานาธิบดี

นับแต่เข้าบริหารประเทศในปี 2546 ประธานาธิบดี Lula และรัฐบาลชุดปัจจุบันได้รับคะแนนนิยมลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงในรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง นับแต่การใช้เงินในการรณรงค์การเลือกตั้งอย่างไม่ถูกต้องของพรรคแรงงานและพรรคร่วมรัฐบาล รัฐบาลใช้เงินซื้อเสียงในรัฐสภา จนทำให้นายโจเซ ดีร์เซอู (Jose Dirceu) รัฐมนตรีประจำสำนักประธานาธิบดีซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลสูงของรัฐบาลต้องลาออกจากตำแหน่ง นายอันโตนิโอ ปาร์ล็อกซิ (Antonio Parlocci) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถูกกล่าวหาว่าทุจริตเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองรีเบเราเปรโต (Ribeirao Preto) ส่งผลให้ต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมาชิกรัฐสภาจำนวนมากถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องในการจัดซื้อรถพยาบาลในราคาสูงเกินจริง ในช่วงครึ่งหลังของปี 2548 คะแนนนิยมของประธานาธิบดี Lula และพรรคแรงงานตกต่ำลงอย่างมากจากปัญหาดังกล่าวและความแตกแยกภายในพรรค

ในปี 2549 ประธานาธิบดี Lula ได้รับคะแนนนิยมกลับคืน เนื่องจากไม่ปรากฏความเชื่อมโยงระหว่างประธานาธิบดีกับปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงของพรรคแรงงาน นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานด้านสังคมที่ผ่านมาทำให้ประธานาธิบดีได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากกลุ่มคนยากจนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ในขณะที่พรรคแรงงานยังคงมีคะแนนนิยมตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 สมาชิกพรรคแรงงานหลายคนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมพร้อมเงินกว่า 1 ล้านเฮอัลที่ใช้ซื้อเอกสารใส่ความผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคอื่นๆ

การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2553

บราซิลจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 ตุลาคม 2553 และมีผู้สมัครที่สำคัญ ได้แก่ นาย Jos? Serra จากพรรค PSDB นาง Dilma Vana Rousseff จากพรรคแรงงาน (PT) และนาง Marina Silva จากพรรค PV และในวันดังกล่าวจะมีการเลือกตั้งอื่นๆประกอบด้วย (1) การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ (2) การเลือกตั้งวุฒิสมาชิก จำนวน 2 ใน 3 ( แต่ละรัฐ ) (3) การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนทั้งประเทศ (4) การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด

ทั้งนี้ การเลือกตั้งในบราซิลเป็นภาคบังคับที่ประชาชนทุกคนต้องลงทะเบียนและไปใช้สิทธิเลือกตั้งหากไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ ต้องแจ้งว่าไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ที่ไปรษณีย์ในวันที่มีการเลือกตั้ง หากไม่ดำเนินการ ก็จะมีบทลงโทษ เช่น ไม่สามารถเข้ารับราชการ เป็นต้น

คู่แข่งสองคนสำคัญในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ได้แก่ นาง Dilma Rousseff รัฐมนตรีประจำสำนักประธานาธิบดี ทายาททางการเมืองของประธานาธิบดี Lula และนาย Jos? Serra ผู้ว่าการรัฐเซาเปาโลจากพรรคฝ่ายค้าน (PSDB) ซึ่งเคยแพ้การเลือกตั้งให้แก่ปธน. Lula ในปี 2549 อย่างไรก็ดี ในเดือนมิถุนายน 2553 ผลการสำรวจความนิยมนาง Rousseff มีคะแนนนิยมนำคู่แข่งสำคัญคือนาย Jos? Serra ผู้ว่าการรัฐเซาเปาโลจากพรรค PSDB เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อันน่าจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากความแตกแยกภายในพรรคแรงงาน (PT) ของ ประธานาธิบดี Lula และการมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอย่างนาง Marina Silva จากพรรค Green Party ซึ่งเป็นผู้ผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อมจนเป็นที่ยอมรับในเวทีโลกและเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมในรัฐบาล Lula สมัยแรกและเคยอยู่พรรค PT มาก่อน นอกจากนี้ ที่ผ่านมา นาง Rousseff ยังประสบปัญหาสุขภาพจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และต้องเผชิญกับข่าวลือว่า เธอไม่ได้จบปริญญาเอกตามที่ประกาศในเว็บไซต์ของรัฐบาล รวมทั้งข่าวการซื้อเสียงของประธานาธิบดี Lula ในสภา Congress ของบราซิลในปี 2548 ก่อนการเลือกตั้งในปี 2549 ซึ่งส่งผลกระทบให้ชื่อเสียงของประธานาธิบดี Lula และพรรค PT ตกต่ำเช่นกัน อนึ่ง นักวิเคราะห์ต่างเห็นว่าพรรค PT ซึ่งมีความแตกแยกภายในอยู่มาก จะเป็นประเด็นปัญหาสำหรับนาง Roussef ซึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนจากประธานาธิบดี Lula อยู่มากเนื่องจากไม่ได้มีบารมีสูงเช่นประธานาธิบดี Lula รวมทั้งความขัดแย้งเกี่ยวกับแนวทางบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่คู่แข่งคนสำคัญได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม ศกนี้ คาดว่าอาจจะต้องมีการลงคะแนนในรอบที่สอง
เศรษฐกิจการค้า
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (2552) ร้อยละ -0.2

อัตราเงินเฟ้อ (2552) ร้อยละ 4.3

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) (2552) 2.02 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

โครงสร้าง GDP (2552) ภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 6.5 ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 25.8 ภาคบริการ ร้อยละ 67.7

เกษตรกรรม กาแฟ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ข้าว น้ำตาล โกโก้ ข้าวโพด อ้อย ผลไม้จำพวกส้ม เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู

อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า แร่โลหะ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สิ่งทอ รองเท้าและเครื่องหนัง เคมีภัณฑ์ ซีเมนต์ ไม้และผลิตภัณฑ์ เครื่องบิน ยานพาหนะและส่วนประกอบ กระดาษและเยื่อกระดาษ

อัตราการว่างงาน (2552) ร้อยละ 7.4

แรงงาน (2552) 95.21 ล้านคน

แรงงานตามสาขาอาชีพ บริการ (ร้อยละ 66)
เกษตรกรรม (ร้อยละ 20)
อุตสาหกรรม (ร้อยละ 14)

การส่งออก (2552) มูลค่า 158.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ

สินค้า อุปกรณ์และเครื่องจักรในการขนส่ง ถั่วเหลือง กาแฟ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า น้ำตาล บุหรี่และใบยาสูบ แร่โลหะ ไม้และผลิตภัณฑ์ กระดาษและเยื่อกระดาษ เนื้อสัตว์ ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รองเท้าและเครื่องหนัง สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์โลหะ น้ำส้ม

ประเทศคู่ค้า (2552) จีน (ร้อยละ 14.76) สหรัฐฯ (ร้อยละ 10.07) อาร์เจนติน่า (ร้อยละ 8.76) เนเธอร์แลนด์ (ร้อยละ 5.55) เยอรมนี (ร้อยละ 3.99) และไทย (อันดับที่ 36, ร้อยละ 0.06)

การนำเข้า (2552) 136 พันล้านเหรียญสหรัฐ

สินค้า อุปกรณ์และเครื่องจักรและเครื่องยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์สำหรับการติดต่อสื่อสาร น้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์และอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์ยา ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช เครื่องบิน ผ้าผืนและเส้นด้าย น้ำมันและวัตถุดิบที่ใช้ในภาคการผลิต

ประเทศคู่ค้า (2552) สหรัฐฯ (ร้อยละ 14.85) จีน (ร้อยละ 13.17) อาร์เจนติน่า (ร้อยละ 8.11) เยอรมนี (ร้อยละ 6.85) เกาหลีใต้ (ร้อยละ 4.74) และ ไทย (อันดับที่ 20, ร้อยละ 1.03)

นโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ ควบคุมเงินเฟ้อ ลดภาษี ขยายสินเชื่อสำหรับภาคการผลิต ส่งเสริมบริษัทขนาดเล็ก (micro and small) ส่งเสริมการก่อสร้างภาคเอกชน (civil construction) และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ทางหลวง ทางรถไฟ ท่าเรือ และท่าอากาศยานให้ทันสมัย เดินระบบไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่ชนบทให้แล้วเสร็จ เพิ่มสถานีไฟฟ้าพลังน้ำ โรงงาน biodiesel โครงการปิโตรเคมีและโลหะ โครงการโรงกลั่นน้ำมัน และการพัฒนาเพื่อการส่งออกเอทานอล โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 5

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

ในช่วง 3 ทศวรรษก่อนทศวรรษที่ 1980 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของบราซิลสูงถึงร้อยละ 7.3 แต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 ได้เกิดวิกฤตการณ์เสถียรภาพทางการเงิน โดยมีปัญหาเงินเฟ้อและขาดดุลการชำระเงิน รัฐบาลจึงดำเนินมาตรการต่างๆ ในชื่อ “Real Plan” เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน โดยสร้างวินัยการเงิน ปล่อยค่าเงินลอยตัว และลดภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงทบทวนนโยบายการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าซึ่งดำเนินมาตรการมากว่า 35 ปีและทำให้เศรษฐกิจมีลักษณะปิดและปกป้องตัวเอง

โดยในช่วงทศวรรษที่ 1990 บราซิลหันมาใช้นโยบายเปิดเศรษฐกิจ และได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 และในเวลาต่อมา รัฐบาลของประธานาธิบดี Lulaได้แสดงเจตจำนงในการใช้หนี้ต่างประเทศทำให้ลดลงจากร้อยละ 58.7 ของ GDP ในปี 2546 เหลือร้อยละ 51.6 ในปี 2548 และในปี 2552 หนี้ต่างประเทศของบราซิลลดเหลือร้อยละ 11.6 ของ GDP นอกจากนี้ การตัดสินใจให้กู้เงินจำนวน 14 พันล้านเหรียญสหรัฐแก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศในปลายปี 2552 แสดงถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของบราซิลเป็นอย่างมาก และในปี 2553 นี้ บราซิลคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขยายตัวของ GDP ประมาณร้อยละ 7.5

การพัฒนาเอทานอลเป็นพลังงานทดแทน

วิกฤตการณ์น้ำมันในปี 2516 ประกอบกับราคาน้ำตาลตกต่ำ ทำให้รัฐบาลบราซิลประกาศโครงการ “Pro-Alcool” หรือ “Program Nacional do Alcool” (National Alcohol Program) ขึ้นในปี 2518 ส่งเสริมการใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากอ้อยและเอทานอลเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ โดยรัฐบาลบราซิล ด้วยความสนับสนุนของธนาคารโลกให้เงินสนับสนุนทั้งในการขยายพื้นที่การปลูกอ้อย และการสร้างโรงกลั่นแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างขึ้นเป็นโรงงานเฉพาะเพื่อการดังกล่าวหรือสร้างในโรงงานน้ำตาลที่มีอยู่เดิม

ในระยะแรก บราซิลเริ่มใช้แอลกอฮอล์ผสมในน้ำมันในอัตราส่วนร้อยละ 20 และ 22 ตามลำดับ (anhydrous alcohol) เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ ต่อมาในปี 2523 บราซิลเริ่มใช้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ (ร้อยละ 100 – hydrated alcohol) แต่โดยที่รถยนต์ยังเป็นแบบที่ผลิตเพื่อใช้กับน้ำมัน ทำให้การทำงานของเครื่องยนต์ไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่ รัฐบาลบราซิลจึงเริ่มส่งเสริมการผลิตรถยนต์ที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับการใช้แอลกอฮอล์/เอทานอลเป็นเชื้อเพลิง ในช่วงปี 2523 - 2538 ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้แอลกอฮอล์/เอทานอล มีสัดส่วนสูงมาก โดยช่วงปี 2526 – 2531 สูงถึงร้อยละ 90 ของปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ทั้งหมด และในปี 2527 ปริมาณการผลิตรถยนต์ดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 94.4 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของบราซิล

บราซิลในขณะนั้น จึงมีการใช้รถยนต์ 2 ประเภท คือ รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน กับรถยนต์ที่ใช้แอลกอฮอล์/เอทานอลเป็นเชื้อเพลิง ต่อมาบราซิลได้เริ่มผลิตรถยนต์ที่สามารถใช้ได้กับทั้งแอลกอฮอล์ / เอทานอล และกับน้ำมัน (dual-fuel หรือ “Flex Fuel”) ในปี 2547 ปริมาณการผลิตรถยนต์ Flex Fuel มีสัดส่วนร้อยละ ๑๗ ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด และในปี 2548 เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 80 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในบราซิล

ในการเยือนบราซิลของอดีตนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) ระหว่างวันที่ 15 – 16 มิถุนายน 2547 ไทยและบราซิลได้หารือความร่วมมือด้านเอทานอล นับจากนั้นไทยและบราซิลได้ดำเนินความร่วมมือด้านนี้ ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการประชุมสัมมนาระหว่างประเทศหลายครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายติดต่อระหว่างผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งครั้งหลังสุดกระทรวงการต่างประเทศได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานทดแทนของบราซิลและชาติอื่นๆ เข้าร่วมการประชุม FEALAC Inter-regional Workshop on Clean Fuels and Vehicle Technologies: the Role of Science and Innovation เมื่อวันที่ 28 – 29 มิถุนายน 2549 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งประสบผลในการสร้าง networking ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีและนำไปสู่การขยายความร่วมมือด้านพลังงานทดแทนใน FEALAC

ในการเยือนบราซิลอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อวันที่ 8-9 มีนาคม 2550 ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงในการเป็นพันธมิตรร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน โดยเฉพาะการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมทั้งการสร้างตลาดพลังงานทดแทนของโลก โดยร่วมกันดำเนินโครงการนำร่องในการผลิตเอทานอลในประเทศที่สาม เช่น ประเทศในทวีปอเมริกากลางและในแคริบเบียน เป็นต้น รัฐบาลของทั้งสองประเทศมีแนวโน้มสนใจที่จะร่วมกันพัฒนามาตรฐานการผลิตและการใช้เอทานอล และหากสามารถบรรลุข้อตกลงในเรื่องมาตรฐานการผลิตได้ก็จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานการผลิตเอทานอลของโลก ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศกำลังหาแนวทางเจรจาให้เอทานอลเป็นสินค้าอุปโภคที่จำเป็น (commodity) และได้เริ่มร่วมกันกำหนดมาตรฐานการผลิตเอทานอลในบางขั้นตอนแล้ว เช่น ระดับของสิ่งเจือปน (impurities) และกาก (residues) ปัจจุบันบราซิลและสหรัฐฯ สามารถผลิตเอทานอลได้กว่าร้อยละ 70 ของเอทานอลที่จำหน่ายทั่วโลก โดยสหรัฐฯ ผลิตเอทานอลจากข้าวโพด ในขณะที่บราซิลผลิต จากอ้อยซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพจึงทำให้สามารถผลิตเอทานอลได้ในราคาที่ถูกกว่าการใช้วัตถุดิบประเภทอื่น

ปัจจุบัน บราซิลมีบทบาทสำคัญในการสร้างอุปสงค์ของพลังงานทดแทนในเวทีระหว่างประเทศ และเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเพื่อการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและเอทานอลในหลายวาระโอกาส

นโยบายต่างประเทศ

1. เพิ่มบทบาทของบราซิลในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

2. สำหรับนโยบายการต่างประเทศในการบริหารของประธานาธิบดี Lula ในทั้งสองสมัย (1 มกราคม 2546 – 31 ธันวาคม 2549 และ 1 มกราคม 2550 - ปัจจุบัน) มุ่งเน้น

- การรวมกลุ่มของประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับประเทศพัฒนาแล้ว เป็นแกนนำจัดตั้งกลุ่ม 20 (G-20) ในการเจรจาการค้าสินค้าเกษตรในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วยกเลิกการอุดหนุนสินค้าเกษตร?

- การสนับสนุนและใช้ประโยชน์จากองค์การสหประชาชาติในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศด้วยสันติวิธีโดยการเจรจา รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมระหว่างประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิทธิมนุษยชน การขจัดการเลือกปฏิบัติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

- การผลักดันการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยบราซิลร่วมกับเยอรมนี อินเดีย และญี่ปุ่น ในนามกลุ่ม 4 (G-4) เสนอให้เพิ่มจำนวนสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อให้คณะมนตรีฯ มีสมาชิกจากแต่ละภูมิภาคของโลกในสัดส่วนที่เป็นธรรม และมีสมาชิกทั้งจากประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา โดยเสนอให้เพิ่มสมาชิกถาวรอีก 6 ประเทศ (จากเดิม 5 ประเทศ) จากภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาภูมิภาคละ 2 ประเทศ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน และยุโรปตะวันตกและอื่นๆ ภูมิภาคละ 1 ประเทศ และให้เพิ่มสมาชิกไม่ถาวรอีก 4 ประเทศ (จากเดิม 10 ประเทศ) จากภูมิภาคแอฟริกา เอเชีย ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน และยุโรปตะวันออก ภูมิภาคละ 1 ประเทศ รวมเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทั้งหมด 25 ประเทศ โดยกำหนดให้สมาชิกถาวรมีสิทธิยับยั้ง (veto right) แต่จะไม่ใช้สิทธิยับยั้งจนกว่าจะมีการทบทวน 15 ปีหลังจากการแก้ไขกฎบัตรมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ บราซิล เยอรมนี อินเดีย และ ญี่ปุ่นประสงค์ที่จะดำรงตำแหน่งสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

- ภายในภูมิภาคลาตินอเมริกา บราซิลให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค รวมถึงการรวมกลุ่มในกรอบต่างๆ ของภูมิภาค อาทิ กลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ (MERCOSUR) ซึ่งบราซิลเป็นสมาชิก และ Andean Community ซึ่งบราซิลเป็นสมาชิกสมทบ

- ในภูมิภาคอเมริกา บราซิลรักษาสมดุลของความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐฯ และบางประเทศในลาตินอเมริกาที่มีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ เช่น เวเนซุเอลา และคิวบา บราซิลดำเนินความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ บนหลักผลประโยชน์ต่างตอบแทนและการเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งรวมถึงการเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีแห่งทวีปอเมริกา (FTAA – Free Trade Area of the Americas) ซึ่งบราซิลและสหรัฐฯ เป็นประธานร่วม แต่ยังไม่มีความคืบหน้าโดยประเด็นการเจรจาเป็นในลักษณะเดียวกับการเจรจาในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) คือ สหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วผลักดันความตกลงที่ครอบคลุมหลายสาขารวมถึงการค้าบริการและทรัพย์สินทางปัญญา ขณะที่บราซิลและประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องการค้าสินค้าเกษตรที่เป็นธรรมและให้สหรัฐฯ ยกเลิกการอุดหนุนสินค้าเกษตร และมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าบางรายการ เช่น เหล็กและน้ำส้ม

- สำหรับภูมิภาคอื่นๆ บราซิลดำเนินความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเทศที่มีบทบาทสูงในภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน ญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเดียและแอฟริกาใต้

- บราซิลมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประเด็นที่บราซิลให้ความสนใจเป็นพิเศษและพยายามมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การต่อสู้เพื่อขจัดความยากจน การพัฒนาคุณภาพชีวิต การสาธารณสุขโดยเฉพาะการต่อสู้กับโรคเอดส์และพลังงานทดแทน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
การทูต

ไทยและบราซิลได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2502 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 51 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศดำเนินด้วยดีเสมอมา และในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ประธานาธิบดีบราซิลได้มีสาส์นถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ไทยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย ซึ่งนายจักริน ฉายะพงศ์ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน นอกจากนี้ มีสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครเซาเปาโลและสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ 2 แห่ง โดยมีกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครรีโอเดจาเนโร คนปัจจุบันคือ นาย Daniel Andre Sauer และกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเซาเปาโล คนปัจจุบันคือ นางทรรศนีย์ วันเดอลีย์ วานิค เดอ ซูซา และเปิดสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย เมื่อเดือนเมษายน 2551 ปัจจุบันมีพันเอกนที วงศ์อิศเรศ เป็นผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร
บราซิลมีสถานเอกอัครราชทูตในไทย โดยนายเอ็ดการ์ด เตลเลส รีเบย์โร (Edgard Telles Ribeiro) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต และได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร เพื่อถวายอักษรสาส์นตราตั้งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550

ไทยและบราซิลมีการแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญหลายครั้งทั้งระดับพระราชวงศ์และผู้นำระดับสูง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนบราซิลในปี 2536 และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนบราซิล ในปี 2543

ในระดับรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 11 และเยือนบราซิลอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2547 และนายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนบราซิลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549 ในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีเพื่อขอรับการสนับสนุนผู้สมัครของไทยในตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ

การเมือง

ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ไทยและบราซิลต่างเพิ่มบทบาททั้งในภูมิภาคของแต่ละฝ่ายและในระดับระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาในองค์การสหประชาชาติซึ่งบราซิลผลักดันการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยประสงค์ดำรงตำแหน่งสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทย – บราซิล

1) กลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – บราซิล คณะกรรมการบริหารกลุ่มสมาชิกมิตรภาพรัฐสภาไทยระหว่างประเทศได้เลือกตั้งช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2551 คณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพฯ ไทย-บราซิล โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร. ทัศนา บุญทอง (สมาชิกวุฒิสภา) เป็นประธานคณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – บราซิล ซึ่งภายใต้ระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทยระหว่างประเทศ 2548 (2005) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (ก) ส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างรัฐสภาไทยกับรัฐสภาบราซิล (ข) แลกเปลี่ยนข่าวสารในวงสภา (ค) แลกเปลี่ยนการเยือนในลักษณะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างรัฐสภาไทย – บราซิล ที่ผ่านมามีดังนี้

- นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่หนึ่งและคณะเยือนบราซิล ระหว่าง 14 – 20 มกราคม 2546
- นายอุดร ตันติสุนทร ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภาและคณะเยือนบราซิล ระหว่าง 30 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2546
- นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาและคณะเยือนบราซิล ระหว่างวันที่ 9-18 เมษายน 2547
- นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา เข้าร่วมการประชุมสมาชิกรัฐสภาในโอกาสการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 11 ระหว่าง 8 – 18 มิถุนายน 2547
- นายอาคม ตุลาดิลก ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – บราซิล เยือนบราซิลและเยี่ยมคารวะนาย Joao Paulo Cunha ประธานสภา ระหว่างวันที่ 16-20 ธันวาคม 2547
- นายวีรพงศ์ สกลกิติวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภาของไทยและคณะเดินทางมาดูงานด้านสาธารณสุขของบราซิล ระหว่างวันที่ 16 - 27 มกราคม 2548
- นายกุเทพ ใสกระจ่าง (ส.ส.) และนายปรีดี หิรัญพฤกษ์ (ส.ว.) เข้าร่วมการประชุมสมาชิกรัฐสภาระหว่างประเทศด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (International Parliamentarians’ Association for Information Technology - IPAIT) ครั้งที่ 3 ที่กรุงบราซิลเลีย ระหว่างวันที่ 4-8 มิถุนายน 2548
- รองศาสตราจารย์ ดร. ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง และประธานคณะ กรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – บราซิล ระหว่าง 22 – 25 มิถุนายน 2553

ความมั่นคง

ไทยและบราซิลอยู่ในภูมิภาคที่ห่างไกลกันมาก ยังไม่มีการดำเนินความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ชัดเจน อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายเคยพิจารณาในหลักการเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ช่วยทูตทหารระหว่างกัน ฝ่ายบราซิลเคยเสนอให้ฝ่ายไทยส่งนายทหารเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกของบราซิล และฝ่ายบราซิลเคยเสนอให้ไทยพิจารณาอาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบินโดยสารขนาดกลางและขนาดเล็กที่บราซิลผลิต นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องอาญา

การค้า

บราซิลเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในลาตินอเมริกา มูลค่าการค้ารวมในปี 2551 เพิ่มเกือบร้อยละ 70 เป็น 3,328 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลเพิ่มขึ้นประมาณ 9 เท่า หรือ 870.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐไทยส่งออก 1,229 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30.98 สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ยางพารา รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง โทรทัศน์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ด้ายและเส้นใย และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น และนำเข้า 2,099 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พิ่มขึ้น ร้อยละ 102.8 สินค้าที่นำเข้า ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานอุตสาหกรรม อาทิ ถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะต่างๆ เครื่องจักรกล ด้ายและเส้นใย สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เป็นต้น

ในปี 2552 มูลค่าการค้ารวม 2,325 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 30) โดยการส่งออกของไทยลดลงร้อยละ 18.6 (เหลือ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่การนำเข้าลดลงเหลือ 1.325 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 37) และเป็นปีแรกที่ทั้งไทยและบราซิลต่างเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของกันและกันในอาเซียนและลาตินอเมริกาตามลำดับ (แทนที่สิงคโปร์) สินค้าที่ไทยส่งออกเพิ่มขึ้น คือ พลาสติกและผลิตภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็กและเครื่องมือเครื่องใช้โลหะ เครื่องไฟฟ้าและอุปกรณ์ นาฬิกา สบู่และน้ำมันหอมระเหย ผลิตภัณฑ์จากไม้และเฟอร์นิเจอร์ สารฟอกหนัง-ย้อมสี ยางและผลิตภัณฑ์ เส้นใยประดิษฐ์ชนิดยาว ของเล่นและเครื่องกีฬา สินค้าที่ไทยนำเข้าลดลง คือ หนังสัตว์ฟอก อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ สินค้าที่ไทยนำเข้ามากขึ้น คือ ธัญพืชที่นำมาสกัดน้ำมัน (รวมถั่วเหลือง) กากน้ำมันถั่วเหลือง เหล็กและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ที่ทำจากโลหะ อัญมณีสังเคราะห์และเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์อินทรีย์

ด้านการลงทุน นับตั้งแต่ปี 2513 ถึงปัจจุบัน มีการลงทุนจากบราซิลในไทยเพียงโครงการขนาดเล็กของบริษัท Asian Production and Technique Services Ltd. ซึ่งตั้งอยู่ที่ จ. นครราชสีมา ผลิต wiring harness สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า ล่าสุด บริษัท MWM ผู้ผลิตเครื่องจักรและมอเตอร์พาหนะสนใจจะมาลงทุนในไทย นอกจากนี้ บริษัทของไทยเคยสนใจจะเข้าไปใช้บราซิลเป็นฐานลงทุนเพื่อกระจายสินค้าในภูมิภาค และสนใจการทำ contract farming ถั่วเหลืองและธัญพืชในบราซิล และวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจโลกซึ่งกระทบต่อการส่งออกในปี 2552 ผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยสนใจที่จะแสวงหาตลาดและคู่ร่วมลงทุนใหม่ๆ ของลาตินอเมริกา อาทิ สาขาพลังงานทดแทน (เอทานอล) อาหารกระป๋องและแช่แข็ง อัญมณี (บราซิลมีพลอยและสินแร่มีค่า) อะไหล่รถยนต์ (ซึ่งบราซิลมีอุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องบิน) ธุรกิจส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ตลอดจนถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง จึงเป็นโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนเพื่อชดเชยผลกระทบในปีที่ผ่านมา

สินค้าที่ไทยส่งออก 10 รายการแรก
1) ยางพารา
2) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
3) เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ
4) ผลิตภัณฑ์ยาง
5) ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์
6) เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ
7) แผงวงจรไฟฟ้า
8) เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ
9) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ
10) เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียงอุปกรณ์และส่วนประกอบ

สินค้าที่ไทยนำเข้า 10 รายการแรก
1) พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช
2) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
3) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์
4) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
5) ด้ายและเส้นใย
6) สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
7) ส่วนประกอบและอุปกรณ์ ยานยนต์
8) ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์
9) แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่
10) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ

ความตกลงระหว่างไทย - บราซิล

1. ความตกลงทางการค้า 12 กันยายน 2527 (ค.ศ. 1984)
2. ความตกลงทางวิทยาศาสตร์ และวิชาการ 12 กันยายน 2527 (ค.ศ. 1984)
3. ความตกลงการบิน 21 มีนาคม 2534 (ค.ศ. 1991)
4. ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ ลงนามเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2537 (ค.ศ. 1994)
5. ความตกลงร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับThe National Confederation of Commerce ลงนามเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2537 (ค.ศ. 1994)
6. ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางธรรมดา ลงนามเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2540 (ค.ศ. 1997)
7. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วม (JC) ไทย-บราซิล ลงนามเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2547 (ค.ศ. 2004)
8. บันทึกความเข้าใจระหว่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธนส.) กับธนาคารแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบราซิล (BNDES) ลงนามเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2547 (ค.ศ. 2004)
9. ความตกลงด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ลงนามเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2547 (ค.ศ. 2004)
10. ความตกลงด้านกีฬา ลงนาม 16 มิถุนายน 2547 (ค.ศ. 2004)

เอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย
H.E. Mr. Chakarin Chayabongse (ฯพณฯ นายจักริน ฉายะวงศ์)
Royal Thai Embassy
SEN - Av. Das Nacoes – Lote 10
Brasilia – DF, CEP:70433-900
Brazil
โทรศัพท์ (5561) 3224-6089, 3224-6849, 3224-6943
โทรสาร (5561) 3321-2994,3223-7502
e-mail: thaiemb@linkexpress.com.br

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซาเปาโล
Assistant Director: Mr. Natthapong Senanarong
Thai Trade Office (Sao Paulo)
Rua Gomes de Carvalho 1356 sala 112 ,
Vila Olimpia 04547-005 Sao Paulo - SP BRAZIL
โทรศัพท์ (5511) 3044-7301, 3044-7347, 3045-4563
โทรสาร (5511) 3045-1913

กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองริโอ เดอ จาเนโร
Mr. Daniel Andrea Sauer (Honorary Consul-General)
Royal Thai Consulate-General
Rua Visconde de Piraja, 250, 9 andar
CEP 22410-000, Rio de Janeiro-RJ, Brazil
โทรศัพท์ (5521) 2525-0000
โทรสาร (5521) 2525-0002

กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเซา เปาโล
Mrs. Thassanee Wanderly Wanick de Souza (Honorary Consul)
Royal Thai Consulate
Alameda Dinamarca 467 – Alphaville 1
CEP 06474-250 Barueri – Sao Paulo-SP
Brazil
โทรศัพท์ (5511) 4193-8461
โทรสาร (5511) 4195-2820

เอกอัครราชทูตบราซิลประจำไทย
H.E. Edgard Telles Ribeiro
The Embassy of the Federative Republic of Brazil
34 F Lumpini Tower
1168/101 Rama IV Rd.
Thungmahamek, Sathorn,
Bangkok 10120
โทรศัพท์ (662) 679-8567-8
โทรสาร (662) 679-8569
e-mail: EMBRASbkk@mozart.inet.co.th

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

34 คน

 สถิติเมื่อวาน

1197 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

24332 คน

226369 คน

3190252 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official