สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ
People’s Republic of Bangladesh
 
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ ทิศเหนือ ตะวันตก และตะวันออกตอนบนติดกับอินเดีย (มีแนวชายแดนยาวติดต่อกันประมาณ 4,053 กิโลเมตร) ทิศตะวันออกตอนล่างติดกับพม่า (มีแนวชายแดนยาว 193 กิโลเมตร) และทิศใต้ติดกับอ่าวเบงกอล

พื้นที่ 144,000 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงธากา (Dhaka)

เมืองสำคัญต่างๆ เมืองจิตตะกอง (Chittagong) เป็นเมืองใหญ่อันดับสองและเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดของบังกลาเทศ เป็นเมืองธุรกิจและมีสนามบินนานาชาติ

ภูมิอากาศ ร้อนชื้น พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นที่ราบลุ่ม ในฤดูมรสุมมักเกิดอุทกภัย

ประชากร 140.6 ล้านคน (ปี 2551) ประกอบด้วยเชื้อชาติเบงกาลี (Bengalee) ร้อยละ 98 ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ

ภาษา ภาษาบังกลา (Bangla) เป็นภาษาราชการ ภาษาอังกฤษใช้สื่อสารในหมู่ผู้มีการศึกษาดี และมีภาษาท้องถิ่นของชนกลุ่มน้อย

ศาสนา ประชากร ร้อยละ 88 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 10 นับถือศาสนาฮินดู ร้อยละ 0.6 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 0.3 นับถือศาสนาคริสต์ และประชากรที่เหลือนับถือศาสนาอื่น ๆ

วันสำคัญ 26 มีนาคม 2514 (ค.ศ. 1871) เป็นวันที่ปากีสถานตะวันออกประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากปากีสถานตะวันตก และใช้ชื่อว่าบังกลาเทศ

การปกครอง ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีเพียงสภาเดียว คือ Jatiya Sangsad หรือสภาแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 300 คน มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดี นายซิลลู ราห์มาน (H.E. Mr. Zillur Rahman)

นายกรัฐมนตรี นางชีค ฮาสินา (H.E. Mrs. Sheikh Hasina)

รมว.กต. ดร. ดีปู โมนี (H.E. Dr. Dipu Moni)
การเมืองการปกครอง

การเมืองการปกครอง
บังกลาเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยมีพรรคสำคัญ 2 พรรค คือพรรค Bangladesh National Party (BNP) นำโดยนาง Khaleda Zia และพรรค Awami League (AL) นำโดยนาง Sheikh Hasina ทั้งสองพรรคได้ผลัดกันขึ้นเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านตลอดมา มีความขัดแย้งกันสูง เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาล อีกฝ่ายก็จะพยายามที่จะหาทางทำลายชื่อเสียงเพื่อโค่นล้มอีกฝ่ายหนึ่ง ตั้งแต่การนำการประท้วง การโจมตีโดยใช้สื่อต่างๆ นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังนำไปสู่ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายของชาติ โดยเมื่อฝ่ายตรงข้ามได้รับเลือกตั้ง นโยบายหรือโครงการที่อีกฝ่ายทำไว้ก็จะถูกละเลยหรือถูกยกเลิกไป ซึ่งเป็นผลให้เกิดความเสียหายต่อการพัฒนาประเทศ และความเชื่อมั่นของนานาชาติ

ฝ่ายตุลาการ
บังกลาเทศใช้ระบบศาลแบบอังกฤษ โดยมีทั้งศาลแพ่งและศาลอาญา โดยศาลฎีกา(Supreme Court) เป็นศาลสูงสุดซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือ Appellate Division และ High Court Division และยังมีศาลระดับล่างได้แก่ district courts thana courts และ village courts นอกจากนี้ยังมีศาลพิเศษอื่นๆ เช่น ศาลครอบครัว ศาลแรงงาน เป็นต้น

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ดินแดนที่เป็นประเทศบังกลาเทศในปัจจุบันมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,000 ปี เดิมเป็นส่วนหนึ่งของชมพูทวีป (อินเดีย) เคยเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธมาก่อน ต่อมาพ่อค้าชาวอาหรับได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่จนชาวบังกลาเทศส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามมาจนถึงทุกวันนี้

ในปี 2300 อังกฤษได้เข้าไปยึดครองชมพูทวีป และดินแดนแห่งนี้ได้ตกเป็นอาณานิคมของ อังกฤษเกือบ 200 ปี ต่อมาในปี 2490 ดินแดนแถบนี้ได้รับเอกราช แต่บังกลาเทศก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปากีสถาน เรียกกันว่าปากีสถานตะวันออก ต่อมาชาวเบงกาลีในปากีสถานตะวันออกไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลกลาง ซึ่งอยู่ในปากีสถานตะวันตก เนื่องจากถูกแสวงหาประโยชน์และได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออก นอกจากนี้ปากีสถานทั้งสองยังมีความแตกต่างด้านภาษา วัฒนธรรมและเชื้อชาติอีกด้วย ชาวเบงกาลีจึงจัดตั้งพรรค Awami League (AL) ขึ้นเมื่อปี 2492 เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวเบงกาลี โดยมี Sheikh Mujibur Rahman เป็นหัวหน้า

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2514 ปากีสถานตะวันออกได้ประกาศแยกตัวเป็นเอกราช ภายใต้ชื่อ สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ทำให้ปากีสถานตะวันตกส่งกองกำลังทหารเข้าปราบปราม อินเดียได้ส่งทหารเข้าไปช่วยเหลือปากีสถานตะวันออก ในที่สุดฝ่ายปากีสถานตะวันตกพ่ายแพ้ในการรบและยินยอมให้เอกราชแก่บังกลาเทศเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2514 มีนาย Sheikh Mujibur Rahman หัวหน้าพรรค AL ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของบังกลาเทศ โดยเป็นประมุขของรัฐและฝ่ายบริหารคนแรก (Father of the Nation)

พัฒนาการทางการเมืองของบังกลาเทศภายหลังเอกราช
ประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2518 โดยฝีมือนายทหารกลุ่มหนึ่ง การปกครองในระยะแรกนี้มีการก่อรัฐประหารหลายครั้ง และลอบสังหารประธานาธิบดีจนเสียชีวิตหลายคน สถานการณ์ทางการเมืองของบังกลาเทศตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสายและเป็นการปกครองโดยผู้นำทางทหารตลอดมากว่า 20 ปี และพลโท Hussain Mohammad Ershad ประธานาธิบดี (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2525 – 2533) ได้ถูกฝ่ายค้านกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อถ่ายโอนอำนาจการบริหารจากประธานาธิบดีไปให้นายกรัฐมนตรี พลโท Ershad ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2533 และถูกจำคุกในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง

ในปี 2533 บังกลาเทศได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเป็นครั้งแรก โดยผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) นำโดยนาง Khaleda Zia ได้รับชัยชนะ และเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในปี 2535 นาง Khaledia Zia ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง และเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2539 ประธานาธิบดีบังกลาเทศได้ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 12 มิถุนายน 2539 ภายหลังความวุ่นวายจากการประท้วงของพรรคฝ่ายค้านซึ่งประกอบด้วยพรรค Awami League พรรค Jatiya Party (JP) และพรรค Jamaat-e-Islami (JI) ที่ต้องการให้นาง Khaleda Zia ลาออก ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคฝ่ายค้านได้รับชัยชนะและนาง Sheikh Hasina หัวหน้าพรรค AL (บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman )ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลผสมครั้งแรกของบังกลาเทศ ระหว่างพรรค AL และพรรค JP ที่มีพลโท Ershad อดีตประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าพรรค และได้ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2539 แต่ต่อมาในเดือนกันยายน 2540 พรรค JP ได้ถอนตัวออกจากรัฐบาลและเข้าเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านกับพรรค BNP

ตามรัฐธรรมนูญของบังกลาเทศ คณะรัฐมนตรีจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ดังนั้น ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2544 รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina จึงได้หมดวาระลง และเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้ประกาศยุบสภาตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี และเมี่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2544 รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina ได้ถ่ายโอนอำนาจไปยังรัฐบาลรักษาการที่จะต้องมีหน้าที่ จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 90 วัน และในการนี้ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้ง Justice Latifur Rahman อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกาให้ดำรงตำแหน่ง Chief Advisor ของรัฐบาลรักษาการหรือเทียบเท่านายกรัฐมนตรีและนาย Latifur Rahman ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 15 กรกฎาคม 2544 นอกจากนี้ ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษา (Council of Advisors) จำนวน 10 คน ตามคำแนะนำของนาย Latifur Rahman เพื่อปฎิบัติหน้าที่เทียบเท่ารัฐมนตรีในคณะรัฐบาล ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนตุลาคม 2544 พรรค BNP ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งและ นาง Khaleda Zia ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2544 เเละได้สิ้นสุดวาระลงเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549

สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน
รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Khaledia Zia ได้สิ้นสุดวาระลงเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานาธิบดีเเต่งตั้งอดีตประธานศาลฎีกาเป็นหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการเพื่อจัดการการเลือกตั้ง เเต่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้คัดค้านการเเต่งตั้งดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าอดีตประธานศาลฎีกามีความใกล้ชิดกับพรรครัฐบาล ประธานาธิบดี Iajuddin Ahmed ได้ตัดสินใจดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการเองท่ามกลางเสียงคัดค้านของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลรักษาการและคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง พรรคร่วมฝ่ายค้านได้นำประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงและก่อการจลาจลอย่างต่อเนื่องและประกาศถอนตัวจากการเลือกตั้ง ส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันของการเมือภายในประเทศและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ในที่สุดประธานาธิบดีฯ จึงตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (State of Emergency) และลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 (ภายใต้แรงกดดันของกองทัพบังกลาเทศที่ต้องการให้ประเทศพ้นจากสภาวะที่การเมืองมาสู่ทางตัน) พร้อมทั้งประกาศเลื่อนการเลือกตั้งซึ่งเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 22 มกราคม 2550 และได้แต่งตั้งให้ ดร.Fakhruddin Ahmed ดำรงตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการ (เทียบเท่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2550

ขณะนี้บังกลาเทศอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลรักษาการโดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพบังกลาเทศ มีภารกิจหลัก คือ 1) จัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริต (Anti-Corruption Commission) เพื่อตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นของนักการเมืองข้าราชการและนักธุรกิจ รวมทั้งกวาดล้างกลุ่มอันธพาลและผู้สร้างความวุ่นวายในสังคม และจัดระเบียบสังคมและการเมืองในประเทศให้สงบเรียบร้อย (ขณะนี้มีการจับกุมผู้มีอิทธิพลและผู้ก่อความไม่สงบทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงอดีตรัฐมนตรีและนักการเมืองจากพรรค AL และพรรค BNP 2) ปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้งให้มีความเป็นกลาง เข้มแข็ง โปร่งใส และเป็นอิสระ เพื่อให้สามารถจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และทำให้บังกลาเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว รัฐบาลรักษาการกำหนด จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปลายเดือนธันวาคม 2551 หลังจากจัดทำบัตรประจำตัว (National ID Cards) ให้แก่ชาวบังกลาเทศทุกคนแล้วเสร็จ 3) ปฏิรูประบบราชการให้ปลอดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง 4) แยกฝ่ายตุลาการออกจากฝ่ายบริหารเพื่อให้เกิดระบบตรวจสอบและคานอำนาจ และ 5) สร้างความเข้มแข็งให้แก้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

หลังจากที่รัฐบาลรักษาการชุดนี้ได้ปกครองประเทศ เหตุการณ์รุนแรงจากการประท้วงของกลุ่มต่างๆ ในบังกลาเทศได้ยุติลง จนกระทั้งวันที่ 21-22 สิงหาคม 2550 ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารและนักศึกษามหาวิทยาลัยธากาเนื่องจากทหารได้ทำร้ายร่างกายนักศึกษา 3 คนและพูดจาดูหมิ่นอาจารย์ของมหาวิทยาลัย เหตุการณ์ดังกล่าวได้ขยายวงออกไป โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นมาร่วมประท้วงทหารอีกด้วย ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 150 คน เสียชีวิต 1 คน หลายฝ่ายเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีกลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลัง ต่อมา เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551 ประธานาธิบดี Iajuddin Ahmed ได้ลงนามอภัยโทษให้แก่นักศึกษาที่ศาลตัดสินว่ามีความผิด และศาลได้ยกฟ้องอาจารย์และนักศึกษาที่ถูกจับกุมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์รุนแรงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้รัฐบาลรักษาการยังไม่ประกาศยกเลิกสภาวะฉุกเฉิน เพื่อที่รัฐบาลจะได้มีอำนาจเพียงพอในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศได้

ล่าสุด ประธานาธิบดี Iajuddin Ahmed ซึ่งได้รับการตั้งแต่งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2545 ได้ครบวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปีแล้ว เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2550 แต่ประธานาธิบดีประกาศว่าจะยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งและการแต่งตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ และเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2551 ที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการ (เทียบเท่าตำแหน่งรัฐมนตรี) 4 คนได้ยื่นหนังสือลาออก และก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 มีที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการลาออก 1 คน ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า หัวหน้าที่ปรึกษา ดร.Fakhruddin Ahmed ต้องการจะปรับคณะที่ปรึกษาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้านผลงานออก (โดยเฉพาะในเรื่องราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลักที่เพิ่มขึ้นสูง) เพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง

ด้านเศรษฐกิจ
แม้บังกลาเทศจะเป็นหนึ่งในบรรดาประเทศที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) แต่ก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจซึ่งไทยไม่ควรมองข้าม โดยเป็นแหล่งทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและทรัพยากรทางทะเล พร้อมกันนี้ยังสามารถเป็นตลาดสินค้าต่างๆ ของไทย เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคและ การบริการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าภาคธุรกิจบริการจะทำรายได้ให้กับบังกลาเทศ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 50 ของ GDP แต่ประชาชนบังกลาเทศส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจน และประกอบอาชีพเกษตรกร รัฐบาลบังกลาเทศให้ความสำคัญเรื่องเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (economic freedom) โดยใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจ (economic diplomacy) ให้ความสำคัญกับการดึงการลงทุนจากต่างชาติ (อนุญาตให้คนต่างชาติลงทุนถือหุ้นได้ทั้งหมดเช่นเดียวกับชาวบังกลาเทศ) ต้องการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนในตลาดหุ้นของนักลงทุนทั้งภายในและจากต่างประเทศ สนับสนุนการส่งออกโดยเฉพาะการเพิ่มโควต้าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปยังต่างประเทศ และส่งเสริมให้แรงงานบังกลาเทศไปทำงานในต่างประเทศ รวมทั้งทบทวนการให้ visa on arrival กับประเทศต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว

บังกลาเทศยึดหลักเศรษฐกิจการตลาดและมีนโยบายส่งเสริมการส่งออก อย่างไรก็ตามโดยที่การส่งออกของบังกลาเทศขึ้นอยู่กับสินค้าเพียงไม่กี่ชนิดและมีตลาดส่งออกจำกัดเพียงไม่กี่ประเทศ (ร้อยละ 76 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดเป็นเสื้อผ้าและสิ่งทอซึ่งส่งไปยังตลาดยุโรป) รัฐบาลบังกลาเทศจึงพยายามให้ความสำคัญกับการสร้างความหลากหลายของสินค้าและแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกและลดการขาดดุลการค้า บังกลาเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าจากอินเดียเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นมูลค่าปีละ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รัฐบาลบังกลาเทศจึงพยายามขยายปริมาณการค้ากับประเทศต่างๆ เพื่อลดการพึ่งพาอินเดียลง

ตั้งแต่ต้นปี 2533 บังกลาเทศได้ปรับเปลี่ยนนโยบายหลายประการเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือหุ้นของต่างชาติ อนุญาตให้ส่งผลกำไรและรายได้ออกไปต่างประเทศได้โดยเสรี และมีมาตรการให้ความสำคัญกับบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในประเทศ เป็นต้น โดยสหรัฐอเมริกาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในบังกลาเทศ รองลงมา คือ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร อุตสาหกรรมที่นักลงทุนควรให้ความสนใจ ได้แก่ การสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีมากถึง 11 ล้านล้านตารางฟุต ด้านสาธารณูปโภค ด้านประมง (แต่ปัจจุบันรัฐบาลบังกลาเทศยังไม่มีนโยบายที่จะเปิดให้ต่างชาติเข้าไป จับปลาในบังกลาเทศ) การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม อาทิ เสื้อผ้า เครื่องหนัง อุตสาหกรรมเบา ด้านบริการต่างๆ และด้านการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคขั้นพื้นฐาน อุปสรรคหลักที่ขัดขวางการลงทุนในบังกลาเทศ ได้แก่ ภัยจากพายุไซโคลนและอุทกภัย การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ และปัญหาการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะการเดินขบวนประท้วง (hartal) ของพรรคฝ่ายค้านที่มีอยู่เป็นประจำ

สภาวะความรุนแรง และตัวเลขคดีอาชญากรรมในบังกลาเทศเพิ่มขึ้นสูงมาก สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลบังกลาเทศชุดที่แล้วก็ได้พยายามควบคุมสถานการณ์ดังกล่าวโดยเร่งปราบปรามกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงต่างๆ เพราะนอกจากจะเป็นการรักษา ความสงบเรียบร้อยในสังคมแล้ว ยังเป็นการป้องกันปัญหาจากฝ่ายการเมืองเข้าแทรก โดยเฉพาะจากพรรคฝ่ายค้าน AL ที่มักกล่าวหาว่ารัฐบาลพรรค BNP ให้ท้ายกลุ่มก่อการร้ายและมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มทาลีบันอีกด้วย

รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะปัญหาราคาข้าวและราคาสิ่งของอุปโภคบริโภคหลักอื่นๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลรักษาการยังประกาศที่จะให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิทธิทางการเมืองของสตรี การขจัดความยากจนโดยอาศัยแนวทางที่เหมาะสม อาทิ microfinance และการไม่ส่งเสริมการใช้ความรุนแรง (marginalization of extremism)

ด้านต่างประเทศ
รัฐบาลชุดที่แล้วของบังกลาเทศ (อดีตนายกรัฐมนตรี Zia) ได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่มุ่งเสริมสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบมุ่งตะวันออก (Look East) โดยกระชับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนและประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ไทย พม่า และกลุ่มอาเซียน ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของนโยบายต่างประเทศบังกลาเทศ การเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียของนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างนโยบายต่างประเทศที่มุ่งสนับสนุนผลประโยชน์ของบังกลาเทศในประเทศใหม่เหล่านี้ และการดำเนินนโยบายแบบมุ่งตะวันออกของบังกลาเทศ นั้น ส่วนหนึ่งเพื่อต้องการลดอิทธิพลของอินเดียที่มีต่อบังกลาเทศลงด้วย

ปัจจุบันบังกลาเทศเป็นสมาชิก Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation (BIMSTEC), Organization of the Islamic Conference (OIC), Asia Cooperation Dialogue (ACD), South Asia Association for Regional Cooperation (SAARC), Non-Aligned Movement (NAM) ล่าสุดเข้าร่วมเป็นสมาชิก ASEAN Regional Forum (ARF) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 รวมทั้งได้ลงนามเป็นภาคีในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ Treaty of Amity and Cooperation (TAC) ในระหว่างการประชุม ARF ที่กรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2550

รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันยังคงบทบาทที่แข็งขันในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็น climate change และการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปใน Darfur รวมทั้งพยายามใช้ประโยชน์จากการปฏิรูปการเมืองบังกลาเทศที่ถือว่าเป็นผลงานที่มีความเป็นรูปธรรมมากที่สุดของรัฐบาลรักษาการชุดนี้ในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบังกลาเทศในเวทีระหว่างประเทศ และพยายามที่จะจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตาม roadmap ที่รัฐบาลรักษาการได้วางไว้

บังกลาเทศส่งทหารเข้าร่วมกับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติมากเป็นอันดับสองของโลก (9,856 คน ข้อมูลเดือนธันวาคม 2550) ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลบังกลาเทศ และบังกลาเทศก็ส่งออกแรงงานจำนวนมากไปต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศสมาชิก OIC) ซึ่งรายได้ที่แรงงานบังกลาเทศส่งกลับนับเป็นร้อยละ 8.7 ของ GDP บังกลาเทศ

เศรษฐกิจการค้า

หน่วยเงินตรา เงินตากา (Taka) อัตราแลกเปลี่ยน 62 ตากา เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาน 1.47 ตากา เท่ากับ 1 บาท

GDP 79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.2 (ปี 2551)

รายได้เฉลี่ยต่อหัว 1,335 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

สกุลเงิน ตากา (0.60 ตากา ประมาณ 1 บาท)

เงินทุนสำรอง 5,789 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 8.9

มูลค่าการค้ารวม ปี 2551 596.30 ล้าน USD ไทยส่งออก 574.38 ล้าน USD นำเข้า 21.92 ล้าน USD

สินค้าส่งออกของไทย ปูนซีเมนต์ ผ้าผืน ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกลและเคมีภัณฑ์

สินค้านำเข้าจากบังกลาเทศ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช สัตว์น้ำสดแช่เย็นแช่แข็ง/แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป หนังดิบและหนังฟอก เครื่องมือและอุปกรณ์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ก๊าชธรรมชาติ ถ่านหิน

อุตสาหกรรมหลัก สิ่งทอ น้ำตาล กระดาษ

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ อินเดีย จีน สิงคโปร์ และญี่ปุ่น

ตลาดส่งออกที่สำคัญ สหรัฐฯ เยอรมนี สหราชอาณาจักร

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำตาลทราย ข้าว เครื่องจักร ปูนซีเมนต์ เหล็ก เม็ดพลาสติก และอาหารแห้ง

สินค้าส่งออกที่สำคัญ เสื้อผ้า หนังดิบและหนังฟอก เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และปุ๋ย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ


ด้านการทูต
ไทยกับบังกลาเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2515 บังกลาเทศมีความสัมพันธ์อันดีกับไทยมาโดยตลอด ทั้งในระดับรัฐบาลและประชาชน ปัจจุบันนายเฉลิมพล ทันจิตต์ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา (ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศภูฏาน) และเอกอัครราชทูตบังกลาเทศประจำประเทศไทยคือนาย Mustafa Kamal

ด้านการเมือง
ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไทยและบังกลาเทศมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยเฉพาะภายหลังการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้นำของทั้งสองประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีความร่วมมือระหว่างกันหลายโครงการ อาทิ โครงการเครือข่ายถนนเชื่อม 3 ฝ่ายระหว่างไทย-พม่า-บังกลาเทศ โครงการปลูกมะพร้าว 10 ล้านต้นเป็นกำแพงกันคลื่นลมตามแนวชายฝั่งบังกลาเทศ เดือนกรกฎาคม 2547 ไทยได้บริจาคข้าวจำนวน 1,000 ตัน และเดือนสิงหาคม 2550 บริจาคเงินช่วยเหลือ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บังกลาเทศซึ่งประสบอุทกภัยและแผ่นดินถล่ม ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 รัฐบาลไทยได้ส่งเครื่องบิน C-130 นำสิ่งของอุปโภคบริโภคไปบริจาคให้แก่ผู้ประสบภัยจากพายุไซโคลน Sidr Sidr และเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551 ไทยได้ส่งมอบข้าว 1,000 ตันให้แก่ผู้ประสบภัยดังกล่าวอีกด้วย

ด้านเศรษฐกิจ
การลงทุน
ปัจจุบันมีนักลงทุนไทยไปประกอบธุรกิจในบังกลาเทศประมาณ 13 บริษัท เช่น บริษัทซีพีผลิตอาหารสัตว์ บริษัท Thai Classical Leathers ผลิตเครื่องหนัง และบริษัทผลิตน้ำดื่มบังกลาเทศ-ไทยน้ำแร่ จำกัด เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีโอกาสและศักยภาพที่จะร่วมธุรกิจลงทุนระหว่างกันอีกมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร น้ำตาล เครื่องหนัง โดยนักลงทุนไทยสามารถเข้าไปลงทุนทั้งในรูปแบบไทยถือหุ้นทั้งหมด หรือ การร่วมทุนทางธุรกิจ (Joint Venture) ซึ่งบังกลาเทศเป็นประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในฐานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) จากสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ แต่ยังมีกำลังการผลิตไม่ถึงโควตาที่ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าว และนักลงทุนไทยยังสามารถใช้บังกลาเทศเป็นฐานผลิตส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นตลาดใหญ่ เช่น อินเดีย อีกด้วย ในส่วนของภาคธุรกิจมีความร่วมมือกันระหว่าง “สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย” กับ “Federation of Bangladesh Chambers of Commerce and Industry“จัดตั้งสภาธุรกิจร่วม ไทย -บังกลาเทศ (ลงนามเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2545) เพื่อเป็นผู้ประสานงานระหว่างนักธุรกิจของสองประเทศ ทั้งนี้ สาขาที่บังกลาเทศสนใจที่จะร่วมลงทุนกับไทยใน ได้แก่ การออกแบบและรับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โรงพยาบาล อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมน้ำตาล อุตสาหกรรมเครื่องหนัง และอุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้ เป็นต้น

การประมง
ไทยและบังกลาเทศลงนามในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการประมงเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2521 ฝ่ายไทยได้เสนอให้มีการเจรจาเรื่องการทำประมงร่วมกันในลักษณะ joint venture ระหว่างบริษัทเอกชนไทยและบังกลาเทศในอ่าวเบงกอล ในช่วงแรกบังกลาเทศได้อนุญาตให้เอกชนทำสัญญากับบริษัทไทยกว่า 20 บริษัท แต่ต่อมา บังกลาเทศเห็นว่าข้อตกลงที่มีกับฝ่ายไทยทำให้ฝ่ายบังกลาเทศเสียเปรียบ จึงเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ให้ลงทุนในลักษณะ joint venture โดยต้องมีผู้ร่วมทุนฝ่ายบังกลาเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต่างชาติไม่เกินร้อยละ 49 และให้ค่อยๆ เพิ่มทุนแบบก้าวหน้าจนเหลือสัดส่วนการถือหุ้นชาวบังกลาเทศต่อชาวต่างชาติร้อยละ 75 ต่อร้อยละ 25 ทำให้บริษัทของไทยเลิกกิจการไปเกือบทั้งหมด ปัจจุบันคงเหลือบริษัท ฮาร์ดฟอร์ด จำกัด เพียงบริษัทเดียวที่ยังดำเนินกิจการอยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยได้ร่วมทุนกับบริษัท Sea Resources ของบังกลาเทศ ปัจจุบันบังกลาเทศไม่มีนโยบายให้เรือประมงต่างชาติเข้าไปจับปลาในน่านน้ำบังกลาเทศแต่อย่างใด แต่ไทยได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือในด้านวิชาการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการประมงในบังกลาเทศ เช่น การเพาะเลี้ยงปลา/สัตว์น้ำจืด และการร่วมมือกับประเทศสมาชิก BIMSTEC ส่งเรือไปสำรวจทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวเบงกอล เป็นต้น

ปัญหาอุปสรรคในการทำการค้าและการลงทุนในบังกลาเทศ
บังกลาเทศยังคงพึ่งระบบการจัดเก็บภาษี/ศุลกากรในการดำเนินนโยบายการค้าต่างประเทศ ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ โดยมีการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าเกือบทุกประเภท และมีการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีโดยตรงร่วมด้วย ทั้งนี้ ปัญหาอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคในการทำการค้าและการลงทุนในบังกลาเทศ คือ
- ปัญหาเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมืองในประเทศ
- ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
- การนัดหยุดงานหรือการประท้วงซึ่งมีขึ้นเป็นประจำทำให้เกิดการชะงักงันของการดำเนินธุรกิจ
- ปัญหาความล่าช้าในระบบราชการ
- ปัญหาเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังไม่ได้มาตรฐาน
- ปัญหาการจัดระบบการคมนาคมขนส่งซึ่งรวมถึงความแออัดของท่าเรือจิตตะกอง

ด้านสังคมและวัฒนธรรม
ความร่วมมือทางวิชาการไทย - บังกลาเทศ
ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือทาง
วิชาการกับบังกลาเทศ โดยเน้นความร่วมมือทางวิชาการในด้านการฝึกอบรม หรือ ดูงานเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ด้านการศึกษา สาธารณสุข การเกษตร อุตสาหกรรม การบริหาร เป็นต้น โดยให้อยู่ในรูปของความร่วมมือแบบทวิภาคี ความร่วมมือภายใต้ทุนฝึกอบรมประจำปี ความร่วมมือภายใต้โครงการฝึกอบรมประเทศที่สาม และความร่วมมือแบบไตรภาคี ทั้งนี้ ในปี 2550 สพร. ได้แจ้งเวียนทุนหลักสูตรต่างๆ ให้บังกลาเทศเสนอชื่อผู้สมัคร ซึ่งได้รับอนุมัติทุนจำนวนทั้งสิ้น 33 ทุน จาก 17 หลักสูตร และสำหรับปี 2551 สพร. ได้กำหนดที่จะแจ้งเวียนทุนให้แก่บังกลาเทศภายใต้กรอบต่างๆ ไว้แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 64 หลักสูตร ล่าสุด สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา ร่วมกับ UNDP ได้จัดโครงการ Local Wisdom and Community ในกรุงธากาและเมืองจิตตะกอง เมื่อวันที่ 18-21 กันยายน 2550 เพื่อนำคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาชุมชนจากไทย (มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง โครงการพัฒนาดอยตุง และกรมพัฒนาชุมชน) ไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับบังกลาเทศ

ความร่วมมือทางวัฒนธรรม
ประเทศไทยพยายามส่งเสริมความสัมพันธ์ในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2547 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา ได้จัดการแสดงนาฏศิลป์และเทศกาลอาหารขึ้นเป็นประจำทุกปี ในปี 2551 มีการจัดเทศกาล Thai Exhibition เพื่อส่งเสริมอาหาร วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทยที่กรุงธากา และงาน Thai Kitchen to Bangladesh เพื่อส่งเสริมความนิยมอาหารไทยในกลุ่มชาวบังกลาเทศอีกด้วย

การท่องเที่ยว
คนบังกลาเทศเดินทางมาไทย 46,387 คน และคนไทยไปบังกลาเทศประมาณ 4,000 คน

เที่ยวบินระหว่างไทย-บังกลาเทศ
มี 26 เที่ยว/สัปดาห์ 1) การบินไทยบินไปบังกลาเทศ 10 เที่ยว/สัปดาห์ (เส้นทางกรุงเทพ-ธากา 7 เที่ยว/สัปดาห์ และเส้นทางกรุงเทพ-จิตตะกอง 3 เที่ยว/สัปดาห์) 2) สายการบินพิมานบินมากรุงเทพ 4 เที่ยว/สัปดาห์ (เส้นทางกรุงเทพ-ธากา) 3) สายการบิน GMG บินมาไทย 5 เที่ยว/สัปดาห์ (เส้นทางธากา-กรุงเทพ 3 เที่ยว/สัปดาห์ และเส้นทางจิตตะกอง-กรุงเทพ 2 เที่ยว/สัปดาห์) 4) สายการบิน Best Air คาดว่าจะเริ่มทำการบินไทยมาในวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 โดยกำหนดว่าจะบินมาไทย 7 เที่ยว/สัปดาห์ (เส้นทางกรุงเทพ-ธากา) ทั้งนี้ ชาวบังกลาเทศยังคงนิยมใช้บริการของการบินไทยมากที่สุดแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่า ทำให้เที่ยวบินของการบินไทยเต็มทุกเที่ยวบิน

ความสัมพันธ์อื่นๆ
ในระดับทวิภาคี ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-บังกลาเทศขึ้นเมื่อปี 2525 ได้มีการประชุมมาแล้ว 6 ครั้ง (ครั้งที่ 6 จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2541)
การประชุมครั้งต่อไป ซึ่งเดิมกำหนดไว้ระหว่างวันที่ 1 - 2 มีนาคม 2549 ที่บังกลาเทศได้ถูกเลื่อนออกไปในระดับพหุภาคี ไทยกับบังกลาเทศเป็นสมาชิกก่อตั้งกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจบังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา ไทย (Bangladesh-India-Sri Lanka-Thailand Economic Cooperation - BISTEC) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 ต่อมากลายเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจบังกลาเทศ อินเดีย พม่า ศรีลังกา ไทย (Bangladesh-India-Myanmar-Sri Lanka-Thailand Economic Cooperation - BIMSTEC) เมื่อเดือนธันวาคม 2540 และเมื่อเดือนธันวาคม 2546 ได้พัฒนาเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจบังกลาเทศ อินเดีย พม่า ศรีลังกา ไทย ภูฏาน เนปาล (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation – BIMSTEC)

ความตกลงที่สำคัญกับประเทศไทย
1. ความตกลงทางการค้า (ลงนามเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2520)
2. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการประมง (ลงนามเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2521)
3. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม การศึกษา และวิทยาศาสตร์ (ลงนามเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2522)
4. ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (ลงนามเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2540)
5. ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ลงนามเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2545)
6. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กับ Federation of Bangladesh Chambers of Commerce and Industry ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจร่วม ไทย -บังกลาเทศ (ลงนาม เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2545)

การเยือนของผู้นำระดับสูง
ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
- วันที่ 16 – 21 มกราคม 2535 เสด็จฯ เยือนบังกลาเทศอย่างเป็นทางการ

รัฐบาล
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี
- วันที่ 8-10 สิงหาคม 2526 เยือนบังกลาเทศอย่างเป็นทางการ
นายพิชัย รัตตกุล รองนายกรัฐมนตรี
- วันที่ 6 -9 กรกฎาคม 2528 เยือนบังกลาเทศ
ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 29 – 30 พฤษภาคม 2532 เยือนบังกลาเทศ
- วันที่ 19 - 21 ธันวาคม 2532 เยือนบังกลาเทศ โดยเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทยเพื่อร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-บังกลาเทศ ครั้งที่ 3
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 15 - 19 มิถุนายน 2537 เยือนบังกลาเทศ โดยนำคณะผู้แทนฝ่ายไทยไปร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-บังกลาเทศ ครั้งที่ 5
นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 20 - 23 เมษายน 2540 เยือนบังกลาเทศอย่างเป็นทางการ
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 8 - 10 กรกฎาคม 2541 เยือนบังกลาเทศอย่างเป็นทางการ
นายศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี
- วันที่ 9 พฤศจิกายน 2543 เยือนบังกลาเทศ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
- วันที่ 8 - 10 กรกฎาคม 2545 เดินทางเยือนบังกลาเทศอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของนาง Khaleda Zia นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ
- วันที่ 12 ธันวาคม 2545 เดินทางเยือนจิตตะกอง เพื่อเปิดเที่ยวบินเชียงใหม่- จิตตะกอง เที่ยวปฐมฤกษ์ และนำนาง Khaleda Zia นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 ได้พบหารือทวิภาคีกับนาง Khaleda Zia นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศในระหว่างการประชุมสุดยอด NAM ครั้งที่ 13 ที่มาเลเซีย
- วันที่ 17 มกราคม 2547 เดินทางไปกล่าวสุนพจน์ต่อที่ประชุม International Chamber of Commerce ที่กรุงธากา และได้พบหารือกับประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ
- วันที่ 16 กันยายน 2548 เดินทางเพื่อหารือทวิภาคีกับนาง Khaleda Zia นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศในระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 60 ที่นครนิวยอร์ก
นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2549 เยือนบังกลาเทศ

ฝ่ายบังกลาเทศ
นาย Ziaur Rahman ประธานาธิบดีบังกลาเทศ และภริยา
- วันที่ 8 – 10 เมษายน 2522 เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
พลโท Hussain Mohammad Ershad ประธานาธิบดีบังกลาเทศ
- วันที่ 22 – 23 มิถุนายน 2528 แวะเยือนไทยอย่างไม่เป็นทางการ
นาย Humayun Rasheed Choudhury รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2530 เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 6 - 18 มีนาคม 2531 นาย Humayun Rasheed Choudhury เยือนไทย โดยนำคณะผู้แทนบังกลาเทศมาร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-บังกลาเทศ ครั้งที่ 2
พลโท Hussain Mohammad Ershad ประธานาธิบดีบังกลาเทศ และภริยา
- วันที่ 28 – 31 มีนาคม 2531 เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พลโท Hussain Mohammad Ershad ประธานาธิบดีบังกลาเทศ
- วันที่ 5 - 9 มีนาคม 2533 เยือนไทยในฐานะอาคันตุกะพิเศษ เพื่อกล่าวปราศรัยเปิดการประชุมเรื่องการศึกษาเพื่อปวงชน (World Conference on Education for All)
นาย Kazi Zafar Ahmed นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ
- วันที่ 21-25 พฤษภาคม 2533 เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
นาง Khaleda Zia นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ
- วันที่ 21 มิถุนายน 2534 แวะเยือนไทยและหารือข้อราชการกับนายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี วันที่ 21 มิถุนายน 2534
นาย Abul Hasan Chowdhury รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศบังกลาเทศ
- วันที่ 4 – 6 มิถุนายน 2540 เยือนไทยเพื่อร่วมการประชุมลงนามก่อตั้งกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจบังกลาเทศ–อินเดีย–ศรีลังกา–ไทย (BIST-EC)
- วันที่ 21– 22 ธันวาคม 2540 เยือนไทยเพื่อประชุมระดับรัฐมนตรีของ BIST-EC
นาย Abdus Samad Azad รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2541 เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-บังกลาเทศ ครั้งที่ 6
นาย Abdur Razzaq รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแหล่งน้ำบังกลาเทศ
- วันที่ 29-31 มีนาคม 2542 เยือนไทยและได้มีการลงนามใน MOU ด้านความร่วมมือกับไทยในการพัฒนาแหล่งน้ำ
นาย Abdul Jalil รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์บังกลาเทศ
- วันที่ 12-19 กุมภาพันธ์ 2543เข้าร่วมการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10
นาย Abul Hasan Chowdhury รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศบังกลาเทศ
- วันที่ 18 มิถุนายน 2543 เยือนไทยเพื่อร่วมพิธีการจัดตั้งกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจบังกลาเทศ-อินเดีย-พม่า-ศรีลังกา-ไทย (BIMST-EC) ที่กรุงเทพฯ
ดร. Mohiuddin Khan Alamgir รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวางแผนบังกลาเทศ
- วันที่ 19- 25 เมษายน 2544 เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม ESCAP สมัยที่ 57 ที่กรุงเทพฯ
นาย Morshed Khan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบังกลาเทศ
- วันที่ 18-19 มิถุนายน 2545 เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม ACD ครั้งที่ 1 ที่หัวหิน
นาง Khaleda Zia รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบังกลาเทศ
- วันที่ 12-14 ธันวาคม 2545 เยือนไทยอย่างเป็นทางการเพื่อตอบแทนการเยือนของ ฯพณฯ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่เดินทางเยือนบังกลาเทศอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2545
นาย Morshed Khan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบังกลาเทศ
- วันที่ 21 - 22 มิถุนายน 2546 เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม ACD ครั้งที่ 2 ที่เชียงใหม่
นาย Morshed Khan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบังกลาเทศ
- วันที่ 5-9 กุมภาพันธ์ 2547 เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมประชุม BIMST-EC ที่จังหวัดภูเก็ต
นาง Khaleda Zia และนาย Morshed Khan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบังกลาเทศ
- วันที่ 29 - 31กรกฎาคม 2547 เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอด BIMST-EC ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพฯ

สำนักงานไทยในบังกลาเทศ กรุงธากา (สอท. สนง.พาณิชย์ในต่างประเทศ และ สนง.การบินไทย) และเมืองจิตตะกอง (สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทย)

สำนักงานบังกลาเทศในไทย กรุงเทพฯ (สอท. สนง.พาณิชย์) กรุงย่างกุ้ง (สนง. ผู้ช่วยทูตทหาร)

 

 


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

475 คน

 สถิติเมื่อวาน

1302 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

28965 คน

231002 คน

3194885 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official