สาธารณรัฐบัลแกเรีย
Republic of Bulgaria
 
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ทางทิศตะวันออกของคาบสมุทรบอลข่าน ทิศเหนือติดกับโรมาเนียทิศตะวันออกติดกับทะเลดำ ตะวันตกติดกับเซอร์เบียและมอนเตเนโก และมาซิโดเนีย ทิศใต้ติดกับกรีซและตุรกี

พื้นที่ 110,910 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงโซเฟีย (Sofia)

ประชากร 7.7 ล้านคน ประกอบด้วยชาวบัลแกเรียน ร้อยละ 83.9 ชาวเติร์ก ร้อยละ 9.4 และอื่นๆ (มาซิโดเนียน อาร์มีเนียน ตาตาร์)

ภูมิอากาศ ในตอนบนของประเทศเป็นแบบภาคพื้นสมุทร ในตอนล่างของประเทศเป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยทั้งปี10.5 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ บัลแกเรียน ซึ่งเป็นภาษาตระกูลสลาฟ

ศาสนา บัลแกเรียนออร์โธดอกซ์ (Bulgarian Orthodox)
ร้อยละ 82.6 มุสลิม ร้อยละ 12.2 คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 1.2% อื่นๆ ร้อยละ

หน่วยเงินตรา เลฟ (1 เลฟ ประมาณ 23.23 บาท สถานะ ณ วันที่ 20 ม.ค.53)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 44.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2552)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 12,600 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2552)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ -4.8 (ปี 2552)

ระบอบการปกครอง สาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี ปัจจุบัน คือ นาย Georgi Parvanov และนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ปัจจุบันคือ นาย Boiko Borisov


การเมืองการปกครอง

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
บัลแกเรียก่อตั้งเป็นรัฐขึ้นเมื่อปี 1224 จากการรวมตัวของชนชาติสลาฟและชนชาติบัลการ์ (ชนชาติยูเครนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรบอลข่าน) ในปี 1561 บัลแกเรียตกอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรไบแซนไทน์ และต่อมา ตกอยู่ภายใต้อาณาจักรออตโตมันเป็นเวลา 5 ศตวรรษ จากปี 1939 จนถึงปี 2421 จึงได้รับการยอมรับในฐานะประเทศเอกราชในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปกครองโดยราชวงศ์ Sax-Coberge Gotha โดยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับจักรวรรดิรัสเซีย บัลแกเรียเข้าร่วมในสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งกับฝ่ายอักษะ และเมื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง จึงถูกกำหนดโดยฝ่ายสัมพันธมิตรให้สหภาพโซเวียตปกครอง บัลแกเรียจึงมีการปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

สถานการณ์การเมืองในบัลแกเรีย
ภายหลังการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียต บัลแกเรียได้เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยเมื่อวันที่ 12 กรกฏาคม 2534 รัฐสภาบัลแกเรียได้รับรองรัฐธรรมนูญของประเทศ บัลแกเรียมีระบบสภาเดียวประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภา 240 คน จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปทุก 4 ปี ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี และอาจอยู่ต่อได้อีกหนึ่งวาระ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ได้แก่ นาย Georgi Parvanov จากพรรค Bulgarian Socialist Party (BSP) ซี่งดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนตุลาคม 2554

บัลแกเรียจัดการเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน 2548 รัฐบาลประกอบด้วยพรรค BSP พรรค The Simeon II National Movement (SNM) ซึ่งเป็นพรรคของอดีตกษัตริย์ Simeon II และพรรค The Movement for Rights and Freedom (MRF) คิดเป็นคะแนนเสียงทั้งหมด 169 ที่นั่ง นายกรัฐมนตรีได้แก่ นาย Sergei Stanishev จากพรรค BSP ซึ่งครองที่นั่งมากที่สุดในสภา (82 ที่นั่ง)

รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการเข้าเป็นสมาชิกภาพสหภาพยุโรป การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและเป็นธรรมยิ่งขึ้น การปฏิรูประบบประกันสังคมให้มีความเป็นธรรมยิ่งขึ้น ลดอาชญากรรมและการฉ้อราษฎร์บังหลวง แก้ไขปัญหาความยากจน พัฒนาระบบการศึกษา อาทิ การให้เงินสนับสนุนโรงเรียนอนุบาล การเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ

รัฐบาลชุดปัจจุบันประสบความสำเร็จในการนำบัลแกเรียเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หากแต่พรรค BSP ได้รับการวิจารณ์ว่าไม่สามารถรักษาคำมั่นที่จะลดการฉ้อราษฎร์บังหลวงไว้ได้ อีกทั้งการเสื่อมถอยความนิยมของพรรค SNM และมีแนวโน้มว่า สส. ส่วนหนึ่งของพรรค SNM อาจแปรพักตร์ไปเป็นสมาชิกพรรคขวาเกิดใหม่ภายใต้การนำของนายกเทศมนตรีกรุงโซเฟียที่เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน ทำให้สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่า อาจมีการเลือกตั้งภายในสิ้นปี 2550 หรือต้นปี 2551

บัลแกเรียมีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2552 ผลคะแนนคือพรรค Citizens for European Development of Bulgaria หรือ GERB ได้คะแนนเสียงทั้งหมด 116 ที่นั่ง ส่วนพรรคของรัฐบาลเดิมคือ BSP ได้คะแนนเสียง 40 ที่นั่ง จึงทำให้Boyko Borisov ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีของกรุง Sofia ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของบัลแกเรีย

นอกจากนี้บัลแกเรียยังมีการเลือกตั้งตัวแทนไปนั่งใน European parliament ในเดือนมิถุนายน 2552 จำนวน 17 คน แต่เนื่องจากการให้สัตยาบันในสนธิสัญญาลิสบอนทำให้บัลแกเรีย มีจำนวนตัวแทนเพิ่มอีก 1 คน เป็นจำนวน 18 คน โดยพรรคที่มีตัวแทนมากสุดคือ Citizens for European Development of Bulgaria จำนวน 5 คน

นโยบายต่างประเทศ
นโยบายการต่างประเทศของบัลแกเรียมุ่งเน้นการเป็นสมาชิกภาพสหภาพยุโรป และ
นาโต ของบัลแกเรีย การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2550 เป็นเหตุการณ์สำคัญสุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของบัลแกเรีย การเข้าเป็นสมาชิกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการบูรณาการ ในการที่จะดำรงสมาชิกภาพอย่างสมบูรณ์บัลแกเรียต้องดำเนินการปฏิรูปต่อไป โดยเฉพาะในด้านกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งแก้ไขปัญหาการฉ้อราษฎ์บังหลวงและอาชญากรรม ซึ่งยังคงเป็นความท้าทายของบัลแกเรีย โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะตรวจสอบการดำเนินการปฏิรูปในสาขาเหล่านี้เป็นระยะต่อไปจนกว่าจะพอใจ ในด้านเศรษฐกิจบัลแกเรียมีข้อได้เปรียบทางด้านเศรษฐกิจตรงที่ค่าจ้างแรงงานถูก ประชากรมีการศึกษาสูง บัลแกเรียมีความประสงค์ที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้เพิ่มโอกาสดังกล่าวได้ โดยปัจจุบันมีนักลงทุนจากเยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศสและสหรัฐฯ เข้าไปลงทุนในบัลแกเรียมากขึ้น ปัญหาของบัลแกเรีย คือ มีขีดความสามารถทางการแข่งขันต่ำ ดังนั้น บัลแกเรียจึงต้องเพิ่มสัดส่วนของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง และอุตสาหกรรมเชิงวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันต้องคงต้นทุน ค่าจ้าง วัสดุ และพลังงานไว้ในระดับที่ต่ำต่อไป นอกจากนี้ บัลแกเรียให้ความสำคัญกับนโยบายด้านพลังงานของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์ และมีความต้องการสร้างโรงงานผลิตพลังงานนิวเคลียร์แห่งใหม่ นอกจากนี้ บัลแกเรียต้องการเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายท่อส่งน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคบอลข่าน

บัลแกเรียให้ความสำคัญแก่การสร้างเสถียรภาพในคาบสมุทรบอลข่าน ทั้งนี้ บัลแกเรียมองว่า ประเทศของตนเป็น stabilizing force ทางการเมืองในคาบสมุทรบอลข่าน และเป็นประเทศทางผ่านสินค้า (transit) ในภูมิภาค โดยจากกรุงโซเฟีย มีทางรถยนต์เชื่อมกรุงเบลเกรด และกรุงอิสตันบูล และเป็นเส้นทางจากยุโรปเหนือไปกรุงเอเธนส์ ผ่านเมือง Skopje และ Salonica ในกรีซ

สนับสนุนการบูรณาการของทวีปยุโรปในกรอบกว้างที่มีสหรัฐฯ รวมอยู่ด้วย ที่เรียกว่า
Euro-Atlantic Integration บัลแกเรียเข้าร่วมในโครงการ NATO Partnership for Peace โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การนาโต ตั้งแต่ปี 2540 และได้เข้าเป็นสมาชิกนาโตในปี 2547 พร้อมกับ ลัตเวีย ลิทัวเนีย เอสโตเนีย สโลวาเกีย สโลวีเนียและโรมาเนีย

สนับสนุนการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับรัสเซียและประเทศเอกราชที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต

บัลแกเรียกับองค์การระหว่างประเทศ

หลังการล่มสลายขององค์การทางเศรษฐกิจ COMECON เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2534 และ Warsaw Pact เมื่อเดือนกรกฎาคม 2534 บัลแกเรียเข้าเป็นสมาชิกองค์กรความร่วมมือของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก ดังนี้
- เป็นสมาชิก Council of Europe ปี 2535
- เป็นสมาชิกกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจกลุ่มประเทศทะเลดำ ปี 2535
- เป็นสมาชิกสมทบ Western European Union ปี 2537
- เป็นสมาชิกสมทบสหภาพยุโรป ปี 2537
- ยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ปี 2539
- เป็นสมาชิกองค์การค้าโลก (WTO) ปี 2539
- ยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกองค์การ NATO ปี 2540
- ลงนามความตกลงเขตการค้าเสรียุโรปกลาง CEFTA ปี 2541 และเป็นสมาชิกอย่างสมบูรณ์ ปี 2542
- เป็นสมาชิกไม่ถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตั้งแต่เดือนมกราคม 2545
เศรษฐกิจการค้า
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
บัลแกเรียประสบวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2532 ภายหลังที่ COMECON (องค์กรความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก) ล่มสลายลงพร้อมกับการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียต เศรษฐกิจของบัลแกเรียฟื้นตัวเป็นครั้งแรกภายหลังวิกฤตการณ์ในปี 2537 โดยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2002 บัลแกเรียได้ทำความตกลง Stand-by Arrangement กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีระยะเวลา 2 ปี ภายใต้วงเงิน 337 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจนถึงปัจจุบัน บัลแกเรียได้กู้เงินจาก IMF ภายใต้ความตกลงดังกล่าว จำนวน 191 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 คณะกรรมการบริหารของ IMF ได้สิ้นสุดการทบทวนการดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจของบัลแกเรียเป็นครั้งที่ 3 ของปี 2546 และเห็นว่า ดัชนีเศรษฐกิจมีผล เป็นที่น่าพอใจ จึงอนุมัติให้บัลแกเรียมีสิทธิกู้เงินได้อีก จำนวน 37 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

การปฏิรูปเศรษฐกิจมหภาคของบัลแกเรียเป็นไปในเชิงบวก และเศรษฐกิจมีแนวโน้มพัฒนาดีขึ้นเป็นลำดับ โดยมีการดำเนินการตามแผนของ IMF และ Currency Board อย่างเคร่งครัด เป็นผลให้อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานลดลงเป็นลำดับ สถานะทางเศรษฐกิจของบัลแกเรียจึงมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ การปฏิรูปเศรษฐกิจในภาคต่าง ๆ มีความก้าวหน้ามาก อาทิ ภาคพลังงาน ภาคการเดินรถไฟ ภาคการบริหารการเก็บภาษี และภาคการแปรรูปธนาคารของรัฐหลายธนาคาร ซึ่งการรักษาความต่อเนื่องของการพัฒนาบรรยากาศทางธุรกิจและการลงทุน จะเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของบัลแกเรียต่อไปในระยะกลาง โดยมีเป้าหมายหลัก เพื่อสร้างความพร้อมให้กับบัลแกเรียในการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปี 2550

นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันตั้งเป้าให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราร้อยละ 6-8 ลดอัตราการว่างงานให้ต่ำกว่าร้อยละ 10 ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ลดการผูกขาด เพิ่มการแปรรูปกิจการรัฐบาลให้เป็นเอกชน คงระบบ Currency Board จนกว่าบัลแกเรียจะเข้าเป็นสมาชิก Eurozone ดำเนินการพัฒนาการเศรษฐกิจในแนวเดียวกันกับ European Monetary Union เพิ่มขีดความสามารถในการผลิต และปรับปรุงศักยภาพทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ในด้านนโยบายการคลัง ปรับปรุงการคลังให้มีความโปร่งใส จำกัดการใช้จ่ายภาครัฐอยู่ที่ ร้อยละ 40 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ จำกัดหนี้ภาครัฐให้อยู่ในระดับต่ำ

เศรษฐกิจของบัลแกเรียมีแนวโน้มพัฒนาดีขึ้นเป็นลำดับ โดยระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5.1 ตั้งแต่ปี 2543 อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และอัตราการว่างงานที่ลดลง ทำให้สถานะทางเศรษฐกิจของบัลแกเรียมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ การปฏิรูปเศรษฐกิจในภาคต่าง ๆ มีความก้าวหน้ามาก อาทิ ภาคพลังงาน ภาคการเดินรถไฟ ภาคการบริหารจัดเก็บภาษี และภาคการแปรรูปธนาคารของรัฐ ส่งผลให้บัลแกเรียดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น จากข้อมูลของธนาคารโลก ระบุว่า บัลแกเรียดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศในปี 2549 สูงที่สุดในประเทศยุโรปตะวันออก อย่างไรก็ดี บัลแกเรียมีปัญหาเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง กระบวนการยุติธรรมที่อ่อนแอ และขบวนการอาชญากรรมจัดตั้ง ซึ่งรัฐบาลบัลแกเรียจะต้องแก้ไข ตามพันธกรณีที่ให้ไว้กับสหภาพยุโรป


ศักยภาพทางเศรษฐกิจ
บัลแกเรียถือเป็นตลาดส่งออกที่มีลู่ทางที่จะขยายตัวได้อีกมากของไทย และเป็นประเทศที่อยู่ในระหว่างการปฏิรูปและมีลู่ทางที่จะมีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้ รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญในเวทีการเมืองระหว่างประเทศของยุโรปต่อไป นอกจากนี้ บัลแกเรียยังเป็นสมาชิกขององค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจทะเลดำ (Black Sea Economic Cooperation) รวมทั้ง บัลแกเรียจะเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปีค.ศ. 2550 บัลแกเรียมีทำเลที่ตั้ง เป็นเมืองท่าในทะเลดำ และมีพื้นที่ติดกับประเทศในคาบสมุทรบอลข่านที่ไม่มีทางออกทะเล อาทิ มาซีโดเนียและมอนเตเนโกร เป็นต้น อีกทั้งมีทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมากเช่น บ๊อกไซต์ ทองแดง ตะกั่ว ถ่านหิน แร่เหล็ก โครเมียม แมงกานีส ทองคำ และไม้ หากได้รับการพัฒนาและนำมาใช้ให้ได้ประโยชน์ จะเป็นตัวเสริมอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของบัลแกเรียได้ นอกจากนี้ ยังมีค่าจ้างแรงงานถูก ประชากรมีการศึกษาสูง ปัจจุบันมีนักลงทุนจากเยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศสและสหรัฐฯ เข้าไปลงทุนในบัลแกเรียมากขึ้น

การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป
บัลแกเรียเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปพร้อมกับโรมาเนีย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550ทั้งนี้ บัลแกเรียเริ่มการเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อ 7 ปีก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นว่า ยังมีบางสาขาที่บัลแกเรียจะต้องดำเนินการปฏิรูปต่อไป ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม การปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวง อาชญากรรมจัดตั้ง และการปฏิรูประบบภาษี และคณะกรรมาธิการยุโรปจะตรวจสอบการดำเนินการปฏิรูปในสาขาเหล่านี้เป็นระยะต่อไปจนกว่าจะพอใจ จนในที่สุดได้เข้าเป็นสหภาพยุโรป ในปี 2550

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐบัลแกเรีย
ความสัมพันธ์ทางการทูต
การทูต
ไทยและบัลแกเรียได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2517 โดยเดิมได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบลเกรด ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำบัลแกเรียอีกตำแหน่งหนึ่ง ส่วนบัลแกเรียได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงเทพฯ และมีเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยจนถึงกลางปี 2533 ต่อมา บัลแกเรียได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผลให้มีการปิดสถานเอกอัครราชทูต 20 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียและแอฟริกา สำหรับในไทย ยังคงสถานเอกอัครราชทูต ไว้ แต่ลดระดับผู้แทนเป็นอุปทูต ปัจจุบัน มีนาง Mima Nikolova เป็นอุปทูต และมีนายสมบัติ เลาหพงษ์ชนะ เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์บัลแกเรียประจำประเทศไทย

ไทยยังไม่มีสถานเอกอัครราชทูตในบัลแกเรีย แต่ได้มอบหมายให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ดูแล และแต่งตั้งนาย Victor Melamed เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำบัลแกเรีย เพื่อช่วยดูแลผลประโยชน์ของไทยในบัลแกเรีย และอำนวยความสะดวกเรื่องการตรวจลงตรา เมื่อเดือนธันวาคม 2545

การเมือง
มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่น แต่มีการแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์กันไม่มากนัก โดยมีกลไกความร่วมมือที่สำคัญ คือ การแลกเปลี่ยนการเยือน และหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้กรอบพิธีสารความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและบัลแกเรีย และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูต ราชการหรือพิเศษระหว่างกัน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่างความตกลงฯ และผ่านขั้นตอนอนุมัติภายในประเทศแล้ว พร้อมที่จะลงนามความตกลงฯ ในโอกาสแรก

เศรษฐกิจ
การค้า
บัลแกเรียเป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของไทยในยุโรปตะวันออก ในปี 2550 โดยข้ามจาก
จากอันดับ 10 ในปี 2548 สำหรับปี 2552 มีมูลค่าการค้ารวมถึง 36.36 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ไทยขาดดุลการค้ากับบัลแกเรียมาโดยตลอด โดยในปี 2552 ไทยขาดดุล 0.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 18.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 17.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าที่ไทยนำเข้า
สินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรม และเภสัชกรรม ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช ด้ายและเส้นใย เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ

สินค้าที่ไทยส่งออก
ยางพารา วงจรพิมพ์ เม็ดพลาสติก เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เตาอบไมโครเวฟ ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เสื้อผ้าสำเร็จรูป อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผักกระป๋องและแปรรูป

การลงทุน
การแปรรูปกิจการของรัฐของบัลแกเรีย เป็นโอกาสให้นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนหรือร่วมลงทุนในบัลแกเรียได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจการภาคบริการที่เอกชนไทยมีความชำนาญและประสบการณ์ อาทิ การดำเนินการด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากบัลแกเรียเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง ลู่ทางด้านธุรกิจอื่นๆ อาทิ การจำหน่ายสินค้ายกเว้นภาษี ณ สนามบินเมือง Bourgas การสร้าง Shopping Mall ซึ่งธุรกิจดังกล่าว จะช่วยเอื้ออำนวยต่อการกระจายสินค้าของไทยได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การเข้าไปลงทุนในบัลแกเรียควรเป็นลักษณะการร่วมลงทุนกับผู้ที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการดำเนินธุรกิจในแถบนั้น เพื่อศึกษาถึงวัฒนธรรมทางธุรกิจเสียก่อน

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีโครงการลงทุนจากบัลแกเรียที่มาขอรับการส่งเสริมจาก BOI และยังไม่มีโครงการร่วมลงทุนของไทยในบัลแกเรีย

การท่องเที่ยว
บัลแกเรียยังเป็นตลาดท่องเที่ยวที่มีขนาดเล็กของไทย แต่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยทุกปี
(โดยเฉพาะเมื่อเทียบจากสัดส่วนประชากรจำนวน 7 ล้านคน) โดยในปี 2543 มีคนชาติบัลแกเรียเดินทางเข้ามาประเทศไทย จำนวน 661 คน ในปี 2544 จำนวน 575 คน ในปี 2545 จำนวน 1,283 คน ในปี 2546 จำนวน 1,251 คน ในปี 2547 จำนวน 1,673 คน ในปี 2548 ราว 2,000 คน ในปี 2549 จำนวน 2925 คน ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 36.36 จากปีที่แล้ว ส่วนช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2550 มีนักท่องเที่ยวบัลกาเรียนเดินทางมาไทยจำนวน 1476 คน และช่วงม.ค.-ก.ย.2552 จำนวน 2,045 คน

สายการบิน Balkan Bulgarian Airlines เคยให้บริการเส้นทางระหว่างบัลแกเรียกับไทย แต่ได้หยุดให้บริการไปตั้งแต่กำหนดการบินประจำฤดูร้อนปี 2543 เนื่องจากปริมาณการจราจรมีไม่เพียงพอ ปัจจุบัน ชาวบัลแกเรียที่เดินทางเข้าไทย จึงใช้เส้นทางผ่านอิสตันบูล

คนไทยในบัลแกเรียมีจำนวน 23 คน โดย 18 คนทำงานก่อสร้างให้กับบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งดูแลระบบรถใต้ดินให้เทศบาลกรุงโซเฟีย 4 คนทำงานสปา และ 1 คนสอนมวยไทย

การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
ระดับพระราชวงศ์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- วันที่ 16-18 มีนาคม 2542 เสด็จฯ เยือนบัลแกเรียอย่างเป็นทางการ
หมายเหตุ เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.2002 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี พระราชทานพระวโรกาสให้นายกีออร์กี้ ปาร์วานอฟ ประธานาธิบดีบัลแกเรีย เข้าเฝ้า ระหว่างการประชุม World Summit on Sustainable Development ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก

บุคคลระดับสูง
- วันที่ 11-13 มิถุนายน 2543 นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เยือนบัลแกเรีย
- วันที่ 16-18 มิถุนายน 2543 ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการ-
ต่างประเทศเยือนบัลแกเรีย

ฝ่ายบัลแกเรีย
- การเยือนของนาย Spass Georgiev รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 18-21 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1977
- การเยือนของนาย Liubomir Popov รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 2-5 ธันวาคม ค.ศ.1984
- การเยือนของนาย Valentin Dobrev รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1992
- การเยือนของ Dr. Roumen Hristov รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน ค.ศ.1994
- การเยือนของนาย Boyko Mirchev รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 12-14 สิงหาคม ค.ศ.1997 เพื่อร่วมลงนามในพิธีสารว่าด้วยการปรึกษาหารือและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ
- การเยือนของนาย Vladimir Atanassov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ ระหว่างวันที่ 17-20 มีนาคม ค.ศ.2003 เพื่อร่วมลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรมและการศึกษาไทย-บัลแกเรีย
- การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกีออร์กี้ ปาร์วานอฟ (Mr. Georgi Parvanov) ประธานาธิบดีบัลแกเรีย ระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน ค.ศ.2003


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

66 คน

 สถิติเมื่อวาน

1197 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

24364 คน

226401 คน

3190284 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official