สาธารณรัฐฝรั่งเศส
French Republic
 
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทวีปยุโรป ทิศเหนือติดกับช่องแคบอังกฤษ ประเทศเบลเยียม และลักเซมเบิร์ก ทิศตะวันออกติดกับเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก และทิศใต้ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อันดอร์ราและสเปน

ภูมิอากาศ โดยทั่วไปฤดูหนาวอากาศเย็น และฤดูร้อนอากาศอบอุ่น

พื้นที่ 675,417 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 1.3 เท่าของไทย)

ประชากร 64.3 ล้านคน (มกราคม 2552)

ภาษาราชการ ฝรั่งเศส (มีภาษา Dialects เช่น Breton, Proven?al, Alsatian, Corsican เป็นต้น)

ศาสนา คริสต์ (85% โรมันคาธอลิค) มุสลิม (10%) โปรเตสแตนท์ (2%) ยิว (1%)

เมืองหลวง กรุงปารีส

สกุลเงิน ยูโร (Euro) 1 ยูโร

วันชาติ 14 กรกฎาคม

ระบบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข

ประมุข นายนิโกลา ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 6 ของสาธารณรัฐที่ 5 เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี

นายกรัฐมนตรี นายฟรองซัวส์ ฟิยง (Fran?ois Fillon) ได้รับแต่งตั้ง
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายแบร์นาร์ กุชแนร์ (Bernard Kouchner) ได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2550

รูปแบบการเมืองการปกครอง
เข้าสู่การปกครองภายใต้สาธารณรัฐที่ 5 ตั้งแต่ปี 2501 จัดตั้งโดยนายพลชาร์ลส์
เดอโกลล์ (Charles de Gaulle) และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปี 2501) ได้รับการแก้ไขบางส่วนในปี 2505 กำหนดให้ตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาจากการเลือกตั้งโดยมีวาระครั้งละ 7 ปี แต่ต้องไม่เกิน 2 ครั้ง ต่อมา เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2543 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีอยู่ในวาระครั้งละ 5 ปี แต่ต้องไม่อยู่เกิน 2 ครั้ง ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี

รัฐสภาฝรั่งเศส ประกอบด้วย 2 สภา คือ

1. สภาผู้แทนราษฎร (Assembl?e Nationale) ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั่วประเทศโดยมีอายุสมาชิกภาพครั้งละ 5 ปี มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 577 คน

2. วุฒิสภา (S?nat) ได้รับเลือกตั้งทางอ้อมโดยผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั่วไปทุก ๆ 9 ปี และทุก 3 ปี จะมีการเลือกตั้งใหม่ 1 ใน 3 มีจำนวนสมาชิกวุฒิสภา 321 คน

พรรคการเมืองที่สำคัญๆ
Union Pour un Mouvement Populaire – UMP พรรครัฐบาล (แนวขวากลาง)
Socialiste- PS พรรคสังคมนิยม
Union pour la Democratie Francaise (UDF)
Communiste- PCF

การปกครองท้องถิ่น
แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 22 ภูมิภาค และ 101 จังหวัด (96 จังหวัดในแผ่นดินใหญ่ และ 5 จังหวัดโพ้นทะเล) ซึ่งมีการปกครองในระดับท้องถิ่น ดังนี้
1. เทศบาล (Commune): ปัจจุบันฝรั่งเศสมีเทศบาลประมาณ 36,763 แห่ง การเลือกตั้งสภาเทศบาลจะมีขึ้นทุกๆ 6 ปี และคณะกรรมการเทศบาลจะเลือกสมาชิกของคณะกรรมการ 1 คน ทำหน้าที่นายกเทศมนตรี (Maire) เพื่อเป็นประธานสภาเทศบาล และบริหารงานระดับท้องถิ่น เช่น งบประมาณ งานทะเบียน งานด้านสาธารณูปโภค โรงเรียนอนุบาล และโรงเรียนประถม เป็นต้น
2. จังหวัด (Departement): องค์การบริหารส่วนจังหวัดเรียกว่า Conseil G?n?ral มีการเลือกตั้งโดยตรงทุกๆ 6 ปี บทบาทของสภาจังหวัดมีเพิ่มมากขึ้นหลังการออกกฎหมายเพื่อกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นฉบับวันที่ 2 มีนาคม 2525 ซึ่งทำให้สภาจังหวัดมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น เช่น การกำหนดงบประมาณ การกำหนดภาษีท้องที่ การให้ความช่วยเหลือทางสังคมและครอบครัว การบริหารด้านสาธารณูปโภค และด้านการศึกษาในระดับโรงเรียนมัธยมต้น เป็นต้น
3. ภาคหรือมณฑล (R?gion): เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นล่าสุด ตามนโยบายกระจายอำนาจเมื่อปี 2529 เป็นการรวมหลายจังหวัดเข้าด้วยกัน โดยให้จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดเป็นที่ตั้งของภาค และผู้ว่าราชการในจังหวัดนั้นเป็นผู้ว่าราชการภาคด้วย ปัจจุบัน มีการแบ่งการปกครองเป็น 22 ภูมิภาค และ 4 ภูมิภาคโพ้นทะเล

องค์การบริหารภาคเรียกว่า Conseil Regional มีการเลือกตั้งโดยตรงทุกๆ 6 ปี และองค์การบริหารภาคนี้ จะเลือกประธานเพื่อทำหน้าที่บริหาร โดยจะต้องเป็นผู้เตรียมการและดำเนินการประชุมขององค์การบริหารภาค รับผิดชอบในการกำหนดแผนเศรษฐกิจ การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และในด้านที่อยู่อาศัย ตลอดจนบริหารงบประมาณ และบุคลากรภายในภาค
การเมืองการปกครอง
การเมืองภายใน
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 นายนิโกลา ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศส สืบแทนนายฌาคส์ ชีรัค (Jacques Chirac) อย่างเป็นทางการ ภายหลังได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2550 โดยได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 30.57 ของผู้มาลงคะแนนทั้งหมดในรอบที่ 2

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ประธานาธิบดีซาร์โกซี ได้แต่งตั้งนายฟรองซัวส์ ฟิยง (Fran?ois Fillon) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เนื่องจากนายฟิยงมีความใกล้ชิดทางการเมืองกับประธานาธิบดีซาร์โกซี โดยได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาระหว่างการรณรงค์หาเสียงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2553 นายนิโกลา ซาร์โกซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้ประกาศปรับคณะรัฐมนตรี อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่พรรค UMP ของประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ประสบความพ่ายแพ้ต่อพันธมิตรพรรคร่วมฝ่ายค้านในการเลือกตั้งท้องถิ่นของฝรั่งเศสที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2553 โดยสาเหตุของความนิยม
ในพรรค UMP ที่ลดลงสาเหตุมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อแนวทางการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการว่างงานที่กำลังเป็นวิกฤติเฉพาะหน้าของฝรั่งเศส รวมทั้งความไม่พอใจของประชาชนต่อการที่รัฐบาลฝรั่งเศสจะออกมาตรการปฏิรูประบบการจ่ายบำเหน็จบำนาญที่เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ นายฟิยงยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กระทรวงงบประมาณและกิจการของรัฐ กระทรวงกิจการเยาวชนและการสร้าง
ความสมัครสมาน

นโยบายรัฐบาลปัจจุบัน โดยสรุป ดังนี้
- ให้มีการควบคุมการเข้าเมืองอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น โดยจะเน้นการคัดเลือกบุคคลที่มี
ความพร้อมและมีความสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ในฝรั่งเศสได้ โดยเฉพาะจะต้องมีความรู้ความเข้าใจภาษาฝรั่งเศสและยอมรับการปกครองแบบสาธารณรัฐของฝรั่งเศส
- แก้ไขระเบียบเกี่ยวกับการทำงานเกินกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การพิจารณา
มาตรการสนับสนุนด้านภาษีแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงการปรับอัตราภาษีอากรต่างๆ อาทิ การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
- แก้ไขปรับปรุงระเบียบเกี่ยวกับสถาบันทางการเมือง (Institution) โดยเสนอให้มีการ
แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่ออนุญาตให้ประธานาธิบดีสามารถเข้าไปชี้แจงในสภาแห่งชาติได้ รวมทั้งจะมีการเสนอให้มีการปรับปรุงระเบียบและกลไกของสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนเพื่อเสริมศักยภาพของฝ่ายนิติบัญญัติ
- การปฏิรูปสถาบันอุดมศึกษา โดยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้แก่
ชาวฝรั่งเศส และได้ตั้งงบประมาณเพื่อโครงการนี้ (ระหว่างปี 2550-2555) จำนวน 5 พันล้านยูโร และจะพิจารณาจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยเพิ่มเติมให้แก่สถาบันอุดมศึกษา โดยคาดว่า งบประมาณด้านการวิจัยสำหรับสถาบันอุดมศึกษาจะไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของผลผลิตมวลรวมของประเทศ
- การทหารและความมั่นคง โดยเฉพาะในการต่อสู้กับขบวนการก่อการร้าย นอกจากนั้น ฝรั่งเศสจะพิจารณาจัดสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ลำที่ 2 และพิจารณาปรับปรุงระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารด้วย
- การจัดที่อยู่อาศัย โดยให้ชาวฝรั่งเศสมีโอกาสเท่าเทียมกันในการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และจะส่งเสริมให้มีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่สำหรับ 5 แสนคน โดยในจำนวนนี้ จะเป็นอาคารสงเคราะห์สำหรับ 120,000 คน
- การช่วยเหลือผู้สูงอายุและการบริการจัดการด้านการรักษาพยาบาล โดยส่งเสริม
การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ และปรับปรุงระบบสวัสดิการ การรักษาพยาบาล ให้มีความเหมาะสม ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจต้องรับภาระการจ่ายค่ารักษาพยาบาลบางส่วนเพื่อเป็นการลดภาระรายจ่ายของรัฐ
- งบประมาณรายจ่าย โดยลดสภาวะการขาดดุลงบประมาณ โดยให้มีการจัดทำ
งบประมาณที่สมดุลภายใน 5 ปี

นโยบายด้านการต่างประเทศ
มุ่งเน้นการดำเนินการเพื่อเสริมสร้างเกียรติภูมิของฝรั่งเศสในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤติทางการเมือง ภัยพิบัติจากธรรมชาติ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในด้านต่างๆ การมีส่วนร่วมในกองกำลังรักษาสันติภาพ และการปฏิรูปสหประชาชาติ และให้ความสำคัญกับประเด็นต่างๆ ดังนี้
- สหภาพยุโรป: การที่ประชาชนชาวฝรั่งเศส (ทั้งในประเทศและดินแดนโพ้นทะเล) ได้ออกเสียงคัดค้านธรรมนูญยุโรปถึงร้อยละ 54.87 เมื่อปี 2548 จากเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ 1) ภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจและอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นถึงเกือบร้อยละ 10 ของประชากรในวัยแรงงาน และ 2) ความกังวลของชาวฝรั่งเศสว่าการรวมตัวกันของ EU จะทำให้ฝรั่งเศสเสียผลประโยชน์บางประการ เช่น การเคลื่อนย้ายของภาคธุรกิจไปยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่า การอพยพของชาวยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกเข้าฝรั่งเศส รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการสมัครเข้าเป็นสมาชิก EU ของตุรกี ทำให้ระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ประธานาธิบดีซาร์โกซีได้เสนอให้มีการจัดทำธรรมนูญของสหภาพยุโรปขึ้นใหม่ โดยเน้นการจัดความตกลงที่เข้าใจง่ายและเน้นการดำเนินการทางการเมือง โดยต้องแก้ไขประเด็นในการรับรองธรรมนูญสหภาพยุโรป เพื่อป้องกันมิให้ร่างธรรมนูญสหภาพยุโรปฉบับใหม่ต้องชะงักงันจากการลงประชามติไม่เห็นชอบของบางประเทศสมาชิก ซึ่งต่อมาได้มีการจัดทำสนธิสัญญาลิสบอน (Treaty of Lisbon) โดยประเทศสมาชิกของ EU ทุกประเทศต่างก็ได้ให้สัตยาบันและมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2552 สนธิสัญญาดังกล่าวจะปฏิรูปองค์กรของ EU ซึ่งรวมถึงกระบวนการกำหนดนโยบายเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ EU มีบทบาทในเวทีโลกมากยิ่งขึ้น
- ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ: ประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้แสดงความสนิทสนมเป็นกันเองกับนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีความเปิดกว้างและมีความจริงใจที่จะร่วมกันสร้างโลกใหม่ ในขณะที่นายโอบามาได้กล่าวชื่นชมประธานาธิบดีฝรั่งเศสว่าเป็นบุคคลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่จะทำงานเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ และมีความกล้าหาญที่จะต่อสู้เผชิญกับอุปสรรคต่างๆ รวมทั้งชื่นชมและขอบคุณบทบาทนำของฝรั่งเศสในอัฟกานิสถานด้วย แม้บุคคลทั้งสองจะมีบุคคลิกที่ต่างกันแต่กลับมีความเห็นสอดคล้องกันหลายประการ อาทิ แนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤติทางการเงินและเศรษฐกิจของโลก ยุทธศาสตร์ในการสร้างความเข้มแข็งของยุโรปเพื่อเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเห็นว่าสหรัฐฯ ควรจะปล่อยให้ยุโรปเป็นอิสระในการพิจารณาขยายความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปกันเอง และไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯ ประสงค์จะให้ตุรกีเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรป เนื่องจากประธานาธิบดีฝรั่งเศสเห็นว่าตุรกีมิใช่ประเทศในยุโรป
-แอฟริกา: ฝรั่งเศสมีนโยบายส่งเสริมความสัมพันธ์กับแอฟริกาบนพื้นฐานของหลักการและผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังมีบทบาทและอิทธิพลในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศกลุ่มแอฟริกาตะวันตกที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก รวมถึง การส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยังประเทศแอฟริกาต่างๆ ที่เกิดวิกฤติทางการเมือง เช่น โกตดิวัวร์ ชาด มาดากัสการ์ และดาร์ฟู เป็นต้น
-ความมั่นคง: ประธานาธิบดีซาร์โกซีต้องการเน้นการป้องกันรักษาความมั่นคงและเอกราชของฝรั่งเศส ประชาชนชาวฝรั่งเศส และพันธมิตรของฝรั่งเศส โดยจะคงระดับงบประมาณด้านการป้องกันประเทศไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2 ของผลผลิตมวลรวมของประเทศ และจะสนับสนุนการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ลำที่สองด้วย นอกจากนี้ในฐานะที่เป็น 1 ใน 5 มหาอำนาจทางนิวเคลียร์ ฝรั่งเศสยึดถือนโยบายการป้องปรามทางนิวเคลียร์ โดยดำเนินความพยายามเพื่อยุติการทดลองนิวเคลียร์ในทุกรูปแบบ อนึ่ง ฝรั่งเศสเป็นภาคีสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization - NATO) และสหภาพยุโรปตะวันตก (Western European Union - WEU) องค์การเพื่อความร่วมมือและความมั่นคงในยุโรป (Organization for Security and Co-operation in Europe - OSCE) และกองกำลังยุโรป ซึ่งมีทหารฝรั่งเศสร่วมปฏิบัติการอยู่ด้วยเกือบ 13,000 คน
-อิหร่าน: ฝรั่งเศสเห็นด้วยกับการออกมาตรการคว่ำบาตรเพื่อให้อิหร่านยกเลิกการดำเนินโครงการนิวเคลียร์ และเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะยินยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากจะนำไปสู่การสะสมอาวุธในภูมิภาค อันจะเป็นอันตรายต่อภูมิภาคโดยเฉพาะต่ออิสราเอลและอาจจะลามไปยังตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป
-ความร่วมมือระหว่างประเทศอุตสาหกรรมกับประเทศที่มีพลังงานธรรมชาติเพื่อให้ก่อประโยชน์ร่วมกัน: ฝรั่งเศสส่งเสริมความร่วมมือทางด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติและการขยายการส่งออกก๊าซธรรมชาติจากแอลจีเรียไปยังฝรั่งเศส

การปกครองท้องถิ่นของฝรั่งเศส 3 รูปแบบ ประกอบด้วย
1. เทศบาล (Commune)
- เทศบาลเป็นการปกครองที่เล็กที่สุดแต่ก็เป็นการปกครองที่เก่าแก่ที่สุด ตั้งแต่
สมัยศตวรรษที่ 12 แต่ได้มีการจัดตั้งเป็นทางการตามกฎหมาย ในปี 2332 (การปฏิวัติฝรั่งเศส) ปัจจุบันฝรั่งเศสมีเทศบาลประมาณ 36,763 แห่ง
- องค์การบริหารเทศบาลของฝรั่งเศส เรียกว่า Conseil Municipal ได้รับการเลือกตั้งโดยตรง ทุก 6 ปี และคณะกรรมการเทศบาลจะเลือกสมาชิกของคณะกรรมการ 1 คนทำหน้าที่นายกเทศมนตรี (Maire)
- นายกเทศมนตรีมีอำนาจในการบริหารภายในเทศบาล รวมทั้งเป็นตัวแทนของรัฐในการจัดทำนิติกรณ์ของรัฐ จดทะเบียนต่างๆ รักษาความสงบ จัดการเลือกตั้งภายใน รวมทั้งจัดทำประกาศต่างๆ ของรัฐ นอกจากนั้น นายกเทศมนตรียังทำหน้าที่ในการบริหารงบประมาณของเทศบาล และงานในความรับผิดชอบของเทศบาลนั้นๆ อาทิ โรงเรียน รถรับ-ส่งนักเรียน การกำจัดขยะ สาธารณูปโภค ถนนหนทางภายในเทศบาล การวางผังเมือง เป็นต้น

2. จังหวัด (Departement)
- จังหวัดจัดตั้งขึ้นภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อปี 2332 โดยถือหลักว่า การเดินทางโดยใช้ม้าเป็นพาหนะจากจุดใดๆ ก็ตามในแต่ละจังหวัดไปยังศาลากลางจังหวัดต้องสามารถไป-กลับได้ภายในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตก ปัจจุบันฝรั่งเศสมีจังหวัด 100 แห่ง
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดเรียกว่า Conseil G?n?ral มีการเลือกตั้งโดยตรงทุก 6 ปี และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนี้จะเลือกประธานเพื่อทำหน้าที่บริหาร โดยจะต้องเป็นผู้เตรียมการและดำเนินการประชุมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด บริหารงบประมาณ และบุคลากร
- หน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดที่สำคัญๆ ได้แก่ การดำเนินการของวิทยาลัยจังหวัด การจัดการขนส่งภายใน การจัดการท้องถิ่น เป็นต้น
- โดยที่ฝรั่งเศสจัดว่าเป็นประเทศที่มีการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางมาก ดังนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสโดยกระทรวงมหาดไทย โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงได้มีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด (Pr?fet) ไปทำหน้าที่บริหารงานในส่วนความรับผิดชอบของรัฐ ในจังหวัดนั้นๆ อาทิ การรักษาความสงบภายใน การจัดการเลือกตั้ง การให้ความช่วยเหลือในกรณีเกิดภัยพิบัติ รวมทั้งทำหน้าที่ในการประสานงานระหว่างรัฐบาลกลางกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด

3. ภาคหรือมณฑล (R?gion)
- ภาคหรือมณฑลเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นล่าสุด ตามนโยบาย
กระจายอำนาจเมื่อปี 2529 เป็นการรวมหลายจังหวัดเข้าด้วยกัน โดยให้จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดเป็นที่ตั้งของภาค และผู้ว่าราชการในจังหวัดนั้นเป็นผู้ว่าราชการการภาคด้วย ปัจจุบัน ฝรั่งเศสมี 26 ภาค
- องค์การบริหารภาคเรียกว่า Conseil Regional มีการเลือกตั้งโดยตรงทุก 6 ปี และองค์การบริหารภาคนี้ จะเลือกประธานเพื่อทำหน้าที่บริหาร โดยจะต้องเป็นผู้เตรียมการ และดำเนินการประชุมขององค์การบริหารภาค ตลอดจนบริหารงบประมาณ และบุคลากรภายในภาค
เศรษฐกิจการค้า
ผลผลิตประชาชาติ 2,635 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2552)

รายได้เฉลี่ยต่อหัว 32,800 ดอลลาร์สหรัฐ (2552)

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ -2.1 (2552)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 0.1 (2552)

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ เยอรมนี สเปน สหราชอาณาจักร อิตาลี เบลเยียม
สหรัฐฯ

สินค้าเข้า น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รถยนต์ เครื่องบินและอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์

สินค้าออก รถยนต์ เครื่องบิน เวชภัณฑ์ อุปกรร์อิเลกทรอนิกส์ อาหาร (โดยเฉพาะธัญพืช)

สภาวะเศรษฐกิจ
เป็นประเทศอุตสาหกรรมแนวหน้า มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก เป็นผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม อันดับที่ 4 และส่งออกสินค้าเกษตรและผลผลิตด้านอาหารเป็นอันดับที่ 2 ของโลก

ปัจจุบัน แม้ว่าจะเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่ปัจจัยที่ส่งผลให้ฝรั่งเศสยังคงได้เปรียบดุลการค้า คือ (1) การใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า (2) การค้ากับสหภาพยุโรป (3) การส่งออกสินค้ามูลค่าสูง (ร้อยละ 20 ของการส่งออกทั้งหมด)
เช่น เครื่องบินแอร์บัส อุปกรณ์การบิน ดาวเทียม อุปกรณ์ด้านการทหาร และรถไฟ
ความเร็วสูง (TGV)

นโยบายด้านเศรษฐกิจ
รัฐบาลมีมาตรการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ 1) การให้เงินช่วยเหลือแก่ผู้มีรายได้น้อย 2) การจ่ายคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและลดภาษีรายได้ 3) การเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐด้วยการเร่งดำเนินโครงการสาธารณะ 4) การเพิ่มสวัสดิการสังคมด้วยการสนับสนุนการสร้างงาน
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสกับไทยมีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยมีลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญระหว่างความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส ดังนี้
1. วันที่เชอวาเลียเดอโชมอง ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1685 (พ.ศ. 2228)
2. วันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1685 วันลงนามใน ”สัญญาเกี่ยวด้วยการศาสนาระหว่างท่านเชอวาเลียเดอโชมอง ราชทูตของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ฝ่ายหนึ่ง กับท่านคอนซตันตินฟอลคอน หรือพระฤทธิ์กำแหง ภักดีศรีสุนทรเสนา แทนพระเจ้า กรุงสยามอีกฝ่ายหนึ่ง ณ เมืองละโว้”
3. วันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1685 วันลงนามใน “สัญญาซึ่งได้ทำกันในระหว่างเชอวาเลียเดอโชมอง เอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับมองซิเออร์คอนซตันตินฟอลคอน ผู้เทนสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชทาน อนุญาตให้บริษัทฝรั่งเศสส่งพ่อค้าฝรั่งเศสมาทำการค้าขายในอินเดียตะวันออก ณ เมืองลพบุรี”
4. วันที่ออกพระวิสูตรสุนทร (โกษาปาน) ราชทูตไทยเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวัง แวร์ซายส์ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1686

ไทยและฝรั่งเศสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2399 โดยการลงนามในสนธิสัญญทางไมตรี การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ต่อมา ในปี 2432 ไทยได้ตั้งสำนักงานและแต่งตั้งอัครราชทูตประจำกรุงปารีส และได้ยกฐานะขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูตในปี 2492

ไทยและฝรั่งเศสได้จัดงานเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 300 ปี เมื่อปี 2528 และฉลองโอกาสครบรอบ 320 ปีของการเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกันนับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ และครบรอบ 150 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อปี 2549

เอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส
นายวีรพันธุ์ วัชราทิตย์

เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย
นายจิลดาส์ เลอ ลิเดค (Gildas Le Lidec)

กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองลีออง
นาย Frederique de Ganay

กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองมาร์เซยส์
นาย Francis Biget

กงสุลกิตติมศักดิ์ฝรั่งเศสประจำเชียงใหม่
นาย Thomas Baude

กงสุลกิตติมศักดิ์ฝรั่งเศสประจำภูเก็ต
นาย Lucien Rodriguez

กงสุลกิตติมศักดิ์ฝรั่งเศสประจำเมืองพัทยา
นาย Pierre de Brugerolle de Fraissinette

ความสัมพันธ์ทางการเมือง
ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในด้านต่างๆ ดำเนินไปด้วยความราบรื่นไม่มีปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในทุกระดับและทุกภาคส่วน มีความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ โดยเฉพาะในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสได้รับการยกระดับเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน โดยมีแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส
ฉบับที่ 1 (ปี พ.ศ. 2547-2551) โดยความริเริ่มและข้อเสนอของนาย Jacques Chirac ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 2 (ปี พ.ศ. 2553-2557) เป็นกรอบกำหนดกิจกรรมความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ในทุกมิติและทุกสาขาระหว่างประเทศทั้งสองอย่างเป็นรูปธรรม

ไทยเป็นประเทศที่ฝรั่งเศสให้ความสำคัญมาก โดยฝรั่งเศสมองไทยในฐานะเป็นประตูสำคัญสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีบทบาทนำในภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นตลาดรองรับสินค้าของฝรั่งเศส และให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้า
ฝรั่งเศสเป็นประเทศคู่ค้าลำดับ 5 ของไทยในอียู ในปี 2552 มีการค้าระหว่างกัน 3,399 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 1,543 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 1,852 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ไทยเสียดุลการค้า 306 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป คอมพิวเตอร์ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผักและผลไม้สด ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ อากาศยาน เครื่องจักรไฟฟ้า เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์

ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า
- ปัญหาด้านกฎระเบียบของฝรั่งเศสและของสหภาพยุโรป ซึ่งฝรั่งเศสมักจะเข้มงวดตรวจสอบมากกว่าประเทศสมาชิกสหภาพฯ อื่นๆ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ผู้ส่งออกไทยต้องปฏิบัติตามและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยต้องให้ความสำคัญและเข้มงวดกวดขันเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าไทย
- ปัญหาสุขอนามัยเป็นปัญหาที่พบบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในสินค้าประมง อาทิ การตรวจพบ cadmium ในปลาหมึกแช่แข็ง หรือการพบเชื้อ salmonella ในปลาแช่แข็ง เป็นต้น ซึ่งทำให้สินค้านำเข้าจากบริษัทที่มีปัญหาถูกใช้มาตรการเข้มงวด/ตรวจสอบ ทั้งนี้ สินค้าประมงเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่ถูกสหภาพยุโรปตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP)
- ปัญหาคุณภาพสินค้าไทยบางประเภทที่ยังไม่ได้มาตรฐานตลาด
- ตลาดฝรั่งเศสเป็นตลาดเสรี มีการแข่งขันสูงมีการกีดกันและป้องกันตนเอง นอกจากนี้ ตลาดฝรั่งเศสเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีรสนิยมเฉพาะตัว ตามข้อมูลที่ได้รับจากผู้นำเข้ารายใหญ่พบว่า ผู้บริโภคชาวฝรั่งเศสมีรสนิยมที่แตกต่างจากกลุ่มผู้บริโภคในประเทศอื่นๆ อาทิ กรณีของสับปะรดกระป๋อง ผู้บริโภคนิยมสับปะรดกระป๋องที่มีความเข้มข้นของน้ำเชื่อมสูง และคำนึงถึงสีสันของเนื้อสับปะรดด้วย นอกจากนี้ผู้บริโภคบางกลุ่มยังให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ถูกต้องบนสลากบรรจุภัณฑ์อีกด้วย
- ความเข้มงวดทางด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา ด้วยความที่ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการออกแบบรูปแบบสินค้าต่างๆ จึงทำให้ฝรั่งเศสค่อนข้างมีปัญหาทางการค้ากับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทย โดยเฉพาะความผิดเรื่องการลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า ซึ่งพบว่า 7 ใน 10 ของเครื่องหมายการค้าที่พบว่ามีการลอกเลียนแบบนั้น เป็นเครื่องหมายการค้าของฝรั่งเศส นอกจากนั้นยังพบว่า สินค้าลอกเลียนแบบที่ถูกจับกุมและยึดโดยศุลกากรฝรั่งเศส มีแหล่งกำเนิดจากประเทศไทยมากที่สุด

กลไกความร่วมมือด้านการค้า
ในภาครัฐ มีคณะทำงานร่วมทางการค้าฝรั่งเศส-ไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบ สำหรับภาคเอกชน มีการจัดตั้งสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย (French-Thai Business Council - FTBC) ขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 โดยหอการค้าไทยเป็นตัวแทน (ประธานร่วมฝ่ายไทย คือ นายชิงชัย หาญเจนลักษณ์) และ MEDEF (Mouvement Entrepreneurs de France หรือ The French Enterprises Association) เป็นตัวแทนของฝ่ายฝรั่งเศส (ประธานร่วมฝ่ายฝรั่งเศสคือนาย Jacques Friedmann)

นอกจากนี้ ไทย-ฝรั่งเศส ยังมีความร่วมมือในกรอบ ASEM อาทิ สภาธุรกิจเอเชีย- ยุโรป (Asia - Europe Business Forum) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนชั้นนำของประเทศสมาชิก ASEM

ความสัมพันธ์ด้านการลงทุน
ฝรั่งเศสลงทุนในไทยเป็นลำดับที่ 3 ของอียู (รองจากเนเธอร์แลนด์และสหราชอาณาจักร) ขณะนี้มีบริษัทฝรั่งเศสลงทุนภายใต้ BOI จำนวน 24 โครงการ รวมมูลค่า2,027 ล้านบาท มีวิสาหกิจของฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่ในไทยรวมประมาณ 350 บริษัท โดยมีรูปแบบการลงทุน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) การลงทุนเพื่อทำธุรกิจในไทย อาทิ กลุ่มบริษัท Carrefour, Casino, Thomson และ Totalfina และ 2) การลงทุนเพื่อการส่งออก อาทิ บริษัท Michelin, Lacoste, Saint Gobain และ Devanley

ความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว
ฝรั่งเศสจัดอยู่ในกลุ่มตลาดหลักที่สำคัญของประเทศไทย จำนวนนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสเดินทางมาไทยประมาณปีละ 4 แสนคน มากเป็นอันดับ 4 ของกลุ่มอียู และถือเป็น
นักท่องเที่ยวคุณภาพ

ทั้งไทยและฝรั่งเศสต่างมีความประสงค์ที่จะร่วมมือกันมากขึ้นโดยมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทย-ฝรั่งเศส เมื่อปี 2547 โดย MoU ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยวทางเรือ และการพัฒนามาตรฐานด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน

นักท่องเที่ยวฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้าท่องเที่ยวและปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นอกจากนั้น ปัญหาทัวร์คุณภาพต่ำที่ตัดราคากันเพื่อขายนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อภาพลักษณ์ของไทยในลักษณะของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูกและมีคุณภาพต่ำในสายตานักท่องเที่ยวฝรั่งเศส

ภาพพจน์ในทางลบด้านการท่องเที่ยวของไทยในสายตานักท่องเที่ยวฝรั่งเศส อาทิ ปัญหาโสเภณีเด็ก การหลอกลวงนักท่องเที่ยวในการซื้ออัญมณี การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษในกรุงเทพฯ ปัญหาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ตลอดจนการบริโภคเนื้อสุนัขและส่งออกหนังสุนัข รวมถึงการทารุณกรรมสัตว์/ สัตว์ป่า (ชะนีและช้าง)

ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการ
ฝ่ายฝรั่งเศสให้การฝึกอบรมแก่นักศึกษาไทยในด้านเทคโนโลยีชั้นสูง อาทิ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ โดยในระหว่างการเยือนไทยของประธานาธิบดีชีรัค เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 ได้มีการลงนามในประกาศเจตนารมณ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยและกระทรวงกิจการอุดมศึกษาและการวิจัยของฝรั่งเศส เพื่อกระชับความร่วมมือในสาขาอื่นๆ นอกเหนือจากด้านเทคโนโลยีอวกาศ อาทิ นาโนเทคโนโลยี ความปลอดภัยของอาหารและการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

ความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรม
การลงนามในแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 1 (2547-2551) กำหนดให้สองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมระหว่างกันเพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยฝ่ายฝรั่งเศสได้จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส (La F?te) ที่กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่องทุกปี มาตั้งแต่ปี 2547 สำหรับการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมของไทยในฝรั่งเศสได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18
กันยายน - 31 ตุลาคม 2549 โดยมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การแสดงโขน การแสดงพื้นบ้าน การแสดงหุ่นละครเล็ก การแสดงเต้นรำร่วมสมัย การแสดง/แข่งขันมวยไทย การแสดงดนตรีไทย การเผยแพร่เพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแสดงดนตรีร่วมสมัย การจัดนิทรรศการทวาราวดี การจัดนิทรรศการเสื้อผ้าและสิ่งทอไทย การจัดนิทรรศการช่างสิบหมู่และการสาธิต/นิทรรศการวิถีชีวิตไทยและสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ การจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย การจัดนิทรรศการอาหาร การจัดเทศกาลภาพยนตร์ไทยและการจัดนิทรรศการฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ยังได้จัดกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมอื่นๆ มาโดยตลอด เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะสมัยทวาราวดีที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติด้านศิลปะเอเชีย : กีเม่ (Mus?e Guimet) ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการฯ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2552

ความร่วมมือไตรภาคี
ไทยและฝรั่งเศสมีเจตนารมย์ร่วมกันที่จะส่งเสริมความร่วมมือไตรภาคีเพื่อการพัฒนา
ในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งได้ระบุในแผนปฏิบัติการร่วมฯ ไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2

ในระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีฌาคส์ ชีรัค เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ได้มีการลงนามในความตกลงจัดตั้งคณะทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือไตรภาคีเพื่อการพัฒนา เพื่อเป็นกลไกในการพิจารณาและกำหนดรูปแบบและกิจกรรม/ โครงการความร่วมมือ ตลอดจนบริหารโครงการ และนำมาซึ่งการลงนามในความตกลงจัดตั้งสำนักงาน Agence Francaise de Developpement (AFD) ของฝรั่งเศสในประเทศไทย

โครงการความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่ 1) โครงการสร้างทางรถไฟในลาวเส้นทางสายท่านาแล้ง-เวียงจันทน์ โดยฝรั่งเศสสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาความเป็นไปได้ (ขั้นที่ 2) ของโครงการฯ และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสนับสนุนการก่อสร้างโดยเสนอเงินกู้แก่ลาวผ่านไทย 2) โครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ (โดย สพร.) กับสมาคมความร่วมมือการแพทย์ฝรั่งเศส-เอเชีย (AMFA) ในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมทางด้านการผ่าตัดให้แก่แพทย์ชาวพม่า ณ มหาวิทยาลัยมหิดล

ความตกลงทวิภาคี
ความตกลงที่ลงนามแล้ว
1) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม การศึกษาและวิทยาศาสตร์ และความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกัน ลงนามเมื่อวันที่ 16 กันยายน
ค.ศ.1977
2) หนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยบริการเดินอากาศ ลงนามเมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1975 และมีการทบทวนเป็นระยะ
3) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ลงนามเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1974
4) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ ลงนามเมื่อ 16 กันยายน ค.ศ. 1977
5) อนุสัญญาความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในคดีอาญา (โอนตัวนักโทษ) ลงนามเมื่อ 26 มีนาคม ค.ศ. 1983
6) อนุสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องการอาญาไทย-ฝรั่งเศสลงนามเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1997
7) คณะทำงานร่วมทางการค้าไทย-ฝรั่งเศส ลงนามเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995
8) บันทึกความเข้าใจในการก่อตั้ง French-Thai Business Council ลงนามเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1997
9) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ด้านไปรษณีย์และโทรคมนาคม ลงนามเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1998 เป็นความตกลงฉบับใหม่ ซึ่งฝรั่งเศสขอทำขึ้นใหม่แทนฉบับเดิม เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน่วยงานที่ดูแล และได้กำหนดให้มีคณะกรรมการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ว่าด้วยความตกลงความร่วมมือด้านการไปรษณีย์และโทรคมนาคม
10) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติลงนามเมื่อ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1998
11) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือว่าด้วยอุดมศึกษาและวิจัยไทย-ฝรั่งเศสลงนามเมื่อ 23 เมษายน ค.ศ. 1999
12) ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เกี่ยวกับความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ (The Agreement between the Government of the French Republic and the Government of the Kingdom of Thailand Relating to Cooperation in the Field of Space Technologies and Applications) ลงนามเมื่อ 27 มกราคม ค.ศ. 2000
13) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุงทางทหารระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Agreement on Military Logistics Cooperation Between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the French Repubic) ลงนามเมื่อ 26 เมษายน ค.ศ. 2000
14) บันทึกความเข้าใจระหว่าง BOI กับหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของฝรั่งเศส (UBIFRANCE) ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
15) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านไปรษณีย์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไทย -ฝรั่งเศส ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
16) ความตกลงจัดตั้งสำนักงานเพื่อการพัฒนา (Agence Fran?aise de D?veloppement- AFD) ในประเทศไทย ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
17) หนังสือแลกเปลี่ยน (Terms of Reference: ToR) เพื่อจัดตั้งคณะทำงานร่วมภายใต้ความร่วมมือไตรภาคีไทย-ฝรั่งเศส ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
18) แถลงการณ์ร่วม (Joint Declaration) ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
19) แถลงการณ์ร่วม (Joint Declaration) ด้านความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างกระทรวงกลาโหมของไทยกับฝรั่งเศส ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
20) ประกาศเจตนารมณ์ (Declaration of Intent) ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
21) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านส่งเสริมการค้าปลีกระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับบริษัท Carrefour Group ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
22) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแฟชั่นระหว่างสมาพันธ์ Pr?t-?-Porter F?minin (เสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้หญิง) และสหภาพเครื่องนุ่งห่มฝรั่งเศส กับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม/สมาคมเครื่องนุ่งห่มไทย/สมาคมเครื่องหนังไทย ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
23) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างหอการค้าเชียงใหม่และหอการค้าเมืองลียง ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
24) Agreement on Khanom Marine Biodiversity Initiative ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
25) สัญญาทางธุรกิจระหว่างบริษัท Fives-Lille (DMS) กับ บริษัท Thainox ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549

การแลกเปลี่ยนการเยือน
ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
- ค.ศ. 1960 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ
- พฤศจิกายน ค.ศ. 1991 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสเป็นการส่วนพระองค์
- 31 สิงหาคม - 9 กันยายน ค.ศ.1994 สมเด็จพระนางเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการตามคำกราบทูลเชิญของรัฐบาลฝรั่งเศส
- 31 พฤษภาคม - 6 มิถุนายน ค.ศ. 1995 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยือนฝรั่งเศสเป็นการส่วนพระองค์
- 29 มิถุนายน - 4 กรกฎาคม ค.ศ.1995 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสเป็นการส่วนพระองค์
- 8-26 มิถุนายน ค.ศ. 1997 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ Mme. Bernadette Chirac ภริยาประธานาธิบดี
- 27-31 พฤษภาคม ค.ศ.1998 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสเป็นการส่วนพระองค์
- 14-16 ธันวาคม ค.ศ. 1998 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสเป็นการส่วนพระองค์
- 12-22 พฤษภาคม ค.ศ. 1999 พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสเป็นการส่วนพระองค์
- 31 ธันวาคม 2542 - 5 มกราคม ค.ศ. 2000 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส เป็นการส่วนพระองค์
- 1-5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2000 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัย
ลักษณอัครราชกุมารีเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสเพื่อร่วมการลงนาม Charter of Paris ในการประชุม World Summit Against Cancer
- 27 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม ค.ศ. 2000 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส เพื่อทรงร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเกษตรกรรมนานาชาติ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของทางการฝรั่งเศส
- 7-9 มีนาคม และ 31 มีนาคม - 2 เมษายน ค.ศ. 2000 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส (ก่อนและหลังเสด็จฯ เยือนอเมริกาใต้)
- 21-28 พฤษภาคม ค.ศ. 2000 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสเพื่อทรงร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี
- 16-27 เมษายน ค.ศ. 2001 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงรับการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านภาษาศาสตร์ จากสถาบันแห่งชาติทางภาษาและอารยธรรมตะวันออก (Institut Nationale des Langues et Civilisations Orientales – INALCO)
- 4-5 เมษายน ค.ศ. 2002 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสเป็นการส่วนพระองค์
- 17-23 ตุลาคม ค.ศ. 2002 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถฯ เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสเป็นการส่วนพระองค์
- 1-6 กันยายน ค.ศ. 2003 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสเป็นการส่วนพระองค์
- กันยายน ค.ศ. 2006 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานเปิดเทศกาลวัฒนธรรมไทยในฝรั่งเศส
- มีนาคม ค.ศ. 2008 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือน FRench Polynesia เป็นการส่วนพระองค์

ภาครัฐบาล
(ช่วงปี 2545-2552)
ฝ่ายไทย
นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 12-13 พฤษภาคม 2546 และวันที่ 9-11 ตุลาคม 2548 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 23-25 พฤษภาคม 2547 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 12-19 กันยายน 2549 นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนฝรั่งเศส เพื่อร่วมพิธีเปิดงานเทศกาลวัฒนธรรมไทย ณ กรุงปารีส
- วันที่ 6-8 มิถุนายน 2551 นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนฝรั่งเศส

ฝ่ายฝรั่งเศส
ประธานาธิบดี/นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 29 ธันวาคม 2547 นายมิเชล บาร์นิเยร์ (Michel Barnier) รัฐมนตรีว่าการ ระทรวงการต่างประเทศ เยือนภูเก็ต เพื่อสำรวจพื้นที่ที่ประสบเหตุธรณีพิบัติภัย
- วันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2549 นายฌาคส์ ชีรัค (Jacques Chirac) ประธานาธิบดีเยือนไทย อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 30 ตุลาคม 2550 นายแบร์นาร์ กุชแนร์ (Bernard Kouchner) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย
- วันที่ 12-14 มีนาคม 2552 นางรามา ย้าด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย

จำนวนคนไทยในฝรั่งเศส ประมาณ 16,000 คน (สำรวจเมื่อ ธ.ค 2551)
วัดไทย 4 แห่ง ได้แก่ (1) วัดธรรมปทีป เมือง Moissy-Cramayel (2) วัดพุทธศรัทธาธรรม เมือง Roubaix (3) วัดพุทธสตราสบูร์ก (4) วัดธรรมกาย เมือง Torcy และเมือง Bordeaux

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

63 คน

 สถิติเมื่อวาน

1197 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

24361 คน

226398 คน

3190281 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official