สาธารณรัฐฟินแลนด์
Republic of Finland
 
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปยุโรป ทิศเหนือติดกับนอร์เวย์
ทิศตะวันตกติดกับสวีเดน ทิศตะวันออกติดกับรัสเซีย ทิศใต้ติดกับทะเลบอลติก

พื้นที่ 338,145 ตารางกิโลเมตร

ประชากร 5.3 ล้านคน

เชื้อชาติ Finnish 93.4% Swedish 5.7% Russian 0.9%

ภาษา ภาษาราชการ 2 ภาษา คือ ภาษาฟินนิชและภาษาสวีดิช

ศาสนา คริสต์นิกายลูเทอแรน ร้อยละ 81.8 นิกายกรีกออร์ธอดอกซ์ ร้อยละ 1.1 นิกายอื่นๆ ร้อยละ 1.2 ไม่นับถือศาสนาใดๆ ร้อยละ 15.9

เมืองหลวง กรุงเฮลซิงกิ (Helsinki)

สกุลเงิน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ฟินแลนด์ได้เปลี่ยนจากการใช้เงินสกุลฟินมาร์ก หรือ Markka -FIM มาเป็นเงินยูโร(euro)


วันชาติ 6 ธันวาคม

ระบบการเมือง ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Constitutional Republic)

ประมุข ประธานาธิบดี นางตาเรีย ฮาโลเนน (Tarja Halonen) (ดำรงตำแหน่งครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 และครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2549)

นายกรัฐมนตรี นายมัตติ วานฮาเนน (Matti Vanhanen) (ดำรงตำแหน่งครั้งแรก เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 และครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2550)

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายอเล็กซานเดอร์ สตัปป์ (Alexander Stubb)

สถาบันทางการเมือง ประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นประมุข ดำรงตำแหน่งวาระละ 6 ปี และไม่สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันมากกว่า 2 วาระ ในส่วนของสถาบันนิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นแบบสภาเดียว คือ สภาเอดุสกุนตา (Eduskunta) มีสมาชิกจำนวน 200 คน ซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ดำรงตำแหน่งวาระละ 4 ปี โดยการเลือกตั้งจากประชาชน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีมีอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและสภาแห่งชาติ (Council of State) ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากสภาเอดุสกุนตาของฟินแลนด์

สหภาพยุโรป ฟินแลนด์ได้เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU)ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 (ค.ศ.1995) และรับหน้าที่เป็นประธานสหภาพยุโรปครั้งแรกระหว่างเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2542 (ค.ศ.1999) และครั้งที่ 2 ระหว่างเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2549 (ค.ศ.2006) โดยในช่วงเป็นประธานสหภาพยุโรป ฟินแลนด์ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเชีย-ยุโรป ระดับผู้นำครั้งที่ 6 (ASEM 6) ที่กรุงเฮลซิงกิ เมื่อวันที่ 10-11 กันยายน 2549

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 231.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
GDP ต่อหัว 45,073 ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(Real Growth Rate) ร้อยละ -6.9

ขีดความสามารถด้านการแข่งขัน เป็นอันดับ 6 ของโลก ใน world competitiveness ประจำปี 2552-2553 และเป็นผู้นำด้านการวิจัยและการพัฒนา (R&D)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 1.6

<ตลาดนำเข้าสำคัญ เยอรมนี สวีเดน รัสเซีย เนเธอร์แลนด์ จีน สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก

ตลาดส่งออกสำคัญ เยอรมนี สวีเดน รัสเซีย เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ

สินค้าเข้าสำคัญ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกล ยานยนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์พลาสติก

สินค้าออกสำคัญ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล สิ่งพิมพ์ แร่และเชื้อเพลิง เหล็กและเหล็กกล้า

การเมืองการปกครอง
รัฐบาลกลาง
ระบอบการเมืองการปกครองและการเลือกตั้งของฟินแลนด์ใช้มาตั้งแต่ปี 2449 รัฐธรรมนูญฉบับแรกมีใช้เมื่อปี 2462 ไม่นานหลังจากประกาศอิสรภาพจากรัสเซีย และไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตลอดระยะเวลา 50 ปีแรกของการใช้รัฐธรรมนูญ การปฏิรูปรัฐธรรมนูญครั้งสำคัญเริ่มในปี 2526 หลังจากนั้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง รวมถึงการเริ่มใช้ระบบเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้รับการยกร่างแล้วเสร็จเมื่อปี 2541 และได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาและได้รับอนุมัติจากประธานาธิบดีเมื่อปี 2542 จึงเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 เป็นต้นมา

นอกจากประธานาธิบดีฟินแลนด์จะเป็นประมุขของประเทศ (Head of State) แล้ว ยังมีอำนาจบริหารร่วมกับคณะรัฐมนตรีด้วย โดยแต่งตั้ง นรม.และ ครม. ตามที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ รับรองกฎหมาย มีอำนาจในการยับยั้ง (veto) ร่างกฎหมายต่างๆ ดำเนินงานและหารือร่วมกันกับรัฐบาลโดยเฉพาะกับ นรม.และ รมว.กต.ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศรวมทั้งดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพฟินแลนด์ด้วย

พัฒนาการทางการเมือง
พรรคการเมืองที่สำคัญของฟินแลนด์ในปัจจุบัน ได้แก่ พรรค Social Democratic Party (SDP) พรรค Left Alliance (LA) (ทั้งสองพรรคการเมืองข้างต้นเป็นพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย) พรรค National Coalition Party (NCP) (ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวา) พรรค Centre Party (CP) พรรค Green League (GL) และพรรค Swedish People’s Party (SPP) (ทั้งสามพรรคการเมืองนี้เป็นพรรคการเมืองฝ่ายกลาง-ขวา)

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฟินแลนด์ปีค.ศ.2006
ด้วยวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนางฮาโลเนนครบรอบเมื่อเดือนมกราคม 2549 จึงกำหนดให้มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้นใหม่เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2549 โดยหากไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง จะมีการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ระหว่างผู้ที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจำนวน 2 คน ในวันที่ 29 มกราคม 2549
ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้ลงสมัคร ดังนี้
นาย Johan Bjarne Kallis (พรรค Christian Democrats)
นาย Sauli Niinist? (พรรค National Coalition Party)
นาย Timo Soini (พรรค True Finns)
นาง Heidi Hautala (พรรค Green League)
นาย Henrik Lax (พรรค Swedish People\'s Party)
นาย Matti Vanhanen (พรรค Centre Party) นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์คนปัจจุบัน
นาย Arto Lahti (ผู้สมัครอิสระ)
นาง Tarja Halonen (พรรค Social Democratic Party) ประธานาธิบดีฟินแลนด์ คนปัจจุบัน
ผลการเลือกตั้งครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2549 ปรากฏว่า ไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด 2 ราย คือ
1. นาง Tarja Halonen ประธานาธิบดีฟินแลนด์คนปัจจุบัน ได้รับคะแนนเสียง 46.3 %
2. นาย Sauli Niinisto ได้รับคะแนนเสียง 24.1 %
การเลือกตั้งครั้งที่ 2 ซึ่งจะเป็นการแข่งขันระหว่างนาง Halonen และ นาย Niinisto ได้มีขึ้นในวันที่ 29 มกราคม 2549 ผลปรากฏว่า นาง Tarja Halonen ประสบชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 51.8 % ส่งผลให้นาง Traja Halonen กลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฟินแลนด์เป็นสมัยที่ 2 โดยพิธีการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการได้จัดให้มีขึ้นใน วันที่ 1 มีนาคม 2549
การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนมีนาคม 2550
ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2550 ปรากฏว่า พรรค CP ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Matti Vanhannen ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด 51 ที่นั่ง และเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรค NCP (ซึ่งเป็นอันดับที่สอง 50 ที่นั่ง) พรรค GL และพรรค SPP โดยพรรค SDP ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลชุดที่แล้ว เป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้านในสภาชุดใหม่ การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้เป็นโอกาสครบรอบวาระ 100 ปีของการมีระบบสภาเดียว โดยมีความแตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งแรกประการหนึ่งคือ จำนวนสมาชิกที่เป็นสตรีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสตรีได้รับเลือกตั้งถึง 84 คน ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองฟินแลนด์ แต่ผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพียงร้อยละ 67.9 ซึ่งน้อยที่สุดตั้งแต่มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2488
การปกครองท้องถิ่น
ภายหลังการปฏิรูปเมื่อต้นปี 2540 จังหวัดของฟินแลนด์ได้ลดลงจาก 11 จังหวัด เหลือ 5 จังหวัด และมีเทศบาล 450 แห่ง นอกจากนั้น เกาะ Alands ยังมีสถานภาพพิเศษเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเอง (semi-autonomous) เนื่องจากได้รับการประกาศให้เป็นบริเวณปลดทหารภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นอย่างมาก เทศบาลมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารงานของท้องถิ่นโดยอิสระจากรัฐบาลกลาง และรับผิดชอบดำเนินการตามหน้าที่ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้โดยกฎหมาย และมีสิทธิเรียกเก็บภาษีจากประชากรที่อาศัยอยู่ภายในเขตเทศบาลอย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางก็ยังมีอำนาจในการควบคุมการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นโดยการส่ง
ข้าหลวง (Governor) เป็นผู้แทนของรัฐบาลกลางไปบริหารงานตามจังหวัดทั้ง 5 จังหวัด สถาบันสูงสุดทางด้านการปกครองท้องถิ่นคือสภาเทศบาล ซึ่งได้รับเลือกตั้งทั้งโดยตรงและในแบบอัตราส่วน โดยมีจำนวนสมาชิกระหว่าง 17-85 คน ตามจำนวนของประชากรในแต่ละเทศบาล สภาเทศบาลจะเลือกตั้งประธานของตนเอง และแต่งตั้งคณะผู้บริหารของตนเอง ตลอดจนจะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำหน้าที่รับผิดชอบทางด้านบริหาร ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในรัฐบาลท้องถิ่นคือผู้จัดการ (manger) ของเทศบาลหรือเมือง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภาเทศบาลและรับผิดชอบโดยตรงต่อคณะผู้บริหารเทศบาล

นโยบายต่างประเทศของฟินแลนด์
นับตั้งแต่ฟินแลนด์ได้รับเอกราชจนถึงก่อนสิ้นยุคสงครามเย็น การดำเนินโยบายต่างประเทศของฟินแลนด์จะดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลทางด้านที่ตั้งและภูมิรัฐศาสตร์(geopolitics) ของประเทศเป็นสำคัญ เนื่องจากฟินแลนด์ตั้งอยู่ระหว่างกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกและรัสเซีย ซึ่งฟินแลนด์มีพรมแดนติดต่อกับรัสเซียเป็ระยะทางยางถึง 1,270 กิโลเมตร (800 ไมล์) สภาวะทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวมีผลให้ฟินแลนด์จำเป็นต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นกลางอย่างเคร่งครัด (neutrality) เนื่องจาก ฟินแลนด์ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กและมีขีดความสามารถป้องกันตนเองจำกัด ฟินแลนด์จึงไม่ต้องการเป็นยุทธภูมิของการสู้รบระหว่างฝ่ายตะวันตกกับฝ่ายตะวันออก และไม่ต้องการให้มีการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ของโลกโดยวิธีทางการทหารและไม่ประสงค์นำประเทศเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ ดังนั้น นโยบายความเป็นกลางจึงเป็นแนวทางในการปกป้องเอกราชของฟินแลนด์ในช่วงเวลาดังกล่าว บทบาทของฟินแลนด์ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศเริ่มเด่นชัดขึ้นภายหลังการสิ้นสุดของยุคสงครามเย็น โดยนโยบายความเป็นกลางของฟินแลนด์ได้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เป็นการปรับนโยบายให้เข้ากับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง คือ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ฟินแลนด์ได้พยายามเสริมสร้างบทบาทของตนเองให้มีความสำคัญมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป ซึ่งฟินแลนด์ต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดระเบียบความมั่นคงในรูปแบบใหม่ของยุโรปที่พยายามรวมตัวกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคม เชื้อชาติ และภัยคุกคามต่าง ๆ ร่วมกัน โดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ระยะยาวในด้านความมั่นคงของฟินแลนด์เองที่จะทำให้ภูมิภาคยุโรปไม่กลับคืนไปสู่สภาวะแห่งการแบ่งแยกออกเป็นเขตผลประโยชน์ และเขตอำนาจต่าง ๆ ดังเช่นที่ผ่านมาในอดีต

ในเวทีสหภาพยุโรป บทบาทด้านการต่างประเทศของฟินแลนด์มีความโดดเด่นมากขึ้นเมื่อฟินแลนด์เป็นประธานสหภาพยุโรป (EU Presidency) ในเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2542 โดยฟินแลนด์ได้ให้ความสำคัญแก่นโยบายมุ่งเหนือ (Northern Dimension) ที่เน้นถึงความสำคัญของการกระชับความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศในภูมิภาคยุโรปเหนือ และกับรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การบริหารจัดการ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ฟินแลนด์ยังส่งเสริมความร่วมมือในกรอบกระบวนการเฮลซิงกิ (Helsinki Process) ซึ่งเน้นถึงกระบวนการประชาธิปไตยและการพัฒนาภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และเมื่อเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2549 ฟินแลนด์ได้เป็นประธานสหภาพยุโรป ครั้งที่ 2 โดยประเด็นที่ฟินแลนด์ให้ความสนใจ คือ การขยายสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป และการพัฒนาความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปกับรัสเซีย ล่าสุด เมื่อเดือนกันยายน 2549 ฟินแลนด์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 6 (6thAsia-Europe Meeting – ASEM) ณ กรุงเฮลซิงกิ

ในด้านความมั่นคง แม้ว่าฟินแลนด์และสวีเดนจะไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization – NATO) เช่นเดียวกับสมาชิกของกลุ่มประเทศนอร์ดิกอื่นๆ (เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ และนอร์เวย์) เนื่องจากการดำเนินนโยบายความเป็นกลางในพันธมิตรทางทหาร แต่ทั้งฟินแลนด์และสวีเดนก็ได้มีบทบาทแข็งขันในการส่งเสริมและรักษาสันติภาพในภูมิภาคยุโรปและภูมิภาคต่างๆ ทั้งในเวทีของสหภาพยุโรป องค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe – OSCE) และองค์การสหประชาชาติ (Organization of United Nations – OUN)

ในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฟินแลนด์มีเทคโนโลยีอุตุนิยมวิทยาและระบบพยากรณ์อากาศที่ทันสมัย สามารถเตือนภัยเพื่อช่วยป้องกันมหันตภัยทางธรรมชาติได้ และในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ฟินแลนด์ได้เผยแพร่องค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ รวมทั้งมีความร่วมมือในด้านการบริการข้อมูลด้านภูมิอากาศกับประเทศอื่นๆ กว่า 80 ประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะมีผลกระทบต่อประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจะเป็นประเทศที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ดังนั้น การสร้างเครือข่ายบริการข้อมูลด้านภูมิอากาศระดับสากลจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 หลังจากการเยือนมาซิโดเนียของนายอเล็กซานเดอร์ สตัปป์ (Alexander Stubb) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟินแลนด์ นายสตัปป์ได้แถลงว่า ฟินแลนด์เสนอเป็นคนกลางในการเจรจาปัญหาชื่อประเทศมาซิโดเนีย ซึ่งเป็นประเด็นโต้แย้งระหว่างกรีซกับมาซิโดเนียมากว่า 19 ปี โดยฝ่ายกรีซเห็นว่า การตั้งชื่อประเทศว่ามาซิโดเนีย อาจมีนัยเรียกร้องดินแดนส่วนหนึ่งของจังหวัดมาซิโดเนียที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรีซ อนึ่ง การเจรจาปัญหาชื่อประเทศมาซิโดเนียระหว่างมาซิโดเนียกับกรีซ อยู่ในความรับผิดชอบของสหประชาชาติ นอกจากนี้ ปัญหาชื่อประเทศมาซิโดเนียยังเป็นสาเหตุที่ทำให้การเปิดการเจรจารับมาซิโดเนียเข้าเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อเดือนธันวาคม 2552 ต้องถูกเลื่อนออกไป

ล่าสุด รัฐบาลฟินแลนด์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด Baltic Sea Action Summit เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 ที่กรุงเฮลซิงกิ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมระดับผู้นำรัฐและระดับรัฐมนตรีจาก 11 ประเทศที่มีพรมแดนติดกับทะเลบอลติก ตลอดจนผู้แทนจากภาคเอกชนและจากองค์กรพัฒนาเอกชน (Non–Governmental Organisation – NGO) ต่างๆ รวมกว่า 500 คน ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมครั้งแรกในฟินแลนด์ที่สามารถรวมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันเพื่อปกปักรักษาและพัฒนาสภาพแวดล้อมของทะเลบอลติก โดยที่ประชุมสามารถกำหนดพันธะที่ต้องปฏิบัติร่วมกันถึง 140 ข้อ โดยมี Baltic Sea Action Group เป็นหน่วยงานติดตามผลการดำเนินการตามพันธะดังกล่าว

เศรษฐกิจการค้า
ภาคเศรษฐกิจดั้งเดิมที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศฟินแลนด์ คือ อุตสาหกรรมป่าไม้และกระดาษ โดยรายได้ที่ได้จากการจำหน่ายผลผลิตในอุตสาหกรรมดังกล่าวได้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ โลหะและวิศวกรรม

บทบาทของภาคอุตสาหกรรมต่อเศรษฐกิจของฟินแลนด์ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปัจจุบัน โดยในปี 2493 สัดส่วนของการผลิตภาคอุตสาหกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของฟินแลนด์เท่ากับร้อยละ 30 ในขณะที่ปี 2551 สัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 31.4 ภาคเศรษฐกิจที่ลดความสำคัญลงมาก คือ เกษตรกรรมและป่าไม้ จากร้อยละ 36 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเมื่อปี 2493 ลดลงเหลือร้อยละ 2.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเมื่อปี 2551 ภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือ ภาคบริการ ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเมื่อปี 2493 เป็นร้อยละ 65.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเมื่อปี 2551

ในด้านความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญมากต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของฟินแลนด์ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ฟินแลนด์ได้มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศนอร์ดิก (ซึ่งประกอบด้วยประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์) และต่อมา เมื่อมีการจัดตั้งสมาคมการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Association – EFTA) ซึ่งฟินแลนด์ได้เข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี 2504 ด้วยเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง คือ จะช่วยทำให้อุตสาหกรรมของฟินแลนด์ปรับตัวเข้าสู่ระบบการแข่งขันระหว่างประเทศได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อบทบาทของกลุ่ม EFTA เริ่มลดลง เพราะประเทศสมาชิกของกลุ่มเล็งเห็นประโยชน์จากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union - EU) ที่จะเปิดโอกาสในการขยายตลาดการลงทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรี ฟินแลนด์จึงได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 ซึ่งแม้ว่าฟินแลนด์จะเป็นสมาชิกใหม่ แต่ก็มีบทบาทสำคัญในสหภาพยุโรป และเป็นประเทศแรกๆ ที่ดำเนินมาตรการเข้มงวดทางการคลัง เพื่อให้มีคุณสมบัติพร้อมที่จะเข้าร่วมสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary Union – EMU) ของสหภาพยุโรป การเข้าร่วมในสหภาพเศรษฐกิจและการเงินมีทั้งผลดีและผลเสียต่อฟินแลนด์ ผลดี คือ เศรษฐกิจของฟินแลนด์จะประสบกับความผันผวนอันเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศน้อยลง เพราะคู่ค้าสำคัญของฟินแลนด์ คือ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ที่จะใช้เงินตราสกุลเดียวกันตั้งแต่ปี 2542 ในขณะที่ผลเสีย คือ การที่ฟินแลนด์ไม่สามารถใช้การลดค่าเงินเป็นการกระตุ้นภาคการส่งออกเช่นที่เคยปฏิบัติ และการแข่งขันของบริษัทต่างประเทศในตลาดฟินแลนด์จะมีมากขึ้น เนื่องจากบริษัทต่างประเทศจะลดค่าใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยนเงินตรา

อนึ่ง จากการพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพทางเศรษฐกิจของฟินแลนด์ที่เพิ่มสูงมากขึ้น ทำให้ที่ประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum – WEF) ประเมินและจัดอันดับให้ฟินแลนด์อยู่ในลำดับที่๖ ในทำเนียบประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขันสูงที่สุดในโลก (Global Competitiveness Ranking) ประจำปี 2551 – 2552

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐฟินแลนด์
ความสัมพันธ์ทางการทูต
ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชีย (สำหรับประเทศภายนอกยุโรป เป็นประเทศที่สองหลังจากสหรัฐอเมริกา) ที่ได้รับรองรัฐฟินแลนด์ซึ่งได้ประกาศอิสรภาพเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2460 โดยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2462 ต่อมาในปี 2489 ได้ยกระดับขึ้นเป็นความสัมพันธ์ในระดับเอกอัครราชทูต โดยเมื่อปี 2523 ฟินแลนด์ได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตในไทยระดับอุปทูต และในปี 2529 ได้ยกระดับเป็นเอกอัครราชทูต อีกทั้งฟินแลนด์ได้เปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ จังหวัดภูเก็ต มีเขตอาณาครอบคลุมจังหวัดภูเก็ต ระนอง พังงา กระบี่ และตรัง และสถานกงสุล ณ จังหวัดเชียงใหม่ มีเขตอาณาครอบคลุมจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง ลำพูน แพร่ และน่าน สำหรับประเทศไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ ระดับอุปทูต ในปี 2548 ปัจจุบัน เอกอัครราชทูตประจำฟินแลนด์ ถิ่นพำนัก ณ กรุงสตอกโฮล์ม คือ นายธนรัตน์ ธนพุทธิ และนางสาวเบญจมาศ เงินวัฒนะ อัครราชทูตที่ปรึกษา ดำรงตำแหน่งอุปทูต สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮลซิงกิ

ปัจจุบัน มีคนไทยในฟินแลนด์ 6,108 คน มีร้านอาหารไทย 30 ร้าน มีวัดไทย 2 วัด และในช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน ของทุกปี มักจะมีแรงงานไทยเดินทางไปค้าแรงงานโดยรับจ้างเก็บผลไม้ป่า โดยเมื่อปี 2551 มีแรงงานไทยเดินทางไปเก็บผลไม้ป่าที่ฟินแลนด์ประมาณ 1,900 คน

ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
ฟินแลนด์ประสงค์ที่จะกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี และส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เนื่องจากฟินแลนด์มีแนวนโยบายต่างประเทศที่ต้องการแสวงหาตลาดเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ในภูมิภาคยุโรป ภายหลังจากที่ฟินแลนด์ได้เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปโดยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 และฟินแลนด์ได้ให้ความสำคัญต่อศักยภาพและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ล่าสุด ในระหว่างการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non Aligned Movement – NAM Summit) ครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 11 – 16 กรกฎาคม 2552 ณ เมืองชาร์ม เอล เชค สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ นายวานโฮเนน นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ ได้พบหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับการขอแลกเสียงในองค์กรระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เชิญนายวานฮาเนนเยือนไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้น

ความสัมพันธ์ด้านการค้า
ฟินแลนด์เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญลำดับที่ 51 ของไทย และลำดับที่ 12 ของไทยในสหภาพยุโรป เมื่อปี 2552 ไทยและฟินแลนด์มีมูลค่าการค้ารวม 517 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 274 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 243 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุล 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่ไทยส่งออกไปฟินแลนด์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์พลาสติก ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารใรครัวและบ้านเรือน ผลิตภัณฑ์ยาง สายไฟฟ้า สายเคเบิ้ล เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป สินค้าที่ไทยนำเข้าจากฟินแลนด์ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สื่อบันทึกข้อมูล ภาพ เสียง เครื่องมือเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ทั้งนี้ ไทยยังต้องนำเข้าสินค้าประเภททุนที่มีมูลค่าค่อนข้างสูงจากฟินแลนด์

ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า
1. ฟินแลนด์ได้เป็นหนึ่งในสมาชิก EU ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1995 ทำให้ปัญหาหลักที่ไทยมีกับฟินแลนด์จึงเป็นปัญหาที่อยู่ในกรอบของ EU โดยปริยาย
2. ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีประชากรน้อย ตลาดฟินแลนด์เป็นตลาดที่ผู้ส่งออกต้องให้ความสำคัญในด้านองค์ประกอบของตัวผลิตภัณฑ์ (Product Component)อาทิ คุณประโยชน์หลักของผลิตภัณฑ์ การบรรจุหีบห่อ การประกันคุณภาพสินค้า ฯลฯ
3. ฟินแลนด์เป็นตลาดที่ผู้ส่งออกไทยไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในยุโรปอื่น ๆ เนื่องจากเห็นว่าฟินแลนด์เป็นตลาดขนาดเล็กและอยู่ห่างไกล
(ที่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ)

ความสัมพันธ์ด้านการลงทุน
ฟินแลนด์มีความชำนาญในอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม อุตสาหกรรมโลหะ อุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมยาและเคมี การผลิตลิฟต์ และรถบรรทุกที่ใช้ในท่าเรือ ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยขาดแคลน แม้ว่าไทยและฟินแลนด์ได้มีการลงนามความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนแล้ว เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2537 ซึ่งความตกลงฯ มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2539 แต่ต่อมา ฝ่ายฟินแลนด์ได้เสนอแก้ไขความตกลงฉบับดังกล่าว ซึ่งปัจจุบัน อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำความตกลงฯ ฉบับแก้ไขใหม่ อย่างไรก็ตาม การลงทุนของฟินแลนด์ในไทยมีปริมาณน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการลงทุนของฟินแลนด์ในต่างประเทศ กล่าวคือ ฟินแลนด์ลงทุนประมาณร้อยละ 70 ในภูมิภาคยุโรป (สวีเดน เยอรมัน เบลเยียม อังกฤษ และฝรั่งเศส) ประมาณร้อยละ 20 ในสหรัฐอเมริกา และประมาณร้อยละ 10 ในประเทศอื่น ๆ รวมทั้งกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนทั้งหมดของฟินแลนด์ในไทยในช่วงระหว่างปี 2513 – 2551 (มกราคม) เท่ากับ 51,284 ล้านบาท ได้แก่ บริษัทแอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ผลิตเยื่อกระดาษและไฟฟ้า บริษัท เอ.ที. ไบโอพาวเวอร์ จำกัด ผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อปี 2552 มีโครงการลงทุนของฟินแลนด์ในไทยที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 3 โครงการ มูลค่า 14 ล้านบาท

การท่องเที่ยว
ชาวฟินแลนด์เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2549 มีจำนวน 110,502 คน ปี 2550 จำนวน 138,258 คน ปี 2551 จำนวน 158,476 คน และปี 2552 จำนวน 156,000 คน ซึ่งมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรฟินแลนด์ซึ่งมีจำนวน 5.3 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวฟินแลนด์จัดเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ มีวันพักเฉลี่ยในไทยประมาณ 13.16 วัน และมีการใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 3,102.62 บาท/วัน/คน การใช้จ่ายส่วนใหญ่เน้นไปที่หมวดค่าที่พัก และการจับจ่ายซื้อของ นักท่องเที่ยวฟินแลนด์นิยมแหล่งท่องเที่ยวประเภทชายทะเลมาก เช่น จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ปัจจัยในทางบวกที่ทำให้ชาวฟินแลนด์นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวไทย คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้ออำนวย การบริการเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ – เฮลซิงกิ และการมีบริษัทนำเที่ยวที่รู้จักประเทศไทย
(ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีไทย-ฟินแลนด์
ภายใต้ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เทคโนโลยีและการค้าระหว่างไทยกับฟินแลนด์ ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2531 นั้น ทั้งสองฝ่ายกำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission for Industrial, Economic and Technological Cooperation) ในประเทศไทยและฟินแลนด์ ตามเวลาที่ทั้งสองฝ่ายจะเห็นสมควร โดยสลับกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ รวมแล้ว 5 ครั้ง
- ครั้งที่ 1 ณ กรุงเทพฯ วันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2529 (ค.ศ.1986)
- ครั้งที่ 2 ณ กรุงเฮลซิงกิ วันที่ 4 มิถุนายน 25334 (ค.ศ.1991)
- ครั้งที่ 3 ณ กรุงเทพฯ วันที่ 22-23 พฤศจิกายน 2536 (ค.ศ.1993)
- ครั้งที่ 4 ณ กรุงเฮลซิงกิ วันที่ 28-29 สิงหาคม 2539 (ค.ศ.1996)
- ครั้งที่ 5 ณ กรุงเทพฯ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 (ค.ศ.2002)

การแลกเปลี่ยนการเยือน
ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
- วันที่ 20 – 27 กันยายน 2533 เสด็จฯ เยือนฟินแลนด์ (ร่วมกับคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรของสหราชอาณาจักร)
- วันที่ 26 – 29 มิถุนายน 2540 เสด็จฯ เยือนฟินแลนด์ อย่างเป็นทางการ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
- เดือนมิถุนายน 2531 เสด็จเยือนฟินแลนด์
- วันที่ 8 – 15 มิถุนายน 2533 เสด็จเยือนฟินแลนด์ ในฐานะแขกผู้บรรยายของมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ
- วันที่ 12 – 16 มีนาคม 2534 เสด็จเยือนฟินแลนด์ ในฐานะแขกผู้บรรยายของมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ
- วันที่ 12 – 15 กรกฎาคม 2547 เสด็จเยือนฟินแลนด์ เพื่อทรงเข้าร่วมประชุม International Union of Toxicology (IUTOX) และทรงบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Human Resource Development in Toxicology for Developing Countries: Asian Perspective” ที่เมืองทัมเพอเรอ (Tampere)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
- วันที่ 17 – 19 กรกฎาคม 2536 เสด็จเยือนฟินแลนด์

นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 22 – 25 พฤษภาคม 2531 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนฟินแลนด์
- วันที่ 14 – 15 ตุลาคม 2548 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนฟินแลนด์ ตามคำเชิญของนายมัตติ วานฮาเนน (Matti Vanhanen) นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์
- วันที่ 10 – 11 กันยายน 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนฟินแลนด์ เพื่อเข้าร่วมประชุม ASEM ครั้งที่ 6

ฝ่ายฟินแลนด์
ประธานาธิบดี / นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

- เดือนมีนาคม 2527 นายปาโว แววรูเนน (Paavo V?yrynen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย
- วันที่ 20 – 21 ธันวาคม 2530 นายไตสโต กาเลวิ ซอร์ซา (Taisto Kalevi Sorsa) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย
- วันที่ 7 – 9 มกราคม 2534 นายเปอร์ตติ ปาสซิโอ (Pertti Passio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 21 – 24 มกราคม 2538 นายมาร์ตติ อาห์ติซาริ (Martti Ahtisaari) ประธานาธิบดี เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกรัฐบาล
- วันที่ 1 – 2 มีนาคม 2539 นายปาโว ลิปโปเนน (Paavo Lipponen) นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางตาเรีย การินา ฮาโลเนน (Tarja Kaarina Halonen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมประชุม ASEM ครั้งที่ 1
- วันที่ 15 – 17 ธันวาคม 2545 นางตาเรีย ฮาโลเนน (Tarja Halonen) ประธานาธิบดี เยือนไทย ในฐานะแขกของรัฐบาล
- วันที่ 6 ตุลาคม 2547 นายมัตติ วานฮาเนน (Matti Vanhanen) นายกรัฐมนตรี แวะเยือนไทย ก่อนเดินทางไปร่วมการประชุม ASEM ครั้งที่ 5 ที่เวียดนาม
- วันที่ 16 – 17 มกราคม 2548 นายมัตติ วานฮาเนน (Matti Vanhanen) นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีกลุ่มประเทศนอร์ดิก (สวีเดนและนอร์เวย์) เยือนไทย ในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์เหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิที่บริเวณจังหวัดภาคใต้ของไทย
- วันที่ 2 – 8 เมษายน 2548 นายมาร์ตติ อาห์ติซาริ (Martti Ahtisaari) อดีตประธานาธิบดี และประธานคณะกรรมการตรวจสอบกรณีเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิของฟินแลนด์ เยือนไทย เพื่อประเมินสถานการณ์และรวบรวมข้อมูล/ข้อเท็จจริงเหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิ
- วันที่ 16 และวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 นางตาเรีย ฮาโลเนน (Tarja Halonen) ประธานาธิบดี และคู่สมรส พร้อมคณะ แวะเยือนไทย ก่อนและหลังเดินทางเยือนอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 15 และวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 นายมัตติ วานฮาเนน (Matti Vanhanen) นายกรัฐมนตรี แวะเยือนไทย ก่อนและหลังเดินทางเยือนเวียดนาม อย่างเป็นทางการ


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

620 คน

 สถิติเมื่อวาน

1758 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

27808 คน

229845 คน

3193728 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official