ราชอาณาจักรภูฏาน
Kingdom of Bhutan
 
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทิเบต ที่เหลือติดกับอินเดีย ไม่มีทางออกทะเล

พื้นที่ 38,394 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงทิมพู (Thimphu)

เมืองสำคัญต่างๆ เมืองพาโร (Paro) เป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติ เมืองพูนาคา (Punaka) เป็นเมืองที่มีความสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ เป็นที่ตั้งของพระราชวังฤดูหนาว และเป็นที่ราบสำหรับทำการเกษตร

ประชากร 634,982 คน (ปี 2551) ประกอบด้วย 3 เชื้อชาติ ได้แก่ 1) ชาชอฟ (Sharchops) ชนพื้นเมืองดั้งเดิม ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันออก 2) นาล็อบ (Ngalops) ชนเชื้อสายทิเบต ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันตก และ 3) โชซัม (Lhotshams) ชนเชื้อสายเนปาล ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้

ศาสนา ศาสนาพุทธมหายาน นิกายกายุบปา (Kagyupa) ซึ่งมีลามะเช่นเดียวกับทิเบต ร้อยละ 75 (ส่วนใหญ่เป็นชนเชื้อชาติชาชอฟ และนาล็อบ) และศาสนาฮินดู ร้อยละ 25 (ส่วนใหญ่เป็นชนเชื้อชาติโชซัมทางภาคใต้ของประเทศ)

ภาษา ซงข่า (Dzongkha) เป็นภาษาราชการ ภาษาอังกฤษใช้เป็นสื่อกลางในสถาบันการศึกษาและในการติดต่อธุรกิจ ภาษาทิเบตและภาษาเนปาลมีใช้ในบางพื้นที่

การศึกษา อัตราการรู้หนังสือโดยรวม ร้อยละ 42.2 อัตราการรู้หนังสือในเพศชายร้อยละ 46.2 และเพศหญิงร้อยละ 28.1

วันชาติ 17 ธันวาคม (พ.ศ. 2450 หรือ ค.ศ. 1907) ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนา สมเด็จพระราชาธิบดี Ugyen Wangchuck ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกของภูฏาน

พระประมุข พระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก (H.M. King Jigme Khesar Namgyel Wangchuk)

นายกรัฐมนตรี เลียนเชน จิกมี ทินเลย์ (Lyonchoen Jigmi Y. Thinley)

รมว. กต. เลียนโป อูเกน เชริง (Lyonpo Ugyen Tshering)

ระบบการปกครอง ราชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขปกครองประเทศ ปัจจุบัน คือ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก (His Majesty King Jigme Khesar Namgyel Wangchuck) ทรงขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2549

การเมืองการปกครอง

เดิมภูฏานมีระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล จนกระทั่งเมื่อปี 2541 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีขึ้นบริหารประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการเมืองภูฏาน เป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ไว้ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว และไม่ทรงดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลอีกต่อไป

นับตั้งแต่ปี 2541 นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้ารัฐบาลคือผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาคณะมนตรี (Chairman of the Council of Ministers) โดยได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกสภาคณะมนตรี (เทียบเท่าคณะรัฐมนตรี) ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 10 คน และอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี โดยผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดลำดับ 1 - 5 จะสลับหมุนเวียนกันขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานสภาคณะมนตรีวาระละ 1 ปี

การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันชาติภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ และได้ประกาศจะสละราชบัลลังก์ให้กับมกุฎราชกุมารจิกมี เคซอร์ นัมเกล วังชุก ในปี 2551 ซึ่งการประกาศสละราชบัลลังก์ได้สร้างความตกตะลึงให้กับชาวภูฏานเป็นอย่างมาก เนื่องจากชาวภูฏานยังคงเชื่อมั่นและศรัทธาในระบบกษัตริย์และยังต้องการให้ภูฏานปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อไป เพราะเกรงว่าระบอบประชาธิปไตย อาจก่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวายและการฉ้อราษฎร์บังหลวงภายในประเทศเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2549 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงประกาศสละราชสมบัติให้แก่มกุฎราชกุมารจิกมี เคซอร์ นัมเกล วังชุก ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก ซึ่งเร็วขึ้นจากเดิม 2 ปี เนื่องจากทรงเห็นว่าภูฏานกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองของประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ดังนั้น จึงจำเป็นที่มกุฎราชกุมารฯ จะต้องเรียนรู้ประสบการณ์ที่แท้จริงในการปกครองประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในฐานะพระประมุข (รัฐบาลภูฏานจะจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 ในปี 2551) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบค่อยเป็นค่อยไปของภูฏานนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากภูฏานจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโลกและปัญหาท้าทายใหม่ๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภูฏานได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้วเสร็จเมื่อต้นปี 2550 โดยพร้อมประกาศใช้ในปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่ภูฏานจะจัดพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ภายใต้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี โดยให้มีระบบรัฐสภาที่มี 2 พรรคการเมืองสำคัญ

ภูฏานได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550 และเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 ภูฏานได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้เทนราษฎรครั้งแรก ส่งผลให้ภูฏานกลายเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ การเลือกตั้งดังกล่าวมีพรรคการเมืองลงแข่ง 2 พรรค ได้แก่ พรรค Druk Phuensam Tshogpa (DPT) นำโดย Lyonpo Jigmi Thinley (เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยภูฏาน) และพรรค People’s Democratic Party (PDP) นำโดย Lyonpo Sangay Ngedup (เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรภูฏาน) ผลปรากฏว่าพรรค DPT ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น (สมาชิกของพรรค DPT ได้รับเลือกใน 45 เขต จากทั้งหมด 47 เขต โดยที่ Lyonpo Sangay Ngedup มิได้รับเลือกในเขตของตน) Lyonpo Jigmi Thinley ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของภูฏานที่มาจากการเลือกตั้ง และเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเปลี่ยนเป็น Lyonchoen Jigmi Thinley (Lyonchoen เป็นคำนำหน้าชื่อของนายกรัฐมนตรี) โดยมี Lyonpo Ugyen Tshering ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศภูฏาน

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ในสมัยศตวรรษที่ 17 นักบวช ซับดุง นาวัง นำเยล (Zhabdrung Ngawang Namgyal) ได้รวบรวมภูฏานให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้งเป็นประเทศขึ้น และในปี 2194 นักบวชซับดุงได้ริเริ่มการบริหารประเทศแบบสองระบบ คือ แยกเป็นฝ่ายฆราวาสและฝ่ายสงฆ์ ภูฏานใช้ระบบการปกครองดังกล่าวมาเป็นเวลากว่าสองศตวรรษ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17ธันวาคม 2450 พระคณะที่ปรึกษาแห่งรัฐ ผู้ปกครองจากมณฑลต่าง ๆ ตลอดจนตัวแทนประชาชนได้มารวมตัวกันที่เมืองพูนาคา และทำการเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ อูเก็น วังชุก (Ugyen Wangchuck) ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ปกครองเมืองตองซา (Trongsa) ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของภูฏาน โดยดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์แรกแห่งราชวงศ์วังชุก (Wangchuck) เนื่องจากคุณสมบัติที่โดดเด่นของพระองค์ตั้งแต่ครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้ปกครองเมือง Trongsa ทรงมีลักษณะความเป็นผู้นำและเป็นผู้นำที่เคร่งศาสนาและมีความตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ราชวงศ์ Wangchuck ปกครองประเทศภูฏานมาจนถึงปัจจุบันสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก

นโยบายรัฐาลชุดปัจจุบัน
ภูฏานให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงภายใน และการปฏิรูปประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตามแผนพัฒนาประเทศ (5 ปี) ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2551 - 2556) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งในด้านการศึกษา สาธารณสุข การเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้ให้ความสำคัญกับการขยายความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในทวีปเอเชียและการมีบทบาทในองค์การระหว่างประเทศในภูมิภาค อาทิ SAARC, BIMSTEC และ ACD

ด้านเศรษฐกิจ
สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ได้ทรงดำเนินนโยบายเปิดประเทศหรือนโยบายมองออกไปข้างนอก (outward-looking policy) โดยภูฏานได้เริ่มดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ปัจจุบันรัฐบาลภูฏานอยู่ระหว่างการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงทุนเพื่อให้มีความชัดเจนแก่นักธุรกิจต่างประเทศในการเข้ามาลงทุนในภูฏานมากขึ้น อย่างไรก็ดี ภูฏาน ต้องการที่จะพัฒนาประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมของประเทศ ในทางปฏิบัติจึงไม่ต้องการการลงทุนจากต่างประเทศมากจนเกินไป และปัจจุบันสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ได้ทรงสานต่อนโยบายเปิดประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไปของพระราชบิดา โดยเน้นการเพิ่มปริมาณด้านการลงทุนจากต่างประเทศและการท่องเที่ยว

ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูฏาน ส่วนหนึ่งมาจากการมีธรรมรัฐ (good governance) และการที่ข้าราชการได้รับค่าตอบแทนสูง ภูฏานเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเก็บภาษีน้อยที่สุด รายได้จากการเรียกเก็บภาษีคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.3 ของรายได้รัฐบาล และภาษีจากภาคธุรกิจคิดเป็นร้อยละ 3 เท่านั้น ส่วนรายได้ที่เหลือเป็นรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำให้แก่อินเดีย เงินปันผล ค่าภาคหลวง ภาษีสรรพสามิต และรายได้จากสาธารณูปโภค

แม้ภูฏานเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมั่นคง และมีดุลการชำระเงินดี แต่ภูฏานต้องพึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ประมาณร้อยละ 33 ของ GDP ขณะนี้ ภูฏานอยู่ระหว่างการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ โดยเป็นการดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความช่วยเหลือจากธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือจากตะวันตกและญี่ปุ่น เศรษฐกิจของภูฏานยังคงมีความผูกพันกับอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าและเงินกู้แก่ภูฏานอยู่มาก

พลังงานเป็นสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของภูฏาน โดยได้ส่งออกกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ไปขายให้แก่อินเดียซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ ในอนาคตคาดว่าภูฏานจะมีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น เนื่องจากมีเขื่อนสำคัญ 3 แห่งที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้แผนพัฒนา (5 ปี) ฉบับที่ 8 ได้แก่ เขื่อนคูริชู (Kurichhu) เขื่อนบาโชชู (Bashochhu) และเขื่อนทาลา (Tala) ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันได้เป็นปริมาณถึง 1,125.8 เมกกะวัตต์ เพื่อขายให้แก่อินเดียซึ่งจะเป็นรายได้หลักในการพัฒนาประเทศต่อไป

สังคมและวัฒนธรรม
สังคมของภูฏานเป็นสังคมเกษตรกรรมที่เรียบง่าย ประชาชนดำเนินชีวิตตามวิถีทางพุทธศาสนานิกายมหายาน และยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาช้านาน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งนั้นมาจากพระราโชบายของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก พระราชบิดาของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันที่ต้องการให้ภูฏานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของตนไว้ เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนภูฏานใส่ชุดประจำชาติ การอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น และสถาปัตยกรรมแบบภูฏาน ทั้งนี้ แม้จะมีนโยบายเปิดประเทศแต่ภูฏานก็สามารถอนุรักษ์จารีตทางสังคมไว้ได้

สถาบันกษัตริย์ยังคงเป็นสถาบันที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวภูฏาน โดยเฉพาะสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก เป็นที่เคารพรักของประชาชนมาก เพราะนอกจากพระองค์จะเป็นกษัตริย์นักพัฒนาแล้ว ความเป็นกันเองของพระองค์ในการเสด็จเยี่ยมราษฎรและการเข้าถึงประชาชน ทำให้พระองค์ทรงเป็น “กษัตริย์ของประชาชน” ของภูฏาน อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญในการที่จะเปลี่ยนแปลงภูฏานให้เป็นสังคมสมัยใหม่แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทรงใช้หลัก “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” (Gross National Happiness) แทนการวัดการพัฒนาจากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงริเริ่มปรัชญาในการพัฒนาประเทศที่เรียกว่า “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” โดยความคิดดังกล่าวเน้นการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีความสุขและความพึงพอใจมากกว่าวัดการพัฒนาด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ทั้งนี้ พระองค์ได้ข้อสรุปจากบทเรียนความผิดพลาดในการพัฒนาของโลกในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา และเห็นว่าประเทศจำนวนมากเข้าใจว่าการพัฒนาคือ การแสวงหาความสำเร็จทางวัตถุเพียงอย่างเดียว ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้แลกความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจกับการสูญเสียวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่ดีทางธรรมชาติ และเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งหลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่าประชาชนไม่ได้มีความสุขที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติก็มิได้ปฏิเสธการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่การพัฒนาด้านต่างๆ จะต้องสมดุลกัน โดยรัฐบาลภูฏานได้พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ประชาชนสามารถแสวงหาและได้รับความสุขโดยยึดหลักแนวคิดดังกล่าวเป็นพื้นฐานเพื่อให้สามารถรับมือกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อสิ่งท้าทายของโลก โดยมีหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน 2) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 3) การส่งเสริมวัฒนธรรม และ 4) ธรรมรัฐ ซึ่งหลักการทั้ง 4ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายและแผนงานของรัฐบาลทุกด้าน

ในทางปฏิบัติ ภูฏานได้บรรจุแนวคิดนี้ให้อยู่ในแผนพัฒนาประเทศระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2542 (แผนพัฒนาประเทศ (5 ปี) ฉบับที่ 1 เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2504) โดยเน้นการพัฒนาในทุกสาขาของสังคมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญด้านสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การขจัดปัญหาสังคมและความยากจน พร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยทั้งหมดจะดำรงอยู่ด้วยกันในลักษณะกลมกลืนตามหลักพุทธศาสนามหายาน

ด้านการต่างประเทศ
ภูฏานมีเป้าหมายในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เพื่อรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศและส่งเสริมการพัฒนาประเทศ จากเป้าหมายดังกล่าวภูฏานได้ดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ โดยยึดหลักนโยบาย Utilitarian Engagement โดยเลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับเพียงบางประเทศที่ภูฏานเห็นว่ามีความสำคัญ และให้ประโยชน์สูงสุดแก่ชาวภูฏาน ทั้งนี้ จะเห็นได้จากการตั้งสถานทูตประจำในประเทศเหล่านี้ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ คูเวต และไทย และมีคณะทูตถาวรฯ ประจำองค์การสหประชาชาติที่นครเจนีวา และนครนิวยอร์ก เท่านั้น

ในอดีต ภูฏานให้ความสำคัญกับอินเดียสูงสุด นโยบายต่างประเทศของภูฏานตั้งอยู่บนพื้นฐานของสนธิสัญญาดาร์จีลิง (Darjeeling) หรือสนธิสัญญามิตรภาพอินเดีย-ภูฏาน ปี 2492 ซึ่งระบุว่า อินเดียจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของภูฏาน แต่ภูฏานยินยอมที่จะได้รับการชี้นำจากอินเดียในเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ อินเดียพยายามผูกขาดภูฏานทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้น ภูฏานจึงต้องการเพิ่มความสัมพันธ์ไปยังประเทศอื่นๆ มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพื่อลดอิทธิพลของอินเดียต่อภูฏานลง และในที่สุด เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคซอร์ นัมเกล วังชุก ได้ทรงลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพอินเดีย-ภูฏานฉบับใหม่ ทำให้ภูฏานมีอิสระจากอินเดียมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ

ภูฏานให้ความสำคัญกับองค์การสหประชาชาติ (UN) โดยเห็นว่าการเข้าเป็นสมาชิก UN (เดือนกันยายน 2514) ทำให้ภูฏานมีความสัมพันธ์กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศได้โดยมิต้องมีการจัดตั้งสถานทูตในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งทำให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เป็นประโยชน์ มากที่สุด รวมทั้งยังสามารถเรียนรู้ประสบการณ์ของประเทศต่างๆ โดยผ่านการช่วยเหลือจากนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศในเรื่องที่เป็นความต้องการของทางภูฏานได้ด้วย โดยเฉพาะในด้านของการพัฒนานอกจากนี้ ภูฏานเป็นสมาชิกสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ South Asian Association for Regional Cooperation (SAARC) โดยเห็นว่าสมาคมดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่เป็นรูปธรรม เป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของประเทศในภูมิภาคที่มีความแตกต่างกันในหลายๆ ด้าน แต่ประสงค์จะมีความร่วมมือกันในเรื่องที่เป็นความสนใจร่วมกัน และมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน คือ การส่งเสริมสันติภาพ ความก้าวหน้า และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค นอกจากนั้น ภูฏานได้เป็นสมาชิกใน Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation (BIMSTEC) และ Asia Cooperation Dialogue (ACD) เพื่อขยายบทบาทและความร่วมมือของภูฏานในทวีปเอเชียให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

เศรษฐกิจการค้า

เศรษฐกิจ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 1,276.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 21.4 (ปี 2551)
รายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อหัว 1,822.8 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)
เงินทุนสำรอง 764.80 ล้าน USD (2550)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 6.4
มูลค่าการค้ารวม ปี 2551 5.91 ล้าน USD
สินค้าส่งออกของไทย เครื่องจักรกลและส่วนประกอบเครื่องจักรกล เครื่องใช้ ในครัวและบ้านเรือน เตาอบ ไมโครเวฟและเครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟฟ้า สายเคเบิ้ล รถยนต์และอุปกรณ์สินค้านำเข้าของไทย ผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งทำจากผัก ผลไม้สินค้าส่งออก ยิบซั่ม ไม้ซุง สินค้าหัตถกรรม ซีเมนต์ ผลไม้ ไฟฟ้าจากพลังน้ำ อัญมณี และเครื่องเทศ
สินค้านำเข้า น้ำมันเชื้อเพลิงและหล่อลื่น ธัญพืช เครื่องจักรและชิ้นส่วนรถบรรทุก ผ้า และข้าว
ประเทศคู่ค้า อินเดีย บังกลาเทศ และญี่ปุ่น
หน่วยเงินตรา 1 งุลตรัม ประมาณ 0.72 บาท (เงินงุลตรัมมีค่าเท่ากับเงินรูปีของอินเดีย และเงินรูปีของอินเดีย ก็สามารถใช้ได้ทั่วไปในภูฏาน)
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรภูฏาน


1.ความสัมพันธ์ไทยและภูฏาน
1.1 ทั่วไป
- ไทยดำเนินความสัมพันธ์กับภูฏานในลักษณะประเทศผู้ให้และมิตรประเทศ โดยมีความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ภูฏานเป็นกลไกหลักในการดำเนินความสัมพันธ์ ในขณะที่ภูฏานให้ความสำคัญ เป็นพิเศษกับไทยและชื่นชมความสำเร็จในการพัฒนาประเทศของไทยและนำประสบการณ์ในการพัฒนา ประเทศของไทยไปปรับใช้ในการพัฒนาประเทศ ภูฏานให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศโดยดี
เสมอมา
- ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับภูฏานเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2532
ความสัมพันธ์โดยทั่วไปมีความใกล้ชิดในระดับราชวงศ์ รัฐบาลและประชาชน โดยมีปัจจัยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ได้แก่ การมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ศาสนาพุทธ และไม่เคยตกเป็นอาณานิคม
- ปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงธากา (บังกลาเทศ) ดูแลประเทศภูฏานซึ่งเป็นเขตอาณา โดยมีนายเฉลิมพล ทันจิตต์ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำภูฏาน (ถิ่นพำนัก ณ กรุงธากา) และมีกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงทิมพูคือ Dasho Ugen Tshechup Dorji (ได้รับสัญญาบัตรตราตั้งเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546)
- ไทยเป็นจุดหมายเดินทางที่สำคัญสำหรับชาวภูฏานที่มีฐานะดี รวมถึงสมาชิกราชวงศ์ของภูฏานที่เดินทางมาเพื่อจับจ่ายใช้สอย และรับบริการต่าง ๆ ในไทยโดยเฉพาะการรักษาพยาบาลเนื่องจากสายการบิน Druk Air มีเส้นทางการบินมาไทยทุกวัน ขณะเดียวกัน มีนักศึกษาชาวภูฏานศึกษาระดับปริญญาตรี/โท ในไทยเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการศึกษาในประเทศตะวันตก รวมทั้งยังมีทุนการศึกษาที่ไทยให้การสนับสนุนเป็นจำนวนมาก

- ในอดีตมีการเยือนภูฏานของพระราชวงศ์ของไทย 3 ครั้ง คือ
1) สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2531
2) สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อเดือนมิถุนายน 2534 และ
3) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนภูฏาน ตามคำเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก เมื่อวันที่ 18-27 มิถุนายน 2550 เพื่อทรงบรรยายในการอบรมหลักสูตร “Environment Toxicology, Pollution Control and Management” และเพื่อเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และฝ่ายภูฏาน ส่วนการเยือนของพระราชวงศ์ของภูฏาน ได้แก่ การเสด็จฯ เยือนไทย 2 ครั้งของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล
วังชุก (ขณะดำรงพระยศมกุฎราชกุมาร) เมื่อปี 2549 (พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี เมื่อมิถุนายน 2549 และงานมหกรรมพืชสวนโลกเพื่อทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อพฤศจิกายน 2549)
- เรื่องที่ภูฏานให้ความสำคัญในขณะนี้ คือ โครงการ Dharma Project ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระราชาธิบดีฯ เมื่อปี 2550 เพื่อบูรณะรักษางานศิลปะและถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาของภูฏาน สร้างพระพุทธรูป ฟื้นฟูช่างฝีมือภูฏาน และเป็นการสร้างงานให้ประชาชน จึงประสงค์จะขอให้ไทยพิจารณาให้ความช่วยเหลือในการจัดตั้งโรงหล่อพระพุทธรูปและการฝึกอบรมช่างฝีมือขึ้นที่ภูฏาน เพื่อให้ช่างฝีมือชาวภูฏานมีความเชี่ยวชาญด้านการหล่อพระพุทธรูปสำริด สามารถหล่อได้เองและถ่ายทอดความรู้ให้ช่างฝีมือรุ่นต่อๆ ไปได้ และจะให้มีการดำเนินโครงการ Dharma Project ในลักษณะของความร่วมมือระหว่างโครงการหลวงของสองประเทศ (Two Kings’ Project) ต่อไปในอนาคต โดย เลียนโป ชางกับ ดอร์จี (Lyonpo Chenkyab
Dorji) ประธานสภาองคมนตรีภูฏานได้ยกเรื่องนี้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในระหว่างการเยือนไทยเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552

- สองฝ่ายได้ลงนามในความตกลง/บันทึกความเข้าใจ/พิธีสาร รวม 7 ฉบับ (สถานะปี
2552) ความตกลงที่สำคัญได้แก่ ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับหนังสือเดินทางทูตและราชการ และ ความตกลงว่าด้วยกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งรวมความร่วมมือสาขาต่าง ๆ ระหว่างไทยและภูฏานมาไว้ภายใต้ความตกลงเดียวกัน เพื่อให้การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ภูฏานเป็นประโยชน์สูงสุดและไม่เกิดการซ้ำซ้อน

1.2 การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการของไทย
- ไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ภูฏานตั้งแต่ปี 2524 ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การแพทย์ สาธารณสุข การศึกษา การท่องเที่ยว การเกษตร และการพัฒนาชนบท เพื่อให้ ภูฏานซึ่งเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) สามารถยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรให้ดีขึ้น
- สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (Thailand International
Development Cooperation Agency-TICA) เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ให้ทุนการศึกษา/ฝึกอบรมและดูงานแก่ภูฏานในด้านต่าง ๆ ในช่วงปี 2548-2551 ไทยได้ประกาศการให้ทุนศึกษา และฝึกอบรม ในสาขาต่างๆ ตามความต้องการของภูฏาน และสอดคล้องกับศักยภาพของไทย จำนวน 181 ทุน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ ตามความจำเป็น เช่น วัสดุอุปกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญ และอาสาสมัครเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของภูฏาน ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือของไทยแบ่งออกเป็น

1) ความร่วมมือภายใต้โครงการ Capacity Development ให้แก่ Royal University of
Bhutan เพื่อให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาศักยภาพให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการวิจัยด้านการเกษตร การพัฒนาชนบท และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพื่อการบรรลุเป้าประสงค์ Gross National Happiness ระยะเวลาดำเนินงาน3 ปี (2551 – 2553 / ค.ศ. 2008 – 2010) วงเงินงบประมาณ 30 ล้านบาท
2) การจัดหลักสูตรตามความต้องการของภูฏาน อาทิ การฝึกอบรมด้านพิธีการทูต
ให้เจ้าหน้าที่จากกรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศภูฏาน การศึกษา/ดูงานด้านรัฐสภา การตรากฏหมาย และการปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยให้เจ้าหน้าที่จาก Royal Advisory Council จำนวน 3 คน
3) ทุนฝึกอบรมนานาชาติประจำปี (AITC) ในปี 2551 ไทยให้ทุนภูฏาน 24 ทุนจาก
จำนวน 27 หลักสูตร
4) ทุนศึกษาปริญญาโทนานาชาติ ในปี 2551 ไทยให้ทุนภูฏาน 6 ทุน
5) ทุนไตรภาคีร่วมกับแหล่งผู้ให้อื่น ๆ ปี 2551 อนุมัติทุนให้ภูฏาน จำนวน 6 ทุน (JICA 3 ทุน UNICEF 1 ทุน และ CPS 2 ทุน)
6) การจัดส่งอาสาสมัครไทยไปปฏิบัติงาน (Friends from Thailand) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนของไทยและภูฏาน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรบุคคลของไทย โดยอาสาสมัครรุ่นแรกจำนวน 4 คน ได้เดินทางไปปฏิบัติงานแล้วเมื่อต้นปี 2552
เป็นระยะเวลา คนละ 1 ปี ใน 4 สาขา คือ Product Development (Handicraft), IT (Web Design/Networking), Hotel Architect, และ Programme Officer (HIV/AIDS)
- แนวทางการดำเนินงาน ในปี 2552 คือการให้ทุนภายใต้กรอบความร่วมมือต่าง ๆ ต่อไป พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายการให้ความร่วมมือที่ชัดเจน ในลักษณะ Programme Approach ร่วมกับหน่วยงานไทยอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานความร่วมมือในลักษณะ Institutional Linkage ระหว่างหน่วยงานของ 2 ประเทศ เพื่อพัฒนาบุคลากร และองค์กรของภูฏาน ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การให้ทุนศึกษา/ฝึกอบรม การส่งผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครไปปฏิบัติงาน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของการให้ความร่วมมือของหน่วยงานไทยแก่ภูฏาน

1.3 การค้าระหว่างไทยและภูฏาน
- ในปี 2551 (2008) มีปริมาณน้อยมาก ภูฏานเป็น คู่ค้าลำดับที่ 165 ของไทย มีมูลค่ารวม 5.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 5.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 0.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐไทยส่งออก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบเครื่องจักรกล เครื่องใช้ในครัวและบ้านเรือน เตาอบ ไมโครเวฟและเครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟฟ้า ไทยนำเข้า ผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้
- อุปสรรคการค้าที่สำคัญ คือ การขนส่งสินค้าไปภูฏานถูกจำกัดเพียง 2 ทาง ได้แก่ ทางอากาศโดยสายการบินภูฏาน (Druk Air) ซึ่งมีขนาดเล็กและมีค่าขนระวางสูง และทางเรือ ซึ่งส่วนใหญ่จะผ่านท่าเรือที่เมืองกัลกัตตาของอินเดียและลำเลียงต่อโดยทางบกผ่านด่านเมือง Phuentshchling ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางการค้าและตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภูฏานติดกับชายแดนอินเดีย นอกจากนั้น ภูฏานมีความผูกพันทางการค้าอย่างแน่นแฟ้นกับอินเดีย การเจาะตลาดภูฏานที่มีขนาดเล็กจึงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม สินค้าไทยเริ่มเป็นที่นิยมของชาวภูฏานขึ้นตามลำดับ เนื่องจากคุณภาพของสินค้าดีกว่าสินค้าของอินเดียและราคาไม่แพง

1.4 การลงทุน
- ปัจจุบันไทยและภูฏานยังไม่มีการลงทุนระหว่างกัน แต่ภูฏานก็มีศักยภาพที่นักธุรกิจไทยสามารถไปลงทุนได้ใน 2 สาขา คือ การก่อสร้างและการท่องเที่ยว ภูฏานเพิ่งเปิดประเทศและเริ่มมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจแบบสมัยใหม่เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ภูฏานยังคงต้องการโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก อาทิ ถนน และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ซึ่งในอนาคตไทยสามารถเข้าไปร่วมพัฒนาด้านนี้ได้ เช่น การสร้างถนน การสร้างที่ทำการของรัฐและเอกชน เป็นต้น
- ภูฏานนับว่ามีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอยู่มาก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จึงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาที่นิยมการท่องเที่ยวในเชิงนิเวศวิทยา (eco-tourism) ทำให้มีโอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยที่จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจโรงแรม ที่พักตากอากาศขนาดกลาง ธุรกิจสปา และร้านอาหารไทย เพื่อบริการนักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลภูฏานมีนโยบายจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

2.สถานการณ์การเมืองภูฏาน
สามารถแบ่งรูปแบบการเมืองการปกครองของภูฏานออกเป็น 3 ช่วง คือ
1) สมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล (ปี 2451 – ปี 2540)
2) สมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยมีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีบริหารประเทศ
(ปี 2541 – ปี 2551) สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเก วังชุก (Jigme Singye Wangchuck) ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีขึ้นบริหารประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการเมืองภูฏาน เป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ไว้ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว และไม่ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลอีกต่อไป
- นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้ารัฐบาลคือผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาคณะมนตรี (Chairman of the Council of Ministers) ได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกสภาคณะมนตรี (เทียบเท่าคณะรัฐมนตรี) ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 10 คน และอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี โดยผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดลำดับ 1 - 5 จะสลับหมุนเวียนกันขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานสภาคณะมนตรีวาระละ 1 ปี
3) การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
(ตั้งแต่ปี 2551)

- เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2548 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก (สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 4) ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองของภูฏานจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2549 ทรงประกาศสละราชสมบัติให้แก่มกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก ซึ่งเร็วขึ้นจากเดิม 2 ปี เนื่องจากทรงเห็นว่าภูฏานอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองของประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ดังนั้นจึงจำเป็นที่มกุฎราชกุมารฯ จะต้องเรียนรู้ประสบการณ์
ที่แท้จริงในการปกครองประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในฐานะพระประมุข
- การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบค่อยเป็นค่อยไปของภูฏานนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากภูฏานจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโลกและปัญหาท้าทายใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าชาวภูฏานไม่ค่อยเต็มใจที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเห็นว่า การปกครองแบบเดิมภายใต้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประชาชนก็มีความสุขดีอยู่แล้ว แต่เมื่อพระราชาธิบดีองค์ที่ 4 ได้ออกมาชี้แจงว่า การเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ประเทศสงบและประชาชนมีความสุข ย่อมจะได้ผลดีกว่าในช่วงที่ประเทศประสบปัญหา เนื่องจากจะได้มีเวลาปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบ ชาวภูฏานจึงเริ่มยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
- รัฐธรรมนูญฉบับแรก ภูฏานได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่
ครบรอบ 100 ปี ของการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของภูฏาน รัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี โดยให้มีระบบรัฐสภาที่มี 2 พรรคการเมืองสำคัญ
- การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ภูฏานได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกของประเทศจำนวน 20 คน เพื่อดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกรวม 25 คน (20 คนมาจากการเลือกตั้งและอีก 5 คนมาจากการแต่งตั้ง)
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 ภูฏานได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของประเทศ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของภูฏาน ส่งผลให้ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของภูฏานที่มีมาเป็นเวลา 100 ปีสิ้นสุดลง และเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิถึงร้อยละ 79.4 จากจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมด 318,465 คน
- ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของประเทศ ปรากฏว่า พรรค Bhutan United Party หรือชื่อในภาษาภูฏานว่า Druk Phuensum Tshogpa (DPT) นำโดย เลียนเชน จิกมิ วาย ทินเลย์ (Lyonchoen Jigmi Y. Thinley) ชนะการเลือกตั้งใน 45 เขต (จากทั้งหมด 47 เขต) ด้วยคะแนนเสียงเหนือพรรค People’s Democratic Party (PDP) ส่งผลให้พรรค DPT ชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด ได้เป็น ผู้จัดตั้งรัฐบาล (แม้แต่ เลียนโป ซังเก เงดุป (Lyonpo Sangay Ngedup) ผู้นำพรรค PDP ก็มิได้รับเลือกตั้ง) และพรรค PDP เป็นพรรคฝ่ายค้าน (ภูฎานมีพรรคการเมืองเพียง 2 พรรคเท่านั้น)
- นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2551 เลียนเชน จิกมิ วาย ทินเลย์ ได้เข้าสาบานตนต่อสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งภูฏาน เพื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของภูฏาน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และต่อมา เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2551 คณะรัฐมนตรีภูฏานจำนวน 10 คน ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเช่นกัน
- เลียนเชน จิกมิ วาย ทินเลย์ เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมหาดไทยและวัฒนธรรม และรัฐมนตรีต่างประเทศของภูฏาน และเป็นข้าราชการที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นับถือของชาวภูฏาน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ Gross National Happiness (GNH) ของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 4 แห่งภูฏาน และเป็นแกนนำสำคัญในการเผยแพร่ทฤษฎี GNH โดยมีนโยบายที่จะนำหลัก GNH มาใช้ในการบริหารประเทศ
- รัฐบาลภูฏานได้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 และงาน
ครบรอบ 100 ปีราชวงศ์วังชุกระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2551

3. นโยบายต่างประเทศ
- ภูฏานมีเป้าหมายในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เพื่อรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศและส่งเสริมการพัฒนาประเทศ จากเป้าหมายดังกล่าวภูฏานได้ดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ โดยยึดหลักนโยบาย Utilitarian Engagement โดยเลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับเพียงบางประเทศที่ภูฏานเห็นว่ามีความสำคัญ และให้ประโยชน์สูงสุดแก่ชาวภูฏาน ทั้งนี้ จะเห็นได้จากการตั้งสถานทูตประจำในประเทศเหล่านี้ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ คูเวต เบลเยี่ยม และไทย และมีคณะทูตถาวรฯ ประจำองค์การสหประชาชาติที่นครเจนีวา และนครนิวยอร์ก ล่าสุดภูฏานเปิดสถานกงสุลใหญ่ที่เมืองกัลกัตตาเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง
- ความสัมพันธ์กับอินเดีย ในอดีตภูฏานให้ความสำคัญกับอินเดียสูงสุด นโยบาย
ต่างประเทศของภูฏานตั้งอยู่บนพื้นฐานของสนธิสัญญาดาร์จีลิง (Darjeeling) หรือสนธิสัญญามิตรภาพอินเดีย-ภูฏาน ปี 2492 ซึ่งระบุว่า อินเดียจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของภูฏาน แต่ภูฏานยินยอมที่จะได้รับการชี้นำจากอินเดียในเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ทั้งนี้ในทางปฏิบัติ อินเดียพยายามผูกขาดภูฏานทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้น ภูฏานจึงต้องการเพิ่มความสัมพันธ์ไปยังประเทศอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพื่อลดอิทธิพลของอินเดียต่อภูฏานลง และเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ได้ทรงลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพอินเดีย-ภูฏาน ฉบับใหม่ ทำให้ภูฏานมีอิสระจากอินเดียมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ
-ความสัมพันธ์กับจีน ภูฏานได้ดำเนินความสัมพันธ์ในลักษณะระแวดระวังกับจีน
เนื่องจากจีนเป็นประเทศมหาอำนาจขนาดใหญ่ที่มีพรมแดนติดกัน ทั้งนี้ ภูฏานได้ใช้นโยบายที่เรียกว่า Conflict Control and Preventive Diplomacy กับจีน เพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างกัน จีนและภูฏานมี กลไกการหารือระดับกระทรวงต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศเป็นประจำทุกปี
- ความสัมพันธ์กับเนปาล ปัญหาผู้อพยพภูฏานในเนปาลนับเป็นปัญหาที่สำคัญ โดยกลุ่มผู้อพยพซึ่งมีอยู่กว่า 100,000 คน อาศัยอยู่ตามชายแดนเนปาลและภูฏาน ในค่ายผู้อพยพจำนวน 7 แห่ง ทั้งสองประเทศได้เจรจากันในเดือนตุลาคม 2546 สามารถตกลงกันได้ในบางประเด็น คือ ผู้อพยพจำนวนกว่าร้อยละ 70 ในค่ายลี้ภัย สามารถเดินทางกลับภูฏานได้ แต่ผู้อพยพเหล่านี้อ้างว่าได้เดินทางออกจากภูฏานเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว เนื่องจากรัฐบาลของภูฏาน (ในขณะนั้น) ซึ่งประกอบด้วยชนเผ่า Drukpa ได้ขับไล่ชนกลุ่มน้อยชาว Lothsampa ออกจากประเทศ โดยอ้างว่าเป็นพวกเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
- ความสัมพันธ์พหุภาคี ภูฏานให้ความสำคัญกับองค์การสหประชาชาติ (United Nations) โดยเห็นว่าการเข้าเป็นสมาชิก UN (เดือนกันยายน 2514) ทำให้ภูฏานมีความสัมพันธ์กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศได้โดยมิต้องมีการจัดตั้งสถานทูตในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งทำให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เป็นประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งยังสามารถเรียนรู้ประสบการณ์ของประเทศต่าง ๆ โดยผ่านการช่วยเหลือจากนานาประเทศและองค์การระหว่าง
ประเทศในเรื่องที่เป็นความต้องการของภูฏานได้ด้วย โดยเฉพาะในด้านของการพัฒนา
- ภูฏานยังเป็นสมาชิกองค์การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด Non-Aligned Movement (NAM) เพื่อ
เป็นการประกาศจุดยืนด้านความเป็นกลาง และเพื่อรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไว้ สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ South Asian Association for Regional Cooperation (SAARC) และBay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation (BIMSTEC) และ Asia Cooperation Dialogue (ACD) เพื่อขยายบทบาทและ ความร่วมมือของภูฏานในทวีปเอเชียให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ในกรอบความร่วมมือ BIMSTEC ภูฏานเข้าเป็นประเทศนำ (lead country) ในสาขาความร่วมมือด้านวัฒนธรรม

4.สภาพเศรษฐกิจของภูฏาน
- ภาคเกษตร ประชากรร้อยละ 90 มีอาชีพทางการเกษตรและป่าไม้ โดยการเพาะปลูกและ การเลี้ยงสัตว์ในหุบเขา เศรษฐกิจของภูฏานขึ้นอยู่กับภาคการเกษตรและป่าไม้ คิดเป็นร้อยละ 33.2 ของ GDP โดยสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ส้ม แอปเปิ้ล ธัญพืช และผลิตภัณฑ์จากนม
- ภาคอุตสาหกรรม มีขนาดเล็กมาก มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนน้อย และมีเทคโนโลยีค่อนข้างล้าหลัง อุตสาหกรรมที่สำคัญของภูฏาน ได้แก่ ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ไม้ ผลไม้แปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และแคลเซียมคาร์ไบด์ อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมและบริการของภูฏานมีการเติบโตมากขึ้นกว่าภาคการเกษตร ในปี 2550 ภาคอุตสาหกรรมมีการเติบโตร้อยละ10.4 และภาคบริการมีการเติบโตร้อยละ 5.7 ในขณะที่ภาคการเกษตรมีการเติบโตร้อยละ 2.5 ส่วนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ในประเทศดำเนินไปค่อนข้างช้า และแทบทั้งหมดต้องอาศัยแรงงานที่อพยพมาจากอินเดีย
- ภูฏานเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมั่นคงและมีดุลการชำระเงินดี
แต่ภูฏานต้องพึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ประมาณร้อยละ 33 ของ GDP เศรษฐกิจของภูฏานยังคงมีความผูกพันกับอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าและเงินกู้แก่ภูฏานอยู่มาก ขณะนี้ ภูฏานอยู่ระหว่างการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความช่วยเหลือจากธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือจากตะวันตกและญี่ปุ่น
- รายได้สำคัญของภูฏานมาจากการส่งออกกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำไปขายให้แก่
อินเดีย ในช่วงแผนพัฒนา (5 ปี) ฉบับที่ 8 (2541-2546) รัฐบาลภูฏานได้สร้างเขื่อนขึ้นใหม่อีก 3 แห่งคือ เขื่อนคูริชู (Kurichhu) เขื่อนบาโชชู (Bashochhu) และเขื่อนทาลา (Tala) ทำให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันได้เป็นปริมาณถึง 1,125.8 เมกกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้สำหรับนำไปใช้พัฒนาประเทศต่อไป
- ภูฏานเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเก็บภาษีน้อยที่สุด รายได้จากการเรียกเก็บภาษีคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.3 ของรายได้รัฐบาล และภาษีจากภาคธุรกิจคิดเป็นร้อยละ 3 เท่านั้น ส่วนรายได้ที่เหลือเป็นรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำให้แก่อินเดีย เงินปันผล ค่าภาคหลวง ภาษีสรรพสามิต และรายได้จากสาธารณูปโภค
- ขณะนี้ภูฏานอยู่ภายใต้แผนพัฒนาประเทศ (5 ปี) ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2551 - 2556) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งในด้านการศึกษา สาธารณสุข การเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

5. สภาพสังคมของภูฏาน
- สังคมของภูฏานเป็นสังคมเกษตรกรรมที่เรียบง่าย ประชาชนดำเนินชีวิตตามวิถีทาง
พุทธศาสนานิกายมหายาน และยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาช้านาน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งนั้นมาจากพระราโชบายของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก (สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 4) พระราชบิดาของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันที่ต้องการให้ภูฏานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของตนไว้ เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนภูฏานใส่ชุดประจำชาติ การอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น และสถาปัตยกรรมแบบภูฏาน ทั้งนี้ แม้จะมีนโยบายเปิดประเทศแต่ภูฏานก็สามารถอนุรักษ์จารีตทางสังคมไว้ได้
- สถาบันกษัตริย์ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวภูฏาน โดยเฉพาะสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก เป็นที่เคารพรักของประชาชนมาก เพราะนอกจากจะเป็นกษัตริย์นักพัฒนาแล้วความเป็นกันเองของพระองค์ในการเสด็จเยี่ยมราษฎรและการเข้าถึงประชาชน ทำให้พระองค์ทรงเป็น “กษัตริย์ของประชาชน” อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญในการปลี่ยนแปลงภูฏานให้เป็นสังคมสมัยใหม่แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทรงใช้หลัก “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” (Gross National Happiness – GNH) แทนการวัดการพัฒนาจากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

6. ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness – GNH)
- สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงริเริ่มปรัชญาในการพัฒนาประเทศที่เรียกว่า “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” โดยความคิดดังกล่าวเน้นการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีความสุขและความพึงพอใจมากกว่าวัดการพัฒนาด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ทั้งนี้ พระองค์ได้ข้อสรุปจากบทเรียนความผิดพลาดในการพัฒนาของโลกในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา และเห็นว่าประเทศจำนวนมากเข้าใจว่าการพัฒนา คือ การแสวงหาความสำเร็จทางวัตถุเพียงอย่างเดียว ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้แลกความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจกับการสูญเสียวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่ดีทางธรรมชาติ และเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งหลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่าประชาชนไม่ได้มีความสุขที่แท้จริง
- อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติก็มิได้ปฏิเสธการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่การพัฒนาด้านต่างๆ จะต้องสมดุลกัน โดยรัฐบาลภูฏานได้พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ประชาชนรทั้ง 4 ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายและแผนงานของรัฐบาลทุกด้าน
- ในทางปฏิบัติ ภูฏานได้บรรจุแนวคิดนี้ให้อยู่ในแผนพัฒสามารถแสวงหาและได้รับความสุขโดยยึดหลักแนวคิดดังกล่าวเป็นพื้นฐานเพื่อให้สามารถรับมือกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อสิ่งท้าทายของโลก โดยมีหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน 2) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 3) การส่งเสริมวัฒนธรรม และ 4) ธรรมรัฐ ซึ่งหลักการนี้ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาประเทศระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2542 (แผนพัฒนาประเทศ (5 ปี) ฉบับที่ 1 เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2504) โดยเน้นการพัฒนาในทุกสาขาของสังคมอย่างรอบด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญด้านสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การขจัดปัญหา
สังคมและความยากจน พร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยทั้งหมดจะดำรงอยู่ด้วยกันในลักษณะกลมกลืนตามหลักพุทธศาสนามหายาน

7. ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
7.1 กระทรวงสาธารณสุขไทยและภูฏานได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาด้านสุขอนามัยระหว่างกัน เมื่อเดือนตุลาคม 2530
7.2 ไทยและภูฏานได้จัดทำความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างกัน
เมื่อเดือนมิถุนายน 2536
7.3 ไทยและภูฏานได้จัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน
เมื่อเดือนเมษายน 2545
7.4 ไทยและภูฏานได้จัดทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับหนังสือเดินทางทูตและราชการ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2547
7.5 ไทยและภูฏานได้จัดทำความตกลงว่าด้วยกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกด้าน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2547
7.6 ไทยและภูฏานได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม
เมื่อเดือนมิถุนายน 2548
7.7 ไทยและภูฏานได้ลงนามพิธีสารเพิ่มเติมความตกลงว่าด้วยกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกด้านเพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของถนน มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2551

8. การเยือนที่สำคัญ
8.1 ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
- เดือนพฤษภาคม 2531 เสด็จฯ เยือนภูฏาน
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
- เดือนมิถุนายน 2534 เสด็จฯ เยือนภูฏาน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
- วันที่ 18-27 มิถุนายน 2550 เสด็จฯ เยือนภูฏาน

รัฐบาล
ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- เดือนพฤศจิกายน 2532 เยือนภูฏานเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต
นายสรจักร เกษมสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- เดือนกันยายน 2547 เยือนภูฏาน
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
- วันที่ 4 – 5 มิถุนายน 2548 เยือนภูฏานอย่างเป็นทางการ
นายแพทย์มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
- วันที่ 8 - 11 มีนาคม 2550 เดินทางเยือนภูฏาน
นายอภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
- วันที่ 25-29 กันยายน 2550 เดินทางเยือนภูฏาน

8.2 ฝ่ายภูฏาน
พระราชวงศ์
สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก
- เดือนมีนาคม 2546 เสด็จฯ เยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์เพื่อทอดพระเนตรโครงการหลวงที่จังหวัดเชียงใหม่ (เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระยศมกุฎราชกุมาร)
- วันที่ 11-20 มิถุนายน 2549 เสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อทรงร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระยศมกุฎราชกุมาร)
- วันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 เสด็จฯ เยือนงานพืชสวนโลก จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2549 รับพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2549 เข้าร่วมพิธีถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรังสิต (เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระยศมกุฎราชกุมาร)
รัฐบาล
เลียนโป ดาวา เชอริ่ง (Lyonpo Dawa Tsering) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- เดือนกรกฎาคม 2532 ภูฏานเยือนประเทศไทย

เลียนโป จิกมี โยวเซอ ทินเลย์(Lyonpo Jigmi Yoeser Thinley) นายกรัฐมนตรี
- เดือนกรกฎาคม 2541 เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ

เลียนโป จิกมี โยวเซอ ทินเลย์ (Lyonpo Jigmi Yoeser Thinley) รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศ
- เดือนพฤษภาคม 2544 เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของ
กระทรวงการต่างประเทศและได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นำคณะเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2544

เลียนโป จิกมี โยวเซอ ทินเลย์ (Lyonpo Jigmi Yoeser Thinley) นายกรัฐมนตรี และ
เลียนโป กานดุ วังชุก (Lyonpo Khandu Wangchuck) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 29 – 31 กรกฎาคม 2547 เยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอด
BIMSTEC ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพฯ
เลียนโป วังดิ นอร์บุ (Lyonpo Wangdi Norbu) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
- ระหว่างวันที่ 16 - 18 มกราคม 2549 เยือนไทยเพื่อเชิญผู้แทนไทยเข้าร่วม
การประชุม RTM for Bhutan รอบที่ 9 ณ นครเจนีวา
เลียนโป คินซาง ดอร์จิ (Lyonpo Kinzang Dorji) รักษาการนายกรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง Works and Human Settlement
- ระหว่างวันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2550 เยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อกล่าวเปิดการประชุม The 3rd International Conference on Gross National Happiness ที่กรุงเทพฯ
ดาโช เพ็นจอร์ (Dasho Penjore) เลขาธิการพระราชวัง
- ระหว่างวันที่ 4 – 12 ธันวาคม 2550 เยือนไทยในฐานะแขกของสถานเอกอัคราชทูต ณ กรุงธากา เพื่อเยี่ยมชมและดูงานโครงการหลวงต่างๆ

เลียนเชน จิกมิ วาย ทินเลย์ (Lyonchoen Jigmi Y. Thinley) นายกรัฐมนตรี
- เข้าถวายพวงมาลาหน้าพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันอังคารที่ 30 กันยายน 2551 ระหว่างการแวะพักเปลี่ยนเครื่องบินที่ไทยเพื่อเดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ สหประชาชาติ

เลียนโป ชางกับ ดอร์จี (Lyonpo Chenkyab Dorji) ประธานสภาองคมนตรี
-ระหว่างวันที่ 22 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2552เยือนไทยเพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เข้าเฝ้าหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี และเยี่ยมชมโครงการหลวงที่จังหวัดเชียงใหม่ และเข้าพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

สำนักงานไทยในภูฏาน กรุงทิมพู (สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทย) และกรุงธากา (สถานเอกอัครราชทูต)

สำนักงานภูฏานในไทยกรุงเทพฯ (สถานเอกอัครราชทูต)


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

60 คน

 สถิติเมื่อวาน

1197 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

24358 คน

226395 คน

3190278 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official