สาธารณรัฐมอลตา
Republic of Malta
 
ข้อมูลทั่วไป
ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ประกอบด้วยหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตอนกลาง เกาะที่มีขนาดใหญ่และมีประชาชนอาศัยอยู่ ได้แก่ มอลตา โกโซ(Gozo) โคมิโน (Comino) โคมินอตโต (Cominotto) และฟิลฟลา (Filfla)
โดยเกาะมอลตาเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ห่างจากเกาะซิซิลีของอิตาลีไปทางใต้ 93 กิโลเมตร และห่างจากชายฝั่งประเทศลิเบีย 290 กิโลเมตร มอลตาไม่มีภูเขาหรือแม่น้ำ

เมืองหลวง วัลเล็ตตา (Valletta) ตั้งอยู่บนเกาะมอลตา

เมืองสำคัญ Sliema Birkirkara Qormi Rabat Victoria

จำนวนประชากร 405,165 คน

เชื้อชาติ อิตาเลียน อาหรับ ฝรั่งเศส

ภาษาราชการ มอลติส (Maltese) และอังกฤษ

ศาสนา โรมันคาธอลิก ร้อยละ 98

วันชาติ 21 กันยายน (ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2507)

สกุลเงิน ยูโร โดย 1 ยูโร = 47.15 บาท (ณ วันที่ 20 ม.ค. 2553)
การเมืองการปกครอง
ระบบการเมือง สาธารณรัฐ

รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภาโดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข
ทั้งนี้ ตำแหน่งประธานาธิบดีของมอลตาเป็นตำแหน่งเชิงพิธีการ โดยอำนาจในการกำหนดนโยบายบริหารประเทศนั้นอยู่ที่นายกรัฐมนตรี

ประมุข ประธานาธิบดี นายจอร์จ อะเบลา (George Abela) รับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 2552

นายกรัฐมนตรี นาย Lawrence Gonzi ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 (สมัยเเรกเมื่อ 23 มีนาคม 2547 และสมัยที่ 2 เมื่อ 10 มีนาคม 2551)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายโทนิโอ บอก (Tonio Borg) รับตำแหน่งตั้งแต่ 23 มีนาคม 2547

พรรคการเมือง พรรคการเมืองสำคัญ ได้แก่
- พรรค Nationalist (PN) หัวหน้าพรรค คือ นาย Lawrence Gonzi นายกรัฐมนตรี
- พรรค Malta Labor (MLP) หัวหน้าพรรค คือ นาย Alfred Sant
- พรรค Alternativa Demokratika (green party) หัวหน้าพรรค คือ นาย Harry Vassallo

ภูมิหลังการเมืองการปกครอง - นโยบายด้านการต่างประเทศ
มอลตาเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 2344 และได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2507 โดยได้รับความช่วยเหลือด้านการป้องกันประเทศและการเงินตามข้อตกลงที่มีกับอังกฤษเป็นระยะเวลา 10 ปี มอลตาเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2507 และยังอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ อย่างไรก็ดี ในช่วงสงครามเย็น มอลตามีรัฐบาลที่มาจากพรรคแรงงาน นำโดยนาย Dom Mintroff ซึ่งมีแนวทางสังคมนิยม-ชาตินิยม จึงดำเนินนโยบายด้านต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-alignment) อย่างจริงจัง และได้ขอยกเลิกความตกลงที่ทำไว้กับอังกฤษฉบับปี 2507 และปี 2515 โดยขอทำความตกลงฉบับใหม่ซึ่งมีเนื้อหาที่จะรักษาอธิปไตยของประเทศและเพื่อเป็นหลักประกันว่า มอลตาจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่จากการที่มีฐานทัพนาโตประจำอยู่ในมอลตา ความตกลงฉบับใหม่มีระยะเวลา 7 ปี (ปี 2515-2522) สาระสำคัญโดยสรุปคืออังกฤษต้องจ่ายค่าเช่าในการคงฐานทัพในมอลตา 14 ล้านปอนด์ต่อปี ต่อมา ในเดือนมีนาคม 2522 รัฐบาลมอลตาได้ขอยกเลิกการต่อสัญญาให้เช่าพื้นที่สำหรับเป็นฐานทัพ ทำให้กองกำลังอังกฤษต้องถอนกำลังออกจากมอลตาตั้งแต่นั้นมา นอกจากนี้ รัฐบาลมอลตายังมีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจและการค้ากับหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา อิตาลี สหภาพโซเวียต จีน กลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออก ลิเบีย ตูนิเซีย และตกลงรับความช่วยเหลือด้านวิชาการจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะลิเบีย อีกทั้งได้ลงนามในความตกลงรับรองความเป็นกลางและการร่วมมือทางการค้ากับประเทศต่างๆ ผลของการดำเนินนโยบายด้านต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างจริงจังทำให้ในปี 2524 สหภาพโซเวียตและอิตาลีได้ตกลงรับรองความเป็นกลางของมอลตา โดยเฉพาะอิตาลี ได้ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการและการเงินแก่มอลตาเป็นระยะเวลา 5 ปี นอกจากนั้น มอลตายังมีความตกลงร่วมกับประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ในปี 2513 ซึ่งได้ต่ออายุความตกลงมาจนถึงปัจจุบันในเวทีระหว่างประเทศ ปัจจุบัน มอลตาเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญหลายองค์การ อาทิ สหประชาชาติ กลุ่ม 77 IAEA OSCE UNCTAD UNESCO เป็นต้น
มอลตาได้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) ตั้งแต่เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 มอลต้าได้เพิ่มบทบาทของตนเองในนโยบาย EU-Mediterranean ซึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้าน การเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม ระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศอื่นๆ (โมรอโค อัลจีเรีย ตูนิเซีย อียิป อิสราเอล ปาเลสไตน์ จอร์แดน เลบานอน ซีเรีย และ ตุรกี
ในเดือน กุมภาพันธ์ 2549 กระทรวงการต่างประเทศมอลต้าเสนอนโยบายด้านการต่างประเทศซึ่งเน้น
การเพิ่มพูนความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ ระหว่างมอลต้ากับประเทศอื่นที่ชาวมอลต้าได้ย้ายถิ่นฐานไป

นโยบายในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
• นายจอร์จ อะเบลาได้กล่าวไว้ในสุนทรพจน์ในพิธีสาบานตน ว่า ได้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงที่มอลตาเผชิญสิ่งท้าทายต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ อาทิ การสร้างงาน และการลงทุนในสาขาวิทยาศาสตร์ การวิจัย และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่ออนาคตของประเทศ ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม และด้านสังคมที่จะต้องให้ความสำคัญกับครอบครัว การเปิดกว้างและความเห็นอกเห็นใจระหว่างกันในสังคม พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเพียร ซื่อสัตย์ และเพื่อประโยชน์ของประเทศ
• รัฐบาลปัจจุบันของนายลอเรนซ์ กองซี มีแนวทางการบริหารประเทศ ตามแผน VISION 2015 โดยมุ่งพัฒนา 7 ด้าน ดังนี้ (1) การบริการด้านการเงิน (2) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (3) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (4) ภาคการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่ม (5) สาธารณสุข (6) การศึกษา และ (7) การพัฒนาเกาะโกโซ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของมอลตาให้เป็นตัวอย่างของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
• สำหรับนโยบายต่างประเทศ รัฐบาลมอลตาให้ความสำคัญกับประเทศในภูมิภาคยุโรป-เมดิเตอร์เรเนียน และมุ่งใช้การเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป และตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เป็นสะพานในการสร้างสันติภาพและความมั่งคั่งในภูมิภาค ตลอดจนมุ่งรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้การเจรจาในประเด็นต่างๆ อาทิ การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การสำรวจน้ำมัน สิทธิในการประมง และประเด็นทางทะเล ดำเนินไปได้ด้วยดี

เศรษฐกิจการค้า
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 9.801 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551)

อัตราการเติบโตของ GDP ร้อยละ 2.7 (2551)

รายได้เฉลี่ยต่อหัว 24,200 ดอลลาร์สหรัฐ (2551)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 4.7 (2551)

ปริมาณการส่งออก 2.459 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2552)

ปริมาณการนำเข้า 3.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2552)

สินค้าส่งออกสำคัญ เครื่องจักรและอุปกรณ์เกี่ยวกับการขนส่ง สินค้าอุตสาหกรรม

ตลาดส่งออกที่สำคัญ เยอรมนี สิงคโปร์ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร

สินค้านำเข้าสำคัญ เครื่องจักรและอุปกรณ์เกี่ยวกับการขนส่ง ผลิตภัณฑ์เคมี พลังงาน น้ำ อาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ อิตาลี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี สิงคโปร์

ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ หินปูน เกลือ พื้นดินที่เหมาะกับการเพาะปลูก

อุตสาหกรรมหลัก การท่องเที่ยว อิเล็กทรอนิกส์ การต่อและซ่อมเรือ การก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ รองเท้าและอุปกรณ์ ยาสูบ

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐมอลตา
ความสัมพันธ์ทางการทูต
ประเทศไทยและมอลตาได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2527 โดยไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน รับผิดชอบดูแลประสานงานและติดต่อกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่มอลตาประจำกรุงลอนดอน ต่อมา เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2535 ไทยได้ปรับเปลี่ยนให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโรมมีเขตอาณาครอบคลุมมอลตา ต่อมา ในปี 2540 ไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเอเธนส์มีเขตอาณาครอบคลุมมอลตามาจนถึงปัจจุบัน


ความสัมพันธ์ทางการเมือง
แม้ไทยและมอลตาจะอยู่ห่างไกลกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศดำเนินมาโดยราบรื่น ไม่มีปัญหาทางการเมืองใดเป็นการเฉพาะระหว่างกัน

ความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ
แม้ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับมอลตา และโอกาสทางการค้ากับมอลตายังมีอยู่น้อย นอกจากนั้น มอลตายังไม่น่าสนใจนักในด้านการลงทุน เพราะเป็นประเทศที่เล็กที่สุดใน EU แต่ทั้งสองประเทศต่างมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน อาทิ การลงทุน การท่องเที่ยว การเดินเรือ และการศึกษา เป็นต้น รวมทั้งอาจพิจารณาอาจขยายตลาด Niche Markets ในสาขาอาหารและ ICT ได้อีกด้วย

มูลค่าการค้ารวม (ปี 2552)
50.30 ล้าน USD โดยไทยส่งออก 13.1 ล้าน USD ไทยนำเข้า 37.2 ล้าน USD ไทยขาดดุล 24.1 ล้าน USD

สินค้าส่งออกของไทย
เม็ดพลาสติก อาหารทะเลกระป๋อง/แปรรูป แผงวงจรไฟฟ้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป อาหารสัตว์เลี้ยง เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ไก่แปรรูป ข้าว เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ

สินค้านำเข้าจากมอลตา
แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เครื่องมือเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก


ความตกลงทวิภาคีที่อยู่ระหว่างการเจรจา/จัดทำ
อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย-มอลตา (Agreement for the Avoidance of Double Taxation)

การท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวมอลตาเดินทางมาไทย 813 คน (ม.ค.-ก.ย. 2552)

คนไทยในมอลตา
มีคนไทยอาศัยอยู่ในมอลตาประมาณ 200 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ หญิงไทยที่แต่งงานกับคนมอลตา คนไทยในกิจการด้านบริการ และ แรงงานไทย


ร้านอาหารไทยในมอลต้า
ปัจจุบันมีร้านอาหารไทย 2 ร้านในมอลต้า ทั้งสองร้านมีเจ้าของชาวต่างชาติและพ่อครัวและแม่ครัวเป็นชาวไทย

การแลกเปลี่ยนการเยือน
ฝ่ายมอลตา มิถุนายน 2536 นาย Guido de Marco รองนายกรัฐมนตรีมอลตาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยนั้นเดินทางเยือนไทย
ฝ่ายไทย ฝ่ายไทยยังไม่เคยเดินทางไปเยือนมอลตาในทุกระดับ

หน่วยงานของไทยในมอลตา
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเอเธนส์
สาธารณรัฐเฮลเลนิก
มีเขตอาณาดุแลสาธารณรัฐมอลตา
Royal Thai Embassy 23 Taigetou StreetP.O. Box 65215, Athens Hellenic Republic
Tel. (301) 671-0155, 671-5604672-7674,675-5155
Fax (301) 674-9508
E-mail : thaiath@mail.otenet.gr

เอกอัคราชทูตไทยประจำกรุงเอเธนส์ (Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary)
นายพฤทธิพงศ์ กุลทนันทน์

สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำสาธารณรัฐมอลตา
Royal Thai Consulate 45 Regent House, Bisazza Street Sliema
Republic of Malta
Tel (356) 335-852, 338-175
Fax (356) 319-324

กงสุลกิตติมศักดิ์ (Honorary Consul)
Mr. William Hugh Carbonaro

หน่วยงานของมอลตาในไทย
สถานกงสุลกิตติมศักดิ์มอลตาประจำประเทศไทย (Consulate of the Republic of Malta)
The Consulate of the Republic of Malta
485/21 Silom Road Bangkok 10500
Office hour 09.00-15.30 (Mon-Fri)
Tel. 0-2235-9423-4
Fax 0-2236-6538

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

512 คน

 สถิติเมื่อวาน

1302 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

29002 คน

231039 คน

3194922 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official