สาธารณรัฐรวันดา
Republic of Rwanda
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้งรวันดาเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล ทิศเหนือติดกับยูกันดา ทิศใต้ติดกับบุรุนดี ทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ซาอีร์) ทิศตะวันออกติดกับแทนซาเนีย

พื้นที่ 26,338 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงคิกาลี (Kigali)

ประชากร 9.7 ล้านคน (2551)

ภูมิอากาศ อากาศอบอุ่นประมาณ 21 องศาเซลเซียสในเขตเมืองหลวง เขตภูเขาไฟทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือจะมีฝนตกหนักและอุณหภูมิต่ำ อากาศจะอุ่นกว่าและแห้งกว่าในตอนกลางของที่ราบสูง ปริมาณน้ำฝนต่อปีอยู่ที่ระดับ 1,140 มิลลิเมตร ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม และ ตุลาคม – ธันวาคม

ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส Kinyarwanda Bantu และ Swahili

ศาสนา คริสต์(นิกายโรมันคาทอลิก 56.5%) คริสต์ (นิกายโปรเตสแตนท์ 26%)อิสลาม 4.6%คริสต์ (Adventist) 11.1% ไม่นับถือศาสนา 1.7% ความเชื่อดั้งเดิม 0.1%

ระบบการปกครอง แบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ

ประธานาธิบดี Mr. Paul Kagame

นายกรัฐมนตรี Mr. Bernard Makuza

รัฐมนตรีต่างประเทศ Mrs. Rosemary Museminali

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ในอดีต ดินแดนรวันดาเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนเผ่า Hutu ซึ่งใช้ชีวิตโดยการทำเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 14 ชนเผ่า Tutsi เริ่มอพยพเข้ามาในดินแดนแถบนี้ และเริ่มเข้าควบคุมระบบการเมือง การปกครอง และการทหาร ในศตรรษที่ 19 กษัตริย์ของชนเผ่า Tutsi ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีเพียงร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมด ได้ครอบครองดินแดนแถบนี้ไว้ได้ทั้งหมด

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ดินแดนแถบนี้ตกอยู่ในอาณัติของสันนิบาตชาติ ซึ่งมอบหมายให้เบลเยี่ยมเป็นผู้ดูแล และได้ตั้งชื่อดินแดนแห่งนี้ว่า Ruanda – Urundi (ปัจจุบันคือ รวันดาและบุรุนดี) หลังจากเข้ามาควบคุมดินแดน เบลเยี่ยมได้นำทรัพยากรแร่ธาตุภายในรวันดามาใช้และเริ่มการเพาะปลูกกาแฟ ตลอดจนเพิ่มอำนาจการปกครองให้แก่ชนเผ่า Tutsi ในขณะที่ลดความสำคัญของชนเผ่า Hutu ลง เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่าง 2 ชนเผ่า ซึ่งเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังระหว่างกัน ในที่สุดความขัดแย้งระหว่าง Hutu และ Tutsi ได้ปะทุขึ้นครั้งแรกในปี 2502 โดยชาว Hutu ได้ก่อกบฏโค่นล้มอำนาจกษัตริย์ Tutsi ได้สำเร็จ รวมทั้งสังหารและขับไล่ชาว Tutsi ออกจากดินแดน หลังจากนั้นชนเผ่า Hutu ได้เข้ามาบริหารประเทศและกุมอำนาจทางทหาร และใช้ชื่อประเทศว่า สาธารณรัฐรวันดา

ต่อมาในปี 2504 เบลเยี่ยมจัดให้มีการลงประชามติเลือกการปกครอง ซึ่งชาวรวันดาได้ตัดสินใจที่จะปกครองตนเอง และในวันที่ 1 กรกฎาคม 2505 เบลเยี่ยมได้มอบเอกราชให้แก่รวันดา

หลังจากได้รับเอกราช รวันดาได้จัดการเลือกตั้งภายในประเทศ โดยนาย Gregoire Kayibanda สังกัดพรรค Parmehutu (Parti de l’ emancipation du peuple Hutu) ของชาวเผ่า Hutu ได้รับชัยชนะและได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของรวันดา โดยเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล และริเริ่มการจัดทำรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ในปี 2506 – 2507 เกิดสงครามระหว่างเผ่า Tutsi และ Hutu อีกครั้ง ทำให้ชาวเผ่า Tutsi ถูกสังหารหลายพันคนและอีกหลายหมื่นคนหนีเข้าประเทศยูกันดาและบุรุนดี

ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2516 พลเอก Juvenal Habyarimana ชนเผ่า Hutu ได้ทำการปฏิวัติขับไล่นาย Kayibanda ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี โดยไม่มีเหตุการณ์นองเลือด และขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นาย Habyarimana ยึดมั่นในนโยบายที่จะสร้างความเป็นเอกภาพภายในรวันดา และต้องการให้ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าทั้งสองสิ้นสุดลง จากนโยบายดังกล่าวทำให้นาย Habyarimana ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก อาทิ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐฯ

ในปีต่อมา นาย Habyarimana ประกาศจัดตั้งพรรค Mouvement Revolutionnaire National pour le Development (MRND) และในปี 2521 ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ โดยยังคงยึดนโยบายขจัดลัทธินิยมเผ่าพันธุ์ และต้องการสร้างความสามัคคีและความเป็นปึกแผ่นให้แก่ประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนาย Habyarimana ยังต้องแก้ไขปัญหาภายในประเทศมากมาย โดยเฉพาะภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจเนื่องจากชาว Hutu ที่หนีภัยจากการสู้รบได้ทะยอยเดินทางกลับมายังรวันดาเป็นจำนวนมาก ประกอบกับภาวะราคากาแฟโลกตกต่ำถึงขีดสุดทำให้สภาพเศรษฐกิจรวันดาอยู่ในภาวะย่ำแย่ นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี 2533 กลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติชาวรวันดา (Rwandanese Patriotic Front: RPF) ชนเผ่า Tutsi ได้เข้าโจมตีรวันดา ทำให้เกิดการสู้รบกันอย่างหนักในกรุงคิกาลีและเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมือง

สงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลและ RPF เริ่มต้นในปี 2533 และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสภาพเศรษฐกิจของรวันดา นาย Habyarimana ได้ขอความช่วยเหลือจากสหประชาชาติและผู้นำแอฟริกาหลายประเทศให้เป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าทั้งสอง และเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2536 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพอารูชา (Arusha Peace Accord) เพื่อให้หยุดยิง ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสันติภาพระหว่างชนเผ่า Hutu และ Tutsi และเป็นการริเริ่มสร้างรัฐบาลผสมระหว่างสองชนเผ่า ตลอดจนได้มีการจัดตั้งภารกิจสหประชาชาติเพื่อสนับสนุนรวันดา (United Nations Assistance Mission for Rwanda: UNAMIR) เพื่อแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม กระบวนการสันติภาพต้องหยุดชะงักไป เนื่องจาก ประธานาธิบดี Habyarimana ได้ถึงแก่อสัญกรรมจากเหตุการณ์เครื่องบินถูกยิงตกขณะร่อนลงที่สนามบินแห่งชาติในกรุงคิกาลี เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2537 และเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นชนวนสำคัญที่ก่อให้เกิดการปลุกระดมให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาว Tutsi

หลังจากที่นาย Habyarimana ถึงแก่อสัญกรรม Dr.Theodore Sindikubwabo ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการภาวะวิกฤติ (Crisis Committee) ที่นำโดย Colonel Theoneste Bagosora ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราว โดยมีนาย Bagosora เป็นหัวหน้ารัฐบาล และผู้นำกองกำลังทหารรวันดา (Rwanda Armed Forces: RAF) ซึ่งมีนโยบายการปกครองประเทศที่แตกต่างจากอดีตประธานาธิบดี Habyarimana อย่างสิ้นเชิง

สถานการณ์ในรวันดาเริ่มมีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้งเมื่อนาย Bagosora มีนโยบายต่อต้านชนเผ่า Tutsi และไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงสันติภาพอารูชา สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อนาง Agathe Uwilingiyiman นายกรัฐมนตรีรวันดาสมัยรัฐบาลนาย Habyarimana ถูกลอบสังหารพร้อมเจ้าหน้าที่ทหารประจำภารกิจ UNAMIR ชาวเบลเยี่ยม 10 คน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กองกำลังเบลเยี่ยมที่ปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจ UNAMIR ถอนกำลัง และสหประชาชาติภายใต้ความเห็นของฝรั่งเศส ประเมินว่าสถานการณ์ในรวันดารุนแรงเกินไป และอาจเป็นการแทรกแซงกิจการภายในรวันดา ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตัดสินใจลดกำลังทหารลง โดยเหลือเจ้าหน้าที่ทหารประจำภารกิจ UNAMIR 260 นาย (จากอัตรากำลังพลเต็มจำนวน 5,500 นาย) และมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนเพื่ออพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ชาวเผ่า Tutsi และ Hutu จำนวนมากยังคงอาศัยอยู่ภายในประเทศรวันดา

ในขณะนั้น รัฐบาลนาย Sindikubwabo และนาย Bagosora เริ่มทำการปลุกระดมชาว Hutu ครั้งใหญ่ผ่านทางสื่อ สิ่งพิมพ์และวิทยุกระจายเสียง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสังหารชาว Tutsi ทุกคนในรวันดา และหากชาว Hutu ไม่ทำตามจะถูกสังหารด้วยเช่นกัน การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนเผ่า Tutsi เริ่มต้นขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 6 เมษายน 2537 ที่เมือง Gisenyi โดยนายกเทศมนตรีได้แจกจ่ายอาวุธให้แก่ชาว Hutu เพื่อสังหารชาว Tutsi จากนั้นเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันได้แพร่ขยายไปแทบทุกภูมิภาคของรวันดา นอกเหนือจากการสังหารหมู่แล้วยังมีสตรีและเด็กหญิงชนเผ่า Tutsi จำนวนมากที่ถูกข่มขืน จากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาว Tutsi ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน – กลางเดือนกรกฎาคม 2537 สหประชาชาติคาดว่ามีผู้เสียชีวิต (ทั้งชาว Tutsi และ Hutu) ไม่ต่ำกว่า 800,000 คน และผลจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และข่มขืนเป็นสาเหตุหลักของปัญหาสังคมของรวันดาในปัจจุบัน

หลังจากนั้น สหประชาชาติประกาศว่า การกระทำของรัฐบาลนาย Sindikubwabo และนาย Bagosora เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาว Tutsi และในวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีมติให้เพิ่มกำลังพลให้แก่ภารกิจ UNAMIR เป็นจำนวน 5,500 นาย

ในเดือนกรกฎาคม 2537 กลุ่ม RPF ล้มล้างรัฐบาลนาย Sindikubwabo ได้สำเร็จและแต่งตั้งให้นาย Pasteur Bizimungu นักประนีประนอมไกล่เกลี่ยชาว Hutu เป็นประธานาธิบดี ส่วนรัฐบาลนาย Sindikubwabo ได้หลบหนีไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ซาอีร์) และจัดตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นทางภาคตะวันออกของซาอีร์ ในเดือนถัดมา ประธานาธิบดี Pasteur Bizimungu และกลุ่ม RPF ได้เรียกร้องให้สหประชาชาติทำการสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อปี 2537 และนำตัวผู้มีส่วนร่วมวางแผนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังกล่าวมาลงโทษ

ปัญหาสำคัญภายหลังสงครามกลางเมืองและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ช่วงปี 2537-2538 คือ การตัดสินคดีที่เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นับตั้งแต่การเริ่มพิจารณาคดีเหล่านี้ในปี 2539 รัฐบาลได้ตัดสินไปแล้วกว่า 10,000 คดี แต่คาดว่ายังเหลือจำนวนผู้เรียกร้องความเป็นธรรมอีกกว่า 90,000 คน โดยองค์กรที่มีบทบาทสำคัญคือ UN International Criminal Tribunal for Rwanda (ICTR) โดยมีผู้พิพากษา Hassan Bubacar Jallow ซึ่งเป็นผู้พิพากษาชาวแกมเบียที่มีความเชี่ยวชาญคดีสงครามของสหประชาชาติเป็นหัวหน้าสำนักงานและศาลที่ตั้งอยู่ที่เมืองอารูชา ประเทศแทนซาเนีย และได้ตัดสินคดีสำคัญๆ ไปแล้วกว่า 50 คดี ถึงแม้ว่า ICTR จะมีบทบาทสำคัญมากในการลงโทษผู้กระทำผิดคนสำคัญๆ รวมทั้งปฏิรูปการตัดสินคดีสงคราม (เช่น การนิยามว่าการข่มขืนเป็นการกระทำฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วย) แต่ความน่าเชื่อถือของ ICTR ก็ถูกลิดรอนด้วยข้อจำกัดว่า ICTR จะไม่ตั้งข้อกล่าวหากับสมาชิกพรรค RPF รวมทั้งจะไม่สืบสวนคดีที่เครื่องบินของนาย Habyarimana ถูกยิงตกจนเป็นชนวนสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่ง ICTR ต้องทำตามเงื่อนไขทั้งสองเพราะต้องการความร่วมมือจากรัฐบาลรวันดา

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา พรรค RPF ได้เสริมสร้างฐานอำนาจขึ้นอย่างมั่นคง และในปี 2546 รัฐบาลได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปด้วยระบบหลายพรรคขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่รวันดาได้รับเอกราช โดยนาย Paul Kagame ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น (อย่างเป็นทางการด้วยอัตราร้อยละ 95) ถึงแม้ว่า พรรค RPF จะมิได้มีเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ แต่พรรคร่วมรัฐบาลอีก 6 พรรคต่างให้การสนับสนุนนาย Kagame และการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี 2553

การเมืองการปกครอง
1. การเมืองการปกครอง
รวันดามีระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล และระบบการปกครองประกอบด้วยฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ
ฝ่ายบริหาร ประกอบด้วย ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง และดำรงตำแหน่งคราวละ 7 ปี ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี สำหรับฝ่ายนิติบัญญัติของรวันดาเป็นระบบรัฐสภาแบบสภาเดียว และมีสมาชิกรัฐสภา จำนวน 70 คน และฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วย ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง

รวันดา แบ่งเขตการปกครองท้องถิ่นออกเป็น 12 เขต ได้แก่ Kinyarwanda Butare, Byumba, Cyangugu, Gikongoro, Gisenyi, Gitarama, Kibungo, Kibuye, Kigali, Kigaliville, Umutara, Ruhengeri

2. เศรษฐกิจและสังคม
รวันดาเป็นประเทศยากจน จัดอยู่ในกลุ่ม HIPC (Heavily Indebted Poor Countries) ไม่มีทางออกทะเล ทรัพยากรธรรมชาติน้อย มีอัตราความหนาแน่นของประชากรสูงสุดในแอฟริกา เศรษฐกิจขึ้นอยู่กับเกษตรกรรม ประชากรร้อยละ 90 อยู่ในภาคการเกษตร การส่งออกกาแฟและชาเป็นรายได้สำคัญของประเทศ แต่รายได้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาในตลาดโลก รวันดามีอุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุกและวุลแฟรม มีการค้นพบก๊าซธรรมชาติประมาณ 57,000 ล้านลูกบาศก์เมตรใต้ทะเลสาบ Kivu นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ คือ การสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำร่วมกับแทนซาเนียบนปากแม่น้ำ Rusumo ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาลุ่มน้ำ Kagera

รวันดาพยายามพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ส่งเสริมการลงทุนของต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าร่วมลงทุนกับรัฐบาล และได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของ EAC (East African Community) ซึ่งเดิมประกอบด้วย เคนยา แทนซาเนีย และยูกันดา ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และที่ประชุมระดับผู้นำสมัยพิเศษครั้งที่ 5 (5th Extraordinary Summit of the Heads of State) ของ EAC เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2550 (2007) มีมติรับรวันดาและบุรุนดีเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ โดยมีผลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2550

รวันดามีนโยบายเปิดเสรีทางการค้าเพื่อกระตุ้นให้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจระดับมหภาค เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายพัฒนาประเทศที่มุ่งขจัดความยากจน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประเทศของรวันดายังคงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างชาติ โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหราชอาณาจักร เบลเยียม สหภาพยุโรป สหประชาชาติ และจีน

ในด้านการส่งออก รวันดาเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการการส่งออกและนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันรวันดาได้เข้าเป็นสมาชิก East Africa Community (EAC) ทำให้แนวโน้มการส่งออกและนำเข้าในอนาคตมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

รวันดามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดกับแอฟริกาใต้ เพราะเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยเฉพาะภาคธุรกิจด้านการบริการ ในด้านโทรคมนาคม การบิน และการท่องเที่ยว

ปัจจุบัน รวันดาเป็นประเทศหนึ่งในแอฟริกาที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุด เนื่องจากได้รับความช่วยหลือจากประชาคมโลกในการฟื้นฟูประเทศหลังจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประกอบกับความมั่นคงทางด้านการเมืองที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาภายในประเทศที่รัฐบาลต้องดำเนินการแก้ไขเป็นกรณีเร่งด่วน ได้แก่ (1) การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน เนื่องจากรวันดามีพื้นที่น้อยและมีปัญหาเรื่องพื้นที่ทำกินไม่เพียงพอ ประชาชนต้องทำลายป่าไม้เพื่อให้มีที่ทำกิน ผลที่ตามมา คือ ความแห้งแล้ง พื้นดินมีคุณภาพเลวลง นอกจากนั้น ยังประสบปัญหาการขาดเทคโนโลยีด้านการเกษตร ส่งผลให้การเพาะปลูกได้ผลน้อยลง ทำให้ผลิตอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการพัฒนา ทั้งด้านการเกษตร และการขาดแคลนบุคลากร (2) ปัญหาการแย่งชิงอำนาจการปกครองและเศรษฐกิจระหว่างพลเมืองของรวันดาที่เป็นชนเผ่า Tutsi และ Hutu ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นเอกภาพของชาติ และส่งผลกระทบสู่บุรุนดี

3. นโยบายต่างประเทศ
รวันดาดำเนินบทบาทเชิงรุกในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งในระดับทวิภาคีและในพหุภาคี ในระดับทวิภาคี รวันดามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเมืองของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic Congo – DRC) โดยกลุ่ม RPF ได้ช่วยให้นาย Laurent Kabila ขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ต่อมาในปี 2541 นาย Kabila กลับลิดรอนอิทธิพลของ RPF พร้อมทั้งขับไล่กองกำลังของ RPF ออกจาก DRC รวมทั้งให้ที่พักพิงแก่กลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลรวันดา (กลุ่มที่สำคัญที่สุดชื่อ Forces D?mocratiques de Lib?ration du Rwanda – FDLR) และเป็นชนวนให้ยูกันดาและรวันดาเปิดสงครามกับ DRC จนกระทั่งรัฐบาลแอฟริกาใต้ได้พยายามไกล่เกลี่ยให้ยุติสงครามในปี 2547 ทั้งนี้ รวันดาและ DRC ยังคงมีความตึงเครียดตามแนวชายแดนเพราะรวันดากล่าวหาว่า DRC ให้ที่พักพิงแก่กลุ่มกบฏ Hutu ซึ่งเข้ามาก่อการในรวันดาอยู่ตลอด อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา รัฐบาลที่นำโดยนาย Joseph Kabila ของ DRC ได้พยายามแสดงความร่วมมือกับรัฐบาลรวันดามากขึ้น เนื่องจากทั้งสองประเทศต้องการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกัน และในเดือนพฤศจิกายน 2550 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพ (peace agreement) โดยรัฐบาลรวันดายืนยันว่าจะป้องกันไม่ให้กลุ่มติดอาวุธชาว Tutsi ที่เป็นศัตรูกับรัฐบาล DRC หลบหนีเข้ารวันดา และ DRC จะใช้กองกำลังของ DRC เข้าปราบปรามกลุ่ม FDLR

รวันดาและยูกันดาเคยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด แต่ต่อมาผู้นำของทั้งสองประเทศหมางเมินกัน เนื่องจากในช่วงปลายปี 2542 ถึงกลางปี 2543 เกิดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศใน DRC แต่ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายพยายามปรับปรุงความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ และมีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อรวันดาเข้าร่วมเป็นสมาชิกประชาคมแอฟริกาตะวันออก EAC

ในส่วนความสัมพันธ์กับบุรุนดีอยู่ในเกณฑ์ดีไม่มีความขัดแย้งระหว่างกัน และมีผลประโยชน์ร่วมกันในเรื่องการปราบกบฏ Hutu ส่วนแทนซาเนียมีระดับความสัมพันธ์ที่ดี แต่ไม่ใกล้ชิดกันมาก

รวันดามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดกับแอฟริกาใต้ เพราะเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ รวมทั้งแอฟริกาใต้เคยเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างรวันดากับคู่สงครามอื่นๆ หลายครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างรวันดากับประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ โดยทั่วไปยังอยู่ในเกณฑ์ดี และยังได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร สวีเดน และเบลเยียม ยังคงให้การสนับสนุนด้านมนุษยธรรมผ่านรัฐบาล สำหรับสหรัฐฯ ริเริ่มให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้แก่รวันดา โดยได้จัดตั้งโครงการ President's Emergency Plan for AIDS Relief (PEPFAR) และ the President's Malaria Initiative โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการแผ่กระจายของโรคติดต่อในรวันดา โดยเฉพาะ โรคเอดส์และมาลาเรีย ตลอดจนส่งเสริมให้รวันดาพัฒนาระบบเศรษฐกิจในชนบท

ความสัมพันธ์ระหว่างรวันดากับฝรั่งเศสมีแนวโน้มดีขึ้น ถึงแม้ว่าเมื่อปี 2549 รัฐบาลฝรั่งเศสได้กล่าวหานาย Paul Kagame อย่างเป็นทางการว่า เป็นผู้บงการให้ RPF ยิงเครื่องบินของนาย Habyarimana ตก จนเป็นชนวนสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทำให้นาย Kagame ตัดความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสโดยสิ้นเชิง แต่นาย Nicholas Sarkozy ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของฝรั่งเศสกำลังพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยได้ส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปเยือนรวันดาในเดือนกันยายน 2550 และคาดว่าทั้งสองประเทศจะมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2554

รวันดามีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น โดยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์กรที่สำคัญหลายองค์กร อาทิ องค์การสหประชาชาติ สหภาพแอฟริกา (AU) กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งแอฟริกา (Economic Commission for Africa – ECA) ธนาคารเพื่อการพัฒนาทวีปแอฟริกา Economic Community of the Great Lakes Countries (กรุง Kigali เป็นที่ตั้งสำนักงานของประชาคมฯ ซึ่งก่อตั้งร่วมกับบุรุนดีและ DRC) องค์การพัฒนาลุ่มแม่น้ำ Kagera (เป็นที่ตั้งสำนักงานขององค์การฯ ซึ่งตั้งร่วมกับบุรุนดี แทนซาเนีย และยูกันดา เมื่อปี 2521) Lakes Tanganyika and Kivu Basin Commission (ตั้งในปี 2518 มีบุรุนดี แทนซาเนีย DRC และแซมเบียเป็นสมาชิกร่วม) เป็นต้น

นอกจากนี้ รวันดาได้รับเลือกเป็นสมาชิกคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (Economic and Social Council - ECOSOC) วาระในการดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2542 – 2544 และได้ส่งกองกำลังเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในหลายภารกิจ

เศรษฐกิจการค้า
ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 273.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 296 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 3,724 ดอลลาร์สหรัฐ) (ปี : 2550)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 11.2 (ไทย ร้อยละ 2.6)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 15.4 (ไทย ร้อยละ 5.5)

เงินทุนสำรอง 596.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 131.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

อุตสาหกรรมที่สำคัญ ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ธุรกิจผลิตเครื่องดื่มขนาดเล็ก สบู่ เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก บุหรี่ สิ่งทอ

ดุลการค้ากับไทย ปี 2551 ไทยและรวันดามีมูลค่าการค้า 28.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 0.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 28.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเสียเปรียบดุลการค้า 27.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกที่สำคัญ กาแฟ ชา หนังสัตว์ แร่ดีบุก

สินค้านำเข้าที่สำคัญ อาหาร เครื่องจักรและอุปกรณ์ เหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ
(สถิติปี 2551) ส่งออกไป จีน 8.9% เยอรมนี 6.8% สหรัฐอเมริกา 4.9% ฮ่องกง 4.8%

นำเข้าจาก เคนยา 19.6% ยูกันดา 6.9% เยอรมนี 6.2% เบลเยี่ยม 5.9% จีน 5%

หน่วยเงินตรา Rwanda Francs อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท ประมาณ 17.058 RWF (พฤศจิกายน 2552)
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐรวันดา
1. ความสัมพันธ์ทั่วไป

1.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
ไทยกับรวันดาได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2530 โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบีดูแลรวันดา ในขณะที่ ฝ่ายรวันดาได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตรวันดาประจำกรุงปักกิ่งมีเขตอาณาครอบคุลมประเทศไทย ความสัมพันธ์ของสองฝ่ายเป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่มีปัญหาระหว่างกัน ในอดีตรวันดาได้ออกเสียงสนับสนุนข้อมติสหประชาชาติเกี่ยวกับปัญหากัมพูชามาโดยตลอด

1.2 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
การค้าระหว่างไทยกับรวันดายังมีมูลค่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการค้าของไทยกับประเทศแถบแอฟริกาตะวันออกอื่น ๆ โดยในปี 2551 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับรวันดามีมูลค่า 28.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกสินค้าไปรวันดาเป็นมูลค่า 0.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้า 28.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้ากับรวันดา 27.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปรวันดาได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และสินค้านำเข้าจากรวันดาได้แก่ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์

2. ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย

ยังไม่มีความตกลงระหว่างกัน

3. การเยือนที่สำคัญ

ยังไม่มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกัน

 


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

477 คน

 สถิติเมื่อวาน

1302 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

28967 คน

231004 คน

3194887 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official