สหพันธรัฐรัสเซีย
Russian Federation
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทั้งในทวีปเอเชียตอนเหนือและทวีปยุโรป มีเทือกเขาอูราลเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างทั้งสองทวีป พื้นที่ ๒ ใน ๓ ของรัสเซียอยู่ในทวีปเอเชีย และมีพรมแดนติดกับประเทศอาเซอร์ไบจาน จอร์เจีย เบลารุส จีน เอสโตเนีย ฟินแลนด์ คาซัคสถาน เกาหลีเหนือ ลัตเวีย ลิทัวเนีย มองโกเลีย นอร์เวย์ โปแลนด์ และยูเครน และมีพื้นที่ติดกับมหาสมุทรอาร์กติกและมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ

พื้นที่ 17,075,400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก ( ใหญ่กว่าประเทศไทย ราว 33 เท่า ) โดยมีระยะทางจากด้านตะวันออกจรดตะวันตก 9,000 กิโลเมตร และจากด้านเหนือจรดใต้มีระยะทาง 4,000 กิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงมอสโก (Moscow)

ประชากร 142.3 ล้านคน (ปี 2550) เป็นชาวรัสเซีย ร้อยละ 79.8 ที่เหลือเป็นเชื้อชาติอื่นๆ อาทิ ตาตาร์ ยูเครน บาชคีร์ เบลารุส เยอรมัน ยิว อาร์เมเนีย และคาซัค

ภูมิอากาศมี 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ โดยเนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ ระดับอุณหภูมิจะแตกต่างตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยทั้งปีของรัสเซียฝั่งยุโรป ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ ภาษารัสเซีย

ศาสนา คริสตศาสนานิกายออธอดอกซ์รัสเซีย ร้อยละ 70 ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 5.5 คริสตศาสนานิกายโรมัน คาทอลิก ร้อยละ 1.8 ศาสนาพุทธนิกายมหายาน ร้อยละ 0.6 อื่นๆ และไม่นับถือศาสนาใดๆ ร้อยละ 22.1


หน่วยเงินตรา รูเบิล (Russian ruble ) อัตราแลกเปลี่ยน 1 รูเบิล เท่ากับประมาณ 1.1 บาท
(ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553)


ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) 1.65 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 16,198 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 12 (ปี 2551)

ระบอบการปกครอง สหพันธรัฐ ประกอบด้วยหน่วยการปกครอง 83 หน่วย แบ่งเป็น 21 สาธารณรัฐ (Republic) 9 เขตการปกครอง (Krai) 46 มณฑล (Oblast)
2 นคร (Federal cities) ได้แก่ กรุงมอสโกและนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
4 ภาคปกครองตนเอง (Autonomous Okrug) และ 1 มณฑลปกครองตนเอง (Autonomous Oblast) ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสภาดูมา (Duma) และสภาสหพันธรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยปัจจุบัน นายดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) เป็นประธานาธิบดี (ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2551) และนายวลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) เป็นนายกรัฐมนตรี (ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551)

การเมืองการปกครอง
การเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัสเซีย

ในปี ค.ศ. 1917 ซึ่งอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914 -1918) ได้มีการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัสเซียโดยกลุ่มบอลเชวิกภายใต้การนำของนายวลาดิเมียร์ เลนิน ทำให้ระบบกษัตริย์ได้ถูกล้มล้างไป กลุ่มบอลเชวิกได้เข้ามาบริหารประเทศ และเปลี่ยนชื่อประเทศจากจักรวรรดิรัสเซีย (Russian Empire) เป็น Russian Soviet Federative Socialist Republic พร้อมทั้งใช้กำลังทางทหารเข้ายึดครองรัฐต่าง ๆ ในจักรวรรดิรัสเซียเดิม และไดัจัดตั้งสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet Socialist Republic: USSR) หรือสหภาพโซเวียต (Soviet Union) ขึ้นในปี ค.ศ. 1922 โดยมีสาธารณรัฐรัสเซียเป็นแกนนำ

สหภาพโซเวียตตกอยู่ภายใต้การบริหารของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเน้นการบริหารและการวางแผนจากส่วนกลาง เป็นเวลายาวนานถึง 69 ปี เป็นผลให้ชาวโซเวียตนับล้านคนเสียชีวิตจากการกวาดล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยทางการเมือง และจากภาวะทุพภิกขภัย นอกจากนี้ ยังมีประชาชนชาวโซเวียตราว 20 ล้านคน เสียชีวิตในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939 -1945) และต่อมาในปี ค.ศ. 1949 โซเวียตได้เริ่มพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง

ในระหว่างสงครามเย็น สหภาพโซเวียต ให้ความสำคัญกับนโยบายแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาเพื่อเป็นผู้นำด้านอุดมการณ์ทางการเมืองและการพัฒนาอาวุธ ส่งผลให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ช่วงทศวรรษที่ 80 ทำให้ประชาชนและกลุ่มแรงงานออกมาเรียกร้องและต่อต้านรัฐบาลมากขึ้นและรุนแรงขึ้น แม้ว่านายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีคนสุดท้ายของสหภาพโซเวียตจะพยายามกำหนดแผนการปฏิรูปต่าง ๆ ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จนกระทั่งนายกอร์บาชอฟ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1991 และสหภาพโซเวียตล่มสลายลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1991 โดยแยกออกเป็นประเทศทั้งสิ้น 15 ประเทศ ในส่วนของสหภาพโซเวียตนั้น ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสหพันธรัฐรัสเซีย ต่อมาสหพันธรัฐรัสเซียและประเทศที่แตกตัวจากสหภาพโซเวียตอีก 11 ประเทศ (ยกเว้นประเทศบอลติก 3 ประเทศ ได้แก่ ลิทัวเนีย ลัตเวีย และเอสโตเนีย ) ได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States: CIS) มีสมาชิก ดังนี้ 1. รัสเซีย 2. ยูเครน 3. อาร์เมเนีย 4. เบลารุส 5. จอร์เจีย 6. มอลโดวา 7. คาซัคสถาน 8. อุซเบกิสถาน 9. เติร์กเมนิสถาน 10. คีร์กิซสถาน 11. ทาจิกิสถาน 12. อาเซอร์ไบจาน (ทั้งนี้จอร์เจียได้ออกจากการเป็นประเทศสมาชิก CIS เมื่อเดือนสิงหาคม 2551 ภายหลังความขัดแย้งระหว่างจอร์เจียกับรัสเซียเหนือดินแดน South Ossetia)

ระบบการปกครองในปัจจุบัน
รูปแบบการปกครอง สหพันธรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร
รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันเริ่มใช้เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1993

การแบ่งส่วนการปกครอง

ประมุข ประธานาธิบดี มีอำนาจในการบริหารประเทศอย่างสมบูรณ์ (มาจากการเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี และอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดกัน ทั้งนี้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551
ฝ่ายบริหาร หัวหน้าฝ่ายบริหารคือ นายกรัฐมนตรี และปัจจุบัน คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยรัฐมนตรีทั้งสิ้น 27 คน (รวมนายกรัฐมนตรี) และทั้งหมดแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี
ฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐสภาประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาสูงหรือสภาสหพันธรัฐ (Federation Council) ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 166 คน จากเขตการปกครอง 83 เขต (รวมทั้งเขตกรุงมอสโก และนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) เขตละ 2 คน และสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาดูมา ซึ่งมีผู้แทนจำนวน 450 คน (ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รัฐสภารัสเซียมีบทบาทและอำนาจค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับอำนาจของประธานาธิบดี และสมาชิกรัฐสภาจะอยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี ทั้งนี้ การเลือกตั้งสภาดูมาเพิ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2550)
ฝ่ายตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลสูงแห่งอนุญาโตตุลาการ และ สำนักงานอัยการสูงสุด
ระบบพรรคการเมือง เป็นระบบหลายพรรค ปัจจุบันพรรคการเมืองที่สำคัญ ได้แก่ พรรค United Russia พรรคคอมมิวนิสต์ พรรค Liberal Democratic Party of Russia (LDPR) พรรค Just Russia

ผู้นำสำคัญทางการเมือง

ประธานาธิบดี
นายดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitriy Medvedev) (เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2551)
นายกรัฐมนตรี
นายวลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) (ได้รับแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551)
รองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่ง (ได้รับแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551)
นายวิคเตอร์ ซุบคอฟ (Viktor Zubkov)
นายอีกอร์ ชูวาลอฟ (Igor Shuvalov)
รองนายกรัฐมนตรี (ได้รับแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551)

นายเซอร์เก โซเบียนิน (Sergei Sobyanin) ควบตำแหน่งหัวหน้าสำนักรัฐมนตรีด้วย
นายอเล็กซานเดอร์ ชูคอฟ (Alexander Zhukov)
นายอีกอร์ เซชิน (Igor Sechin)
นายเซอร์เก อิวานอฟ (Sergei Ivanov)
นายอเล็กเซ คูดริน (Alexei Kudrin) ควบตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ด้วย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ได้รับแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551)
นายเซอร์เก ลาฟรอฟ (Sergei Lavrov)

สถานการณ์ทางการเมืองภายในรัสเซีย

พรรค United Russia เป็นพรรคการเมืองที่ปกครองประเทศในเวลานี้ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 393 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งในสภาทั้งสิ้น 450 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2550 ต่อมา เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งนายดมิทรี เมดเวเดฟ ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยชนะด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 70.2 ท่ามกลางความขัดข้องใจของประเทศตะวันตก ซึ่งเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างไม่โปร่งใส ทั้งนี้ นายเมดเวเดฟได้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2551 และได้แต่งตั้งนายวลาดิมีร์ ปูติน อดีตประธานาธิบดี ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 โดยมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551

รัฐบาลรัสเซียให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการคอรัปชั่น การปฏิรูประบบการเมืองให้มีความทันสมัย รวมถึงการปฏิรูปบทบัญญัติของกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทลงโทษต่างๆ ที่ล้าสมัย และมุ่งเน้นเพียงแค่การลงโทษที่เข้มงวด โดยไม่ให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟูชีวิตใหม่ของผู้ที่เคยต้องโทษ อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีเมดเวเดฟเห็นว่า สมควรมีบทลงโทษที่รุนแรงและเข้มงวดสำหรับกรณีอาชญากรรมร้ายแรงที่เป็นอันตรายต่อสาธารณชน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีเมดเวเดฟ ยังได้ลงนามในบทบัญญัติว่าด้วยการปฏิรูปกระทรวงมหาดไทยของรัสเซีย ซึ่งเป็นการกำหนดแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างขององค์กร การจัดการด้านการเงิน กฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งการจัดการด้านบุคลากร

รัฐบาลรัสเซียประสบความสำเร็จในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายภายในประเทศ โดยเฉพาะกรณีกบฏเชชเนีย อย่างไรก็ดี ปัญหาดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากประชาชนไม่พึงพอใจต่อสภาพทางสังคม เช่น ปัญหาการว่างงาน การกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม และการคอรัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาที่หนักหน่วง โดยเฉพาะในสาธารณรัฐทางตอนเหนือของภูมิภาคคอเคซัส เช่น สาธารณรัฐอินกูเชเตีย (Ingushetia) สาธารณรัฐดาเกสถาน (Dagestan) และสาธารณรัฐเชชเนีย (Chechnya) เป็นต้น

มีการปฏิรูปกองทัพรัสเซียในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา แต่เทคนิคของอาวุธยุทโธปกรณ์ยังไม่ทันสมัย รายได้ของทหารที่ไม่เหมาะสม และการบริหารราชการในกองทัพยังล้าหลัง ทั้งนี้ รัสเซียมีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบทหารอาชีพภายในปี 2555 ในขณะที่การปรับปรุงด้านเทคนิคของอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัยจะต้องแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 10 ปี

เมื่อวันที่ 17- 19 มี.ค. 2553 นาย Ban Ki-moon เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเดินทางเยือนรัสเซียหารือกับนาย Sergey Lavrov รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย และนาย Dmitry Medvedev ประธานาธิบดีรัสเซีย โดยได้หารือในประเด็นความพยายามในการเจรจาครั้งใหม่ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ โดยใช้กลไลประเทศผู้ไกล่เกลี่ยตะวันออกกลาง 4 ฝ่าย รวมทั้งหารือในประเด็นนิวเคลียร์ และการให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ เช่น เฮติ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ
นอกจากนี้ วันที่ 19 มี.ค. 2553 มีการประชุมกลุ่มประเทศผู้ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทตะวันออกกลาง 4 ฝ่ายระดับรัฐมนตรี ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันของรัสเซีย องค์การสหประชาชาติ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยใ ห้ความสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขกรณีพิพาทระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และขั้นตอนการเจรจารอบใหม่ระหว่างคู่กรณีพิพาทในตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2553 ได้มีการพบปะกันระหว่าง นาย Sergei M.Mironov ประธานสภาสูงของรัสเซีย กับ เอกอัครราชทูต อุปทูตอาเซียน ประจำกรุงมอสโกโดยทางรัสเซียได้ตระหนักถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิคเป็นแรงผลักดันให้เกิดการประชุมสุดยอดรัสเซีย - อาเซียนที่จะมีขึ้นปลายปี 2553 รัสเซียเห็นควรให้มีการทำโครงการทั้งเล็กและใหญ่ในด้านพลังงานและ High technology กับอาเซียน เพาะรัสเซียตระหนักถึงศักยภาพของทั้งสองฝ่ายที่ยังสามารถพัฒนาให้เป็นประโยชน์ร่วมกันได้อีกมาก

ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับประเทศในเอเชีย - แปซิฟิก
โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความมั่นคงของโลกและภูมิภาคโดยตรง โดยที่แนวโน้มของพัฒนาการในโลกปัจจุบัน และประสบการณ์ของกรอบความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทำให้รัสเซียจะต้องมีการหารือด้านความมั่นคงกับภูมิภาคเอเชีย/แปซิฟิก แต่ขณะเดียวกันสถานการณ์ในภูมิภาคมีความสลับซับซ้อน ดังนั้นรัสเซียจะดำเนินการเรื่องนี้ทีละขั้นตอน โดยจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อการพัฒนาความร่วมมือระหว่างองค์กร ซึ่งจะต้องไม่เป็นการสร้าง bloc หรือพันธมิตรทางทหารเพื่อต่อต้านผู้ใด แต่จะเป็นความร่วมมือเพื่อป้องกันภัยคุกคามร่วมกัน โดยเฉพาะความร่วมมือด้านพลังงานกับอาเซียน รัสเซียได้เน้นเรื่องนี้ในทุกเวลาที ทุกโอกาส ทั้งนี้อาจะเป็นเพราะว่ารัสเซียตระหนักดีว่าจำเป็นต้องกระจายตลาดพลังงานให้กว้างขวาง

เศรษฐกิจการค้า
ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้ ขนสัตว์ สินแร่

ผลิตภัณฑ์ทางเกษตรกรรม ธัญพืช หัวน้ำตาล เมล็ดทานตะวัน เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม

อุตสาหกรรม การทำเหมืองแร่อย่างครบวงจร ทั้งถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเหล็ก เคมีภัณฑ์ เครื่องบิน อุตสาหกรรมด้านอวกาศ อุปกรณ์การสื่อสารและขนส่ง เรือ รถไฟ เครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องจักรทางการเกษตร


สินค้าออกที่สำคัญ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไม้ เหล็ก เคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรม

ตลาดส่งออกที่สำคัญ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี จีน ยูเครน ตุรกี สวิตเซอร์แลนด์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องมือ เครื่องจักร สินค้าอุปโภคบริโภค ยา เนื้อสัตว์ น้ำตาล สินค้าโลหะกึ่งสำเร็จรูป

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ เยอรมนี ยูเครน จีน ญี่ปุ่น เบลารุส สหรัฐฯ อิตาลี เกาหลีใต้

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจรัสเซีย รัสเซียได้ดำเนินการปฏิรูประบบเศรษฐกิจจากระบบวางแผนส่วนกลางไปสู่ระบบเสรีนิยมตั้งแต่ปี 2535 (ค.ศ. 1992) โดยมีแนวทางที่สำคัญๆ ได้แก่ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีการค้า และการปฏิรูประบบการเงินการคลัง โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำรัสเซียให้พ้นจากสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความล้มเหลวของการบริหารเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางในสมัยสหภาพโซเวียต การปฏิรูปด้านการคลังภายหลังการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพึ่งพาการกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณ รวมทั้งวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย ได้ส่งผลให้รัสเซียต้องประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในปี 2541 (ค.ศ.1998) และต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF) อย่างไรก็ตาม รัสเซียสามารถดำเนินการให้รอดพ้นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจได้ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพของเงินรูเบิล การควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันในตลาดโลก จนสามารถชดใช้เงินต้นที่กู้ยืมจาก IMF ได้ ในช่วงปี 2543-2544 (ค.ศ. 2000-2001) รวมทั้งมีเงินทุนสำรองและกระแสบัญชีเดินสะพัดเกินดุล นอกจากนี้ การปฏิรูปและเปิดเสรีทางการค้าทำให้รัสเซียได้รับการรับรองสถานะเศรษฐกิจแบบตลาดจากสหรัฐอเมริกา และได้รับคำมั่นจากสหภาพยุโรปที่จะให้สถานะเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการช่วยสนับสนุนการสมัครเป็นสมาชิก WTO ของรัสเซียด้วย ทั้งนี้ คาดว่ารัสเซียมีกำหนดจะเข้าเป็นสมาชิก WTO ภายในปีนี้ ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยให้ระบบเศรษฐกิจของรัสเซียมีความเป็นเสรีมากยิ่งขึ้น

รัสเซียกำลังฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคม และพยายามพัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบการตลาดเพื่อให้มีระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ปัจจุบัน รัสเซียมีเงินคงคลังสำรองระหว่างประเทศเป็นอันดับที่ 3 ของโลก (359 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2552) รองจากจีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังคงมีปัญหาเรื่องคอรัปชั่นในภาคการเมืองและ ในกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนยังคงประสบปัญหาการกระจายรายได้ อุปสรรคด้านกฎระเบียบการลงทุนที่ไม่โปร่งใส รวมทั้งระบบการคิดและพฤติกรรมของชาวรัสเซียที่ไม่อำนวยต่อระบบเศรษฐกิจเสรี

ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อปี 2552 รัฐบาลและธนาคารกลางรัสเซียได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบการเงินของประเทศ ทั้งนี้ รัสเซียมีอัตราเงินเฟ้อของปี 2552 ร้อยละ 9 ลดลงจากปี 2551 ซึ่งมีอัตราเงินเฟ้อร้อยละ13 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2552 ลดลงร้อยละ 8.7 ซึ่งน้อยกว่าที่เคยมีการประมาณการไว้ และคาดว่า ในปี 2553 รัสเซียจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 2.5 ถึงร้อยละ 5 นอกจากนี้ ยังไม่มีบริษัทขนาดใหญ่ในรัสเซียประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง หรือล้มละลายจากวิกฤตการณ์การเงินของโลกเมื่อปี 2552

รัสเซียยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงระบบเศรษฐกิจแบบเก่า ซึ่งพึ่งพิงตลาดวัตถุดิบ และการขายสินค้าวัตถุดิบ โดยเฉพาะสินค้าพลังงาน ภาคเอกชนขาดความสามารถในการแข่งขัน และปัญหาการว่างงาน เป็นต้น ทั้งนี้ ประธานาธิบดี เมดเวเดฟได้กำหนดเป้าหมาย 5 อันดับแรกสำหรับการทำงานของรัฐบาลรัสเซียในปี 2553 ได้แก่ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาพลังงานเชื้อเพลิงรูปแบบใหม่ๆ และการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะการผลิตเวชภัณฑ์

เมื่อวันที่ 12-13 มีนาคม 2553 นายกรัฐมนตรี Putin และผู้แทนระดับสูงเยือนกรุงเดลี โดยเข้าเยี่ยมคาระประธานาธิบดีของอินเดีย และได้ปรึกษาหารือในประเด็นความร่วมมือด้านต่าง ๆ เช่น ด้านพลังงงาน รัสเซียตกลงผู้สนับสนุนอุปกรณ์และส่วนประกอบต่าง ๆ ในการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในอินเดียอีก 4 แห่ง ความร่วมมือทางทหาร ได้บรรลุข้อตกลงในเรื่องราคาขายเครื่องบิน Gorshkov ที่คั่งค้างกันมาตั้งแต่ปี 2547 ความร่วมมือด้านอวกาศ สองฝ่ายตกลงที่มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านอวกาศในการผลิตเครื่องนำทางดาวเทียม และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สองฝ่ายพยายามเพิ่มมูลค่าทางการค้าจาก 7.5 พันล้าน USD ในปี 2009 เป็น 20 พันล้าน USD ในปี 2015

การพัฒนาภาคตะวันออกไกลและไซบีเรียของรัสเซีย
รัสเซียสนับสนุนให้มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงระหว่างภาคตะวันออกไกลของรัสเซียกับเอเชีย - แปซิฟิก ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคตะวันออกไกลของรัสเซียก็ขึ้นอยู่กับเอเชีย- แปซิฟิก เป็นสำคัญ สภาสูงของรัสเซียจัด Baikal Economic Forum 2 ครั้งต่อปี จึงมีการเชิญชวนนักธุรกิจของอาเซียนไปร่วมประชุม

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหพันธรัฐรัสเซีย
ความสัมพันธ์ทางการทูต

ไทยและรัสเซียได้ถือเอาการเสด็จประพาสรัสเซียของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ระหว่างวันที่ 3-11 กรกฎาคม 2440) เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ไทยกับรัสเซียยุติความสัมพันธ์ทางการทูตนับแต่ปี 2460 เมื่อเกิดการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบสังคมนิยม อย่างไรก็ดี ต่อมาทั้งสองประเทศได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอีกครั้งในปี 2482 โดยสหภาพโซเวียตได้ส่งเอกอัครราชทูตคนแรกมาประจำการที่ประเทศไทยในปี 2489 และไทยได้ส่งเอกอัครราชทูตคนแรกไปประจำการที่สหภาพโซเวียตในปี 2490 ต่อมา เมื่อสหภาพโซเวียตได้สลายตัวลงในปี 2534 รัสเซียได้เป็นผู้สืบสิทธิ์ของสหภาพโซเวียตทั้งหมด จึงถือได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียดำเนินต่อมาโดยไม่หยุดชะงัก

เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำไทย นาย Alexander Mariyasov (ตั้งแต่ปี 2553) นอกจากนี้ รัสเซียยังได้แต่งตั้งนางพงา วรรธนกุล ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำเมืองพัทยา และนายสุภกิต เจียรวนนท์ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่

ความสัมพันธ์ทางการเมือง

ในระหว่างสงครามเย็น ไทยกับรัสเซีย ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตมีความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน และขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เนื่องจากมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ภายหลังการสิ้นสุดสงครามเย็น และการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย ได้กลับสู่ภาวะปกติ และไม่มีข้อขัดแย้งทางการเมืองที่อาจนำไปสู่ความบาดหมางระหว่างกัน โดยไทยประสงค์ให้รัสเซียเข้ามาแสดงบทบาททางการเมืองที่สร้างสรรค์ในเวทีการเมืองของอาเซียนและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งพร้อมที่จะร่วมมือกันในการแก้ปัญหาข้ามชาติต่างๆ อาทิ ปัญหาการลักลอบค้ายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการต่อต้านการก่อการร้าย

ในช่วงที่นายปูตินดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย (ระหว่างปี 2543- พฤษภาคม 2551) ความร่วมมือไทย-รัสเซีย ได้พัฒนาอย่างมีพลวัต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีปูติน ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ซึ่งยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และเมื่อปี 2550 รัฐบาลทั้งสองได้ร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อฉลองโอกาสครบรอบ 110 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ เยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (State Visit) ระหว่างวันที่ 2-11 กรกฎาคม 2550 เพื่อร่วมฉลองโอกาสดังกล่าว

ทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งกลไกการหารือที่จัดขึ้นเป็นประจำหลายกลไก อาทิ การหารือประจำปีระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่าย (Ministerial Bilateral Consultation) (ประชุมแล้ว 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2552 ที่กรุงเทพฯ) การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission – JC) ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยจัดไปแล้ว 4 ครั้ง และฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมฯ ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 ที่กรุงเทพฯ โดยมีนายเซอร์เกย์ ซาเบียนิน (Sergey Sobyanin) รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าสำนักรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซีย เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายรัสเซีย และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 5 ที่กรุงมอสโกในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2553

ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง

ไทยและรัสเซียได้จัดตั้งคณะทำงานว่าด้วยการหารือด้านความมั่นคง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นหัวหน้าคณะ เพื่อเป็นกลไกที่สำคัญในการรวมความร่วมมือด้านความมั่นคงในด้านต่างๆ มาไว้ในกรอบเดียวกัน และช่วยให้การติดต่อประสานงานมีเอกภาพ โดยการประชุมครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 ที่กรุงมอสโก โดยมี พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิต รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ในขณะนั้น) เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และนายอิกอร์ อิวานอฟ (Igor Ivanov) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของรัสเซีย เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายรัสเซีย
นอกจากนี้ ไทยและรัสเซียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านการส่งกำลังบำรุง ระหว่างการเยือนไทยของอดีตประธานาธิบดีปูติน เมื่อเดือนตุลาคม 2546 โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลการส่งกำลังบำรุง การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญเทคนิค การสัมมนาและการประชุมร่วมการวิจัย


ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

รัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกและกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States – CIS) และเป็นอันดับที่ 26 ของโลก การค้าระหว่างไทยกับรัสเซียมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงระหว่างปี 2544 -2551 จาก 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2544 เพิ่มขึ้นถึง 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2551 โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุลรัสเซียมาโดยตลอด อย่างไรก็ดี วิกฤติเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2552 ได้ส่งผลกระทบให้มูลค่าการค้ารวมลดลง โดยมีมูลค่าการค้ารวม 2,097.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 405.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 1,691,96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตราการขยายตัวลดลงจากปี 2551 ร้อยละ 45.11 สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป สินค้านำเข้าที่สำคัญจากรัสเซีย ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ น้ำมันดิบ เชื้อเพลิงอื่นๆ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์

เมื่อปี 2552 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ได้เปิดสำนักงาน EXIM Bank International ที่กรุงมอสโก เพื่อให้ความช่วยเหลือการทำธุรกิจส่งออกและนำเข้าระหว่างไทยกับรัสเซีย

การค้ากับไทย ปี 2552 มูลค่าการค้ารวม 2,097.65 ล้าน USD ขยายตัวลดลงร้อยละ 45.11 โดยไทยขาดดุล 1286.28 ล้าน USD รัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกและ CIS


สินค้านำเข้าจากไทย ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป
สินค้าส่งออกมาไทย เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ น้ำมันดิบ เชื้อเพลิงอื่นๆ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์

จำนวนนักท่องเที่ยว ปี 2552 ม.ค. –ต.ค. 307,111 คน / ปี 2551 324,120 คน
เอกอัครราชทูตไทยประจำรัสเซีย

ไทยยังได้จัดตั้งสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ขึ้นที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเมืองวลาดิวอสต็อก

การลงทุน

- ในส่วนของการลงทุนของรัสเซียในไทย ในปี 2552 มีโครงการลงทุน จากรัสเซีย 3 โครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยได้รับอนุมัติแล้ว 2 โครงการ ได้แก่ โครงการของบริษัท Formica-Phianite Co.Ltd ซึ่งผลิตพลอยเทียม และโครงการของบริษัท Mermaids Property Co.Ltd ซึ่งสร้างบ้านพักสำหรับคนเกษียณอายุ และอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 1 โครงการของบริษัท Digital Innovation Mercantile ซึ่งเป็นโครงการด้าน การวิจัยและการพัฒนา สำหรับการลงทุนของไทยในรัสเซียมี 2 กิจการ คือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (CP) โดยมีเงินทุนประมาณ 50 ล้านเดอลลาร์สหรัฐ และบริษัท Warehouse ซึ่งผลิตเครื่องสำอาง ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ระดับการลงทุนระหว่างกันอยู่ในระดับต่ำ เนื่องมาจากการขาดความรู้เรื่องโอกาสการลงทุนของทั้งสองฝ่าย

การท่องเที่ยว

ในปี 2552 (มกราคม-ตุลาคม) มีนักท่องเที่ยวจากรัสเซียเดินทางมาประเทศไทย 307,111 คน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และตลอดปี 2551 มีจำนวน 324,120 คน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง ไทย-รัสเซีย ที่เริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2550
นอกจากนี้ ไทยและรัสเซียได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเมื่อปี 2545 และได้เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2550 ปัจจุบัน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เปิดสำนักงานที่กรุงมอสโก เพื่อดูแลและส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในรัสเซียและกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช จากเดิมที่ให้สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่กรุงสตอกโฮล์มดูแล


การบิน
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ-กรุงมอสโก เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 และเมื่อเดือนตุลาคม 2550 ได้เพิ่มเที่ยวบินจาก 3 เที่ยว เป็น 4 เที่ยวต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-กรุงมอสโกของสายการบินแอโรฟลอตและสายการบิน ทรานส์แอโรของรัสเซียด้วย


พลังงาน

- ในการหารือระหว่าง พ.ต. ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) กับอดีตประธานาธิบดีปูติน (ในขณะนั้น) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2549 ที่นครอัลมาตี ประธานาธิบดีปูตินได้ย้ำข้อเสนอของรัสเซียที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานของรัสเซียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และต่อมา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2549 ระหว่างการประชุม APEC ที่กรุงฮานอย อดีตประธานาธิบดีปูติน (ในขณะนั้น) ได้เน้นย้ำข้อเสนอดังกล่าวกับ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสานต่อความร่วมมือด้านพลังงานต่อไป

- บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Joint Coordinating Committee ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท Gazprom เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2549

- ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความร่วมมือด้านพลังงาน อาทิ ความร่วมมือระหว่างบริษัทร่วมทุน Gazprom ของรัสเซีย กับกระทรวงพลังงาน และกลุ่มบริษัท ปตท.สผ. เพื่อศึกษาลู่ทางในการพัฒนาร่วมด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในไทย รัสเซีย และประเทศที่สาม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานทดแทน เป็นต้น

 

ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม

- ไทยกับรัสเซียมีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกัน ซึ่งลงนามเมื่อปี 2543 และต่อมา ได้มีการจัดทำพิธีสารต่อท้ายความตกลงฯ ซึ่งระบุกิจกรรมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกัน โดยพิธีสารต่อท้ายความตกลงฯ ฉบับล่าสุด ลงนามเมื่อเดือนกันยายน 2552 ระบุกิจกรรมสำหรับปี 2552 -2554 อาทิ การจัดงานวันวัฒนธรรมรัสเซียในไทยในปี 2553 และงานวันวัฒนธรรมไทยในรัสเซียในปี 2554 นอกจากนี้ ศาลาว่าการนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประสงค์จะจัดงานวันเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในกรุงเทพฯ โดยเน้นกิจกรรมทางวัฒนธรรมเป็นหลัก รวมถึงจะเชิญนักธุรกิจจากนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเข้าร่วมงานด้วย

- เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการฟื้นฟูสัญลักษณ์ไทยในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยการบูรณะปีกซ้ายของพระราชวังปีเตอร์โฮฟ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซีย เมื่อปี 2440 อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นต้องหยุดชะงักโครงการเป็นการชั่วคราว เนื่องจากความไม่พร้อมของฝ่ายรัสเซียอันมีสาเหตุจากการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ของรัสเซีย

- โรงละครอุปรากรเยคาเตรินเบิร์ก ได้เดินทางมาจัดการแสดงอุปรากรเรื่อง Eugene Onegin เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2550 และจัดการแสดงคอนเสิร์ตซิมโฟนีออร์เคสตรา เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2550 ที่ประเทศไทยในงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติครั้งที่ 9 ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตร ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย

- รัฐบาลไทยและรัสเซียได้ร่วมกันจัดการแสดงบัลเลต์จากโรงละครมารีนสกีที่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 6-8 ธันวาคม 2550 ตามพระราชเสาวณีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยการแสดงบัลเลต์ชุดหลักเป็นของขวัญจากอดีตประธานาธิบดีปูติน ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา

- เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ มูลนิธิวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ บี กริมแอนโก และสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้จัดการแสดงคอนเสิร์ต "Pletnev Returns : Mikhail Pletnev " เพื่อร่วมเฉลิม พระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

ความร่วมมือทางวิชาการ

- ไทยได้ส่งนักเรียนจำนวน 26 คน ตามโครงการทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (ทุน One District One Scholarship-ODOS) ไปศึกษาต่อที่รัสเซียในสาขาต่างๆ ได้แก่ วิศวกรรมการบิน ป่าไม้ เคมีชีวภาพ ฟิสิกส์ และรัฐศาสตร์

- ปัจจุบัน มีนักศึกษาไทยในประเทศรัสเซียประมาณ 110 คน โดยรัฐบาลรัสเซียได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยไปศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอก ประมาณ 40 ทุน ทุกปี แต่โดยที่เงินเบี้ยเลี้ยงที่รัฐบาลรัสเซียมอบให้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในเมืองใหญ่ๆ ของรัสเซีย รัฐบาลไทยจึงได้จัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติม 500 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อเดือน โดยใช้เงินจากการออกสลากเลขท้าย 2 และ 3 ตัวของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไทย จำนวน 2 รุ่น อย่างไรก็ตาม ได้มีการยกเลิกเงินอุดหนุนดังกล่าวภายหลังจากที่รัฐบาลยกเลิกโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว เมื่อเดือน มีนาคม 2550 และรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณทดแทนเพื่อให้นักศึกษาเหล่านี้สามารถจบการศึกษาได้ตามกำหนด

 


ความตกลงที่สำคัญกับประเทศไทย

ความตกลง

ความตกลงที่สืบทอดมาจากสมัยสหภาพโซเวียต
- ความตกลงว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต การค้าและความสัมพันธ์ทางด้านกงสุลตามปกติ (ลงนามในปี 2484)
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการค้า (ลงนามในปี 2513 และยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการค้าฉบับใหม่เริ่มมีผลบังคับใช้ )
- พิธีสารว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า (ลงนามในปี 2530)
- ข้อตกลงเกี่ยวกับการปรึกษาหารือทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ (ลงนามในปี 2531)

ความตกลงที่ลงนามภายหลังการก่อตั้งสหพันธรัฐรัสเซีย
- ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทวิภาคี (ลงนามเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2536)
- อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (ลงนามเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2542 มีผลบังคับใช้ 15 มกราคม 2552)
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม (ลงนามเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543)
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (ลงนามเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2545)
- ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ (ลงนามเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2545)
- ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน (ลงนามเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2545)
- ความตกลงว่าด้วยข้อยุติการชำระหนี้ที่สหพันธรัฐรัสเซียคงค้างราชอาณาจักรไทย (ลงนามเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546)
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุงทางทหาร (ลงนามเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546)
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา (ลงนามเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2547)
- ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางธรรมดา (ลงนามเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2548)
- แผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ ฉบับปี 2551-2554 (ลงนามเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551)
- แผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือ ฉบับปี 2553-2557 (ลงนามเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 ระหว่างการประชุม JC ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 4 ที่กรุงเทพฯ)
- ข้อตกลงด้านปฏิบัติการเกี่ยวกับเอกสารระหว่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กับธนาคาร Vneshtorgbank ของรัสเซีย (ลงนามเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552)
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาธุรกิจ (ลงนามเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552)

ความตกลงที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดทำ
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงยุติธรรม (อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายรัสเซีย)
- บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพลังงาน (อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายไทย)
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการปราบปรามยาเสพติด (อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายรัสเซีย)
- ความตกลงทางการค้า (อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายรัสเซีย)
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการสำรวจอวกาศ และการใช้อวกาศเพื่อวัตถุประสงค์ในทางสันติ (อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายรัสเซีย)
- ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน (อยู่ระหว่างรอการเจรจารอบต่อไป)
- สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา (อยู่ระหว่างการเจรจารอบต่อไป)
- สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (อยู่ระหว่างการเจรจารอบต่อไป)
- โครงการความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ (อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายไทย)
- พิธีสารว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลออนไลน์ที่ระบุพิกัดศุลกากรของสินค้า (อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายไทย
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการใช้พลังงานปรมาณูในทางสันติ (อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายไทย)


ความตกลงที่ได้ข้อยุติแล้วแต่ยังไม่ได้ลงนาม
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุด

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย

ระดับพระราชวงศ์

ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
วันที่ 2 - 11 กรกฎาคม 2550 เสด็จฯ เยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (State Visit)

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
- วันที่ 15 - 23 พฤษภาคม 2532 เสด็จฯ เยือนสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 8 กรกฎาคม 2550 เสด็จฯ แวะกรุงมอสโกเป็นเวลา 5 ชั่วโมง ระหว่างที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจส่วนพระองค์ด้านการบินที่กรุงสตอกโฮล์ม ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน - 26 กรกฎาคม 2550

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- วันที่ 14 - 25 มีนาคม 2536 เสด็จฯ เยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
- วันที่ 13 - 23 พฤษภาคม 2517 เสด็จฯ เยือนสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 10 - 19 กรกฎาคม 2532 เสด็จฯ เยือนสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ

นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- ปี 2522 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรี เยือนสหภาพโซเวียตอย่าง เป็นทางการ
- ปี 2530 พลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 16 - 22 พฤษภาคม 2531 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 28 กันยายน - 2 ตุลาคม 2545 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 16 - 18 ตุลาคม 2545 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 15 ตุลาคม 2548 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 25 - 29 พฤศจิกายน 2548 นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ

ฝ่ายรัสเซีย
ประธานาธิบดี / นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- ปี 2531 นายเอดูอาร์ด เชวาร์ดนาดเซ (Eduard Shevardnadze) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย
- เดือนกุมภาพันธ์ 2533 นายนิโคไล รึฌคอฟ (Nikolai Ryzhkov) นายกรัฐมนตรี เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- เดือนกรกฎาคม 2537 นายอันเดรย์ โคซีเรฟ (Andrei Kozyrev) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย
- วันที่ 31 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2540 นายเยฟเกนี พรีมาคอฟ (Yevgeny Primakov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 23 - 29 กรกฎาคม 2543 นายอีกอร์ อิวานอฟ (Igor Ivanov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 33 การประชุมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาอาเซียน และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
- วันที่ 22 ตุลาคม 2546 นายวลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ประธานาธิบดี พร้อมด้วยนางลุดมิลา ปูตินา (Lyudmila Putina) ภริยา เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะ พระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 1-2 ธันวาคม 2547 นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 22 กรกฎาคม 2552 นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศของคู่เจรจา ณ จังหวัดภูเก็ต
- วันที่ 23-24 กรกฎาคม 2552 นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

504 คน

 สถิติเมื่อวาน

1302 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

28994 คน

231031 คน

3194914 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official