สาธารณรัฐลัตเวีย
Republic of Latvia
 
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางยุโรปตอนเหนือแถบทะเลบอลติก ทิศเหนือจดประเทศเอสโตเนีย ทิศตะวันออกจดดินแดนรัสเซีย ทิศตะวันออกเฉียงใต้จดเบลารุส ทิศใต้จดประเทศ ลิทัวเนีย และทิศตะวันตกจดทะเลบอลติก

พื้นที่ 64,589 ตารางกิโลเมตร หรือ 40,368 ตารางไมล์ ส่วนใหญ่เป็นทะเลสาบ ป่าไม้และภูเขา

ประชากร 2,231,503 คน

กลุ่มชนชาติ ชาวลัตเวีย 57.7% รัสเซีย 29.6% เบลารุส 4.1% ยูเครน 2.7% โปแลนด์ 2.5% ลิทัวเนีย 1.4% และอื่นๆ 2%

ภาษา ลัตเวีย และ รัสเซีย

ศาสนา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกาย Lutheran คาทอลิก และออร์ธอดอกซ์ในหมู่ชาวรัสเซีย

เมืองหลวง กรุงริกา (Riga)

สกุลเงิน ลัต (Lat) (ออกใช้แทนเงินตราสกุล rubles ตั้งแต่ 5 มี.ค. 2536)

อัตราแลกเปลี่ยน 1 ลัต = 68.85 บาท (ณ วันที่ 20 มกราคม 2553)
วันชาติ 18 พฤศจิกายน

ระบบการเมือง หลังจากได้รับเอกราช เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2533 ลัตเวียได้มีการปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2535 ซึ่งมีผลบังคับใช้แทนรัฐธรรมนูญที่สหภาพโซเวียตประกาศใช้มาก่อนหน้านั้นแล้ว และในปัจจุบันได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2535

ประธานาธิบดี Mr. Valdis Zatlers ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2550

นายกรัฐมนตรี Mr.Valdis Dombrovskis ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2552
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ Mr. Maris Riekstins ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2550

สถาบันทางการเมือง ลัตเวียมีประธานาธิบดีเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญระบบรัฐสภา เป็นระบบสภาเดียว เรียกว่า Saiema ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 100 คน โดยประธานาธิบดีจะเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เพื่อลงมติให้ความไว้วางใจ ในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ (พรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐสภาต้องได้รับคะแนนเสียงเกินร้อยละ 4 จากการลงคะแนนเสียงทั่วประเทศ)

ดรรชนีเศรษฐกิจ ปี 2551

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 31.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

GDP ต่อหัว 13,900 ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ -4.6
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 15.3


ประเทศคู่ค้าส่งออกสำคัญ ลิทัวเนีย (ร้อยละ 10.8) เอสโตเนีย (ร้อยละ 10.8) เยอรมนี (ร้อยละ 10.3) สหราชอาณาจักร (ร้อยละ 10.1) รัสเซีย (ร้อยละ 8) ประเทศในกลุ่ม EU ร้อยละ 76.2

ประเทศคู่ค้านำเข้าที่สำคัญ เยอรมนี (ร้อยละ 13.8) ลิทัวเนีย (ร้อยละ 13.7) รัสเซีย (ร้อยละ 8.6) เอสโตเนีย (ร้อยละ 7.9) โปแลนด์ (ร้อยละ 6.3) ประเทศในกลุ่ม EU ร้อยละ 75

สินค้าส่งออกสำคัญ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ โลหะและโลหะภัณฑ์ สิ่งทอ

สินค้านำเข้าสำคัญ เครื่องจักรและส่วนประกอบ อุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่ง เคมีภัณฑ์

 

การเมืองการปกครอง

การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เมื่อเดือนธันวาคม 2547
-หลังจากที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Indulis Emsis ต้องสิ้นสภาพลงเนื่องจากรัฐสภา Saeima ของลัตเวียลงคะแนนเสียงไม่รับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2548 ต่อมานาง Vaira Freiberga ประธานาธิบดี ได้เสนอชื่อนาย Aigars Kalvitis สมาชิกพรรค People’s Party เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยเป็นการจัดตั้งรัฐบาลผสม 4 พรรค เสียงข้างมากในสภา ประกอบด้วย พรรค People’s Party พรรค New Era พรรค Greens’ and Farmers’ Union และพรรค Latvia’s First รวมทั้งสิ้น 72 เสียง จากจำนวนสมาชิกรัฐสภา 100 เสียง และรัฐสภาลัตเวีย (Saeima) ได้ให้การรับรองรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Kalvitis เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547

การเลือกตั้งทั่วไป เมื่อเดือนตุลาคม 2549
-ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2549 ผลปรากฏว่า พรรค People Partyภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีAigars Kalvitis ยังคงได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด และได้เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแทนที่พรรค New Era ซึ่งสูญเสีญความนิยมกลายเป็นพรรคอันดับ 3 ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการถูกเปิดโปงเรื่องที่พัวพันกับการฉ้อราษฏร์บังหลวงของสมาชิกพรรค และข่าวอื้อฉาวของประธานพรรคนาย Repse ในกรณีขับรถชนคนตายก่อนการเลือกตั้ง พรรครัฐบาลผสมเสียงข้างมากในสภายังคงสนับสนุนให้นาย Kalvitis ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

การเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อเดือนมิถุนายน 2550
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 รัฐสภาลัตเวียได้มีการเลือกประธานาธิบดีคนใหม่เพื่อดำรงตำแหน่งสืบแทนนาง Vaira Vike-Freiberga ประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของลัตเวียซึ่งดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลา 8 ปี ผลปรากฎว่า นาย Valdis Zatlers ศัลยแพทย์ที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคร่วมรัฐบาลได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียง 58 เสียงจาก 100 เสียงให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของลัตเวียนับตั้งแต่ลัตเวียได้รับเอกราชจากสหภาพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ. 1991 โดยได้เข้าพิธีสาบานตนรับหน้าที่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2550
นาย Valdis Zatlers ได้แถลงนโยบายหลัก คือ ความเป็นปึกแผ่นของลัตเวีย สวัสดิการของประชาชนชาวลัตเวีย การดำเนินงานตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายของลัตเวีย รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับสหภาพยุโรป NATO และรัฐในคาบสมุทรบอลติก

การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนธันวาคม 2550 และมีนาคม 2552
เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2550 นาย Aigars Kalvitis นรม.ลัตเวียได้เข้าพบนาย Valdis Zatlers ปธน.ลัตเวียเพื่อขอลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากประสบแรงกดดันทั้งจากภายนอกรัฐบาลจากการชุมนุมประท้วงของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล รวมทั้งแรงกดดันภายในรัฐบาลจากการที่รมว.ในคณะรัฐบาลลาออกถึง 3 คน (รมว.กต. รมว.ศก. และรมว.สวัสดิการ) และถูกขับออก 1 คน (รมว.พัฒนาท้องถิ่น) เรื่องทุจริตและเรื่องอื้อฉาวต่างๆ
ต่อมา เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 50 ปธน. Valdis Zatlers ได้ประกาศเสนอชื่อนาย Ivars Godmanis อดีตรมว.มหาดไทยในรัฐบาลชุดเดิมให้ดำรงตำแหน่ง นรม.คนใหม่ ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญลัตเวีย ปธน.เป็นผู้เสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง นรม.เพื่อดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทั้งนรม.และคณะรัฐมนตรีจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
ต่อมาเมื่อเดือน ก.พ. 2552 นาย Ivars Godmanis ได้ขอลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากแรงกดดันจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจภายในประเทศทำให้ปธน. Valdis Zatlers ได้ประกาศเสนอชื่อนาย Valdis Dombrovskis อดีตรมว.คลังในรัฐบาลชุดเดิมให้ดำรงตำแหน่ง นรม.คนใหม่

 

การเมืองระหว่างประเทศ
เป้าหมายสำคัญที่สุดของนโยบายด้านความมั่นคงที่แถลงออกมาอย่างชัดแจ้งของ ลัตเวีย คือ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงของลัตเวีย เนื่องจากลัตเวียยังคงมีความระแวงต่อภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นจากรัสเซีย ซึ่งพัฒนาการล่าสุดในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การ NATO ของลัตเวีย และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านบอลติก คือ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 สมาชิกองค์การ NATO 19 ประเทศ ได้ลงนามในพิธีสารว่าด้วยการรับสมาชิกใหม่ 7 ประเทศ คือ บัลแกเรีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย โรมาเนีย สโลวะเกีย และสโลวีเนีย ที่กรุงบรัสเซลส์ ต่อมา เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2547 ประเทศสมาชิกองค์การ NATO ใหม่ ทั้ง 7 ประเทศ ได้มอบภาคยานุวัตรสารให้แก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี
และในด้านนโยบายต่างประเทศ คือ การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เพื่อเข้าร่วมกระบวนการรวมตัวของยุโรป โดยลัตเวียและประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มบอลติก คือ เอสโตเนีย และลิทัวเนีย พร้อมด้วยสาธารณรัฐเช็ก ไซปรัส ฮังการี มอลตา โปแลนด์ สโลวีเนีย และสโลวะเกีย ได้เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรปอย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 (ค.ศ.2004)
นอกจากนี้ ลัตเวียและประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มบอลติกยังเข้าร่วมเป็นสมาชิกในองค์กรภูมิภาคอื่นๆ เช่น คณะมนตรีบอลติก (Baltic Council) และองค์การเพื่อความมั่นคง และความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe - OSCE) เป็นต้น

นโยบายต่อสหภาพยุโรป
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ลัตเวีย และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านบอลติก คือ เอสโตเนียและลิทัวเนีย พร้อมประเทศยุโรปตะวันออก ซึ่งได้แก่ สาธารณรัฐเช็ก ไซปรัส ฮังการี มอลตา โปแลนด์ สโลวีเนีย และสโลวะเกีย รวม 10 ประเทศ ได้เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรปอย่างสมบูรณ์
สรุปพัฒนาการของลัตเวียต่อสหภาพพยุโรปในช่วงเวลาที่ผ่านมา
1. เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2537 รัฐสภาลัตเวียได้ให้สัตยาบันต่อความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (Free Trade Accord) เป็นผลให้ลัตเวียสามารถเป็นภาคีสมาชิกความตกลงดังกล่าว กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 โดย ส่งผลให้ลัตเวียได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าต่าง ๆ จากสหภาพยุโรป ในรูปของอัตราภาษีศุลกากร โควต้าและ GSP
2. ลัตเวียได้ลงนามความตกลงเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมทบของสหภาพยุโรป (Association Agreement) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 โดยมีการกำหนดระยะเวลาปรับตัวไว้ ต่อมาลัตเวียได้ยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพ EU โดยสมบูรณ์ต่อ คณะกรรมมาธิการยุโรป
3. เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2539 ลัตเวียได้ส่งคำตอบแบบสอบถามรายละเอียดให้ คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาถึงความพร้อมที่จะทำการเจรจาว่าด้วยการเข้าเป็นสมาชิกภาพ EU โดยสมบูรณ์ ซึ่งลัตเวียได้พยายามทุกวิถีทางที่จะปฏิรูประบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมให้สอดคล้องกับมาตรฐานและระเบียบกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป เพื่อที่จะได้เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปโดยสมบูรณ์ในช่วงปี ค.ศ.2004 พร้อมกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านบอลติก ซึ่งได้แก่ ลัตเวียและลิทัวเนีย ทั้งนี้ แม้ว่า ลัตเวียจะไม่ได้ร่วมอยู่ในกลุ่มแรกที่สหภาพยุโรป เริ่มกระบวนการเจรจาเพื่อรับสมาชิกใหม่ เนื่องจากระดับการพัฒนาของลัตเวียนั้นยังล้าหลัง และไม่เจริญเท่าประเทศอื่น ๆ เช่น เอสโตเนีย โปแลนด์ ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก ก็ตาม แต่ลัตเวียถือว่าการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเป็นเป้าหมายสำคัญในด้านการต่างประเทศ

นโยบายต่อองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO)
พัฒนาการที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้
- ก่อนที่จะได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การ NATO อย่างสมบูรณ์ในปี 2547 ลัตเวียแสดงความปรารถนาที่จะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ขององค์การ NATO โดยเร็วเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงและเสถียรภาพ ทั้งนี้ ลัตเวียได้เข้าเป็นสมาชิกในโครงการหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพ (Partnership for Peace –PfP) ขององค์การ NATO อย่างไรก็ดี การขยายตัวขององค์การ NATO ไปทางตะวันออกจะส่งผลกระทบทำให้ รัสเซียมีความกังวลต่อดุลยภาพทางทหารในภูมิภาคยุโรป ดังนั้น การเฝ้าดูท่าทีของรัสเซียจึงเป็นปัจจัยสำคัญด้วย และแม้ว่าบรรดาผู้นำของลัตเวียจะทราบดีถึงสถานภาพดังกล่าวของตนเองต่อองค์การ NATO แต่บรรดาผู้นำรัฐบาลของลัตเวียในแต่ละสมัยยังคงย้ำถึงความปรารถนาที่จะเข้าเป็นสมาชิก NATO โดยเร็วในทุกโอกาส ดังเช่นที่นาย Valdis Birkavs รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลัตเวีย (ในช่วงเวลาขณะนั้น) ได้ไปกล่าวในการประชุมสัมมนาเรื่อง NATO and the Baltic States Quo Vadis ซึ่งมูลนิธิ Konrad-Adenauer Stiftung และสถาบันกิจการต่างประเทศของลัตเวียได้จัดขึ้นที่กรุงริกา เมื่อเดือนธันวาคม 2539 ว่า บรรดารัฐบอลติกมีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของค์การ NATO เนื่องจากบรรดารัฐบอลติกไม่มีทางเลือกอื่น นอกเหนือจากการเข้าเป็นสมาชิกของ NATO และสหภาพยุโรป เพื่อเป็นหลักประกันทางความมั่นคงและเศรษฐกิจของตนเอง แต่อย่างไรก็ดี บรรดารัฐบอลติกทั้งสามประเทศต่างอยากจะได้รับคำยืนยันจาก NATO ว่า ยินดีจะรับรัฐบอลติกทั้งสามประเทศเข้าเป็นสมาชิกของ NATO
- พัฒนาการล่าสุดในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การ NATO ของลัตเวีย คือ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 สมาชิกองค์การ NATO 19 ประเทศ ได้ลงนามในพิธีสารว่าด้วยการรับสมาชิกใหม่ 7 ประเทศ คือ บัลแกเรีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย โรมาเนีย สโลวาเกีย และสโลวีเนีย ที่กรุงบรัสเซลส์ ต่อมา เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2547 ประเทศสมาชิกองค์การ NATO ใหม่ ทั้ง 7 ประเทศ ได้มอบภาคยานุวัตรสารให้แก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี
เศรษฐกิจการค้า
ลัตเวียเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของรัสเซีย ซึ่งส่งผลกระทบอุตสาหกรรมการส่งออกของลัตเวียเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการผลิต ลัตเวียพยายามที่จะแสวงหาตลาดใหม่ๆ หลังจากที่ตลาดรัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS พังทลาย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ในปี 2545 (ค.ศ.2002) GDP ของลัตเวียมีมูลค่า 18.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับด้านดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2541 (ค.ศ.1998) ขาดดุลร้อยละ 11.1 ของ GDP ซึ่งเป็นการขาดดุลที่สูงที่สุดในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของยุโรปกลางและตะวันออก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินทุน ลัตเวียมีนโยบายที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2540 (ค.ศ.1997) และต่อมาเมื่อเดือนตุลาคม 2541 (ค.ศ.1998) ลัตเวียได้เข้าเป็นสมาชิก WTO ซึ่งได้ช่วยในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าให้มากขึ้น และการปรับระบบภายในเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก ก็จะช่วยในการเตรียมการของลัตเวียที่จะเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป นอกจากนั้น การเข้าร่วมในเขตการค้าเสรี สินค้าเกษตรระหว่างประเทศบอลติก ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 (ค.ศ.1997) ก็จะช่วยกระตุ้นให้มีการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าที่สำคัญของลัตเวีย สำหรับเรื่องการว่างงาน ตามสถิติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า มีผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ว่างงานร้อยละ 8.6 ของประชากรในวัยทำงาน ซึ่งอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นหลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในรัสเซีย โดยเขตที่มีการว่างงานในอัตราสูงอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศ ในด้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลแต่ละชุดได้ดำเนินการอย่างจริงจังที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยในปี 2539 (ค.ศ.1996) รัฐบาลได้โอนกรรมสิทธิ์รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่อยู่ในข่ายจะต้องแปรรูปไปให้แก่หน่วยงาน Privatization Agency โดยวางแผนว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางกำหนดเสร็จสิ้นภายในปี 2540 (ค.ศ.1997) นอกจากนั้น รัฐบาลยังเร่งดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินการในลักษณะผูกขาด โดยมีจุดประสงค์ที่จะให้บริษัทหรือรัฐวิสาหกิจต่างประเทศที่ดำเนินธุรกิจอย่างเดียวกันเข้ามาลงทุน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐลัตเวีย
ความสัมพันธ์ทางการทูต
ไทยประกาศรับรองรัฐลัตเวียเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2534 พร้อมกับการประกาศรับรองรัฐเอสโตเนีย และลิทัวเนีย ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2535 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ไทยดำเนินการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับลัตเวีย และให้มีการแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูต ในระดับเอกอัครราชทูตระหว่างกัน โดยให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม มีเขตอาณาครอบคลุมฟินแลนด์ ลัตเวียและเอสโตเนีย โดยนายสุจินดา ยงสุนทร เอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ได้เดินทางไปยื่นพระราชสาส์นตราตั้งเป็นเอกอัครราชทูตคนแรกประจำลัตเวีย เมื่อวันที่ 22พฤศจิกายน 2537 และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2544 เห็นชอบให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออลโล มีเขตอาณาครอบคลุมลัตเวียแทนสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม
ปัจจุบันนายจุลพงษ์ โนนศรีชัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศลัตเวียอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย
ที่อยู่ Royal Thai Embassy ,Eilert Sundts Gate 4 0244 Oslo
Tel. (47) 22128660 , (47) 22128570 , Telefax: (47) 22049969
สำหรับฝ่ายลัตเวียยังมิได้ตั้งสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย แต่ได้จัดตั้งสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำประเทศไทย โดยมีนายประสงค์ จงรัตนากุล ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ลัตเวียประจำประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2538
ที่อยู่ 113/13 ถนนสุรวงศ์ กรุงเทพฯ 10500

ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
ลัตเวียพร้อมที่จะขยายความร่วมมือกับไทยในทุก ๆ ด้าน ทั้งในกรอบทวิภาคีและกรอบพหุภาคี ในด้านความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นโดยมีการแลกเปลี่ยนสารแสดงความยินดีระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอในโอกาสสำคัญๆ อาทิเช่น การเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของลัตเวีย เป็นต้น นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังได้สนับสนุนการดำเนินงานในกรอบเวทีการเมืองประเทศระหว่างกัน โดยเฉพาะการให้ความสนับสนุนของลัตเวียต่อผู้สมัครของไทยในองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญๆ เช่น องค์การสหประชาชาติ เป็นต้น

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้า
ลัตเวียตระหนักถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของไทยในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะขีดความสามารถในการส่งเสริมการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ลัตเวียได้มองไทยโดยเปรียบเทียบกับบางประเทศในเอเชียในเรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทางการค้า เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่นและจีน ฝ่ายลัตเวียเสนอตัวที่จะเป็นประตูการค้าให้ไทยสำหรับการค้าขายกับรัสเซีย และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช เนื่องจากสภาพที่ตั้งของประเทศมีความคุ้นเคยกับวิธีการค้าและรู้จักอุปนิสัยของคนรัสเซีย อีกทั้งมีท่าเรือปลอดน้ำแข็งอยู่ด้วย นอกจากนี้ ภาวะการเงินของลัตเวียก็เริ่มมีเสถียรภาพขึ้น การโอนเงินตราเข้าออก สามารถกระทำได้โดยมีข้อจำกัดน้อยมาก ส่วนระบบธนาคารอาจจะมีจำนวนมากเกินไป แต่การแข่งขันก็เป็นไปโดยเสรีและเชื่อว่าจำนวนธนาคารซึ่งมีอยู่มากเกินไปในขณะนี้จะลดลงเรื่อย ๆ

สถิติการค้าระหว่างไทยกับลัตเวียในช่วงปี 2552 มีปริมาณการค้ารวม 18.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปลัตเวีย 15.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 2.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 13.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย คือ ผลิตภัณฑ์ยาง อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เตาไมโครเวฟ
สินค้านำเข้าที่สำคัญของไทย ได้แก่ ไม้ซุง ไม้แปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ด้ายและเส้นใย สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
(ที่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ)

การท่องเที่ยว
ชาวลัตเวียเริ่มมาท่องเที่ยวประเทศไทยตั้งแต่ปี 2534 แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม คือ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย ตั้งแต่ปี 2537 บริษัทนำเที่ยวของลัตเวียได้จัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำมายังประเทศไทยหลายเที่ยวบิน ระหว่างมกราคม - กันยายน 2552 มีนักท่องเที่ยวลัตเวียเดินทางมาไทย จำนวน 2,128 คน
แหล่งท่องเที่ยวหลักของชาวลัตเวียประกอบด้วยยุโรปตะวันตกยุโรปตะวันออก สแกนดิเนเวียและฟินแลนด์ และลัตเวียมีบริษัทนำเที่ยวทั้งในด้าน inbound และ outbound ประมาณ 200 บริษัท

การแลกเปลี่ยนการเยือน
ฝ่ายไทย
- เดือนกันยายน 2535 (ค.ศ. 1992) คณะทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ(Familiarization Mission) เยือนกลุ่มประเทศบอลติก (ลิทัวเนีย ลัตเวียและเอสโตเนีย) เพื่อสำรวจลู่ทางการพัฒนาความสัมพันธ์
- วันที่ 9-19 กรกฎาคม 2543 (ค.ศ.2000) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ได้จัดงาน Baltic Countries Road Show 2000 ที่เอสโตเนีย ลัตเวียและลิทัวเนีย (กรุงริกา วันที่ 14 กรกฎาคม 2543)
- วันที่ 10-12 มิถุนายน 2547 (ค.ศ.2004) ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายสรจักร เกษมสุวรรณ) และคณะ เดินทางเยือนลัตเวียอย่างเป็นทางการ และได้เข้าเยี่ยมคารวะนาย Rihards Piks รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลัตเวีย และพบหารือกับนาย Maris Riekstins รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศลัตเวีย (State Secretary of Ministry of Foreign Affairs)

ฝ่ายลัตเวีย
- วันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2539 (ค.ศ.1996) นาย Valdis Birkavs รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลัตเวีย และภริยา พร้อมคณะภาคเอกชน เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ และหารือข้อราชการกับ ม.ร.ว. เทพ เทวกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 11-19 กุมภาพันธ์ 2543 (ค.ศ.2000) นาย Vladimirs Makarovs รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจลัตเวีย เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 ระหว่าง วันที่ 11-19 กุมภาพันธ์ 2543 ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนลัตเวีย


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

625 คน

 สถิติเมื่อวาน

1758 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

27813 คน

229850 คน

3193733 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official