สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
The United Arab Emirates
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง
ทิศเหนือเป็นทะเลอ่าวเปอร์เซียหรืออ่าวอาหรับ ทิศตะวันออกติดกับโอมานและอ่าวเปอร์เซียบริเวณ ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) และบริเวณอ่าวโอมาน ทิศใต้และตะวันตกติดกับโอมานและซาอุดีอาระเบีย

พื้นที่ ประมาณ 90,559 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงอาบูดาบี (Abu Dhabi)

ประชากร 5.6 ล้านคน (ปี 2551) เป็นชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ร้อยละ 25 ชาวต่างชาติ ร้อยละ 75 ส่วนมากเป็นแรงงานจากอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ และจากกลุ่มประเทศอาหรับด้วยกัน

ศาสนา ศาสนาอิสลามร้อยละ 96 (สุหนี่ร้อยละ 80 ชีอะต์ ร้อยละ 16) ฮินดู คริสต์ และอื่นๆ ร้อยละ 4

ภาษา ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ ภาษาอังกฤษมีการใช้อย่างกว้างขวาง และภาษาฟาร์ซี (Farsi) มีการใช้ระหว่างชาวอิหร่านที่พำนักอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ภูมิอากาศ มี 2 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนและฤดูหนาว
เดือนพฤษภาคมถึงกันยายนอากาศร้อนจัดและความชื้นสูง อุณหภูมิประมาณ 32-48 องศาเซลเซียส เดือนตุลาคมถึงเมษายนเป็นฤดูหนาวซึ่งอากาศไม่หนาวมากนัก อุณหภูมิเฉลี่ย 15-30 องศาเซลเซียส

หน่วยเงินตรา ดีแรห์ม (Dirham) อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ
เท่ากับ 3.68 ดีแรห์ม หรือ 1 ดีแรห์ม เท่ากับประมาณ 9 บาท

ประธานาธิบดี H.H. Sheikh Khalifa bin Zayed Al Nahyan
(เจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบี)

นายกรัฐมนตรี H.H. Sheikh Mohammad bin Rashid Al Maktoum (รอง ปธน.ยูเออี และเจ้าผู้ครองรัฐดูไบ)

รมว.กต. H.H.Sheikh Abdallah Bin Zayid Al Nahyan

ระบอบการปกครอง
สหพันธรัฐ ประกอบด้วยรัฐ ๗ รัฐ ได้แก่ อาบูดาบี (Abu Dhabi) ดูไบ (Dubai) (เป็นเมืองท่าและศูนย์กลางธุรกิจ) ชาร์จาห์ (Sharjah) อัจมาน (Ajman) ราสอัลไคมาห์ (Ra’s al-Khaimah) ฟูไจราห์ (Fujairah) และอุมม์ อัล ไคเวน (Umm al-Qaiwain) ปกครองโดยประธานาธิบดีซึ่งเลือกจากเจ้าผู้ครองรัฐแต่ละรัฐ การปกครองมีลักษณะเป็นราชาธิปไตย

สังคม

- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เหมือนกับประเทศอ่าวอื่นๆ ที่ให้สวัสดิการกับประชาชนสูงในด้านสาธารณสุข การเคหะ และการดำรงชีพ มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีมาตรฐานการดำรงชีพสูง เป็นอันดับต้นของตะวันออกกลาง มีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สตรีมีเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ สูง เมื่อเทียบกับสังคมประเทศอาหรับทั่วไป

- สำหรับคนชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และชุมชนชาวต่างชาติที่มีรายได้สูง สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์นับว่ามีสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ที่มั่นคง แต่สำหรับแรงงานที่มีรายได้ต่ำจะประสบความยากลำบาก เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและการที่ระดับการคุ้มครองของรัฐยังไม่สูงพอ ในกรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง


การเมืองการปกครอง

การเมืองการปกครอง

- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เกิดจากการรวมตัวของรัฐต่าง ๆ อย่างหลวม ๆ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2514 เป็นต้นมาและได้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2514 ให้เป็นฉบับถาวรเมื่อปี 2539 โดยได้มีการลงนามในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539 นับเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศ เป็นปึกแผ่นมั่นคงทั้งนี้ วันดังกล่าวถือเป็นวันชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นสหพันธรัฐ (Federation) ประกอบด้วย 7 รัฐ แต่ละรัฐมีระบบการปกครองท้องถิ่นของตนเอง มีกรุงอาบูดาบีเป็นเมืองหลวงถาวร โดยมีรัฐบาลกลาง (Federal Government) ดูแลนโยบายและกิจการที่สำคัญของประเทศ เช่น การต่างประเทศและความมั่นคง เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย

สภาสูงสุด (Federal Supreme Council) ประกอบด้วยเจ้าผู้ครองรัฐทั้ง 7 รัฐ ผู้กำหนดทิศทางของนโยบาย ออกกฎหมายและเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจากสมาชิก สภา ฯ การตัดสินใจใช้คะแนนเสียงอย่างต่ำ 5 คะแนน (โดยต้องมีรัฐอาบูดาบีและรัฐดูไบ) ซึ่งประธานาธิบดี คนปัจจุบัน คือ เชคคอลิฟะห์ บิน ไซอิด อัลนะห์ยัน (H.H. Sheikh Khalifa bin Zayed Al-Nahyan) ประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี อนึ่ง นับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศ เป็นที่ตกลงกันว่าตำแหน่งประธานาธิบดีจะอยู่กับเจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบีและตำแหน่งรองประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีจะเป็นของเจ้าผู้ครองรัฐดูไบ

คณะรัฐมนตรี (Federal Council of Ministers) มีสมาชิก 21 คน ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารขึ้นตรงต่อสภาสูงสุด แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี

สภาแห่งชาติของสหพันธรัฐ (Federation National Council - FNC) มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 40 คน มีวาระ 2 ปี ประกอบด้วยสมาชิก 20 คนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยเจ้าผู้ครองรัฐแต่ละรัฐ และ อีก 20 คนมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2549 จากเดิมที่สมาชิกทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งและเริ่มวาระสมาชิกสภาฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 การเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกของการพัฒนาการทางการเมืองในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้คนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คุ้นเคยและตระหนักถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง และแสดงให้เห็นบทบาทของสตรีที่มีมากขึ้นทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมีสมาชิกเป็นสตรีรวม 9 คน (มาจากการเลือกตั้ง 1 คน) อย่างไรก็ตาม สภาแห่งชาติของสหพันธรัฐยังไม่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายเช่นเดียวกับรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย แต่ทำหน้าที่คล้ายสภาที่ปรึกษาและกลั่นกรองกฎหมายเพื่อเสนอให้สภาสูงสุดพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งพิจารณาข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีในเรื่องต่างๆ คาดว่าในอนาคตจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้อำนาจสภาฯ และเพิ่มจำนวนสมาชิกให้มากขึ้น

ศาลสูงสุด (Federal Supreme Council)

- แม้ว่าเจ้าผู้ครองรัฐมีอำนาจและมีสิทธิค่อนข้างมากในการกำหนดนโยบายในรัฐตน การเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ เชคโมฮัมเมด บิน ราชิด อัล มัคทูม (H.H. Sheikh Mohammed bin Rashid Al Maktoum) เจ้าผู้ครองรัฐดูไบและการสนับสนุนที่เข้มแข็งของ เชคโมฮัมเมด บิน ไซอิด อัลนะห์ยัน (H.H. Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan) มกุฎราชกุมารรัฐอาบูดาบี มีแนวโน้มจะนำไปสูการมีนโยบายร่วมกันในระดับสหพันธรัฐ

- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง ที่ผ่านมาการเกิดวิกฤติและความไร้เสถียรภาพในตะวันออกกลางกลับมีผลให้สถานะของประเทศดีขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันมักพุ่งสูงขึ้นทำให้มีรายได้จากการส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้น

นโยบายต่างประเทศ

- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศตะวันตก มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ โดยรวมแล้ว สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มักเลือกแสดงท่าทีและดำเนินนโยบายเกี่ยวกับความมั่งคงร่วมกันในกรอบภูมิภาคมากกว่าจะแสดงจุดยืนโดยลำพัง แต่ในระยะหลังได้แสดงท่าที ข้อคิดเห็นต่อประเด็นการเมืองในภูมิภาคอย่างเปิดเผยมากขึ้น โดยเป็นหนึ่งในกลุ่ม Arab Quartet (ประกอบด้วย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน ซาอุดิอาระเบีย และอียิปต์) ที่ตั้งขึ้นเพื่อประสานท่าทีระหว่างสมาชิกกลุ่มประเทศอาหรับกับกลุ่ม International Quartet ในเรื่องพัฒนาการและสถานการณ์ในภูมิภาค และเพื่อชี้แจงทัศนะและท่าทีของอาหรับ โดยไม่ต้องการให้ International Quartet มีบทบาทนำฝ่ายเดียว ในการกำหนดระเบียบวาระของกระบวนการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง

- นโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีหลักการต่อต้านความรุนแรงและการรุกราน การส่งเสริมความร่วมมือกับสันติประเทศ การไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่นๆ การส่งเสริมการเจรจาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ การสนับสนุนการดำเนินการที่ยุติธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และการให้ความช่วยเหลือมิตรประเทศ

- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีพันธมิตรทางการทหารในวงกว้าง โดยกองทัพเรือและกองทัพอากาศของสหรัฐฯ ใช้เป็นฐานขนส่งบำรุงกำลัง (ฐานทัพอากาศที่อาบูดาบี และท่าเรือ Jabel Ali ที่ดูไบ) ร่วมมือกับกองทัพในภูมิภาคและระหว่างประเทศ และมีการสั่งซื้ออาวุธสงครามที่ทันสมัยจากหลายประเทศ เพื่อรองรับสถานการณ์ในภูมิภาค โดยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีอู่ต่อเรือและซ่อมเรือรบของตนเอง (Abu Dhabi Shipbuilding) และล่าสุดได้ลงนามความตกลงด้านความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรตามลำดับ เพื่อวางกรอบความร่วมมือในเรื่องการสำรวจและใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างสันติ และความตกลงด้านความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศส เพื่อให้ฝรั่งเศสตั้งฐานทัพถาวรในปี 2552 อนึ่ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่ 4 ในตะวันออกกลางที่ประกาศแผนจะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ โดยเน้นย้ำจุดยืนว่าตนสนับสนุนสนธิสัญญาการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ และสนับสนุนให้ตะวันออกกลางปราศจากอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction – WMD)

- แม้จะมีการขู่จากกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ แต่ยังไม่มีการปฏิบัติการก่อการร้ายเกิดขึ้น ขณะที่รัฐประกาศและให้ความมั่นใจว่าประเทศปลอดภัยจากการก่อการร้าย แต่ก็มีการออกฎหมายและมาตรการต่างๆ ที่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ารัฐมีความกังวลต่อความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศ ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่ในกลุ่มประเทศที่กลุ่มก่อการร้าย อัลไคดาห์ ได้ประกาศว่าเป็นเป้าหมายในการปฏิบัติการก่อการร้าย เนื่องจากเป็นรัฐที่ร่วมมือให้สหรัฐฯ ใช้ดินแดนของตนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร

- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีท่าทีและบทบาทในเวทีระหว่างประเทศในปัจจุบัน อาทิ

1) การเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์กรพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้รับการเลือกให้เป็นตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์กรพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศที่รัฐอาบูดาบี เมื่อเดือนมิถุนายน 2552

2) โครงการปรมาณูของอิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีนโยบายต่อต้านการแพร่ของอาวุธนิวเคลียร์ในตะวันออกกลาง และการกระทำอื่นๆ ที่จะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค โดยหวังว่าอิหร่านจะยึดถือการดำเนินการที่โปร่งใส แต่หวั่นเกรงว่า การพัฒนาปรมาณูดังกล่าวจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม และจะให้การสนับสนุนหากนานาชาติลงมติให้มีมาตรการลงโทษอิหร่าน อย่างไรก็ดี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านการทหารของประเทศอย่างเร่งด่วนในช่วง 2 - 3 ปี ที่ผ่านมา โดยมีการสั่งซื้ออาวุธ เทคโนโลยีทางทหารใหม่ๆ เพื่อใช้ในการป้องกันประเทศ โดยมองว่าอิหร่านมีศักยภาพที่จะเป็นภัยคุกคาม

3) ข้อพิพาทด้านดินแดนกับอิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังมีข้อพิพาทกับอิหร่านในเรื่องอธิปไตยเหนือเกาะ 3 เกาะ คือ Abu Musa, The Greater Tunb และ The Lesser Tunb ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เคยมีการหยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติในปี 2514 และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มักถือโอกาสการประชุม Arab League และ การประชุมกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ส่งสัญญาณทางการเมืองไปยังอิหร่านโดยขอให้อิหร่านมีการเจรจาโดยตรงหรือนำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน และมีความร่วมมือกับอิหร่านในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แยกแยะประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจออกจากกันเมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาติ

เศรษฐกิจการค้า

ข้อมูลเศรษฐกิจ (2551)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 221.976 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 39,639 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 7.7 (ปี 2551)

- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่ร่ำรวยด้วยทรัพยากรพลังงาน เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในภูมิภาค และอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจมากที่สุดของโลกโดยการจัดลำดับของ World Economic Forum มีน้ำมันดิบสำรองประมาณร้อยละ 10 ของโลก รายได้จากการส่งออกน้ำมันคิดเป็นร้อยละ 30 ของ GDP และมีก๊าซธรรมชาติสำรองเป็นลำดับที่ 4 ของโลก รองจากรัสเซีย อิหร่านและกาตาร์ สภาพที่ตั้งอยู่ระหว่างภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะรัฐดูไบเป็นศูนย์กลางการค้า ในตะวันออกกลางและเป็นแหล่งขนถ่ายและส่งต่อสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น อิหร่าน รวมทั้งส่งออกไปยังตลาดนอกภูมิภาค ได้แก่ แอฟริกา เอเชียกลาง และยุโรป ปัจจุบันมีท่าเรือ 9 แห่ง (รัฐละ 1 แห่ง) ยกเว้นรัฐดูไบและรัฐอาบูดาบีมีรัฐละ 2 แห่ง ท่าเรือทั้งหมดรองรับสินค้าประมาณ 30 ล้านตันต่อปี (ไม่รวมน้ำมันดิบ)

- รายได้หลักของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขึ้นอยู่กับน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้จากการพัฒนาธุรกิจภาคที่ไม่ใช่น้ำมันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะรัฐดูไบซึ่งมีมูลค่าการค้าต่างประเทศที่ไม่ใช่น้ำมันเพิ่มขึ้นในปี 2549 ถึงร้อยละ 9.15 ดังนั้น รัฐบาลปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับนโยบายการพัฒนาเพื่อขยายฐานทางเศรษฐกิจ (diversification) เพื่อเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องพึ่งรายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว และพยายามส่งเสริมการค้าการลงทุน รวมทั้งสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจเสรี (Economic Free Zone) ทั้งในรูปการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิต และการใช้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นฐานการกระจายสินค้า

- ยุทธศาสตร์ของรัฐอาบูดาบี เน้นการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมปลายน้ำ (downstream) ของกระบวนการผลิตน้ำมัน และอุตสาหกรรมการหลอมอะลูมิเนียม หน่วยงานดูแลการลงทุนในต่างประเทศของรัฐเน้นเลือกการลงทุนในโครงการที่ก่อผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนร่วมกับบริษัทต่างชาติในโครงการที่มีอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อนึ่ง ผู้นำรัฐรุ่นใหม่มีการริเริ่มโครงการเศรษฐกิจใหม่ ๆ และสนับสนุนเพื่อสร้างให้รัฐเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศูนย์กลางการศึกษา อาทิ มีโครงการสร้างสาขาของพิพิธภัณฑ์ลุฟของฝรั่งเศส เป็นต้น

- การพัฒนาของรัฐดูไบนับจากทศวรรษที่ 1980 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีการพัฒนา
อย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะการทำให้ดูไบเป็นศูนย์กลางคมนาคมทั้งทางทะเลและทางอากาศ การเป็นศูนย์กลางการค้าและการส่งออกต่อ รวมทั้งศูนย์กลางการเงิน โดยมีเงินทุนจำนวนมากไหลเข้าไปในภาคอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงินในดูไบ ดังจะเห็นได้จากการที่ดูไบเปิดตลาดหุ้นในปี คศ 2004 และสามารถกลายมาเป็นเป็นศูนย์กลางการเงินได้ในเวลาเพียง 5 ปี ตลาดหุ้นดูไบถือหุ้นในตลาดหุ้นลอนดอนร้อยละ 20 และใน NAZDAQ และการที่มีเงินไหลเข้ามาจำนวนมากจึงนำไปลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และลงทุนในต่างประเทศ เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาในปี 2551 เศรษฐกิจดูไบก็ได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ ในปี 2552 ปรากฎมีโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่ยังไม่แล้วเสร็จกว่าร้อยละ 40 ต้องหยุดชะงักไป โครงการอสังหาริมทรัพย์ถึง 400 โครงการ มูลค่าประมาณ 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังขายไม่ได้ นอกจากนี้ การลงทุนของดูไบในต่างประเทศก็ต้องชะงักลง

- นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ รัฐอาบูดาบีและรัฐดูไบมีการแข่งขันกันอยู่ในทีและมีการต่อรองการอยู่ร่วมกันมาโดยตลอด ความสำคัญของอาบูดาบีเกิดจากการมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดและครอบคลุมแหล่งน้ำมันร้อยละ 94 แหล่งก๊าซธรรมชาติร้อยละ 93 และการเป็นรัฐผู้สนับสนุนงบประมาณของสหพันธรัฐเป็นสัดส่วนสูงสุด ขณะที่ดูไบ มีการผลิตน้ำมันประมาณร้อยละ 6 และมีฐานะเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ รวมทั้งการประชุมการจัดการแข่งขันกีฬา และมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น Dubai World ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่รวมบริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ ที่รัฐเป็นเจ้าของเข้าด้วยกัน และเจ้าผู้ครองรัฐซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ได้เข้าไปมีบทบาทดำเนินการต่างๆ ในระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้นำรุ่นที่สองของประเทศเห็นว่า บทบาทที่ขีดเส้นว่าอาบูดาบีเป็นเมืองหลวงและดูไบเป็นเมืองพาณิชย์เริ่มชัดเจนน้อยลง โดยผู้นำของรัฐทั้งสองตระหนักว่าจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอดของทั้งสองฝ่าย เมื่อรัฐดูไบประสพภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐอาบูดาบีเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจของดูไบโดยการช่วยเหลือด้านการเงินและการเข้าถือหุ้นในกิจการของรัฐดูไบ

- ล่าสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีโครงการก่อสร้างเมืองเศรษฐกิจใหม่ (New Economic City – NEC) เรียกว่าโครงการ Masdar City ที่รัฐอาบูดาบี มีมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ออกแบบตามความต้องการของบริษัทข้ามชาติที่มาร่วมลงทุน โดยนำเงินรายได้มหาศาลจากการส่งออกน้ำมันดิบมาใช้ในการพัฒนา และจะเป็นแหล่งทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ในภาคพลังงาน เช่น การใช้แสงอาทิตย์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า และการกลั่นน้ำทะเล เป็นต้น

- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นสมาชิกในตลาดร่วมศุลกากร (Customs Union) ของคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council-GCC) และได้มีการกำหนดให้เพิ่มภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าภายในกลุ่ม จากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 5 สำหรับสินค้าทั่วไปและไม่มีภาษีสำหรับสินค้าประเภทอาหาร นอกจากนั้น ยังไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีกำไรและภาษีรายได้บุคคล และมีนโยบายให้สามารถนำเงินเข้า-ออกประเทศได้โดยเสรี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากขึ้น

ความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue: ACD) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าร่วมเป็นสมาชิกความร่วมมือเอเชียเมื่อปี 2547 และสนใจที่จะเป็นผู้นำ (Prime Mover) ในด้าน E-Commerce, E-Education, Infrastructure Fund, SMEs, Information Technology Development และ Environmental Education
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์


ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

ความสัมพันธ์ทั่วไป

ด้านการทูต

ไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที 12 ธันวาคม 2518 โดยไทยเปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ เมื่อเดือนมกราคม 2535 และเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เปิดสถานเอกอัครราชทูตฯ ที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนเมษายน 2541

ด้านการเมือง

ในรอบปี 2551 มีการเยือนที่สำคัญ ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
(นายนพดล ปัทมะ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสันติ พรมภัท) เดินทางเยือนเพื่อเป็นประธานร่วมในการลงนาม Letter of Intent เกี่ยวกับการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโครงการSouthern Land Bridge ของไทยระหว่างผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม และนาย Sultan Ahmed Bin Sylayem ประธานบริษัท Dubai World ระหว่างวันที่ 6-7 เมษายน 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นางอุไรวรรณ เทียนทอง) ได้เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2551 และ ในปี 2552 มีการเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดังนี้นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนระหว่าง 4 – 5 มีนาคม 2552 นายชุมพล ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว เดินทางเยือนระหว่าง 3 – 9 พฤษภาคม 2552 นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้าร่วมงาน GASTECH 2009 Conference and Exhibition ระหว่างวันที่ 24 – 26 พฤษภาคม 2552

ด้านเศรษฐกิจ

- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประตูการค้าของไทยและเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในตะวันออกกลาง ตั้งแต่ช่วงปี 2541 เป็นต้นมา โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2551 คิดเป็นมูลค่ากว่า 13,942.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 2,793.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 11,149.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

- สินค้าส่งออกสำคัญของไทยได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ ผ้าผืน อัญมณีและเครื่องประดับ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น สินค้านำเข้าสำคัญจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แก่ น้ำมันดิบ สินแร่โลหะ เศษโลหะ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินและทองคำแท่ง และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น

- ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นอันดับหนึ่งจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและประเทศอื่นๆ ในโลก โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของการนำเข้าทั้งหมด ในปี 2551 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นมูลค่า 10,548.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ถึงร้อยละ 61.8 ประเทศไทยโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำเข้าน้ำมันดิบจาก Abu Dhabi National Oil Company (ADNOC) มากเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีสัญญาการซื้อขายน้ำมันแบบ G to G ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา

- เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 สภาเทศบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้มีมติรับรองตราฮาลาลของสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในการรับรองโรงฆ่าไก่ที่ถูกต้องตามหลักศาสนา และโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ในประเทศไทย ซึ่งมติดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกไก่ต้มสุกฮาลาลไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ และมติรับรองดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสสำหรับสินค้าฮาลาลไทยในตะวันออกกลาง เนื่องจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นศูนย์ส่งออกต่อฮาลาลที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคไปยังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง แอฟริกา และกลุ่มประเทศ CIS

- ภาคเอกชนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เช่น

(ก) Jumeirah Group ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Dubai Holdings เข้าบริหาร Jumeirah
Phuket Private Island Resort ที่ เกาะแรดในบริเวณอ่าวปอ จังหวัดภูเก็ต

(ข) กลุ่ม Dubai Holdings ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 800 ล้านหุ้น หรือ ร้อยละ 15 จากบริษัท ธนายง

(ค) กลุ่ม Dubai World ได้ ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรเรื่องการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า เพื่อสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้โครงการ Southern Land Bridge นอกจากนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีการร่วมทุนกับบริษัทไทย เช่น บริษัทผลิตพรม (ไทปิง) เป็นต้น ขณะที่ภาคเอกชนไทยยังเข้าไปลงทุนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์น้อยราย แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาคการบริการทางการแพทย์ เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ และภาคการก่อสร้าง เช่น บริษัทอิตัล-ไทย ได้เริ่มเข้าไปลงทุนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบริษัทเอกชนรายใหญ่ เช่น บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัทสยามซีเมนต์ ได้เข้าไปมีบริษัทตัวแทนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อย่างไรก็ตามปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจดูไบน่าจะก่อผลกระทบต่อภาคธุรกิจกก่อสร้างของไทยในรัฐดูไบและโครงการ Southern Land Bridge

ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม

ด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เดินทางมาไทยมากเป็นอันดับสองของภูมิภาคตะวันออกกลาง (รองจากอิสราเอล) มีจำนวนถึง 87,939 คน ในปี 2551 โดยนักท่องเที่ยวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จำนวนมากนิยมเดินทางมาตรวจสุขภาพและรักษาพยาบาลในไทยทุกปี เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลถูกกว่าประเทศในยุโรป และมักใช้โอกาสเดินทางมาพักผ่อนด้วย โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาประจำการที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประจำประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ป่วยที่รัฐส่งมารับการรักษาพยาบาล สำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะเมืองดูไบเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่งในตะวันออกกลาง

ด้านแรงงาน ปัจจุบัน มีคนไทยอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประมาณ 12,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานฝีมือ และทำงานในภาคอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ธุรกิจบริการ และธุรกิจก่อสร้าง ส่วนมากทำงานในรัฐดูไบและรัฐอาบูดาบี ทั้งนี้ วิกฤติเศรษฐกิจดูไบทำให้ความต้องการแรงงานไทยในดูไบลดลง ขณะที่การขยายโครงการก่อสร้างในรัฐอาบูดาบีทำให้ความต้องการแรงงานเพิ่มมากขึ้น มีผลให้แรงงานไ ทยในยูเออีโดยรวมไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า

-ปัจจุบันสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจบริการที่เป็นข้อจำกัดของการเข้าสู่ตลาด ได้แก่ (1) มาตรการจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติได้ไม่เกินร้อยละ 49 (2) การทำธุรกิจทุกชนิดต้องมีชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นผู้อุปถัมภ์ (local sponsor) กล่าวคือเป็นเจ้าของทะเบียนการค้า (trade license) โดยชาวต่างชาติที่ร่วมดำเนินธุรกิจเป็นเพียงผู้บริหารจัดการ โดยต้องจ่ายค่าอุปถัมภ์ในอัตราที่ตกลงกันทุกปี

-ภาคเอกชนไทยบางส่วนยังรู้สึกไม่คุ้นเคยและขาดข้อมูล อีกทั้งความแตกต่างด้านวัฒนธรรม สังคม ประเพณี และธุรกิจการค้า ทำให้ขาดแรงจูงใจที่จะเข้าไปทำการค้าในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโดยที่ชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มักปล่อยให้การบริหารจัดการบริษัทเป็นหน้าที่ของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะผู้จัดการฝ่ายต่างๆ จึงมักจะยินดีที่จะทำธุรกิจกับบริษัทที่บริหารโดยชนชาติเดียวกับตนเป็นลำดับแรก อาทิ อินเดีย ปากีสถาน อียิปต์ ดังนั้น หากฝ่ายไทยไม่สามารถเข้าถึงผู้ถือหุ้นใหญ่หรือเจ้าของกิจการที่เป็นชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ โอกาสที่ไทยจะเจาะตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ย่อมมีน้อยลง

- นอกจากนี้ แม้สินค้าของไทยจะมีคุณภาพดี แต่ภาพลักษณ์ของสินค้าไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่ในระดับเดียวกับสินค้าจากจีนและอินเดีย ดังนั้น สินค้าไทยที่มีคุณภาพสูงกว่าและราคาสูงกว่า จึงอาจพบข้อจำกัดในการเข้าไปแข่งขันในตลาดของประเทศนี้ สำหรับสินค้าเกษตร คู่แข่งสำคัญคือ ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อินเดีย และปากีสถาน

ความตกลงที่สำคัญๆกับไทย

- ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศระหว่างกัน ลงนามเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2533

- ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ลงนามเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2543

- ความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ซึ่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ส่งร่างฯ ให้ฝ่ายไทยพิจารณาเมื่อปี 2547 และอยู่ในระหว่างการเจรจา

- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และวิชาการ ลงนามเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2550 และมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2551

- ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ที่ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ ซึ่งฝ่ายไทยเสนอร่างฯ ให้ฝ่ายสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พิจารณา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 และอยู่ในระหว่างการเจรจา

- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ลงนามเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2550

- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคง ลงนามย่อเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2552

- กรมสุขภาพสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับโรงพยาบาลกรุงเทพ ในเดือนสิงหาคม 2547 เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาบริการทางการแพทย์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยกรมสุขภาพฯ จะส่งผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ และบันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือและผู้เชี่ยวชาญระหว่างกัน

- The Emirates Securities and Commodities Authority (ESCA) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550

- บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม และบริษัทดูไบ เวิลด์ 2551 ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากบริษัท ดูไบ เวิลด์ เพื่อศึกษาความเหมาะสมแนวทางการพัฒนาท่าเรือฝั่งทะเลอันดามันและสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงท่าเรือ ฝั่งอ่าวไทย ลงนามเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551

การแลกเปลี่ยนการเยือน

ฝ่ายไทย

พระราชวงศ์

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
- วันที่ 1 - 2 มิถุนายน 2550 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 25 - 26 กรกฎาคม 2550 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 8 - 9 กันยายน 2550 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 20 - 21 ตุลาคม 2550 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 4 มีนาคม 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 13 - 14 มีนาคม 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 1 มิถุนายน 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่าง ทรงทำการบิน
- วันที่ 31 กรกฎาคม 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการบิน
- วันที่ 4 - 10 สิงหาคม 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 1 - 2 กันยายน 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 24 – 25 กันยายน 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 7 – 9 ตุลาคม 2551 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2552 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 29 – 30 มิถุนายน 2552 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 15 – 16 สิงหาคม 2552 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทรงทำการฝึกบิน
- วันที่ 23 กันยายน 2552 เสด็จฯ แวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่าง
ทรงทำการฝึกบิน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- วันที่ 25 เมษายน 2551 เสด็จฯ เยือนเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นการส่วนพระองค์ ภายหลังจากทรงเข้าร่วมการประชุมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ครั้งที่ 11 ที่สาธารณรัฐกานา

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
- วันที่ 11-15 มีนาคม 2541 เสด็จฯ เยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นการส่วนพระองค์

รัฐบาล

รองนายกรัฐมนตรี
- วันที่ 20 พฤศจิกายน 2548 ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และได้เข้าเฝ้าและหารือข้อราชการกับ Sheikh Hamdan bin Zayed Al Nahyan รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแห่งรัฐ ด้านการต่างประเทศ

รัฐมนตรี

- เดือนธันวาคม 2523 นายวิศิษฐ์ ตันสัจจา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ คูเวต โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

- วันที่ 5 กรกฎาคม 2530 นายเฉลียว วัชรพุกก์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งเยี่ยมคนงานไทย

- วันที่ 7 - 8 พฤษภาคม 2534 ม.ร.ว. เกษมสโมสร เกษมศรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนดูไบ เพื่อศึกษาแนวทางในการสร้างความสัมพันธ์

- วันที่ 15 - 19 ตุลาคม 2536 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การต่างประเทศ นำคณะผู้แทนและนักธุรกิจเยือนดูไบ เพื่อขยายลู่ทางความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยว

- วันที่ 6 - 8 มีนาคม 2540 นายเกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย นำคณะเดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อดูงานด้านกิจการไฟฟ้า

- วันที่ 8 - 9 พฤษภาคม 2540 นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนำคณะเดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อศึกษาดูงานระบบงานศาล

- เดือนมิถุนายน 2541 ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเป็นทางการ

- วันที่ 15 - 16 กุมภาพันธ์ 2547 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงว่าการต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเป็นทางการ

- วันที่ 9 - 10 เมษายน 2547 นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะ เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเป็นทางการ

- วันที่ 25 มิถุนายน 2548 นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปศึกษาลู่ทางการค้าการลงทุนของไทย ณ เมืองดูไบ

- วันที่ 27 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2549 นายอนุทิน ชาญวีระกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพบหารือกับ H.E. Humaid Mohamed Al Qutami รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

- วันที่ 2 กรกฎาคม 2549 นายวิเศษ จูภิบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพบหารือกับ H.E. Mohammad bin Dhaen Al Hamli รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

- วันที่ 8 - 9 กุมภาพันธ์ 2550 ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพบหารือกับ H.E. Mohammad bin Dhaen Al Hamli รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

- วันที่ 22 – 24 เมษายน 2550 นายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพบหารือกับ H.H. Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan มกุฎราชกุมารแห่งรัฐอาบูดาบี H.H. Sheikh Mohammed bin Rashid Al Maktoum รองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และเจ้าผู้ครองรัฐดูไบ และ H.H. Sheikh Abdullah bin Zayed Al Nahyan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

- วันที่ 6 – 7 เมษายน 2551 นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อพบหารือกับนักธุรกิจสำคัญของดูไบ และร่วมหารือเกี่ยวกับการจัดทำบันทึกความเข้าใจการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากบริษัท ดูไบ เวิลด์ เพื่อศึกษาความเหมาะสมแนวทางการพัฒนาท่าเรือฝั่งทะเลอันดามันและสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอ่าวไทย (โครงการ Southern Land Bridge)

- วันที่ 5 – 9 พฤษภาคม 2551 นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเป็นประธานเปิดสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประจำเมืองดูไบ

- วันที่ 19 พฤษภาคม 2551 นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และได้เข้าพบหารือกับ H.E. Mr. Saqr Ghobash Saeed Ghobash รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยี่ยมเยียนแรงงานไทย

- วันที่ 4 – 5 มีนาคม 2552 นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะภาครัฐและเอกชนด้านธุรกิจเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และได้พบหารือกับนาย Mohammed Ahmed bin Abdul Aziz Shihhi ปลัดกระทรวงเศรษฐกิจสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

- วันที่ 3 – 9 พฤษภาคม 2552 นายชุมพล ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว เดินทางเยือนเพื่อเปิด Thailand Stand ในงาน Arabian Travel Market และได้เข้าเฝ้า Sheikh Ahmed bin Saeed Al Maktoum รองประธานสภาบริหารแห่งรัฐดูไบ และประธาน Emirates Group และ Dubai Civil Aviation Authority

- วันที่ 24 – 26 พฤษภาคม 2552 นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเดินทางเยือนเพื่อเข้าร่วมงาน GASTECH 2009 Conference and Exhibition

ฝ่ายสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

พระราชวงศ์

- ปี 2546 H.H. Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan รองมกุฎราชกุมารรัฐอาบูดาบีเสด็จเยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์

- วันที่ 12 - 13 มิถุนายน 2549 H.H. Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan มกุฎราชกุมารรัฐอาบูดาบี และรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เสด็จฯ ร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

- เดือนมีนาคม 2552 H.H. Sheikh Hamdan bin Sayed Al Nahyan อดีตรองนายกรัฐมนตรี และพระอนุชาของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เสด็จเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์

รัฐบาล

รัฐมนตรี
- เดือนพฤษภาคม 2520 H.E. Sheikh Ahmed Khalifa Al Suweidi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ H.H. Sheikh Hamdan bin Rashid Al Maktoum รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอุตสาหกรรม และ H.E. Mr. Moma Saeed Al Oteiba รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการปิโตรเลียมและทรัพยากรเดินทางเยือนไทยตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- เดือนกุมภาพันธ์ 2543 H.H. Sheikh Fahim bin Sultan Al Qassimi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการค้า เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ร่วมการประชุมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ครั้งที่ 10 ที่กรุงเทพฯ และได้หารือทวิภาคีกับ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 21 - 23 มีนาคม 2550 H.E. Mohammad bin Dhaen Al Hamli รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เยือนไทยเพื่อร่วมงาน Asian Energy Dialogue
- วันที่ 30 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2550 H.E. Dr. Ali bin Abdullah Al Gaabi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เยือนไทยเพื่อร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน

Royal Thai Embassy
East 18/1, District 80, Al Murror Road,
4th Street,Oppcrsitc Al Falah Plaza,
P.O, Box,47466, Abu Dhabi
Tel. (971-2) 6421772
Fax. (971-2) 6421773
E-mail : thaiauh@emirates.net.ae

ฝ่ายสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

The Embassy of the United Arab Emirates
82 Saeng Thong Thani Bldg., 25th Fl.,
North Sathorn Road,
Bangkok 10500
Tel: 0-2639-9820-4
Fax: 0-2639-9818
Consular Fax: 0-2639-9800


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

650 คน

 สถิติเมื่อวาน

1758 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

27838 คน

229875 คน

3193758 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official