สาธารณรัฐอินเดีย
Republic of India

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง: ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ ทิศเหนือติดกับจีน เนปาล และภูฏาน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับปากีสถาน ทิศตะวันออกติดบังกลาเทศ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดพม่า ทิศตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงใต้ติดมหาสมุทรอินเดีย
พื้นที่ : 3,287,590 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก
เมืองหลวง : กรุงนิวเดลี (New Delhi)
เมืองสำคัญ : มุมไบเป็นศูนย์กลางทางการค้า การเงิน และการคมนาคม เป็นเมืองท่าสำคัญ และเป็นแหล่งผลิตภาพยนตร์ฮินดีที่ใหญ่ที่สุด
: บังกาลอร์ เป็นเมืองศูนย์กลางของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อิเล็กทรอนิกส์ การบิน และอวกาศ
: เจนไนเป็นศูนย์กลางธุรกิจในภาคใต้ของอินเดีย อุตสาหกรรมหลัก คือ อุตสาหกรรมรถยนต์
: กัลกัตตา เป็นเมืองหลวงเก่าของอินเดีย และเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2
ภูมิอากาศ : มีสภาพภูมิอากาศแตกต่างกันอย่างมากเนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่ ตอนเหนืออยู่ในเขตหนาว ขณะที่ตอนใต้อยู่ในเขตร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยในที่ราบช่วงฤดูร้อน ประมาณ 35 องศาเซลเซียส และฤดูหนาว ประมาณ 10 องศาเซลเซียส
ประชากร : 1.13 พันล้านคน มากเป็นอันดับ 2 ของโลก
เชื้อชาติ : อินโด-อารยัน ร้อยละ 72 ดราวิเดียน ร้อยละ 25 มองโกลอยด์และอื่นๆ ร้อยละ 3
ภาษา : ภาษาฮินดีเป็นภาษาของชาติที่ใช้โดยประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 30) ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในวงราชการและธุรกิจ นอกจากนั้นยังมีภาษาทางการที่ใช้กันมากอีก 14 ภาษา อาทิ อูรดู เตลูกู เบงกาลี ทมิฬ ปัญจาบี และยังมีภาษาท้องถิ่นอีกนับร้อยภาษา
ศาสนา : ฮินดู ร้อยละ 81.3 มุสลิมร้อยละ 12 คริสต์ร้อยละ 2.3 ซิกข์ร้อยละ 1.9 อื่น ๆ (พุทธ และเชน) ร้อยละ 2.5
วันสำคัญ : วันชาติ (Republic Day) วันที่ 26 มกราคม
: วันเอกราช (Independence Day) วันที่ 15 สิงหาคม
การศึกษา : อัตราการรู้หนังสือโดยเฉลี่ยร้อยละ 64.8

ระบอบการเมือง : ประชาธิปไตยระบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy)
ระบบการปกครอง: สาธารณรัฐ (Federal Republic) แบ่งเป็น 28 รัฐ และดินแดนสหภาพ (Union Territories) อีก 7 เขต

ประธานาธิบดี: นางประติภา ปาทิล (H.E. Mrs. Pratibha Devisingh Patil)

นายกรัฐมนตรี: ดร. มานโมฮัน ซิงห์ (H.E. Dr. Manmohan Singh)

รมว กต : นายเอ็ส เอ็ม กฤษณะ(H.E. Mr. S.M. Krishna)
การเมืองการปกครอง

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป:
อินเดียมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เมื่อประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสต์กาล ชาวดราวิเดียน (Dravidian) และชาวอารยัน (Aryan) ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในอินเดีย โดยได้สร้างอารยธรรมอันเป็นพื้นฐานของอารยธรรมฮินดูที่มีความคงทนต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ เช่น ศาสนาฮินดู ภาษาสันสกฤต และระบบชั้นวรรณะ อารยธรรมอารยันหรือฮินดูรุ่งเรืองมาจนถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 (แต่มีระยะหนึ่งที่อารยธรรมพุทธรุ่งเรืองในอินเดีย คือ ตั้งแต่พุทธกาลถึงราว 3 ศตวรรษก่อนคริสต์ศักราชในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช)
ต่อมาอารยธรรมอิสลามได้เริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในอินเดียตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 โดยพ่อค้ามุสลิมจากตะวันออกกลาง และจักรวรรดิอาหรับได้ส่งกองทัพมาโจมตีแคว้นซินด์ (ปัจจุบันอยู่ในปากีสถาน) จักรวรรดิที่มีความยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น คือ จักรวรรดิโมกุล ในคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 ซึ่งเป็นสมัยที่มีการแพร่ขยายอิทธิพลวัฒนธรรมโมกุลอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านการปกครอง ภาษา ศิลปะ สถาปัตยกรรม และศาสนาอิสลาม อย่างไรก็ดี ในสมัยของพระเจ้าออรังเซ็บ (Aurangzeb) ซึ่งเป็นผู้เคร่งศาสนาอิสลาม ได้ออกกฎหมายที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวฮินดูและมุสลิม และเป็นเหตุให้ชาวอินเดียต่อต้านอำนาจของจักรวรรดิ เมื่อสิ้นอำนาจของพระเจ้าออรังเซ็บในปี 2250 จักรวรรดิโมกุลก็ค่อยๆ แตกแยกและเสื่อมลง เป็นโอกาสให้อังกฤษเข้ามามีอำนาจแทนที่
อังกฤษเริ่มเข้าไปมีอิทธิพลในอนุทวีปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เพื่อค้าขายพร้อม ๆ กับครอบครองดินแดนและแทรกแซงในการเมืองท้องถิ่น จนกระทั่งอินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ในปี 2420 โดยมีสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดินีแห่งอินเดีย หลังจากการรณรงค์ต่อสู้กับการปกครองของอังกฤษมาเป็นเวลานาน ภายใต้การนำของมหาตมะ คานธี อินเดียจึงได้รับเอกราชและร่วมเป็นสมาชิกอยู่ภายใต้เครือจักรภพ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2490 โดยยังมีพระมหากษัตริย์ของอังกฤษเป็นประมุข ซึ่งทรงแต่งตั้งข้าหลวงใหญ่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ ต่อมาในวันที่ 26 มกราคม 2493 ได้มีการสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ และนายเยาวาหะราล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย
ในช่วงหลังจากได้รับเอกราช อินเดียมีข้อพิพาทกับต่างประเทศหลายกรณี อาทิ ในเดือนธันวาคม 2504 กองทัพอินเดียเข้ายึดครองดินแดนอาณานิคมของโปรตุเกส ได้แก่ กัว ดามัน และดิว ในเดือนตุลาคม 2505 มีข้อพิพาทกับจีนเรื่องพรมแดน ซึ่งนำไปสู่การทำสงคราม นอกจากนี้ อินเดียยังมีสงครามกับปากีสถานถึง 3 ครั้ง คือ ในปี 2490 และ 2508 โดยมีสาเหตุจากปัญหาความขัดแย้งเหนือดินแดนแคว้นจัมมู และแคชเมียร์ และในปี 2514 อินเดียช่วยบังกลาเทศทำสงครามกับปากีสถาน และได้รับชัยชนะ ทำให้เกิดการแบ่งแยกบังกลาเทศเป็นอิสระจากปากีสถาน
การเมืองการปกครอง:
1.อำนาจการบริหารส่วยชนกลาง:
รัฐบาลกลางดำเนินการเรื่องการป้องกันประเทศ การต่างประเทศ การรถไฟ การบิน และ การคมนาคมอื่นๆ ด้านการเงิน กฎหมายอาญา ฯลฯ
ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วย 2 สภา คือ ราชยสภา (Rajya Sabha) หรือวุฒิสภา และโลกสภา (Lok Sabha) หรือสภาผู้แทนราษฎร การตรากฎหมายต่างๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภา รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ราชยสภามีสมาชิก 250 คน ปัจจุบันมีสมาชิก 245 คน โดย 12 คน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีทุกๆ 2 ปี และอีก 233 คน มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ (Legislative Assemply) หรือวิธานสภา เป็นผู้เลือก ถือเป็นผู้แทนของรัฐและดินแดนสหภาพ โลกสภามีสมาชิก 545 คน โดย 543 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง (530 คน มาจากแต่ละรัฐ 13 คน มาจากดินแดนสหภาพ) และอีก 2 คน มาจากการคัดเลือกของประธานาธิบดีจากชุมชนชาวผิวขาว (Anglo-Community) ในประเทศ สมาชิกโลกสภามีวาระคราวละ 5 ปี เว้นเสียแต่จะมีการยุบสภา
ฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดี เป็นประมุขของรัฐ และเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหาร (Head of Executives of the Union) ซึ่งประกอบด้วยรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาล ประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งทางอ้อมจากผู้แทนของทั้ง 2 สภา รวมทั้งสภานิติบัญญัติของแต่ละรัฐ ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี และสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวาระที่ 2 ได้ รองประธานาธิบดี ได้รับการเลือกตั้งทางอ้อมจากผู้แทนของทั้ง 2 สภา ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี และเป็นประธานราชยสภาโดยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่มีอำนาจในการบริหารอย่างแท้จริง ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดี เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี (Council of Ministers) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี โดยการเสนอแนะของนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีประกอบด้วย รัฐมนตรี (Ministers) รัฐมนตรีที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (Ministers of State - Independent Charge) และรัฐมนตรีช่วยว่าการ (Ministers of State) คณะรัฐมนตรีรายงานโดยตรงต่อโลกสภา
ฝ่ายตุลาการ อำนาจตุลาการเป็นอำนาจอิสระ ไม่ขึ้นกับฝ่ายบริหาร มีหน้าที่ปกป้องและตีความรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา (Supreme Court) เป็นศาลสูงสุดของประเทศ ผู้พิพากษาประจำศาลฎีกา มีจำนวนไม่เกิน 25 คน แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ในระดับรัฐ มีศาลสูง (High Court) ของตนเองเป็นศาลสูงสุดของแต่ละรัฐ รองลงมาเป็นศาลย่อย (Subordinate Courts) ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ
2.อำนาจบริหารรัฐ
รัฐธรรมนูญอินเดียแบ่งแยกอำนาจระหว่างรัฐบาลกลาง (Government of India) และรัฐบาลมลรัฐ (State Government) อย่างชัดเจน รัฐบาลมลรัฐมีอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษากฎหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของมลรัฐ
โครงสร้างของฝ่ายบริหารในแต่ละมลรัฐ ประกอบด้วย ผู้ว่าการรัฐ (Governor) เป็นประมุขของรัฐ ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดี (ตามข้อเสนอแนะของพรรคการเมืองที่เป็นพรรครัฐบาล) มีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งถอดถอนมุขมนตรีและคณะรัฐมนตรีประจำรัฐ แต่งตั้งอัยการประจำรัฐ เรียกประชุมและยุบสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ ให้ความเห็นชอบและยับยั้งร่างกฎหมายของรัฐ มีอำนาจลดโทษและให้อภัยโทษ
รัฐบาลแห่งรัฐ (State Government) ประกอบด้วยมุขมนตรี (Chief Minister) เป็นหัวหน้าและเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารภายในรัฐ และคณะรัฐมนตรีประจำรัฐ (State Ministers) ทั้งนี้ รัฐบาลแห่งรัฐจะมาจากพรรคการเมืองที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งภายในรัฐ หรือได้รับการแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ
เศรษฐกิจการค้า

ข้อมูลเศรษฐกิจ (2551)
หน่วยเงินตรา : รูปี (1 รูปี ประมาณ 0.75 บาท)
GDP : 1,237 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)
รายได้เฉลี่ยต่อหัว : 2,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ : ร้อยละ 6.1 (ปี 2551)
มูลค่าการค้าไทย-อินเดีย 6,019.69 ล้าน พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 783.18 ล้าน USD (2551)
มูลค่าการลงทุน อินเดียลงทุนตามโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ปี 2551 มูลค่าประมาณ 282.10 ล้าน USD และเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2552 มูลค่าประมาณ 19.17 ล้าน USD อาทิ บริษัท Tata Steel (ซื้อกิจการบริษัท Millennium Steel) บริษัท Tata Motors (ร่วมทุนกับบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ผลิตรถปิกอัพ และมีแผนผลิตรถยนต์แบบประหยัด) บริษัท Indorama (ผลิตภัณฑ์พลาสติก) และบริษัท Dabur Pharma (ผลิตยาต้านโรคมะเร็ง
สินค้าส่งออกของไทย เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ รถยนต์และอุปกรณ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อัญมณีและเครื่องประดับ
สินค้านำเข้าจากอินเดีย เครื่องเพชรพลอย สินแร่โลหะอื่นๆ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ : 250 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ปี 2551)
อัตราเงินเฟ้อ : ร้อยละ 12 (กรกฎาคม ปี 2551)
อัตราการว่างงาน : ร้อยละ 7.8 (ปี 2551)
สินค้าส่งออก : ผลิตภัณฑ์ปิโตเลียม อัญมณีและเครื่องประดับ เสื้อผ้าสำเร็จรูป
สินค้านำเข้า : น้ำมันดิบ เครื่องจักร อัญมณี ปุ๋ย เคมีภัณฑ์
ตลาดนำเข้า :จีน สหรัฐฯ เยอรมนี สิงคโปร์
ตลาดส่งออก : สหรัฐฯ จีน UAE สหราชอาณาจักร

นโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน
1) อนุรักษ์ ปกป้อง และส่งเสริมความสมัครสมานสามัคคี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม
2) ทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อยู่ในระดับร้อยละ 7-8 อย่างมีเสถียรภาพ
3)ส่งเสริมสวัสดิการและความอยู่ดีกินดีของเกษตรกร และแรงงาน4) ส่งเสริมการมีวินัยทางการเงินและการลงทุน
4)ส่งเสริมบทบาทของสตรี ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และกฎหมาย
5)ให้โอกาสอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะการศึกษาและการจ้างงาน แก่ชาวอินเดียวรรณะต่ำและชนกลุ่มน้อย
6)ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชน นักวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และวิชาชีพอื่นๆ ซึ่งจะเป็นพลัง
ขับเคลื่อนที่สำคัญของสังคม
รัฐบาลได้ให้คำมั่นที่จะสานต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยปฏิรูปการบริหารราชการควบคู่ไปเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงาน และเพื่อให้ผลประโยชน์ตกถึงประชาชนที่ยากจนในชนบทห่างไกลอย่างแท้จริง การจัดสรรงบประมาณด้านเศรษฐกิจจะมุ่งเน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะในชนบท นอกจากนั้น จะจัดทำแผนการจัดการด้านพลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ดี แม้ว่านโยบายด้านเศรษฐกิจตามแผนแม่บทฉบับนี้ จะมุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนระดับรากหญ้าตามที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ แต่ก็ได้ประนีประนอมกับนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญว่าจะไม่มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในกิจการที่สร้าง ผลกำไรให้แก่รัฐ และได้ยุบกระทรวงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และโอนภารกิจให้อยู่ภายใต้กระทรวงการคลังแทน (ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 พรรคคอมมิวนิสต์ได้ถอนการสนับสนุนจากรัฐบาลเนื่องจากข้อขัดแย้ง/ความเห็นที่แตกต่างกับพรรคคองเกรสเรื่องการจัดทำความตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ นำไปสู่การลงมติ (ไม่ไว้) วางใจรัฐบาล ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาล นำโดยพรรคคองเกรสได้รับชัยชนะ จึงบริหารประเทศต่อไป โดยจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2552)

สภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจ
อินเดียเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำ ประชากรกว่าร้อยละ 60 ยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปัญหาความยากจนและการว่างงานเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากการปิดประเทศและดำเนินนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในมานาน อย่างไรก็ดี อินเดียได้เริ่มเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ เมื่อปี 2534 เนื่องจากต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง จุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งส่งผลให้มีการลงทุนจากต่างชาติในกิจการไฟฟ้า พลังงาน และอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้เปิดเสรีโทรคมนาคมและการสื่อสารในปี 2543 ทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของอินเดียดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันอินเดียอยู่ในสถานะตลาดใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากนานาชาติ
ในปี 2550 เศรษฐกิจอินเดียเติบโตประมาณร้อยละ 8.7 อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นกว่าปีก่อน โดยอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับร้อยละ 12 (กรกฎาคม ปี 2551) มีเงินทุนสำรองต่างประเทศกว่า 315 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (มิถุนายน ปี 2551) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อินเดียมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นในภูมิภาคเอเชียใต้ และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีกระแสความนิยมทางการค้าและการลงทุนหลั่งไหลสู่ภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งยังรวมถึงการที่รัฐบาลอินเดียชุดปัจจุบันได้พยายามสานต่อการปฏิรูประบบโครงสร้างต่างๆ ของประเทศต่อจากรัฐบาลชุดก่อนเพื่อรองรับการค้าการลงทุนและเพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพที่ยั่งยืนต่อไป
รัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญต่อการลงทุนในด้านสาธารณูปโภค การศึกษา ความมั่นคงทางสังคม การปรับโครงสร้างของภาครัฐ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การขยายฐานภาษี และการพัฒนาในส่วนภูมิภาคและภาคการเกษตร นอกจากนี้ การลงทุนทั้งในอุตสาหกรรม การค้า และบริการ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการที่อินเดียมีนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทต่างประเทศเริ่มสนใจเข้ามาลงทุนในอินเดีย โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เนื่องจากอินเดียมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพด้านวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมเป็นจำนวนมาก และมีความได้เปรียบทางด้านภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ รวมทั้งมีค่าจ้างแรงงานที่ถูก ทำให้บริษัทต่างชาติสนใจมาตั้งฐานการผลิตที่อินเดียอย่างกว้างขวาง
รัฐบาลอินเดียได้ผ่อนปรนข้อบังคับหลายๆ อย่าง เช่น ลดการจำกัดประเภทของการลงทุน และเพิ่มมูลค่าผลกำไรที่สามารถส่งกลับประเทศได้ การก่อสร้างขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปี 2547 เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงสาธารณูปโภครวมมูลค่าประมาณ 115,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาถนนสายสำคัญทั่วประเทศ ปรับปรุงเส้นทางรถไฟ และระบบขนส่งมวลชน ขยายเครือข่ายโทรศัพท์ ไฟฟ้า ประปา ก่อสร้างท่าเรือและท่าอากาศยานเพิ่มเติม เพื่อจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอินเดีย นอกจากนั้น รัฐบาลอินเดียยังได้พยายามออกมาตรการที่เอื้อให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนโดยตรงได้ง่ายและสะดวกขึ้นเรื่อยๆ เช่น ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2549 ได้ตัดกระบวนการขออนุญาตการลงทุนโดยไม่ต้องผ่านหลายช่องทาง รวมทั้งขยายเพดานให้ต่างชาติสามารถลงทุนโดยตรงได้ร้อยละ 100 ในหลายสาขา ได้แก่ กิจการ ท่าอากาศยาน การวางโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับปิโตรเลียม (เช่นการวางท่อขนส่งน้ำมันและกาซธรรมชาติ) การค้าพลังงาน (power trading) การลงทุนในเหมืองเพชรและถ่านหิน การผลิตและจัดเก็บกาแฟ และยางพารา อีกทั้งยังเปิดให้ต่างชาติมาลงทุนโดยตรงในกิจการค้าปลีกที่ขายสินค้าเพียงตราเดียว (single brand ) ได้ถึงร้อยละ 51 เป็นครั้งแรก เช่น Sony Reebok Louis Vuitton เป็นต้น
นอกจากนี้ นโยบายการเงินของอินเดียที่คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำยังส่งผลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางอินเดียได้รักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเฉลี่ยประมาณร้อยละ 6 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมากในรอบ 31 ปี ส่งผลทางบวกให้เกิดการกู้ยืมในระบบธนาคาร และกระตุ้นให้มีการลงทุนขยายกิจการมากขึ้น
ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
อินเดียมีความเจริญก้าวหน้าในด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา สร้างรายได้จาก 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2534 เป็น 17.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2545 และในปี 2549/50 การส่งออกซอฟต์แวร์และบริการมีมูลค่า 33.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เพราะอินเดียมีประชากรร้อยละ 6 ที่มีความเป็นอยู่และการศึกษาดีในระดับนานาชาติ และมีสถาบันการศึกษาคุณภาพสูงที่เน้นการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ อินเดียยังเห็นว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เป็นอุตสาหกรรมสะอาดปราศจากมลพิษ เป็นการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีการลงทุนต่ำและมีมูลค่าเพิ่มในการส่งออกสูงมาก ประกอบกับการสนับสนุนอย่างจริงจังของภาครัฐ ทั้งในระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น มีการจัดตั้งองค์กรเฉพาะของภาครัฐ ที่ทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาการส่งออกซอฟต์แวร์ คือ Software Technology Parks of India (STPI)
รัฐกรณาฏกะ (Karnataka) เป็นรัฐที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสูงที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะที่เมืองบังคาลอร์ (เปลี่ยนชื่อเป็นเบงกาลูลู) ซึ่งเป็นเมืองหลวง ได้ชื่อว่าเป็น Silicon Valley ของอินเดีย ซึ่งเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก โดยมีบริษัทชั้นนำกว่า 30 บริษัท และเป็นเมืองที่ดีที่สุดสำหรับการเป็นศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (call centers) เป็นศูนย์รวมสำนักงานสาขานอกประเทศ (offshore offices) และศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัท อาทิ General Electric Intel และ General Motors
ในขณะเดียวกันการเติบโตด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วไปยังเมืองอื่นๆ ด้วย เช่น เจนไน ในรัฐทมิฬนาฑู และ กัลกัตตาในรัฐเบงกอลตะวันตก รวมทั้ง ไฮเดอราบัดและปูเน เป็นต้น โดยรัฐเหล่านี้มีกำลังคนที่มีความสามารถในด้านเทคโนโลยีสูง กอรปกับรัฐบาลของรัฐต่างๆ ได้ทุ่มเทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับความเติบโตด้านนี้อย่างเอาจริงเอาจังด้วย
นอกจากนั้น ความเจริญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่เรียกว่า ITes (IT enabled services) ยังเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการขยายตัวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของอินเดียที่กำลังเติบโตในเมืองใหญ่ต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วง 6-8 ปีทีผ่านมา ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่โตเฉลี่ยร้อยละ 35 ต่อปี พบว่าร้อยละ 70 ของการขยายตัวของอาคารสำนักงานเป็นการเช่า/ซื้อของบริษัท IT และ ITes ทั้งของอินเดียและต่างชาติ

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอินเดีย
ด้านการทูต
ไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอินเดีย เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2490 ขณะนี้ไทยมีสถานเอกอัครราชทูตตั้งอยู่ที่กรุงนิวเดลี และมีสถานกงสุลใหญ่อีก 3 แห่ง ที่เมืองกัลกัตตา เมืองมุมไบ และเมืองเจนไน ปัจจุบัน นายจีระศักดิ์ ธเนศนันท์ ดำรงตำเเหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอินเดีย โดยเข้ารับตำเเหน่ง เมื่อปี พ.ศ. 2546 ส่วนอินเดียมีสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพฯ และมีสถานกงสุลใหญ่ที่เชียงใหม่ และกำลังจะเปิดที่สงขลา โดยมีนางสาวละตา เรดดี (Latha Reddy) เป็นเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย และเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม 2550
ไทยและอินเดียได้ฉลองโอกาสครอบรอบ 60 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไปเมื่อปี 2550 (1 สิงหาคม 2550) โดยมีการจัดกิจกรรมทั้งในไทยและอินเดีย ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ เยือนอินเดียเมื่อวันที่ 8-10 สิงหาคม 2550 เพื่อทรงเปิดการแสดงโขนและนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในโอกาสดังกล่าวด้วย

ด้านการเมือง
ในช่วงสงครามเย็นและสงครามกัมพูชา ความสัมพันธ์ไทย-อินเดียค่อนข้างห่างเหิน เนื่องจากไทยเห็นว่าอินเดีย (ภายใต้การนำของนางอินทิรา คานธี) มีความใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต และรับรองรัฐบาลเฮง สัมริน ในขณะที่ไทยเป็นสมาชิก SEATO ซึ่งอินเดียเห็นว่าไทยมีความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตรกับปากีสถาน อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ ไทย-อินเดียใกล้ชิดขึ้นในปลายทศวรรษที่ 1980 เมื่ออินเดียเริ่มดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในปี 2534 และดำเนินนโยบายมองตะวันออก (Look East Policy) ที่ให้ความสำคัญกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายมองตะวันตก (Look West Policy) ของไทย ที่ให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจึงพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงการเยือนระดับสูงหลายครั้ง ในช่วงปี 2544-2546 ในสมัยรัฐบาลพรรค BJP ของอดีตนายกรัฐมนตรี Vajpayee และรัฐบาลชุดใหม่ของอินเดียภายใต้การนำของพรรคคองเกรส ได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าต้องการกระชับความสัมพันธ์กับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญ คือ คณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission for Bilateral Cooperation) จัดตั้งเมื่อปี 2532 และมีการประชุมไปทั้งหมดแล้ว 5 ครั้ง นอกจากนี้ จากผลการเยือนอินเดียของนรม. เมื่อ 3 มิ.ย. 2548 สองฝ่ายได้จัดตั้งกลไกคณะกรรมการร่วม (Joint Working Group) ระดับอธิบดี เพื่อติดตามและเร่งรัดความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ครอบคลุมทุกสาขา และเพื่อเสริมกลไกความร่วมมือคณะกรรมาธิการร่วม (JC) ที่มีอยู่เดิมแล้ว

ด้านความมั่นคง
ไทยและอินเดียมีความร่วมมือด้านความมั่นคงในกรอบคณะทำงานร่วมด้านความมั่นคง ไทย-อินเดีย (Thailand-India Joint Working Group on Security) ฝ่ายไทยมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหัวหน้าคณะ ฝ่ายอินเดียมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศซึ่งรับผิดชอบงานด้านความมั่นคงเป็นหัวหน้าคณะ มีการประชุมกันแล้ว 4 ครั้ง เมื่อเดือนพฤษภาคม ธันวาคม 2546 สิงหาคม 2547 และตุลาคม 2548 ล่าสุด ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2550

ด้านเศรษฐกิจ
ไทยให้ความสำคัญต่อการดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอินเดียอย่างยิ่ง โดยคำนึงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของอินเดีย ทั้งในแง่ของการอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและขนาดของตลาด ซึ่งมีประชากรระดับกลาง-สูง ที่มีกำลังซื้อสูง ประมาณ 300 ล้านคน ตลอดจนความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลไกที่สำคัญได้แก่ คณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee) ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส จัดตั้งเมื่อปี 2532 มีการประชุมครั้งล่าสุด เมื่อเดือนกันยายน 2546

การค้า
อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ โดยเฉพาะตลาดระดับกลาง-สูง ซึ่งมีประชากรประมาณ 300 ล้านคน เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีรสนิยมต้องการสินค้ามีคุณภาพ ซึ่งอินเดียไม่มีขีดความสามารถในการผลิต
ในภาพรวม ไทยนำเข้าวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และส่งออกสินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี การค้าไทย – อินเดียยังมีปริมาณไม่มากเมื่อเทียบกับศักยภาพ จนกระทั่งนับแต่ปี 2547 ซึ่งการค้าระหว่างประเทศทั้งสองได้ขยายตัวอย่างมากอันเป็นผลมาจากการที่ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมมือกันผลักดันในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม ไทย-อินเดีย ครั้งที่ 4 ซึ่งตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าสองฝ่ายให้ถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2547 และสามารถทำได้สำเร็จ นอกจากนี้ การค้าระหว่างประเทศทั้งสองขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Area- FTA) ไทย-อินเดียเมื่อปี 2546 ซึ่งทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยในปี 2550 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2551 มีมูลค่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่ามูลค่าในปี 2551 จะถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การจัดตั้งเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย (Free Trade Area : FTA)
ไทยและอินเดียได้ร่วมลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ในระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอินเดีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญที่จะขจัดอุปสรรคทางการค้าและช่วยขยายการค้าระหว่างกัน นอกจากนี้ เขตการค้าเสรียังจะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติด้วย สาระสำคัญของกรอบความตกลงฯ คือ
1) เริ่มการเจรจาการค้าสินค้าในเดือนมกราคม 2547 ให้แล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2548 และกำหนดเปิดเสรีลดภาษีเหลือ 0 ภายในปี 2553
2) ให้ทยอยเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุนในสาขาที่มีความพร้อมก่อน โดยเริ่มเจรจาเดือนมกราคม 2547 และให้เสร็จภายในเดือนมกราคม 2549
3) สินค้าเร่งรัดการลดภาษี (Early Harvest Scheme : EHS) 82 รายการ เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 กันยายน 2547 โดยลดภาษีลง 50% จากอัตราภาษี ณ วันที่ 1 มกราคม 2547 จากนั้นวันที่ 1 กันยายน 2548 ลดภาษีลง 75% และในวันที่ 1 กันยายน 2549 ลดลง 100% หรือภาษีเป็น 0 ซึ่งเป็นผลให้มูลค่าการค้าไทย-อินเดีย เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ปัจจุบันสองฝ่ายยังคงผลักดันการเจรจาในกรอบ FTA ต่อไป โดยยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องการลดภาษีสินค้าได้เนื่องจากฝ่ายอินเดียขอให้มีการทบทวนการลดภาษีสินค้าใหม่ อย่างไรก็ดี ฝ่ายไทยพยายามผลักดันให้มีการลงนามความตกลงการค้าสินค้า (Agreement on Trade in Goods) โดยเร็ว

การลงทุน
การลงทุนของไทยในอินเดียในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติทั้งสิ้น 144 โครงการ มูลค่ารวม 831.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในอินเดีย อาทิ กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เมืองเจนไน บริษัท Delta Electronic, Stanley Electric Company และ Stanley Automative ในกัวร์กาวน์ (Gurgaon) ธนาคารกรุงไทยในเมืองมุมไบ และมีการลงทุนร่วมระหว่าง Thai Summit กับ Neel Auto ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนสาขาเคมีภัณฑ์ และกระดาษ สาขาอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และสาขาเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร สำหรับการลงทุนของอินเดียในไทยนั้น ในปี 2549 โครงการลงทุนจากอินเดียที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน มีจำนวน 18 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 2,671 ล้านบาท โครงการส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสาขาเคมีภัณฑ์และกระดาษ และสาขาอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า บริษัทอินเดียที่ลงทุนในไทย อาทิ บริษัท Tata Steel บริษัท Tata Motors (ร่วมลงทุนกับไทยผลิตรถปิกอัพ) บริษัท Indorama บริษัท Dabur Pharma เป็นต้น

ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ไทยและอินเดียได้ร่วมลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือว่าด้วยวิทยาศาสตร์ วิชาการและสิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ณ กรุงนิวเดลี และได้จัดการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไทย-อินเดีย ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ที่กรุงเทพฯ ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการร่วมครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 ที่กรุงนิวเดลี ภายใต้ความตกลงดังกล่าว ครอบคลุมกิจกรรมส่งเสริมความร่วมมือ เช่น การร่วมวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรม และการศึกษาดูงาน ในสาขาต่างๆ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีสารสนเทศ มาตรวิทยา ยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น นอกจากนี้ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้คัดเลือกผู้รับทุนเยาวชนไทย จำนวน 100 คน ไปฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ณ Infosys Leadership Institute (ILI) เมืองไมเซอร์ เป็นประจำ โดยบริษัท Infosys สนับสนุนค่าที่พักค่าอาหาร ค่าเดินทางในประเทศอินเดีย และค่าทัศนศึกษา

การท่องเที่ยว
ปี 2551 นักท่องเที่ยวอินเดียมาไทย 483,269 คน นักท่องเที่ยวไทยไปอินเดีย 56,718 คน (ไตรมาสแรกของปี 2552 มีนักท่องเที่ยวอินเดียมาไทย 115,517 คน)

ด้านการบิน
เมื่อเดือนตุลาคม 2546 อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย (นาย Vajpayee) ประกาศว่าจะดำเนินนโยบายเปิดน่านฟ้าเสรี (Open Skies Policy) โดยอินเดียให้สิทธิไทยบินไปกรุงนิวเดลี กัลกัลตา เจนไน มุมไบ 7 เที่ยวต่อสัปดาห์ และให้บินไปเมืองท่องเที่ยวอีก 18 เมืองในอินเดีย รวมทั้งพุทธคยาและพาราณสี (เริ่มบินเมื่อ ต.ค. 49) โดยไม่จำกัดจำนวนเที่ยวบิน โดยมีเงื่อนไขคือไม่ให้ Fifth Freedom Rights (ในการบินต่อไปยังจุดอื่น) และให้สายการบินทำความตกลงทางพาณิชย์ (มิใช่ให้สิทธิบินเสรีโดยอัตโนมัติ) ในขณะที่ไทยให้สิทธิอินเดียบินมายังกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และเมืองอื่นๆ ได้ 7 วันต่อสัปดาห์ โดยในผลการเจรจาการบินล่าสุด เมื่อวันที่ 9-10 ก.พ. 2549 ที่กรุงเทพฯ ไทยเจรจาได้สิทธิความจุที่ประมาณ 15,000 ที่นั่ง/สัปดาห์ จากเดิม 8,606 ที่นั่ง/สัปดาห์ โดยเป็น quota ที่อินเดียจะทยอยให้ในระยะ 3 ปี และไทยได้สิทธิบินไปเมืองไฮเดอราบาด 3 เที่ยว/สัปดาห์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในช่วง ต.ค. 2549 – มี.ค. 2550 นอกจากนี้ยังสิทธิในการบินไปบังกะลอร์และเจนไน 7 เที่ยว/สัปดาห์ จากเดิม 5 เที่ยว/สัปดาห์ และเพิ่มเที่ยวบินกรุงเทพฯ-นิวเดลี 7 เที่ยวเป็น 14 เที่ยว แต่ให้มีผลบังคับใช้ในเดือน มี.ค. 2551-ต.ค. 2552 ซึ่ง ครม.ได้มีมติอนุมัติผลการเจรจาดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2549

การเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคม
ในปี 2544 นายกรัฐมนตรีไทยและอินเดียเห็นพ้องให้มีความร่วมมือไตรภาคีในการเชื่อมโยงถนนระหว่างไทย-พม่า-อินเดีย เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชน โดยเชื่อว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน ไทยและพม่าได้ลงนามสัญญาก่อสร้างเส้นทางระยะแรก 18 กม. (แม่สอด-เมียวดี-เชิงเขาตะนาวศรี) เมื่อ ก.พ. 48 และก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนมิถุนายน 2549 นอกจากนี้ ไทยและพม่าได้ลงนาม MOU เพื่อสำรวจเส้นทางและออกแบบเส้นทางระยะต่อจากกม.ที่ 18 ยาว 40 กม. (เชิงเขาตะนาวศรี-กอกะเร็ก) โดยครม.มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2548 ให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า สำหรับการทำ feasibility study ทั้งนี้ ได้มีการประชุมคณะทำงานสามฝ่ายด้านเทคนิคและการเงินที่กรุงนิวเดลี ระหว่างวันที่ 6-7 กันยายน 2549 โดยตกลงให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการหารายได้ (financial feasibility study) จากการก่อสร้างถนนทั้งสาย และไทยและอินเดียยืนยันข้อเสนอให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่พม่า

ด้านการศึกษา
ไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาไทย-อินเดีย ในการเยือนอินเดียของนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนมิถุนายน 2548 ซึ่งเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านการศึกษาร่วมกัน โดยครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนการวิจัย ข้อมูลและเครื่องมือการสอน การแลกเปลี่ยนนักศึกษา นักวิชาการ คณาจารย์ระหว่างกัน การจัดสัมมนา การประชุมร่วมกัน การให้ทุนการศึกษา เป็นต้น ซึ่งจะยังประโยชน์ให้กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของทั้งสองประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านสังคมและวัฒนธรรม
ไทยกับอินเดียได้จัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม เมื่อปี 2520 แต่ยังขาดการดำเนินการที่ต่อเนื่อง และไม่มีผลเป็นรูปธรรมชัดเจน ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ ครั้งที่ 4 เมื่อกุมภาพันธ์ 2546 ฝ่ายไทยจึงได้เสนอให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนกิจกรรมในอันที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนกับประชาชน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีผลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากความร่วมมือทางวัฒนธรรมจะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่ความร่วมมือในด้านอื่นๆ ต่อไป ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าว
นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยได้จัดตั้งศูนย์อินเดียศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์สันสกฤตศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และเมื่อครั้งที่อดีตนายกรัฐมนตรีนาย Vajpayee เยือนไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2546 สองฝ่ายเห็นชอบที่จะให้มีการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมไทยและอินเดียในแต่ละประเทศ ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในระหว่างการหาสถานที่ที่เหมาะสม

ความตกลงที่สำคัญกับประเทศไทย
1. ความตกลงทางการค้า (ปี 2511)
2. ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศ (ปี 2512)
3. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม (ปี 2520)
4. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน (ปี 2528)
5. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทยและอินเดีย (ปี 2540)
6. ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ปี 2543)
7. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ (ปี 2543)
8. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปี 2544)
9. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (ปี 2545)
10. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการสำรวจและใช้ประโยชน์จากอวกาศส่วนนอก (ปี 2545)
11. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการเกษตร เทคโนโลยีการเกษตร และเศรษฐกิจการเกษตร (ปี 2546)
12. กรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย (ปี 2546)
13. ความตกลงด้านความร่วมมือทางการท่องเที่ยว (ปี 2546)
14. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ (ปี 2546)
15. โครงการความร่วมมือด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (ปี 2546)
16. สนธิสัญญาความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางกฎหมายในเรื่องทางอาญา (ปี 2547)
17. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา ไทย-อินเดีย (ปี 2548)
18. บันทึกความตกลงว่าด้วยมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างจังหวัดภูเก็ตกับเมืองพอร์ตแบลร์ (ปี 2548)
19. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียน (ปี 2550)
20. แผนปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ระหว่างปี 2550-2552 (ปี 2550)


การเยือนของผู้นำระดับสูง
ฝ่ายไทย
พระบรมวงศานุวงศ์
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย ในฐานะอาคันตุกะของรองประธานาธิบดีอินเดีย เมื่อวันที่ 10-28 มีนาคม 2530 (ค.ศ. 1987)
- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จฯ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7-21 เมษายน 2535 (ค.ศ. 1992)
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ เพื่อทรงร่วมพิธีมอบรางวัล UNEP Sasakawa Environment Prize เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2539 (ค.ศ. 1996)
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย (หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 21-25 ธันวาคม 2539 (ค.ศ. 1996)
- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จฯ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และหม่อมเจ้าหญิงสิริวัณวรี มหิดล ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรองประธานาธิบดีอินเดีย เมื่อวันที่ 23-27 ธันวาคม 2541 (ค.ศ. 1998)
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ วางศิลาฤกษ์ ณ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 (ค.ศ. 2001)
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดียเป็นการส่วนพระองค์ เมื่อวันที่ 2-12 เมษายน 2544 (ค.ศ. 2001)
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนกรุงนิวเดลี เพื่อร่วมสัมมนา “International Conference on Biodiversity and Natural Products: Chemistry and Medical Application” และทรงบรรยายทางวิชาการในการสัมมนาดังกล่าว เมื่อวันที่ 26-31 มกราคม 2547 (ค.ศ. 2004)
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนกรุงนิวเดลี เพื่อร่วมประชุม “International Conference on Chemistry Biology Interface : Synergy New Frontiers” เมื่อวันที่ 19-26 พฤศจิกายน 2547 (ค.ศ. 2004)
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรองประธานาธิบดีอินเดีย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์- 10 มีนาคม 2548 (ค.ศ. 2005)
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย เพื่อรับรางวัล Indira Gandhi Prize for Peace, Disarmament and Development เมื่อวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2548
-สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย เพื่อเข้าร่วมการประชุม Third World Organization for Women in Science (TWOWS) Third General Assembly and International Conference ที่เมืองบังกาลอร์ เมื่อวันที่ 21-25 พฤศจิกายน 2548 และ ที่กรุงนิวเดลี เมื่อวันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2548
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ พร้อมด้วยคณะนักวิจัยจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และคณะของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย เยือนอินเดีย ระหว่างวันที่ 10-13 ตุลาคม 2549 เพื่อทอดพระเนตรกิจการของบริษัท Shantha Biotechnics Limited เมืองไฮเดอราบัด ในวันที่ 12 ตุลาคม 2549
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดียเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมกับ WTO ระหว่างวันที่ 8-12 พฤศจิกายน 2549
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย ระหว่างวันที่ 5-9 มีนาคม 2550 โดยทรงเป็นพระอาคันตุกะของ รมว กต อินเดีย โดยเสด็จฯ เยือนกรุงนิวเดลี รัฐคุชราต รัฐกรณาฏกะ รัฐเบงกอลตะวันตก และรัฐทมิฬนาดู
- พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ จะเสด็จไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฉลองมหามงคลพุทธารามมหาราชชยันตี ณ วัดไทยพุทธคยาอินเดีย เมืองคยา รัฐพิหาร ระหว่างวันที่ 24-26 มีนาคม 2550
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนอินเดีย เพื่อทรงเปิดนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “Bharata In Reflection” และทรงระนาดเอกเบิกโรงการแสดงโขนไทยสู่แดนรามายณะ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-อินเดีย ระหว่างวันที่ 9-11 สิงหาคม 2550
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนอินเดีย ระหว่างวันที่ 17-22 มีนาคม 2551 ตามคำกราบทูลเชิญของรัฐบาลอินเดีย
รัฐบาล
- พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดีย นับเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม - 1 เมษายน 2532 (ค.ศ. 1989)
- นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอินเดียตามคำเชิญของนาย Salman Khurshid รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 9-12 พฤศจิกายน 2537 (ค.ศ. 1994)
- นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอินเดียเพื่อหาลู่ทางขยายการค้าและการลงทุนในกรอบ BIMST-EC เมื่อวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2540 (ค.ศ. 1997)
- พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ประธานที่ปรึกษาพิเศษของนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ เดินทางไปกรุงนิวเดลีในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24-25 มิถุนายน 2540 (ค.ศ. 1997)
- นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนาย Jaswant Singh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2543 (ค.ศ. 2000)
- นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11-14 กรกฎาคม 2544 (ค.ศ. 2001)
- พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26-29 พฤศจิกายน 2544 (ค.ศ. 2001)
- พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 (ค.ศ. 2002)
- นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองนายกรัฐมนตรีไปอินเดีย เพื่อประชุม ASEAN-India Business Summit เมื่อวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2545 (ค.ศ. 2002)
- นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วม ไทย-อินเดีย ครั้งที่ 4 ที่กรุงนิวเดลี เมื่อวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2546 (ค.ศ. 2003)
- น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เข้าร่วมงาน India-Soft 2003 โดยเป็นแขกของรัฐบาลอินเดีย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 (ค.ศ. 2003)
- นายกร ทัพพะรังสี รองนายกรัฐมนตรี จัด Roadshow ที่กรุงนิวเดลี มุมไบ บังกาลอร์ และเจนไน โดยเป็นแขกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย เมื่อวันที่ 5-10 สิงหาคม 2546 (ค.ศ. 2003)
- นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนเมืองชัยปุระและกรุงนิวเดลี เพื่อร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี ไทย-พม่า-อินเดีย เรื่องการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 21-23 ธันวาคม 2546 (ค.ศ.2003)
- นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 8-10 มิถุนายน 2547 (ค.ศ.2004)
- นายกร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เยือนเจนไนและบังกาลอร์ และร่วมงาน “Bangalore Bio 2004” เมื่อวันที่ 9-11 กรกฎาคม 2547 (ค.ศ.2004)
- นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของประธานโลกสภาและประธานราชยสภา เมื่อวันที่ 11-18 กรกฎาคม 2547 (ค.ศ.2004)
- นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอินเดีย เพื่อถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ที่เมืองพุทธคยา รัฐพิหาร เมื่อวันที่ 5-6 พฤศจิกายน 2547 (ค.ศ.2005) และเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในการสัมมนา “Hindustan Times Leadership Initiative”
- พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนอินเดีย (working visit) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 (ค.ศ. 2005)
- นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 7-8 สิงหาคม 2549 (ค.ศ. 2006) ก่อนหน้าการเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี BIMSTEC ครั้งที่ 9 ที่กรุงนิวเดลี ที่มีขึ้นในวันที่ 9 สิงหาคม 2549 (ค.ศ. 2006)
- พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2550 (ค.ศ. 2007)
- นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัตน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เยือนอินเดียเพื่อส่งเสริมโอกาสและลู่ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-อินเดียระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม - 4 กันยายน 2550 (ค.ศ.2007)
ฝ่ายอินเดีย
- นาย V. V. Giri ประธานาธิบดีอินเดีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2515 (ค.ศ. 1972)
- นาย Rajiv Gandhi นายกรัฐมนตรีอินเดีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19-20 ตุลาคม 2529 (ค.ศ. 1986)
- นาย P.V. Narasimha Rao นายกรัฐมนตรีอินเดีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7-10 เมษายน 2536 (ค.ศ. 1993)
- นาง Vasundhara Raje รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6-8 กรกฎาคม 2542 (ค.ศ. 1999)
- นาย Yashwant Sinha รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุม ACD ครั้งที่ 1 ที่ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 18-19 มิถุนายน 2545 (ค.ศ. 2002)
- นาย Atal Behari Vajpayee นายกรัฐมนตรีอินเดีย เดินทางแวะผ่านไทย หลังการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กัมพูชา และได้หารือข้อราชการกับนายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 (ค.ศ. 2002)
- นาย L K Advani รองนายกรัฐมนตรีอินเดียเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2546 (ค.ศ. 2003)
- นาย Arun Shourie รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และกระทรวงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอินเดีย เข้าร่วมการประชุม ACD ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21-22 มิถุนายน 2546 (ค.ศ. 2003)
- นาย Atal Behari Vajpayee นายกรัฐมนตรีอินเดีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8-12 ตุลาคม 2546 (ค.ศ. 2003)
- นาย Yashwant Sinha รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย Arun Jaitley รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุม BIMST-EC ระดับรัฐมนตรี ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ 2547 (ค.ศ.2004)
- นาย Dayanidhi Maran รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าร่วมการสัมมนา Ministerial Conference on Broadband and ICT Development ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2547 (ค.ศ.2004)
- ดร. Anbumani Ramadoss รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการครอบครัว เข้าร่วมการประชุม The Second Asia Pacific Ministerial Meeting (APMM-II) ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2547 (ค.ศ. 2004)
- นาง Sonia Gandhi ประธานพรรครัฐบาลและพรรคพันธมิตร United Progressive Alliance เข้าร่วมการประชุม XV International AIDS Conference (IAC) ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 (ค.ศ.2004)
- นาย Manmohan Singh นายกรัฐมนตรีอินเดียเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 30-31 กรกฎาคม 2547 (ค.ศ.2004)
- นาย K.Natwar Singh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เดินทางแวะผ่านไทย เมื่อวันที่ 15-16 ตุลาคม 2547 (ค.ศ.2004)
- นาย Pranab Mukherjee รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เดินทางเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (JC) ไทย-อินเดีย ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 13-15 กันยายน 2550 (ค.ศ.2007)

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

103 คน

 สถิติเมื่อวาน

1197 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

24401 คน

226438 คน

3190321 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official