สาธารณรัฐเช็ก
Czech Republic
 
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง อยู่ตอนกลางของทวีปยุโรป ไม่มีพื้นที่ติดต่อกับทะเล มีพรมแดน ด้านเหนือติดกับโปแลนด์ ด้านใต้ติดกับออสเตรีย ทิศตะวันออกติดกับสโลวักและทิศตะวันตกติดกับเยอรมนี

พื้นที่ 78,866 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 2 แคว้น คือ แคว้นโบฮีเมีย และแคว้นโมราเวีย

เมืองหลวง กรุงปราก (Prague) มีประชากร 1.21 ล้านคน

เมืองสำคัญ Brno - เมืองศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมของแคว้นโมราเวีย มีประชากรประมาณ 3.3 แสนคน

Ostrava - เมืองอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทางด้านการถลุงเหล็ก อยู่ทางตะวันออกของประเทศ มีประชากรประมาณ 3.24 แสนคน

Plzen - เมืองอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล และเป็นเมืองที่กำเนิดของเบียร์สูตรที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อยู่ทางเหนือของประเทศ มีประชากร 1.7 แสนคน

ประชากร 10.47 ล้านคน ประกอบด้วยชาวเช็ก (ร้อยละ 94.4) ชาวสโลวัก (ร้อยละ 3) ชาวโปล (ร้อยละ 0.6) ชาวฮังกาเรียน (ร้อยละ 0.2)

ภาษาราชการ ภาษาเช็ก ประชาชนส่วนใหญ่พูดภาษาเยอรมันได้และมีบ้างที่พูดภาษารัสเซียได้

ศาสนา ไม่มีศาสนาร้อยละ 39.8 โรมันคาทอลิกร้อยละ 39.2 โปรเตสแตนท์ร้อยละ 6 ออร์โธดอกส์ร้อยละ 3 และอื่นๆ ร้อยละ 13.4

วันชาติ 28 ตุลาคม

สกุลเงิน เช็กโครูน่า (Czech Koruna)

อัตราแลกเปลี่ยน 1 โครูน่า = 1.75 บาท (20 ม.ค.2553)

ภูมิอากาศ แบบยุโรป อุณหภูมิ 20 - 25 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน และ -5 ถึง-15 องศาเซลเซียส ในฤดูหนาว

GDP 191.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2552)

GDP per capita 25,100 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2552)

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ -4.1 (ปี 2552)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 1.1 (ปี 2552)

การเมืองการปกครอง
ระบบการเมือง ระบอบประชาธิปไตยแบบมีประธานาธิบดีเป็นประมุข

ประธานาธิบดี นาย Vaclav Klaus (เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ก.พ. 2546)

นายกรัฐมนตรี นาย Petr Necas (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2553)

รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Karel Schwarzenberg (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ ก.ค. 2553)

รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งเป็นระบบสองสภา (Bicameral Parliament) คือ สภาสูง (Senate) มี 81 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้งโดย popular vote มีวาระ 6 ปี โดยจะมีการเลือก 1 ใน 3 ทุก 2 ปี เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 และ สภาล่าง (Chamber of Deputies) มี 200 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้งโดย popular vote มีวาระ 4 4 ปี เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 28 - 29 พฤษภาคม 2553

ประธานาธิบดี เป็นประมุขแห่งรัฐ มาจากการเลือกตั้งของสภาทั้งสอง โดยจะต้องได้รับเสียงข้างมากโดยเด็ดขาดจากแต่ละสภา มีวาระ 5 ปี ดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ 2 วาระ เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีจะต้องได้รับการเสนอชื่อจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกสภาสูงอย่างน้อย 10 คน มีอายุอย่างน้อยที่สุด 40 ปี

นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจในการบริหารสูงสุด มาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดี คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดีโดยการเสนอชื่อจากนายกรัฐมนตรี

ศาลและอำนาจตุลาการได้รับการแบ่งแยกโดยสิ้นเชิงจากอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร คณะกรรมการตุลาการรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลให้มีการใช้อำนาจตุลาการตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยผู้พิพากษา 15 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี โดยอยู่ในตำแหน่งวาระละ 10 ปี

2. ประวัติศาสตร์เช็กโดยสังเขป
(1) บทนำ
ดินแดนของสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปราว 2,000 ปี นับตั้งแต่เมื่อชนเผ่าสลาโวนิก (Slavonic Tribes) หรือชนเผ่าสลาฟ ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานแคว้นโบฮีเมียได้พัฒนาเป็นรัฐอิสระเป็นครั้งแรกในคริสตศตวรรษที่ 9 แต่ต่อมาในคริสตศตวรรษที่ 13 ชนเผ่าเยอรมัน ได้อพยพเข้ามายึดดินแดนของเช็กในปัจจุบันเป็นอาณานิคม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างวัฒนธรรมเช็กให้มีทั้งลักษณะของชนเผ่าเยอรมันและชนเผ่าสลาฟ กรุงปรากจึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันหลากหลาย อาทิ โรมันเนสก์ โกธิก เรเนซองส์ บาร็อก รวมทั้งศิลปะรูปแบบต่างๆ ทำให้กรุงปรากเป็นเมืองที่แสดงให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของเช็กได้อย่างดี ตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมัน จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์ Hapsburg (ราวศตวรรษที่ 15-18) และองค์การ UNESCO ได้เลือกให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม นอกจากนี้ เช็กยังมีชื่อเสียงและประวัติศาสตร์อันยาวนานด้านการผลิตเบียร์ โดยเฉพาะที่เมือง Plzen (Pilsen)

(2) ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1
กรุงปรากเป็นเมืองที่สำคัญในยุโรปตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมันและยุคกลางของยุโรป กษัตริย์ชาร์ลสที่ 4 แห่งอาณาจักรโรมัน ได้ก่อตั้ง Charles University ขึ้นที่กรุงปรากซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปตะวันออก ในช่วงยุคกลาง เช็กอยู่ภายใต้การปกครองของคริสตจักรเช่นเดียวกับดินแดนอื่นๆ ในยุโรป จนกระทั่งในปี 2069 เช็กจึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์ Hapsburg ในศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการฟื้นฟู national awareness ซึ่งถึงจุดสูงสุดในปี 2391 เมื่อกรุงปรากเป็นเมืองแรกในอาณาจักร Hapsburg ที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูป และต้องการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

(3) ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ฝ่ายพันธมิตรได้สนับสนุนให้ชาวเช็กและชาวสโลวักสร้างสหพันธรัฐประชาธิปไตยแห่งเช็กโกสโลวาเกียขึ้น ในปี 2461 เนื่องจากเช็กและสโลวักมีภาษาคล้ายคลึงกัน แต่แยกจากกันทางการเมือง เนื่องจากสโลวาเกียเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฮังการี ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เช็กโกสโลวาเกียเป็นประเทศที่อุตสาหกรรมมีความก้าวหน้าที่สุด จนติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากชาวสโลวักต้องการแยกตัวออกเป็นรัฐอิสระจากเช็กซึ่งมีบทบาทเหนือกว่า

ในเดือนมีนาคม 2482 กองทัพนาซีเยอรมันได้รุกรานแคว้นโบฮีเมียและโมราเวีย ทำให้เช็กโกสโลวาเกียสูญเสียความเป็นรัฐเอกราช จนกระทั่งในปี 2488 กองทัพโซเวียตได้ปลดปล่อยดินแดนของเช็กโกสโลวาเกียจากการปกครองของนาซี ทำให้สหภาพโซเวียตมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางการเมืองของเช็กโกสโลวาเกียในเวลาต่อมา และในปี 2491 พรรคคอมมิวนิสต์ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจไว้

(4) ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
พรรคคอมมิวนิสต์มีอิทธิพลในเช็กโกสโลวาเกียมาโดยตลอด จนกระทั่งในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 ได้เริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูป ที่เรียกว่า ช่วง Prague Spring ภายใต้การนำของนาย Alexander Dubcek เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ สหภาพโซเวียตและประเทศอื่นใน Warsaw Pact เกรงว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นภัยคุกคามต่อระบบคอมมิวนิสต์ จึงได้ยกกองกำลังเข้าไปในเชโกสโลวาเกียเมื่อปี 2511 และจัดตั้งระบบคอมมิวนิสต์ที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีแนวคิดต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์ในเช็กโกสโลวาเกีย

(5) ช่วงหลังการล่มสลายของระบบคอมมิวนิสต์
หลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลายลง เช็กโกสโลวาเกียได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างสันติ โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Velvet Revolution และนาย Vaclav Havel ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านระบบคอมมิว
นิสต์ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีเช็กโกสโลวาเกียในปี 2532

รัฐบาลเช็กโกสโลวาเกียได้มีมติเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2536 ให้สลายประเทศเช็กโกสโลวาเกีย และแบ่งออกเป็นสาธารณรัฐเช็กและสาธารณรัฐสโลวัก (สโลวาเกีย) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า Velvet Divorce ต่อมา นาย Vaclav Havel ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเช็กในปี 2536 และได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2541 จนกระทั่งหมดวาระ (วาระละ 5 ปี) เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2546 และนาย Vaclav Klaus ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสืบต่อ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546

สถานการณ์ทางการเมือง
ผลการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 28 - 29 พฤษภาคม 2553ปรากฏ ดังนี้

พรรค Social Democrats (CSSD) ได้รับคะแนนเสียง 22.1% (มีที่นั่งในสภาฯ 56 ที่)
พรรค Civic Democrats (ODS) ได้รับคะแนนเสียง 20.2% (มีที่นั่งในสภาฯ 53 ที่)
พรรค Top 09 ได้รับคะแนนเสียง 16.7% (มีที่นั่งในสภาฯ 41 ที่)
พรรคคอมมิวนิสต์ (KSCM) ได้รับคะแนนเสียง 11.3% (มีที่นั่งในสภาฯ 26 ที่)
พรรค Public Affairs (VV) ได้รับคะแนนเสียง 10.9% (มีที่นั่งในสภาฯ 24 ที่)

แม้ว่าพรรค CSSD จะได้รับคะแนนเสียงมากเป็นอันดับที่ 1 แต่ก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะต่อให้พรรค CSSD รวมกับพรรค KSCM จัดตั้งรัฐบาลกลาง-ซ้าย ก็จะมีเพียง 82 เสียงเท่านั้น และพรรค Top 09 ก็ปฎิเสธที่จะเป็นรัฐบาลร่วมกัน CSSD เนื่องจากมีแนวคิดทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันเกินไป ดังนั้นนาย Petr Necas หัวหน้าพรรค ODS จึงเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรค Top 09 และ VV

การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความเบื่อหน่ายของประชาชนที่มีต่อความไม่ซื่อสัตย์และการทุจริตของพรรคการเมืองใหญ่ๆ เช่น CSSD และ ODS ที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยลง ส่วนพรรคอื่นๆ ที่เคยมีเสียงในสภา เช่น Christian Democrat (KDU-CSL), Party of Citizen’s Rights (SPOZ) และ Greens ก็ได้รับะแนนเสียงน้อยกว่า 5% จึงไม่สามารถมีส.ส.ได้ ทำให้หัวหน้าพรรค CSSD, KDU-CSL SPOZ และ Greens พากันลาออกจากตำแหน่ง ในทางกลับกันพรรคการเมืองใหม่ เช่น Top09 และ VV กลับได้รับเสียงและที่นั่งในสภาเป็นครั้งแรก
เศรษฐกิจการค้า
สถานการณ์เศรษฐกิจเช็ก
ภายหลังจาก Velvet Reform ในปี 2532 เช็กโกสโลวาเกียเริ่มดำเนินการปฏิรูปทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ในขณะที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ยังคงดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมห
ภาคอย่างระแวดระวัง การปฏิรูปทางเศรษฐกิจดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว โดยปล่อยให้ราคาสินค้าเคลื่อนไหวอย่างเสรี การคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่เจ้าของเดิมในช่วงปี 2491 และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ต่อมา ภายหลังจาก Velvet Divorce ซึ่งแยกเช็กโกสโลวาเกียเป็นเช็กและสโลวัก ในปี 2546 สาธารณรัฐเช็กมีการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างมาก โดยมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่รวดเร็ว มีอัตราการว่างงานต่ำ และไม่มีอัตราเงินเฟ้อที่สูงเกินไป

รัฐบาลเช็กประสบความสำเร็จในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ อาทิ บริษัทโตโยตามอเตอร์ และบริษัทเปอร์โยต์ ซีตรอง โดยได้ก่อตั้งหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน ชื่อว่า Czech Invest เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับสูง ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าจะสามารถดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2548-2550 ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงสูงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 3.7 ในปี 2546 เป็นร้อยละ 3.8 ในปี 2547 และคาดว่าจะสูงถึงร้อยละ 4.4 ในปี 2548 ทำให้ค่าจ้างแรงงานมีการปรับตัวสูงขึ้นและมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อได้ลดลงเป็นลำดับ

รัฐบาลเช็กยังคงให้ความสำคัญกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยได้ดำเนินการไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ และยังคงมีอีกประมาณ 167 บริษัทที่อยู่ระหว่างรอดำเนินการ ได้แก่ Czech Telecom CEZ Power Utility เป็นต้น อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังคงมีปัญหาการขาดดุลงบประมาณซึ่งสูงถึงร้อยละ 6.6 ของ GDP ในปี 2552 รัฐบาลจึงตั้งเป้าที่จะลดการขาดดุลให้เหลือเพียงร้อยละ 4.8 ในปี 2554 โดยการตัดงบประมาณด้านกลาโหมเป็นจำนวนถึง 2.1 พันล้านคอรูน่าในปี 2554 ซึ่งปัญหาการขาดดุลงบประมาณสูงนั้น ทำให้สาธารณรัฐเช็กต้องเลื่อนกำหนดการเข้าใช้เงินสกุลยูโรต่อไป เนื่องจากการจะเข้าร่วมใช้เงินสกุลยูโรนั้น มีข้อกำหนดว่าจะต้องมีนโยบายทางการเงินขาดดุลไม่เกินร้อยละ 3.7

นโยบายต่างประเทศเช็ก
สาธารณรัฐเช็กมีนโยบายส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีและพัฒนาความร่วมมือกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะยุโรปตะวันตก โดยให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนระบบการเมืองและเศรษฐกิจของตนให้สามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปได้ โดยได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2547 ร่วมกับประเทศในยุโรปอื่นๆ อีกรวม 10 ประเทศ นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับโปแลนด์ ฮังการี และสโลวาเกียภายใต้กรอบ Visegrad Group ด้วย

สาธารณรัฐเช็กเคยดำรงตำแหน่งประธาน EU ในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 โดยประเด็นที่ผลักดันในช่วงที่เป็นประธาน EU คือการปฏิรูปกฎระเบียบภายใน EU ให้ลดน้อยลง ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายสินค้า ทุน และแรงงานอย่างเสรีภายใน EU และลดระดับการรวมตัวของ EU ในบางประเด็นลง ให้เป็นเรื่องที่ประเทศสมาชิกมีอำนาจตัดสินใจเอง

ในกรอบองค์การระหว่างประเทศ สาธารณรัฐเช็กได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ ดังนี้

NATO สาธารณรัฐเช็กได้เข้าเป็นสมาชิก NATO เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2542 พร้อมกับโปแลนด์และฮังการี อย่างไรก็ดี ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของ NATO ต่อยูโกสลาเวียระหว่างเดือนมีนาคม – มิถุนายน 2542 เช็กไม่ได้สนับสนุนปฏิบัติการของ NATO อย่างจริงจัง ซึ่งต่างกับโปแลนด์และฮังการี ทำให้ NATO มีความเคลือบแคลงในพันธะสัญญาที่สาธารณรัฐเช็กมีต่อ NATO แต่ถึงกระนั้น ในปี 2545 กรุงปรากก็ได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอด NATO ระหว่างวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งมีนัยยะสำคัญในทางสัญญลักษณ์ของการขยายสมาชิก NATO ให้รวมกลุ่ม Warsaw Pact และความร่วมมืออันดีระหว่าง NATO กับรัสเซีย

OSCE สาธารณรัฐเช็กเป็นสมาชิก Organisation on Security and Cooperation in Europe (OSCE) ซึ่งมีสำนักเลขาธิการตั้งอยู่ ณ กรุงปราก

UN ในปี 2537 สาธารณรัฐเช็กได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC จากการมีบทบาทในการเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงของยุโรป การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมรักษาสันติภาพของ UN

WEU สาธารณรัฐเช็กได้เข้าเป็นสมาชิกสมทบขององค์การ Western European Union (WEU) เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 โดยสามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมฯ ตลอดจนส่งทหารเข้าร่วมในการรักษาสันติภาพได้ โดยยังไม่มีสิทธิในการออกเสียงยับยั้ง

OECD สาธารณรัฐเช็กได้เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 26 ของ Organisation for Economic Cooperation and Development (OECD) โดยในด้านการเมือง จัดให้มีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบพหุสังคม เคารพสิทธิมนุษยชน ด้านเเศรษ
ฐกิจให้มีการใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด การปล่อยให้เงินทุนเคลื่อนย้ายโดยเสรี การใช้เงินตราที่แลกเปลี่ยนได้โดยสมบูรณ์ การใช้ระบบภาษีที่มีมาตรฐาน และมีมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม

CEFTA สาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย ฮังการี และโปแลนด์ ได้ร่วมกันจัดตั้งเขตการค้าเสรีในกลุ่มประเทศยุโรปกลาง (CEFTA) ขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2536 โดยสโลวีเนีย โรมาเนีย และบัลแกเรียได้เข้าเป็นสมาชิกในลำดับต่อมา อันทำให้ CEFTA เป็นกลุ่มเขตการค้าเสรีที่มีประชากรประมาณ 100 ล้านคน กลุ่ม CEFTA มีเป้าหมายให้บรรลุผลภายในปี 2544 โดยเริ่มมีการลดค่าธรรมเนียมศุลกากรและอุปสรรคระหว่างกันแล้ว

นโยบายต่างประเทศ
รัฐบาลเช็กให้ความสำคัญกับการบูรณาการอย่างสมบูรณ์กับสหภาพยุโรป ซึ่งเช็กเข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่เมื่อวันที่ 1พ.ค. 2548 โดยเฉพาะเรื่องวาระที่เช็กดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสหภาพยุโรปในปี 2552 และเรื่องการปฏิรูปกฎระเบียบภายในตลาดสหภาพยุโรปให้ลดน้อยลง และให้เกิดการเคลื่อนย้ายคน สินค้า เงินทุนและภาคบริการภายในสหภาพยุโรปอย่างเสรี การเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม Schengen ในปี 2551 และการเข้าร่วมใช้เงินสกุลยูโรภายในปี 2558 หรือ 2559 รวมทั้งสนับสนุนการขยายสมาชิกภาพและความร่วมมือด้านพลังงานของสหภาพยุโรป นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับโปแลนด์ ฮังการี และสโลวักภายใต้กรอบกลุ่ม Visegrad อีกด้วย

เช็กยังให้ความสำคัญกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ และเป็นสมาชิกที่แข็งขันขององค์การความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป ซึ่งมีสำนักเลขาธิการตั้งอยู่ ณ กรุงปราก รวมทั้งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเช็กได้รับเลือกเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงในช่วงปี 2537 - 2538 จากบทบาทในการเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงของยุโรป การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ เช็กยังเป็นสมาชิกสมทบของสหภาพยุโรปตะวันตก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 โดยสามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมฯ ตลอดจนส่งทหารเข้าร่วมในการรักษาสันติภาพได้ โดยยังไม่มีสิทธิในการออกเสียงยับยั้ง และยังเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 26 ขององค์กรความร่วมมือเศรษฐกิจและการพัฒนา

เช็กเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นของสหรัฐฯ โดยส่งกำลังพลเข้าร่วมปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน และกับโครงการฟื้นฟูอิรัก รัฐบาลเช็กตกลงให้สหรัฐฯ ใช้พื้นที่ติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธ โดยล่าสุดประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการเยือนเช็ก (ช่วงวันที่ 4 – 5 มิ.ย. 2550) ยืนยันว่า ระบบต่อต้านขีปนาวุธของสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อป้องกันยุโรปจากการโจมตีจากประเทศที่ถือว่าเป็น Rogue Regimes (อาทิ อิหร่าน และเกาหลีเหนือ) ไม่ใช่เพื่อคุกคามรัสเซีย โดยพร้อมให้รัสเซียเข้าร่วมโครงการด้วย นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงระบบนี้เข้ากับระบบป้องกันตนเองของ NATO ในอนาคตด้วย โดยผู้นำสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่า จะผลักดันให้มีการยกเว้นวีซ่าให้ผู้ถือหนังสือเดินทางเช็กให้เป็นผลสำเร็จในสมัยที่ตนบริหารประเทศ ทั้งนี้ ผู้นำเช็กยืนยันเช่นกันว่า เช็กเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในเรื่องความมั่นคง และเหตุผลหลักที่สนับสนุนเรื่องนี้ เนื่องจากต้องการให้ทวีปยุโรปมีระบบป้องกันตนเองที่เข้มแข็งขึ้น

นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญกับนโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจ ส่งเสริมการส่งออก การท่องเที่ยวและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยสาธารณรัฐเช็กสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้มากที่สุดในยุโรปตะวันออก รวมทั้งการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรบอลข่าน โดยเน้นความสำคัญของนโยบาย “neighbourhood policy” ของสหภาพยุโรปที่มุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการกระชับความร่วมมือกับภูมิภาคอื่นๆ โดยนอกเหนือจากญี่ปุ่นแล้ว เช็กยังให้ความสำคัญกับประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูง อาทิ จีน และอินเดีย รวมทั้งกลุ่ม ASEAN และ Mercosur

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเช็ก
ด้านการเมืองและการทูต

สาธารณรัฐเช็กเป็นประเทศเกิดใหม่จากการแบ่งแยกประเทศของสหพันธ์สาธารณรัฐเช็กและสโลวักเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2536 (ค.ศ.1993) เป็นต้นมา ประเทศไทยมีความสัมพั
นธ์อันดีกับสาธารณรัฐเช็กมาก่อนตั้งแต่ครั้งยังใช้ชื่อประเทศว่าเช็กโกสโลวาเกีย โดยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2517 (ค.ศ.1974) ความสัมพันธ์ดำเนินมาโดยราบรื่น รัฐบาลไทยโดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 ธันวา
คม 2535 (ค.ศ.1992) ให้การรับรองทั้งเช็กและสโลวักในฐานะผู้สืบสิทธิของอดีตสหพัน
ธ์สาธารณรัฐเช็กและสโลวัก โดยให้ถือเป็นการรับรองรัฐและสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับประเทศทั้งสองนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 เป็นต้นไป
นับจนถึงปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในระดับสูงบ่อยครั้ง ได้แก่

การเยือนของฝ่ายเช็ก

- นาย Vaclav Havel ประธานาธิบดีเช็กและภริยาเยือนไทยในฐานะราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตส
าหกรรมและการค้า ระหว่างวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2537

- นาย Milan Uhde ประธานรัฐสภาแห่งสาธารณรัฐเช็กเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 27-30 มีนาคม 2537

- นาย Alexandr Vondra รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเช็กเยือนไทย
อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2538 ภายใต้กรอบข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย-เช็ก

- นาย Miroslav Somol รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเช็กเยือนไทย ระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2538 เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-เช็ก ครั้งที่ 1 โดยมี ฯพณฯ นายมนตรี ด่านไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย

- นาง Helena Bambasova รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเช็กเยือนไทย ระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม 2539 ภายใต้กรอบข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย-เช็ก

- นาย Michael Zantovsky ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศกลาโหมและความมั่นคงสาธารณรัฐเช็กเยือนไทย ระหว่างวันที่ 23-27 ตุลาคม 2542 ตามคำเชิญของนาย
อรุณ ภาณุพงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศของวุฒิสภาไทย

- นาย Hynek Kmonicek รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเช็กเยือนไทย ระหว่างวันที่ 24-26 เมษายน 2543 เพื่อเข้าร่วมประชุมเอกอัครราชทูตในภูมิภาคนี้ และเพื่อร่วมลงนามความตกลงว่าด้วยการโอนตัวนักโทษระหว่างไทย-เช็ก

- นาย Jan Kavan รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเช็ก
เยือนไทย ระหว่างวันที่ 4-7 กุมภาพันธ์ 2545

- นาย Petr Kolar รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเช็กเยือนไทย ระหว่างวันที่ 4-9 พฤศจิกายน 2547 และร่วมประชุมปรึกษาหารือภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2547

- นาย Cyril Svoboda รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเช็ก พร้อมคณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2548 โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเยือนประเทศที่ประสบภัยคลื่นยักษ์

- นาง Livia Klausova ภริยานาย Vaclav Klaus ประธานาธิบดีเช็ก เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัวระหว่างวันที่ 9-17 เมษายน 2548 ซึ่ง ดร.กันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเป็นเกียรติแก่นาง Klausova เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2548 ด้วย

- พลเอก Vlastimil Picek หัวหน้าคณะเสนาธิการทหารแห่งสาธารณรัฐเช็กเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของกองบัญชาการกองทัพไทย ระหว่างวันที่ 3-7 เมษายน 2553

การเยือนของฝ่ายไทย

- ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เยือนสาธารณรัฐเช็กอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 12-15 มีนาคม 2537

- ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาเยือนสาธารณรัฐเช็กอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม - 1 กันยายน 2537

- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐเช็กเป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2539 โดย

- นายโสภณ เพชรสว่าง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง นำคณะผู้แทนสภาผู้แทนราษฎรเดินทางเยือนสาธารณรัฐเช็ก ระหว่างวันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2542

- สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐเช็กอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-21 พฤษภาคม 2543

- นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยือนสาธารณรัฐเช็กเพื่อร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า(JTC) ไทย-สาธารณรัฐเช็ก ระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายน 2543

- นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนสาธารณรัฐเช็กอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 6-7 พฤษภาคม 2546

- ผู้แทนการค้าไทย (นายกันตธีร์ ศุภมงคล) เยือนสาธารณรัฐเช็กระหว่างวันที่ 4-9 มีนาคม 2547

- กลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เช็ก เมื่อเดือนมีนาคม 2537 นาย Milan Uhde ประธานรัฐสภาแห่งเช็ก ได้เยือนไทยอย่างเป็นทางการ และเมื่อเดือนสิงหาคม 2537 ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาในขณะนั้นได้เยือนเช็กอย่างเป็นทางการ ซึ่งในระหว่างการเยือนได้มีการเสนอให้มีความร่วมมือระหว่างรัฐสภาของทั้งสองประเทศ จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มมิตรภาพเช็ก-ไทยขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรเช็กในเดือนกันยายน 2537 และฝ่ายไทยได้จัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เช็ก ในเดือนตุลาคม 2537 ปัจจุบันกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เช็ก มีสมาชิก 66 คน ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 37 คน สมาชิกวุฒิสภา 14 คน และสมาชิกสมทบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 5 คน และสมาชิกสมทบสมาชิกวุฒิสภา 10 คน โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช ดำรงตำแหน่งประธาน นายกอบศักดิ์ ชุติกุล ดำรงตำแหน่งรองประธานคนที่ 1 และนายอาคม ตุลาดิลก ดำรงตำแหน่งรองประธานคนที่ 2

การให้ความช่วยเหลือระหว่างกัน

เหตุการณ์อุทกภัยในสาธารณรัฐเช็กเมื่อปี 2545

รัฐบาลไทย โดยปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้บริจาคเงินเพื่อช่วยในการฟื้นฟูประเทศจากกรณีดังกล่าว จำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่นาย Jiri Sitler เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเช็กประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2545

เหตุการณ์ธรณีพิบัติทางภาคใต้ของไทย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547

มีนักท่องเที่ยวเช็กเสียชีวิต 1 รายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งได้ส่งศพกลับสาธารณรัฐเช็กแล้ว และมีชาวเช็กสูญหาย 6 ราย (ณ เดือนเมษายน 2548 อยู่ระหว่างรอยืนยันการเทียบข้อมูล DNA เพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์ศพ) นอกจากนี้ มีอาสาสมัครชาวเช็ก 2 คน ช่วยทำงานที่ศูนย์ DVI ที่จังหวัดภูเก็ต ในส่วนของประชาชนเช็ก ได้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหลายประเทศ รวมเป็นเงิน 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งส่วนหนึ่ง ได้บริจาคผ่านองค์กร ADRA ประจำประเทศไทย นำไปใช้ในการบูรณะโรงเรียนที่บ้านกมลา จังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้ นาง Livia Klausova ภริยานาย Vaclav Klaus ประธานาธิบดีเช็ก ได้บริจาคเงินส่วนตัว จำนวน 50,000 โครูน่า (ประมาณ 2,140 ดอลลาร์สหรัฐ) ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศไทยด้วย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2548 นาย Cyril Svoboda รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเช็ก พร้อมคณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมจังหวัดภูเก็ต โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเยือนประเทศที่ประสบภัยคลื่นยักษ์ ภายหลังการเยือน นาย Svoboda ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ติดตามมาว่าภาคใต้ของไทยปลอดภัยและพร้อมที่จะให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวเช็กแล้ว

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างไทย - เช็ก
สาธารณรัฐเช็กเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกใหม่ของ EU สำหรับปี 2552 มูลค่าการค้ารวมไทย - เช็ก 956.25 ล้าน USD เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ร้อยละ 34.90 โดยไทยส่งออก 857.42 ล้าน USD และนำเข้า 98.83 ล้าน USD ไทยได้เปรียบดุลการค้า 758.59 ล้าน USD สินค้าไทยที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด ได้แก่ เครื่องประมวลผลข้อมูลคอมพิวเตอร์ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องวีดีโอ เครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าแผงวงจรไฟฟ้า รถยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า ส่วนสินค้าไทยที่มีส่วนแบ่งการตลาดในเช็กสูงเป็นอันดับ 1 คือ สับปะรดกระป๋อง เครื่องประดับเงิน และเลนส์แว่นตา ส่วนสินค้าเช็กที่ไทยนำเข้ามูลค่าสูงสุด คือ นมดิบ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ลวดและสายเคเบิล เครื่องจักรกล อาวุธยุทโธปกรณ์ และชิ้นส่วนอากาศยาน ทั้งนี้ ไทยและสาธารณรัฐเช็กยังไม่มีการร่วมลงทุนระหว่างกันทั้งในประเทศไทยและที่สาธารณรัฐเช็ก

รัฐบาลเช็กได้ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทย 2 ทุนต่อปี เพื่อไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี -ปริญญาโท ในสาขาต่างๆ ปัจจุบันมีนักเรียนไทยได้รับทุนจากรัฐบาลเช็กแล้วจำนวน 11 ราย ในสาขาสัตวแพทย์ เกษตรศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

นักท่องเที่ยวเช็กเดินทางมาเยือนไทยในปี 2552 มีจำนวน 24,684 คน โดยนอกจากกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับ 1 แล้ว นักท่องเที่ยวเช็กนิยมไปเที่ยวแถบชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะพัทยา เกาะสมุย ภูเก็ต และกระบี่


ด้านการลงทุน

สาธารณรัฐเช็กมีบรรยากาศทั่วไปที่เอื้อต่อการลงทุนโดยมีที่ตั้งอยู่ใจกลางทวีปยุโรป ซึ่งเอื้อต่อการส่งสินค้าไปขายยังประเทศรอบด้าน และมีแรงงานที่มีคุณภาพแต่ค่าแรงต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศยุโรปอื่น สาธารณรัฐเช็กยังต้องการการลงทุนจากต่างประเทศในสาขาการผลิตต่าง ๆ เช่น การผลิตอุปกรณ์ก่อสร้าง เคมี โลหะ วิศวกรรม การขนส่ง เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องไฟฟ้าและอิเล็คโทรนิคส์ เครื่องมือการแพทย์ อาหารและเครื่องดื่ม กระดาษและเยื่อกระดาษ หนังสือและสิ่งตีพิมพ์ สิ่งทอ เครื่องหนังและรองเท้า ปัจจุบันได้มีโครงการร่วมลงทุนไทย-เช็ก 1 โครงการคือ บริษัท Enholco Industries Co.ltd ซึ่งได้รับการส่งเสริมผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ยางพารา เช่น เขียง โต๊ะ เก้าอี้ Salad Bowl ส่งออกร้อยละ 80 โดยส่งไปยังสหรัฐฯ สวีเดน เยอรมัน และญี่ปุ่น มีเงินลงทุนทั้งสิ้น 19.15 ล้านบาท ทันจดทะเบียน 13 ล้านบาท โดยมีหุ้นไทยมูลค่า 7.5 ล้านบาท หุ้นเช็ก 5.5 ล้านบาท โครงการนี้เปิดดำเนินการแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 โรงงานตั้งอยู่ที่จังหวัดลำปาง

โอกาสทางการค้าการลงทุนของไทยในสาธารณรัฐเช็ก

แม้ว่าเศรษฐกิจของเช็กขณะนี้อยู่ในระหว่างชะลอตัว แต่รัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหา จากการที่ทำเลตั้งอยู่ใจกลางยุโรปซึ่งมีลักษณะเป็นสะพานเชื่อมยุโรปตะวันตก กับยุโรปตะวันออก เช็กจึงเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไทยสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันออก นอกจากนั้น โดยที่สาธารณรัฐเช็กเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาคยุโรป โดยมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในเช็กประมาณปีละกว่า 100 ล้านคน การบริการรองรับนักท่องเที่ยวยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในฤดูท่องเที่ยว รวมทั้งการบริการที่ยังมีคุณภาพด้อยกว่าไทย และอัตราค่าห้องพักโรงแรมยังอยู่ในระดับสูงกว่าที่ควร กิจการโรงแรมและร้านอาหารไทยจึงน่าจะมีโอกาสค่อนข้างมากในเช็กในขณะนี้ นอกจากนั้น นักลงทุนไทยอาจร่วมมือกับผู้ประกอบการฝ่ายเช็กในการผลิตเครื่องแก้วในประเทศไทย โดยใช้ความชำนาญและเทคโนโลยีของฝ่ายเช็กในด้านของวัตถุดิบ สาธารณรัฐเช็กยังเป็นแหล่งของเครื่องเหล็กและเคมีภัณฑ์ ตลอดจนอุปกรณ์โรงงานต่าง ๆ ซึ่งมีราคาต่ำอีกด้วย รัฐบาลเช็กมีนโยบายสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในเช็กโดยมีสิ่งจูงใจหลายประการซึ่งหน่วยงาน Czechinvest ซึ่งรับผิดชอบด้านส่งเสริมการลงทุน สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ได้ ไทยน่าจะพิจารณามาลงทุนในเช็กในขณะนี้ เพราะค่าแรงและค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังถูกอยู่ เมื่อเทียบกับประ
เทศใกล้เคียง แต่เมื่อใดที่เช็กได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปแล้ว เป็นที่คาดว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ จะสูงขึ้น รวมทั้งสิ่งจูงใจต่างๆ จะต้องลดลงเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของ EU

ความตกลงทวิภาคีระหว่างไทย-สาธารณรัฐเช็ก

เนื่องจากสาธารณรัฐเช็กได้สืบสิทธิมาจากสหพันธ์สาธารณรัฐเช็กและสโลวัก (เชโกสโลวาเกียเดิม) ซึ่งเป็นประเทศที่ไทยมีความสัมพันธ์มาตั้งแต่ปี 2517 (ค.ศ.1974) สาธารณรัฐเช็กจึงสืบสิทธิความตกลงต่าง ๆ ที่มีอยู่ระหว่างกันมาแต่เดิม นอกจากฝ่ายเช็กจะเสนอขอจัดทำใหม่ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีของไทยได้มีมติรับรองให้ทั้งสาธารณรัฐเช็กและสาธารณรัฐสโลวักเป็นผู้สืบสิทธิความตกลงที่ไทยมีอยู่ด้วยแล้ว (มติ ครม.เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2535)

ความตกลงที่ได้ลงนามแล้ว ได้แก่

- ความตกลงทางการค้า (Trade Agreement) ลงนามเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2538 แต่ได้ยกเลิกไปหลังจากสาธารณรัฐเช็กเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และจะต้องใช้ Common Trade Policy ของ EU

- ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Agreement for the Promotion and Protection of Investments) ลงนามเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2538

- อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Convention for the Avoidance of Double Taxation and Prevention of Fiscal Evasion with respect to Taxes on Income) ลงนามเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 ที่กรุงเทพฯ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2538

- ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเช็ก (Arrangement on Cooperation between the Ministry of Foreign Affairs of Thailand and the Ministry of Foreign Affairs of the Czech Republic) ลงนามและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2537

- ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศจัดทำเมื่อปี ค.ศ.1988 (Air Services Agreement) เป็นความตกลงที่สาธารณรัฐเช็กสืบสิทธิจากเชโกสโลวาเกีย

- ความตกลงเพื่อยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ (Mutual Abolishing of Visa Requirements for Holders of Diplomatic and Official/Service Passports) จัดทำเมื่อปี 2534 โดยเป็นความตกลงที่สาธารณรัฐเช็กสืบสิทธิจากเชโกสโลวาเกีย

- ความตกลงว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญาระหว่างไทย-เช็ก (Agreement on the Transfer of Offenders and Cooperation in the Enforcement of Penal Sentences) ลงนามเมื่อ 26 เมษายน 2543 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2545

การตรวจลงตรา
ไทยและสาธารณรัฐเช็กได้ทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูต หนังสือเดินทางราชการ และหนังสือเดินทางพิเศษ โดยสามารถพำนักได้เป็นระยะเวลา 90 วัน


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

529 คน

 สถิติเมื่อวาน

1302 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

29019 คน

231056 คน

3194939 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official