สาธารณรัฐเซเชลส์
Republic of Seychelles
 
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง สาธารณรัฐเซเชลส์เป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียอยู่ห่างจากฝั่งตะวันออกของเคนยา ประมาณ 1,800 กม. ห่างจากด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง
บอมเบย์ อินเดีย ประมาณ 3,300 กม. และอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะมาดากัสการ์ ประมาณ 1,100 กม.

พื้นที่ (พื้นแผ่นดิน) 455 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ทาง 1.3 ล้านตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงวิคตอเรีย (Victoria)

ประชากร 1 แสนคน (2551)

ภูมิอากาศ สภาพอากาศร้อนชื้นในเขตทะเล ฤดูที่อากาศเย็นกว่าจะอยู่บริเวณลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ (ปลายเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม) ส่วนฤดูที่อากาศอบอุ่นขึ้นจะอยู่บริเวณลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือ (มีนาคมถึงพฤษภาคม)

ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส Creolo

ศาสนา คริสต์ (นิกายโรมันคาทอลิก 82.3%) Anglican 6.4% คริสต์
(นิกายอื่นๆ 4.5% อื่นๆ 3.6% ฮินดู 2.1% อิสลาม 1.11%

ระบบการปกครอง แบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล

ประธานาธิบดี Mr. James Michel

รัฐมนตรีต่างประเทศ Mr. Patrick Georges Pillay

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ฝรั่งเศสเริ่มเข้าไปสำรวจเซเชลส์ ในปี 2284 และอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองในปี 2299 จนกระทั่งปี 2337 อังกฤษได้แผ่อิทธิพลเข้ามาในดินแดนแอฟริกา ทำให้ฝรั่งเศสยอมจำนน และยอมให้อังกฤษเข้าควบคุมหมู่เกาะเซเชลส์ โดยทั้งสองประเทศได้ทำสนธิสัญญา Treaty of Paris ระหว่างกันในปี 2357 ซึ่งสนธิสัญญานี้ยืนยันอำนาจอธิปไตยของอังกฤษเหนือหมู่เกาะเซเชลส์และมอริเชียส ต่อมาในปี 2446 เซเชลส์ได้เป็นอาณานิคมที่แยกออกจากมอริเซียสอย่างเป็นทางการ

ชาวเซเชลส์ได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นได้แก่ พรรค Seychelles People’s United Party (SPUP) นำโดยนาย France Albert Rene และพรรค Seychelles Democratic Party (SDP) นำโดยนาย James Mancham โดยพรรค SDP มีนโยบายสนับสนุนอังกฤษ ส่วนพรรค SPUP ต้องการเป็นเอกราช อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งปี 2517 พรรค SDP ได้รับชัยชนะ ส่งผลให้นาย James Mancham ดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาล และต่อมาได้เปลี่ยนท่าทีมาเรียกร้องเอกราช

เซเชลส์ได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2519 และจัดตั้งรัฐบาลผสมปกครองประเทศ โดยมีนาย Mancham เป็นประธานาธิบดี และมีนาย Rene เป็นนายกรัฐมนตรี ในเดือนมิถุนายน 2520 เกิดการปฏิวัติโค่นล้มอำนาจนาย Mancham โดยกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค SPUP ทำให้นาย Rene ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2521 พรรค SPUP ได้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรค Seychelles People’s Progressive Front-SPPF และประกาศเป็นพรรคการเมืองที่ถูกกฎหมายเพียงพรรคเดียว หลังจากนั้นพรรค SPPR ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2522

ปลายเดือนมิถุนายน 2522 รัฐบาลเซเชลส์ได้จัดการเลือกตั้งทั่วไป โดยมีนาย Rene เป็นผู้สมัครสำหรับตำแหน่งประธานาธิบดีเพียงคนเดียว ทำให้นาย Rene ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง หลังจากนั้น ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลได้พยายามปฏิวัติเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของนาย Rene 2-3 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ

ในปี 2534 นาย Rene ยินยอมให้มีการลงมติเพื่อเปลี่ยนระบบการเมืองและการปกครองเป็นแบบหลายพรรคการเมือง เนื่องจากถูกแรงกดดันจากอังกฤษและฝรั่งเศสประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศแถบแอฟริกาตะวันออกได้เปลี่ยนแปลงไป นาย Rene ได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2535 ซึ่งผลปรากฏว่า พรรค SPPF ได้รับชัยชนะทำให้นาย Rene ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกวาระหนึ่ง หลังจากนั้น นาย Rene ยังคงได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งในปี 2541 และสามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่ออีก 1 สมัย อย่างไรก็ตาม ในปี 2547 นาย Rene ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ส่งผลให้ นาย James Michel รองประธานาธิบดีขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อมา และหลังจากที่รัฐบาลหมดวาระในปี 2548 นาย James Michel ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน และเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2549 สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี 2554

การเมืองการปกครอง
1. การเมืองการปกครอง
เซเชลส์ปกครองในระบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของรัฐ ผู้นำรัฐบาล และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ นาย James Michel สถาบันการเมืองประกอบด้วยฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ระบบรัฐสภาของเซเชลส์เป็นระบบสภาเดียว มีสมาชิกรัฐสภาจำนวน 35 คน โดยเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง 25 คน และอีก 10 คนมาจากโควตาที่จัดสรรให้แก่พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชนอย่างน้อย ร้อยละ 9 โดยสมาชิกรัฐสภาอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี

ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วยศาลอุทธรณ์และศาลสูง ประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาทั้งสองศาล การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 23 เขต ได้แก่ Anse aux Pins, Anse Boileau, Anse Itoile, Anse Louis, Anse Royale, Baie Lazare, Baie Sainte Anne, Beau Vallon, Bel Air, Bel Ombre, Cascade, Glacis, Grand’ Anse (on Mahe), Grand’ Anse (on Praslin), La Digue, La Riviere Anglaise, Mont Buxton, Mont Fleuri, Plaisance, Pointe La Rue, Port Glaud, Saint Louis, Takamaka

2. เศรษฐกิจและสังคม
เซเชลส์เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจผสม คือ เสรีกึ่งสังคมนิยม และเป็นประเทศที่มีแนวโน้มจะพึ่งตัวเองได้ในอนาคต นอกจากนี้ เซเชลส์ยังมีระดับการพัฒนาในเกณฑ์ดี เพราะรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายสังคมนิยมในช่วงต้นควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจทำให้อัตราการรู้หนังสือของประชาชน การให้บริการในระบบสาธารณูปโภค และการสาธารณสุขของประเทศอยู่ในระดับที่น่าพอใจ การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคมส่งผลให้ ระดับ GDP ของเซเชลส์ อยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศในแอฟริกา และธนาคารโลกได้จัดให้เซเชลส์เป็นประเทศที่มีรายได้กลางถึงสูง (upper middle-income) ของโลก นอกจากนี้ รัฐบาลเซเชลส์ส่งเสริมและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเกิดการปฏิรูประบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดทำระบบการเงินใหม่ การเปิดเสรีทางการค้า และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางการธุรกิจให้ดีขึ้น

รายได้หลักของเซเชลส์มาจากภาคธุรกิจ 3 ประเภท คือ การบริการ การเกษตร และการประมง โดยธุรกิจบริการเป็นภาคส่วนที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะในด้านการขนส่ง โทรคมนาคม และการท่องเที่ยว

ระบบการขนส่งทางเรือและการให้บริการท่าเรือ เป็นภาคส่วนที่สำคัญที่สุดของเซเชลส์ เนื่องจากพื้นที่ทางทะเลของเซเชลส์มีอาณาเขตครอบคลุมบริเวณมหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันตกอย่างกว้างขวาง โดยบริเวณดังกล่าวจัดได้ว่าเป็นเขต Exclusive Economic Zone (EEZ) เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขนส่งสินค้า และการให้บริการเส้นทางการเดินเรือระหว่างประเทศในมหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันตก ทั้งที่เป็นเรือบรรทุกสินค้า เรือประมงขนาดใหญ่ และเรือสำราญ นอกจากนี้ เซเชลล์ยังสร้างท่าเรือสำหรับขนถ่ายปลาทูน่า จุดบริการเชื้อเพลิง และจุดซ่อมบำรุงเพื่อให้บริการแก่เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่

ในภาคอุตสาหกรรม เซเชลส์มีโรงงานผลิตปลาทูน่ากระป๋องที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมประเภทนี้ยังมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการจับปลาทูน่าในมหาสมุทรอินเดียต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางทะเลและสภาพอากาศที่อาจแปรปรวนอย่างฉับพลัน นอกเหนือจากอุตสาหกรรมปลาทูน่าแล้ว รัฐบาลเซเชลส์ดำเนินนโยบายที่จะกระจายภาคการผลิตไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเน้นที่อุตสาหกรรมขนาดเบา เช่น การผลิตเครื่องดื่มเพื่อบริโภคภายใน บุหรี่ ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมี เป็นต้น และได้จัดทำนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า การจัดทำรัฐบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน 2537 การจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (Export Processing Zone: EPZ) นอกจากนี้ เซเชลส์ยังมีโอกาสในการขยายฐานอุตสาหกรรม เนื่องจากงมีการค้นพบแก๊สธรรมชาติตามบริเวณชายฝั่ง แต่ยังมิได้มีการนำขึ้นมาใช้ และมีโครงการเพาะเลี้ยงกุ้งเพื่อการส่งออกตามบริเวณชายฝั่งของ เกาะ Coetivy Islands อย่างไรก็ตาม เซเชลส์ก็ยังคงประสบปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากมีการนำเข้าสินค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะสินค้าจำพวกอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง และเครื่องจักรกล

ในภาคเกษตรกรรม เซเชลส์มีพื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่าร้อยละ 10 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนใหญ่ปลูกมะพร้าว วานิลลา อบเชย ชาและมะนาว โดยมีการส่งออกบ้าง นอกจากนี้ มีการปลูกมันสำปะหลัง มันเทศ อ้อย กล้วย ชาและพืช ผัก เพื่อการบริโภคภายใน ทั้งนี้ เซเชลส์ยังต้องพึ่งพาการสั่งอาหารจากต่างประเทศเข้ามาประมาณร้อยละ 20 ของสินค้านำเข้า อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังคงมีนโยบายที่จะผลิตอาหารหลักให้เพียงพอแก่การบริโภคภายในประเทศ

3. นโยบายต่างประเทศ
เซเชลส์ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเชิงบวก (Positive Nonalignment) โดยในช่วงก่อนสงครามเย็น เซเชลส์มีความสัมพันธ์อันดีทั้งกับประเทศคอมมิวนิสต์ อาทิ สหภาพโซเวียต ลิเบีย และเกาหลีเหนือ และประเทศต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะสหรัฐฯ โดยเซเชลส์ได้อนุญาตให้สหรัฐฯ ตั้งสถานีติดตามทางดาวเทียม (Satellite Tracking Station) ในเซเชลส์ หลังจากสงครามย็นสิ้นสุดลงเซเชลส์ดำเนินนโยบายแบบเปิดประเทศมากขึ้นทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เนื่องจากเซเชลส์ต้องการรักษาระดับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากชาติตะวันตก

นโยบายต่างประเทศของเซเชลส์ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือในระดับโลกและระดับภูมิภาคมากขึ้น โดยเซเชลส์เป็นสมาชิกของสหประชาชาติและหน่วยงานของสหประชาชาติอื่นๆ รวมทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ อาทิ สหภาพแอฟริกา (African Union : AU) และ กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Nonaligned Movement) สำหรับความร่วมมือในภูมิภาค เซเชลส์ มอริเชียส และมาดากัสการ์ได้ร่วมกันก่อตั้งคณะกรรมาธิการมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Commission: IOC) ขึ้นในปี 2527 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและขยายการค้าระหว่างประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียในทวีปแอฟริกา และหลังจากนั้น คอโมโรสและฝรั่งเศสได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกใน IOC นอกเหนือจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสมาชิก IOC เซเชลส์ยังสนับสนุนแนวความคิดการสร้างพื้นที่สันติภาพ (Zone of Peace) ในมหาสมุทรอินเดีย โดยพยายามรณรงค์ให้ต่างชาติลดกำลังทหาร ตลอดจนถอนฐานที่ตั้งออกจากภูมิภาคแถบนี้

ในระดับทวิภาคี เซเชลส์มีนโยบายที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีชายฝั่งติดมหาสมุทรอินเดีย อาทิ อินเดีย โดยเซเชลส์มีนโยบายกระชับความร่วมมือในหลายด้านทั้งทางด้านการค้า การลงทุนและการคมนาคม ตลอดจนด้านการทหารเนื่องจากเซเชลส์ได้รับผลกระทบจากการบุกยึดและปล้นเรือของโจรสลัดโซมาเลีย บังคลาเทศ เซเชลส์ได้จัดทำความร่วมมือทวิภาคีด้านการศึกษา และการพัฒนาชนบท แทนซาเนีย มีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลนาย Rene เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นให้การฝึกอบรมทางทหาร ตลอดจนยุทโธปกรณ์เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่กองกำลังของเชเซลส์

ความสัมพันธ์ระหว่างเซเชลส์กับประเทศมหาอำนาจตะวันตกยังอยู่ในระดับปกติ เนื่องจากเซเชลส์ยังต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือที่ได้รับในลักษณะทวิภาคี อาทิ ฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือมากที่สุด และสหรัฐฯ ที่ให้ความช่วยเหลือผ่านทางองค์กร Peace Corps รวมทั้งเงินช่วยเหลือจากธนาคารโลก และคณะกรรมาธิการยุโรป
เศรษฐกิจการค้า
ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 0.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
(ไทย 273.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 10,131 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 3,724 ดอลลาร์สหรัฐ)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ - 0.9 (ไทย ร้อยละ 2.6)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 37.0 (ไทย ร้อยละ 5.5)
อัตราการว่างงาน ร้อยละ - (ไทย ร้อยละ 1.4)
เงินทุนสำรอง 63.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 131.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
อุตสาหกรรมที่สำคัญ ประมง ท่องเที่ยว การแปรรูปมะพร้าวและวนิลา เชือกเส้นใยมะพร้าว การต่อเรือ การพิมพ์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องดื่ม
ดุลการค้ากับไทย ปี 2551 ไทยและเซเชลส์มีมูลค่าการค้า 9.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 7.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 1.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้า 5.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกที่สำคัญ ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาแช่แข็ง เปลือกอบเชย กากมะพร้าว
สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักรและอุปกรณ์ อาหาร ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ
ส่งออกไป สหราชอาณาจักร 23.7% ฝรั่งเศส 19.8% มอริเชียส 10% ญี่ปุ่น 8.3% อิตาลี 5.7% สเปน 5.1%
นำเข้าจาก ซาอุดิอาระเบีย 17.6% เยอรมัน 16.8% ฝรั่งเศส 8.1% สเปน 7.6% แอฟริกาใต้ 6.4% สิงคโปร์ 5.8%
หน่วยเงินตรา Seychelles Rupees อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท ประมาณ 0.32 SCR (พฤศจิกายน 2552)

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเซเชลส์
1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ความสัมพันธ์ด้านการทูต/การเมือง
ไทยและเซเชลส์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2531 โดยรัฐบาลไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา มีเขตอาณาครอบคลุมเซเชลส์ ฝ่ายเซเชลส์ได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตเซเชลส์ ณ กรุงปักกิ่งมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย โดยมีนาย Philippe Le Gall ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตเซเชลส์ประจำประเทศไทยคนแรก นอกจากนี้ รัฐบาลเซเชลส์ได้แต่งตั้งให้ นายชาติเชื้อ กรรณสูตเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐเซเชลส์ประจำราชอาณาจักรไทยเมื่อปี 2535 และรัฐบาลไทยได้แต่งตั้งให้นาย Joe Chung-Faye ชาวเซเชลส์ เชื้อสายจีน ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำสาธารณรัฐเซเชลส์

1.2 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
การค้าระหว่างไทยกับเซเชลส์ในปัจจุบันยังมีมูลค่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการค้าของไทยกับประเทศแอฟริกาอีกหลายประเทศ โดยในปี 2551 ปริมาณการค้าระหว่างไทยกับเซเชลส์มีมูลค่า 9.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกสินค้าไปเซเชลส์มูลค่า 7.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าสินค้าจากเซเชลส์มูลค่า 1.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 5.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปเซเชลส์มี อาทิ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก และเสื้อผ้าสำเร็จรูป ส่วนสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากเซเชลส์ได้แก่ ปลาทูน่าสด แช่เย็นและแช่แข็ง สินแร่โลหะอื่น ๆ และเศษโลหะ แผงวงจรไฟฟ้า

1.3 ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม
- เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อปี 2547 (2004) ส่งผลกระทบต่อเซเชลส์ โดยทำให้ชาวเซเชลส์เสียชีวิต 3 คน กิจการโรงแรมและประมงของเซเชลส์ได้รับความเสียหายประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อปี 2548 ไทยได้จัดการประชุม Tsunami Early Warning Arrangement ซึ่งนาย Jeremie Bonnlame (อดีต รมว.กต. เซเชลส์) ได้มาเข้าร่วมการประชุม และได้พบหารือกับรอง นรม. (นายสุรเกียรติ์ฯ) ในโอกาสนั้น ไทยได้มอบเช็คในนามของรัฐบาลไทย จำนวน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือกรณีธรณีพิบัติภัยแก่เซเชลส์ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เซเชลส์ มีความใกล้ชิดขึ้นเป็นลำดับ
- เมื่อเดือนเมษายน 2549 รัฐบาลเซเชลส์มอบเต่ายักษ์ 2 ตัวให้เป็นของขวัญแก่รัฐบาลไทย โดยมอบให้กับเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี
- ปัจจุบันบริษัท Indian Ocean Tuna ของเซเชลส์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋อง ยี่ห้อ John West ได้จ้างแรงงานไทยจำนวน 150 คน ส่วนใหญ่ทำหน้าที่คัดแยกเนื้อปลาก่อนที่จะอบและบรรจุกระป๋อง นอกจากนี้ ปัจจุบันมีคนไทยทำงานในร้านอาหารไทย ร้านสปา และร้านนวดแผนไทยที่โรงแรม Banyan Tree ในเซเชลส์ด้วย
- สายการบิน Air Seychelles เคยมีเที่ยวบินตรงจากกรุงวิคตอเรียมายังกรุงเทพฯ แต่ได้ปิดให้บริการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 ซึ่งทางสายการบินได้ re-route ให้มีเที่ยวบินตรงไปยังสิงคโปร์แทน

2. ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
2.1 ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย – เซเชลส์
ไทยกับเซเชลส์ได้มีความตกลงเพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนซึ่งได้ลงนามเมื่อ 26 เมษายน 2544 และบังคับใช้วันที่ 13 มีนาคม 2549 และเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 เซเชลส์แจ้งขอปรับแก้ร่างให้สอดคล้องกับพัฒนาการล่าสุดเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization of Economic Cooperation and Development: OECD)

2.2 ความตกลงว่าดัวยบริการเดินอากาศระหว่างไทย-เซเชลส์
ไทยกับเซเชลส์ได้มีความตกลงว่าดัวยบริการเดินอากาศระหว่างไทย-เซเชลส์ (Air Services Agreement Between the Kingdom of Thailand and the Government of the Republic of Seychelles) และลงนามเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2546

3. การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
- คณะสำรวจข้อเท็จจริงนำโดยนายปกศักดิ์ นิลอุบล อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกาเดินทางเยือนเซเชลส์ ระหว่างวันที่ 8-11 กุมภาพันธ์ 2542
- นายปองพล อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางเยือนเซเชลส์ ระหว่างวันที่ 1-15 เมษายน 2542

ฝ่ายเซเชลส์
- เมื่อวันที่ 7-10 พฤศจิกายน 2533 นาง Danielle de St. Jorre รัฐมนตรีกระทรวงวางแผนและการต่างประเทศเซเชลส์เดินทางเยือนไทย และได้เข้าพบและหารือข้อราชการกับ นายอำนวย ยศสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- เมื่อวันที่16-21 พฤศจิกายน 2536 นาย Claude Morel อธิบดีกรมกิจการระหว่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเซเชลส์เดินทางมาร่วมการประชุมใหญ่ประเทศภาคีอนุสัญญากรุงเวียนนา ครั้งที่ 3 และพิธีสารมอนทรีออล ครั้งที่ 5 ที่กรุงเทพฯ และได้เข้าพบหารือข้อราชการกับนายพิรัฐ อิศรเสนา ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
- เมื่อวันที่ 21-26 มกราคม 2543 นาย Dalor C. Ernesta รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและทรัพยากรทางทะเลเซเชลส์ พร้อมคณะจำนวน 5 คน ได้เดินทางเยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้เข้าพบและหารือข้อราชการกับ นายปองพล อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- เมื่อเดือน กรกฎาคม 2547 นาย Patrick Georges Pillay รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเซเชลส์ เดินทางมาเยือนไทยในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเข้าร่วมประชุมโรคเอดส์โลก และมีความชื่นชมต่อการพัฒนาประเทศของไทย รวมทั้งแสดงความประสงค์จะเรียนรู้ประสบการณ์จากไทย เพื่อไปปรับใช้กับเซเชลส์
- เมื่อปี 2548 นาย Jeremie Bonnlame อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เซเชลส์ ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุม Tsunami Early Warning Arrangement ซึ่ง และได้พบหารือกับนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี

 

 

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

496 คน

 สถิติเมื่อวาน

1302 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

28986 คน

231023 คน

3194906 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official