สาธารณรัฐเปรู
Republic of Peru
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก มีพรมแดนด้านเหนือ ติดกับเอกวาดอร์และโคลอมเบีย ด้านตะวันออกติดกับบราซิล และโบลิเวีย และด้านใต้ติดกับชิลี

พื้นที่ 1,285,200 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในทวีปอเมริกาใต้ และมีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทย 2 เท่า

ภูมิอากาศ ภาคตะวันออกของประเทศมีอากาศร้อนชื้น ภาคตะวันตกแห้งแล้งแบบทะเลทราย และแถบเทือกเขาแอนดีสมีอากาศหนาวเย็น

เมืองหลวง กรุงลิมา (Lima)

ประชากร 29.15 ล้านคน (2552)

ภาษา ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ และ ภาษา Quechua ส่วนภาษา Aymara เป็นภาษาท้องถิ่น

ศาสนา นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 81 และนิกายอื่นๆ อีก 10%

เชื้อชาติ อินเดียนพื้นเมือง ร้อยละ 45 เมสติโซ (ผิวขาวผสมชนพื้นเมือง) ร้อยละ 37 ผิวขาว ร้อยละ 15 แอฟริกัน ญี่ปุ่น จีน และอื่นๆ ร้อยละ 3

อัตราผู้รู้หนังสือ ร้อยละ 92.9

หน่วยเงินตรา นูเอโบ โซล (Nuevo Sol) เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2553 อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 2.8 นูเอโบ โซล

วันชาติ 28 กรกฎาคม (วันประกาศอิสรภาพจากสเปน)

สมาชิกองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ APEC, Andean Community, G-24, G-77, MERCOSUR (สมาชิกสมทบ), Non-Alignment Movement (NAM), Organization of American States (OAS), Union of the South American Nations (UNASUR), Union Latina

เวลาต่างจากไทย ช้ากว่าไทย 12 ชั่วโมง


การเมืองการปกครอง
รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยในระบอบสาธารณรัฐ

ฝ่ายนิติบัญญัติ มีสภาเดียว เรียกว่า Democratic Constituent Congress มีสมาชิก 120 คน และเลือกตั้งทุก 5 ปี โดยอาจมีการยุบสภาระหว่างวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี

ฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Alan Garcia Perez (พรรค APRA) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 28 กรกฎาคม 2549 ทั้งนี้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนเมษายน 2554

พรรคการเมืองสำคัญ พรรค American Popular Revolutionary Alliance (APRA) พรรค National Unity พรรค Union for Peru พรรค Peruvian Nationalist Party

ฝ่ายตุลาการ ศาลชั้นต้น ซึ่งมีอยู่ในทุกจังหวัดสำคัญของทุกภาค และศาลฎีกาที่ตั้งอยู่ในกรุงลิมา

สถานการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ

เปรูมีระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นผู้นำประเทศ และมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี ไม่สามารถลงสมัครเลือกตั้ง 2 สมัยติดกันได้ โดยปัจจุบันพรรค American Popular Revolutionary Alliance (APRA) ซึ่งนาย Alan Garc?a สังกัด ได้ที่นั่งในรัฐสภา 36 ที่นั่ง ส่วนพรรค Union for Peru (UPP) ของคู่แข่งประธานาธิบดีมี 45 ที่นั่ง และพรรค National Unity (UN) มี 17 ที่นั่งจากทั้งหมด 120 ที่นั่ง ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งตำแหน่งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภาจะมีขึ้นในปี 2554 เช่นเดียวกัน

นาย Alan Garc?a P?rez จากพรรค APRA ซึ่งเป็นพรรคการเมืองซ้ายกลาง เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 โดยเน้นนโยบายประชานิยมที่มุ่งแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

แม้รัฐบาลของนาย Alan Garc?a มีนโยบายกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคส่วนของสังคมเปรูที่ด้อยโอกาสเพื่อเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชน และที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็ง แต่ความนิยมของประชาชน (โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยในเขตอะเมซอนและเทือกเขาแอนดีส) ที่มีต่อรัฐบาลก็ยังคงลดลงเรื่อยๆ และอาจส่งผลในทางลบต่อผู้สมัครของพรรครัฐบาลในการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภาของเปรู ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนเมษายน 2554

นโยบายต่างประเทศ

เปรูให้ความสำคัญกับการดำเนินความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับทั้งสหรัฐฯ และการเพิ่มบทบาทในประชาคมระหว่างประเทศ โดยเคยดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มาแล้ว 4 สมัย และเคยมีชาวเปรูดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ คือ นาย Javier Perez de Cuellar

แม้เปรูจะให้ความสำคัญต่อการบูรณาการกลุ่มประชาคมแอนเดียน และการเป็นปึกแผ่นของอเมริกาใต้ (ภายใต้กรอบความร่วมมือ UNASUR และ FTAA) อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของเปรู โดยเป็นทั้งตลาดส่งออกและนำเข้าอันดับหนึ่งของประเทศ ขณะเดียวกันเปรูก็ให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และประเทศในเอเชียอื่นๆ รวมทั้งไทย เพื่อเป็นฐานในการขยายตลาดด้านการค้า และการลงทุน ซึ่งจะเห็นได้จากการเข้าเป็นสมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปคของเปรู รวมถึงการเจรจาจัดทำ FTA กับประเทศต่างๆ ในเอเชีย

เปรูเป็นหนึ่งในสามของประเทศลาตินอเมริกา (เปรู ชิลีและเม็กซิโก) ตั้งแต่ปี 2541 โดยเปรูมีบทบาทอย่างเข้มแข็งในกรอบความร่วมมือดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างเปรูกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีความเจริญเติบโตและศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งทำให้เปรูได้รับประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี นอกจากนั้น เปรูยังเป็นสมาชิกเวทีความร่วมมือระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกและลาตินอเมริกา (Forum for East Asia – Latin America Cooperation: FEALAC) เช่นเดียวกับไทย
เศรษฐกิจการค้า
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 122.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2552)

อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 0.9 (2552)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 4,446 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี (2551)

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ 33.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2552)

หนี้ต่างประเทศ 35,629 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2552)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 2.9 (2552)

มูลค่าการส่งออก 26.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2552)

สินค้าส่งออกสำคัญ ทองคำ ทองแดง ปลาและผลิตภัณฑ์จากปลา ปิโตรเลียม สังกะสี สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม หน่อไม้ฝรั่ง น้ำตาล กาแฟและฝ้าย

มูลค่าการนำเข้า 21.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2552)

สินค้านำเข้าสำคัญ ปิโตรเลียม เครื่องจักรอุตสาหกรรม ยานพาหนะ อาหารแปรรูป เหล็กและเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ ทองคำ ทองแดง เงิน สังกะสี น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ปลาและสัตว์ทะเล ใบโคคา

อัตราการว่างงาน 7.9%

สถานการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ

เปรูมีนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม มุ่งเน้นการเปิดเสรีทางการค้าและเศรษฐกิจ การแปรรูปหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ปรับปรุงและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบภาษี ปรับลดภาษีนำเข้าผ่านทางการเปิดเสรีทั้งในระดับภูมิภาคภายใต้กรอบประชาคมแอนเดียน (ANDEAN Community) และ ตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (MERCOSUR) และการทำความตกลงการค้าเสรีทวิภาคี (FTA) ซึ่งเปรูลงนามแล้วกับแคนาดา สิงคโปร์และจีน และอยู่ระหว่างการเจรจากับความตกลงดังกล่าวประเทศไทย

เศรษฐกิจของเปรูในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก โดยมีภาคการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าประมงและแร่ธาตุ และการลงทุนภาครัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ ในปี 2552 รัฐบาลเปรูได้อัดฉีดงบประมาณจำนวน 3.17 ล้านดอลลาร์สหรฐฯ เพื่อลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างที่อยู่อาศัย ระบบน้ำปะปา ถนน ท่าเรือ และท่าอากาศยาน

ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องดังกล่าว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความยากจนในประเทศลดลงติดต่อกันถึงสี่ปี โดยล่าสุด เมื่อปี 2552 ความยากจนในเปรู คิดเป็นร้อยละ 34.8 อย่างไรก็ดี มีการคาดการณ์ว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเปรู ในปี 2553 นี้จะลดลงจากปีที่ผ่านมา เหลือ ร้อยละ 5-5.3 โดยประมาณ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวม
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเปรู

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเปรู

ความสัมพันธ์ทั่วไป
ไทยและเปรูได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2508 ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ โดยไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม. 2549 (ค.ศ. 2006) ในขณะที่เปรูเปิดสถานเอกอัครราชทูตในไทยตั้งแต่ปี 2535 (ค.ศ.1992) และมีการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำจังหวัดสงขลาและเชียงใหม่

ความสัมพันธ์ทางการเมือง
ไทยกับเปรู มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในระดับราชวงศ์และรัฐบาล อาทิ
ฝ่ายไทยเยือนเปรู
- ระดับพระราชวงศ์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ อัครราชกุมารี เคยเสด็จเยือนเปรู (ปี 2543)

- ระดับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรี ได้แก่ นายชวน หลีกภัย (ปี 2542) และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (ปี 2551) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดร. กันตธีร์ ศุภมงคล เคยเดินทางเยือนเปรู 4 ครั้ง รวมทั้งในฐานะผู้แทนการค้าไทย (ปี 2546 -2548) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายสวนิต คงสิริ) เยือนเปรูเมื่อเดือน ส.ค. 2550 และประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เปรู (นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์) เมื่อปี 2552

ฝ่ายเปรูเยือนไทย คือ ประธานาธิบดีเปรู ได้แก่ นายอัลเบร์โต ฟูจิโมริ (ปี 2539) และนายอเลฆานโดร โตเลโด (ในช่วงการประชุมเอเปค เมื่อปี 2546)

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
การค้าระหว่างไทยกับเปรูในปี 2552 คิดเป็นมูลค่ารวม 132.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลงร้อยละ 59.62 ซึ่งมูลค่าการค้าดังกล่าวคิดเป็น ร้อยละ 0.05 ของมูลค่าการค้ารวมของไทย แม้มูลค่าการค้าระหว่างทั้งสองประเทศจะลดลงอย่างมากเมื่อปีที่แล้ว แต่ไทยยังคงเป็นฝ่ายได้ดุล 59.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยปริมาณการส่งออก 96.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงร้อยละ 62.83 และปริมาณนำเข้า 36.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงร้อยละ 47.58 ทำให้เปรูเป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทยในภูมิภาคลาตินอเมริกา (รองจากบราซิล เม็กซิโก อาร์เจนตินา ชิลี โคลอมเบีย เอกวาดอร์ และปานามา)

สินค้าส่งออกที่สำคัญจากไทย 1) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2) เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง 3) ตู้เย็น ตู้แช่แข็ง และส่วนประกอบ 4) ผลิตภัณฑ์ยาง 5) เม็ดพลาสติก

สินค้านำเข้าที่สำคัญจากเปรู 1) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 2) สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ 3) สัตว์น้ำสดแช่เย็น แช่แข็งแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป 4) เสื้อผ้าสำเร็จรูป 5) ผัก ผลไม้ และของปรุ่งแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้

ทั้งสองประเทศได้ลงนามในพิธีสารเพื่อเร่งเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันบางส่วน (Early Harvest) จำนวน 2 ฉบับ เมื่อ พ.ย. 2548 และ พ.ย. 2552 ซึ่งครอบคลุมสินค้าที่ค้าขายระหว่างกันบางส่วนประมาณ ร้อยละ 70 อย่างไรก็ดี พิธีสารทั้งสองฉบับ ยังไม่มีผลใช้บังคับได้ เพราะฝ่ายเปรูได้ขอให้มีการแก้ไขพิธีสารฉบับปี 2548 โดยขอปรับเปลี่ยนถ้อยคำในเรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งมีข้อความบางส่วนที่ขัดต่อกฎหมายของเปรู ซึ่งในชั้นนี้ ทางการไทยอยู่ระหว่างการพิจารณากรอบการเจรจาแก้ไขกฎพิธีสารฯ ตามที่ฝ่ายเปรูเสนอ

ในแง่การลงทุน ทั้งสองประเทศยังมีการลงทุนระหว่างกันน้อย บริษัทสัญชาติเปรูที่ลงทุนในไทย คือ บริษัท อาเจไทย จำกัด (Ajethai Co., Ltd) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำอัดลม ภายใต้ชื่อ “Big Cola” ที่มีการส่งออกไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียด้วย โดยไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่เปรูมาลงทุนในสินค้านี้ ผลการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นไปด้วยดี และมีแผนจะลงทุนสร้างโรงงานการผลิตแห่งใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มเติมเพื่อขยายกำลังการผลิตด้วย

ความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว – จำนวนนักท่องเที่ยว
ในปี 2551 มีชาวเปรูเดินทางมาประเทศไทยจำนวน 1,707 คน ทั้งนี้ การเดินทางของประชาชน ทั้งสองประเทศมีความสะดวก เนื่องจากไทยและเปรูได้ทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต ราชการ และธรรมดา ตั้งแต่ปี 2542

ความร่วมมือทางด้านวิชาการ
ไทยและเปรูลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) กับ Peruvian International Cooperation Agency (APCI) ลงนามเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2549 ซึ่งฝ่ายไทยได้เสนอให้ความร่วมมือกับเปรูใน 3 สาขา ได้แก่ (1) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture) (2) การท่องเที่ยว (Tourism) และ (3) ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีความพร้อม และฝ่ายเปรูได้เสนอให้ความร่วมมือกับไทยในด้านการแปรรูปอาหารทะเลและด้านการย้อมสีเส้นด้ายไหม และการให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแปรรูปอาหารทะเลของไทยไปศึกษาดูงานที่เปรูด้วย นอกจากนี้ ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสองประเทศอาจจะขยายครอบคลุมด้านพลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และยาเสพติด เป็นต้น โดยผ่านการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การให้ทุนการศึกษา และการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและการสัมมนา

ทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือทางวิชาการในกรอบ FEALAC ด้วย โดยไทยได้เชิญให้ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศเปรูเข้าร่วมโครงการบัวแก้วสัมพันธ์-ลาตินอเมริกา เพื่อรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา โดยฝ่ายเปรูให้ความสนใจที่จะกระชับความร่วมมือกับไทยในโครงการพัฒนาทางเลือก รวมทั้งเมื่อครั้งที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเชิงปฏิบัติการความร่วมมือด้านยาเสพติดสำหรับประเทศในกลุ่ม FEALAC ซึ่งเปรูเป็นสมาชิก เมื่อปี 2548 เปรูก็ส่งผู้แทนเข้าร่วมงาน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับการต่อสู้กับปัญหายาเสพติด

ความสัมพันธ์ในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ – การแลกเปลี่ยนการสนับสนุน
ไทยและเปรูเป็นสมาชิกกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ซึ่งภูมิภาคลาตินอเมริกามี 3 ประเทศ คือ เม็กซิโก ชิลี และเปรู ที่เป็นสมาชิก และกรอบความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกและลาตินอเมริกา (FEALAC)
ทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือที่ดีระหว่างกันในเวทีระหว่างประเทศโดยตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองในเวทีเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศในฐานะที่ต่างเป็นประเทศกำลังพัฒนาและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรด้วยกัน โดยเฉพาะในเวทีองค์การสหประชาชาติและ The Cairns Group

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนเสียงสนับสนุนในการลงสมัครตำแหน่งสำคัญในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ด้วยดีตลอดมา อาทิ เปรูให้เสียงสนับสนุนไทย ในตำแหน่งคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) วาระปี 2010-2013 โดยไทยจะสนับสนุนเปรูในตำแหน่งเดียวกัน วาระปี 2011-2014 เป็นการต่างตอบแทน

ความตกลงที่สำคัญ
ไทยและเปรูได้ลงนามความตกลงทวิภาคีแล้ว 26 ฉบับ และยังอยู่ระหว่างการเจรจาอีกจำนวน 15 ฉบับ

ความตกลงที่มีผลบังคับใช้แล้ว อาทิ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศกับกับ National Aerospace Research and Development Commission of Peru (CONIDA) ซึ่งฝ่ายไทยตอบรับข้อเสนอโครงการความร่วมมือของเปรูใน 3 สาขาได้แก่ พืชเสพติด (Illicit crops) การติดตามการทำลายป่าไม้ (Deforestation monitoring) และการทำแผนที่เพื่อการจัดการพื้นที่ (Cartography for land-use management) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการและหนังสือเดินทางธรรมดา บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไทยกับ The Peruvian International Cooperation Agency

ความตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจา อาทิ ความตกลงเขตการค้าเสรี บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านยาเสพติด บันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งคืนวัตถุที่มีค่าในเชิงวัฒนธรรมให้แก่ประเทศต้นกำเนิดระหว่างกรมศิลปากรกับสถาบันวัฒนธรรมแห่งเปรู ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ความตกลงด้านพิพิธภัณฑ์และการออกแบบนิทรรศการ สนธิสัญญาว่าด้วยโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข บันทึกความเข้าใจด้านการเพาะเลี้ยงหม่อนไหม เป็นต้น


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

64 คน

 สถิติเมื่อวาน

1197 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

24362 คน

226399 คน

3190282 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official