ราชอาณาจักรโมร็อกโก
The Kingdom of Morocco
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศใต้ติด ประเทศมอริเตเนีย และทิศตะวันออกติดประเทศแอลจีเรีย

พื้นที่ 446,550 ตารางกิโลเมตร (นอกจากนี้ ยังมีดินแดนซาฮาราตะวันตก ซึ่งมีพื้นที่ 252,120 ตารางกิโลเมตร โดยโมร็อกโกได้อ้างสิทธิเหนือดินแดนดังกล่าว และยังคงเป็นกรณีพิพาทกับกลุ่มการเมืองท้องถิ่นและกับแอลจีเรียด้วย)

เมืองหลวง กรุงราบัต (Rabat)

ประชากร 31.3ล้านคน โดยเป็นชาวอาหรับ-เบอร์เบอร์ ร้อยละ 99.1 ชาวยิว ร้อยละ 0.2 และเชื้อชาติอื่นๆ ร้อยละ 0.7

ภูมิอากาศ บริเวณแถบชายฝั่งทะเลมีอากาศแบบเมอดิเตอเรเนียน แต่อากาศแห้ง แล้งแบบทะเลทรายทางตอนในของประเทศ

ภาษา ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ ภาษาต่างประเทศที่ใช้กันทั่วไป คือ ภาษาฝรั่งเศส นอกจากนี้มีภาษาท้องถิ่นเบอร์เบอร์ (Berber)

ศาสนา ประชากรร้อยละ 98.7 นับถือศาสนาอิสลาม (สุหนี่) ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 1.1 และศาสนาจูดาห์ (ยิว) ร้อยละ 0.2

ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันคือ ประมุข H.M. King Mohammed VI

นายกรัฐมนตรี Mr. Abbas El-Fassi

รัฐมนตรีต่างประเทศ Mr. Taib Fassi-Fihri
การเมืองการปกครอง

1. การเมืองการปกครอง
• โมร็อกโกมีระบอบการปกครองโดยราชวงศ์ ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 จนถึงช่วงที่ประเทศฝรั่งเศสและสเปนเข้ามายึดครองโมร็อกโก ในปี 2455 และเมื่อโมร็อกโกได้รับเอกราชเมื่อปี 2499กษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 จึงได้สถาปนาราชวงศ์อะลาวี (Alawi) ขึ้นอีกครั้ง พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ซึ่งได้สืบราชสมบัติต่อจากกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 ในปี 2542 เมื่อพระองค์ทรงมีอายุ 36 พรรษา

• ระบบการปกครองของโมร็อกโกในปัจจุบันเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยแบ่งเขตการปกครองเป็น 16 ภูมิภาค พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ตลอดจนรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งมีพระราชอำนาจออกพระราชกฤษฎีกายุบสภานิติบัญญัติ อย่างไรก็ดี ระบบการปกครองของโมร็อกโกกำลังพัฒนาจากระบบอำนาจรวมศูนย์อยู่ที่กษัตริย์ไปสู่ระบบรัฐสภาที่เน้นตัวแทนจากประชาชน แต่ทั้งนี้ด้วยปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองประเทศโมร็อกโกถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระบบการปกครองแบบเผด็จการและมีลำดับ 120 จาก 167 ประเทศ ในดรรชนีประชาธิปไตยของ EIU

• โมร็อกโกได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 4 และเปิดให้ประชาชนลงประชามติรับหลักการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้มี 2 สภา กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) โดยการเลือกตั้งโดยตรง มีสมาชิก 325 คนและสภาที่ปรึกษา (Chamber of Counsellors) มีสมาชิก 270 คน ซึ่งเลือกตั้งโดยทางอ้อม โดยได้มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2550 นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ นาย Abbas El-Fassi ซึ่งดำรงตำแหน่ง State Minister ในรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้

• การที่สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 แต่งตั้งนาย Abbas El-Fassi ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากนั้น (Istiqlal Party) ถือเป็น reconciliation with democratic processes ของโมร็อกโก เนื่องจากหลังจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว (2545) สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงแต่งตั้งบุคคลภายนอกที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากภาคเอกชน (นาย Driss Jettou) แทนที่จะเป็นผู้นำของพรรค l'Union socialiste des forces populaires (USFP) ที่ได้เสียงข้างมาก แต่สมเด็จพระราชาธิบดียังทรงมีอำนาจเด็ดขาดในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการอิสลาม

• นาย Abbas El-Fassi ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550 และได้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับอีก 3 พรรค คือ l’Union socialiste des forces populaires, le Rassemblement national des Ind?pendants, le Parti du Progr?s et du Socialisme

• เพื่อป้องกันกลุ่มอิสลามที่ต่อต้านรัฐบาลทซึ่งส่วนหนึ่งสนับสนุนการใช้ความรุนแรง รัฐบาลยังคงสนับสนุนการคว่ำบาตรทางรัฐ แต่ความรุนแรงของการก่อความไม่สงบโดยกลุ่มทหารอิสลามที่มุ่งโจมตีรัฐบาลและกลุ่มตะวันตกยังมีอยู่อย่างเรื่อยๆ แต่ก็มิได้ส่งผลกระทบต่อระบบแต่อย่างไร และมีความเป็นไปได้สูงที่ทางทหารอาจจะร่วมกลุ่มหัวรุนแรงดังกล่าวเข้ากับกลุ่มที่ก่อความไม่สงบในประเทศในภูมิภาคดังกล่าวและภูมิภาคยุโรป แต่อย่างไรก็ตามก็ยงัมีขอสงสัยกลุ่มทหารดังกล่าวได้รับการสนันสนุนจากกลุ่มทางการค้าที่มีชื่อว่า cannabis

2. เศรษฐกิจและสังคม

2.1 เศรษฐกิจ
• ในช่วงระหว่าง 2546-2550 การลงทุนจากต่างประเทศในโมร็อกโก คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 14.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงขึ้นจากในช่วงปี 2541 – 2545 ถึงร้อยละ 65.67 และเป็นประเทศที่มีการลงทุนตรงจากต่างประเทศเป็นมูลค่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับทั้งหมด คู่ค้าที่สำคัญของโมร็อกโกได้แก่กลุ่มประเทศยุโรปที่เป็นทั้งตลาดส่งออกและตลาดแรงงานที่สำคัญ โดยภาคที่ดึงดูดนักลงทุนมากที่สุดคือภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ, ส่วนประกอบอุปกรณ์อิเล็กโทรนิค, การบริการชายฝั่ง และการท่องเที่ยว ร่วมถึงการแปรรูปรัฐวิสหกิจ ของภาครัฐซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2536 ทั้งนี้ โมร็อกโกมี Association Accord กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลตั้งแต่1 มีนาคม 2543 และมีเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกาและตุรกี ในปี 2549

• นอกจากนี้ โมร็อกโกยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ เป็นอย่างมาก เนื่องจากเล็งเห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่ เป็นรูปธรรม สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ทรงสนพระทัยอย่างมากต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโมร็อกโก และได้ทรงกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Vision 2553 โดยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวโมร็อกโก 10 ล้านคนต่อปีในปี 2553 ปัจจุบันรายได้อันดับหนึ่งของประเทศมาจากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

• นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันคือแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 2 (Emergence II) ซึ่งเน้นตอบสนองความต้องการของประชาชนในด้านความเป็นอยุ่ อันเนื่องจากคะแนนเสียงของรัฐบาลปัจจุบันมาจากประชานิยม โดยเน้นการดึงดูดนักลงทุนและการลดอัตราการว่างงานของคนภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วยนโยบายหลักๆดังต่อไปนี้
1. การชะลอเป้าหมายการมุ่งสร้าง การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริงของชาติ จากเดิมมุ่งสร้าง 6% และลดเป้าหมายการจัดจ้างงานให้เหลือจำนวน 220,000 อัตราภายในปี 2558
2. การมุ่งสร้างหน่วยการเคหะใหม่ 150,000 ต่อปีจนกระทั้งถึงปี 2558
3. การเพิ่มศักยภาพของภาคเกษตร
4. การเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากhydrocarbon เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานถ่านหินและน้ำมันที่สั่งเข้าจากต่างประเทศ ในพลังงานแห่งชาติโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นาย Amina Benkhadra ด้วยงบประมาณ UD$10.3 bn ภายในระยะเวลา 7 ปี

• ในปี 2550 รัฐบาลโมร็อกโกได้มีการเจรจาร่วมกับรัฐบาลของนาย Nicolas Sarkozy
ประธานาธิบดีประเทศฝรั่งเศษว่าด้วยการร่วมจัดสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเครีย์ซึ่งมีกำหนดจะเปิดทำการในปี 2560 ปัจจุบันโมร็อกโกกำลังประสบกับปัญหาภาวะเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานอันเนื่องมาจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการปรับเปลี่ยนพื้นฐานโครงสร้างที่เน้นการลงทุนในสาธารณูปโภคโดยการสนับสนุนจากสถาบันองค์กรต่างประเทศ

2.2 สังคม
• โมร็อกโกได้ดำเนินการปฏิรูปกฎหมายครอบครัวของโมร็อกโก ตามพระราโชบายของสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 โดยในโอกาสทรงเปิดการประชุมรัฐสภาสมัยฤดูใบไม้ร่วง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2546 สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศให้มีการปฏิรูปกฎหมายครอบครัว (Family Law หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่า Mudawanna) ทรงมีพระราชประสงค์ให้แก้ไขกฎหมายครอบครัวเดิมที่ล้าหลังให้ทันสมัย เพื่อให้สตรีมีสถานะและสิทธิเท่าเทียมบุรุษ ดังเช่นกฎหมายครอบครัวของประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ ซึ่งสื่อมวลชนนานาชาติเรียกว่า การปฏิรูปด้านสังคมเพื่อเป็นการให้สิทธิแก่สตรีของโมร็อกโก ซึ่งถือว่าโมร็อกโกเป็นประเทศมุสลิมประเทศแรกที่ดำเนินการเรื่องสิทธิสตรี

• หลังเหตุการณ์การก่อการร้ายระเบิดพลีชีพที่เมืองคาซาบลังกา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 45 ราย รวมทั้งผู้ก่อการร้าย 12 ราย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ก่อการร้ายจากกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงท้องถิ่น al-Sirrat al-Moustakim รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายฉบับใหม่ที่เข้มงวดกว่าที่ผ่านมา เป็นผลให้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 3,000 ราย นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายควบคุมการสอนและการเผยเพร่ศาสนาอิสลามมากขึ้นอีกด้วย เพื่อป้องกันความคิดแบบหัวรุนแรงและขัดกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวโมร็อกโกที่เน้นความเป็นกลางและเปิดรับต่อวัฒนธรรมที่แตกต่างจากวัฒนธรรมของตน โดยมีนโยบายการจัดสรรหาที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ยากไร้และส่งเสริมการรู้หนังสือควบคู่กันไปด้วย (นโยบาย National Initiative for Human Development เป็นโครงการในพระราชดำริ เริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548)

• ปัญหาความยากไร้และการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงานในปัจจุบันทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในการบริหารงานของรัฐบาล ส่งผลให้เกิดการเข้าร่วมกลับกลุ่ม Islamist เคลื่อนไหวทางการเมือง และชาวโมร็อกโกส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในแง่ของศาสนาและสังคมเป็นหลักจะเห็นได้จากคะแนนเสียงการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ล่าสุดกลุ่มพรรคการเมืองทางศาสนาและสังคมจะได้รับเลือกมาก

3. นโยบายต่างประเทศ

3.1 นโยบายต่างประเทศโดยรวม
• โมร็อกโกเป็นประเทศอาหรับสายกลางที่มีบทบาทมากทั้งในเวทีภูมิภาคและเวทีโลก มีความใกล้ชิดกับยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ตลอดจนสนับสนุนการแสวงหาสันติภาพในอาหรับ เนื่องจากสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ทรงเป็นพระประมุขที่เป็นคนรุ่นใหม่ ทรงมีการศึกษาดีทันสมัย ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และทรงตระหนักว่า หากภูมิภาคอาหรับยังไม่สามารถมีความเป็นปึกแผ่น ย่อมจะไม่สามารถพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมประเทศในภูมิภาคอื่น หรือโลกตะวันตกได้

• ในด้านความสัมพันธ์กับสมาชิกสหภาพยุโรปโดยเฉพาะสเปนและฝรั่งเศสยังคงเป็นไปด้วยดี โมร็อกโกสามารถรักษาสถานะภาพแนวหน้าในเวทีความร่วมมือกับสมาชิกสหภาพยุโรปไว้ได้ ซึ่งส่งผลให้การเปิดตลาดแรงงานยุโรปสำหรับแรงงานชาวโมร็อกกันเป็นไปได้โดยง่าย

3.2 ปัญหาข้อพิพาทระหว่างโมร็อกโกกับแอลจีเรีย
• อย่างไรก็ดี โมร็อกโกมีปัญหาขัดแย้งในเรื่องดินแดนซาฮาราตะวันตก (Western Sahara) ซึ่งโมร็อกโกพยายามอ้างสิทธิ ขณะที่ประเทศแอฟริกันส่วนใหญ่โดยเฉพาะแอลจีเรีย สนับสนุนกลุ่มแนวร่วม Polisario ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้แทนของประชาชนในดินแดนซาฮาราตะวันตก และประสงค์จะแยกตัวเป็นอิสระ อนึ่ง องค์การสหภาพแอฟริกา (African Union - AU) ให้การรับรองผู้แทนของดินแดนซาฮาราตะวันตกให้เป็นสมาชิกของ AU เมื่อปี 2527 จึงเป็นสาเหตุให้โมร็อกโกไม่พอใจ และถอนสมาชิกภาพจาก AU ทำให้โมร็อกโกเป็นประเทศเดียวในแอฟริกาที่ไม่ได้เป็นสมาชิก AU

• ล่าสุดโมร็อกโกกำลังจัดทำข้อเสนอการแก้ไขปัญหาดินแดนซาฮาราตะวันตก โดยจะให้อำนาจอิสระในการปกครองตนเองในดินแดน ยกเว้นอำนาจอธิปไตยโดยยังคงถือเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของโมร็อกโก มีรัฐบาลท้องถิ่น สภานิติบัญญัติท้องถิ่น และระบบยุติธรรมท้องถิ่นของตนเอง โดยได้ข้อเสนอดังกล่าวขอรับการสนับสนุนในเวทีสหประชาชาติและจากประชาคมระหว่างประเทศต่อไป และได้เริ่มการเจรจากับกลุ่ม Polisario เกี่ยวกับข้อเสนอนี้แต่กลุ่ม Polisario ยังคงยืนยันท่าทีของตนเองเรียกร้อง self determination

• อย่างไรก็ตามปัญหาความขัดแย้งระหว่างโมร็อกโกและแอลจีเรียอาจทำให้ความร่วมมือของสหภาพรัฐอาหรับมัฆริบกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง การปิดพรมแดนระหว่างโมร็อกโกและแอลจีเรียเป็นผลให้เกิดการกีดกันขัดขวางทางการค้าในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ แต่อาจก่อให้เกิดความร่วมมือทางด้านความมั่นคงในระดับทวิภาคีของทั้ง 2 ประเทศนี้ได้

• ความสัมพันธ์ระหว่างโมร็อกโกและอิหร่านมีความเลวร้ายลงเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในหมู่แอฟริกาตอนเหนือที่มีความอ่อนไหวในเรื่องความเป็นอิสลาม,อำนาจอธิปไตยและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศทางตะวันตก โดยความสัมพันธ์ล่าสุดนั้น ทางการกระทรวงการต่างประเทศของโมร็อกโกได้ออกมาแถลงการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศอิหร่านในต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
เศรษฐกิจการค้า
หน่วยเงินตรา ดีร์แฮม (Moroccan Dirham: MAD) โดย 1 ดอลลาร์สหรัฐ
เท่ากับ 8.1625ดอลลาร์สหรัฐ (2551)
GDP55.6 พันล้าน USD (2551)
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2.5%(2551)
รายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อหัว 1,824 ดอลลาร์สหรัฐ (2551)
อัตราเงินเฟ้อ 2.0% (2551)
อุตสาหกรรม การทำเหมืองแร่หินฟอสเฟตและการแปรรูป การแปรรูปอาหาร สินค้าหนังสัตว์ สิ่งทอ การก่อสร้าง การท่องเที่ยว
ทรัพยากรธรรมชาติ ฟอสเฟต แร่เหล็ก แมงกานีส ตะกั่ว สังกะสี ปลา และเกลือ
สินค้าส่งออกที่สำคัญเครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หินฟอสเฟต ปลา พืชผักต่าง ๆ
สินค้านำเข้าที่สำคัญปิโตรเลียมดิบ สิ่งทอ อุปกรณ์โทรคมนาคม ข้าวสาลี แก๊สและไฟฟ้า พลาสติก
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ
ตลาดนำเข้าที่สำคัญ ฝรั่งเศส สเปน จีน อิตาลี ซาอุดิอาระเบีย เยอรมนี เนเธแลนด์ (2550)
ตลาดส่งออกที่สำคัญ สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี สหราชอาณาจักร อินเดีย (2550)


เศรษฐกิจ
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รายได้ที่เกิดจากการลงทุนจากต่างประเทศในโมร็อกโกสูงมากเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่า 75.7 พันล้านดีร์แฮม (8.26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยรายได้ที่เกิดจาก การลงทุนจากต่างประเทศจำนวนนี้ มาจากการดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนับตั้งแต่ปี 2536 กิจการ ด้านโทรคมนาคมได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนจากต่างประเทศสูงที่สุด หรือคิดเป็น ร้อยละ 41 ตาม ด้วยภาคอุตสาหกรรม คิดเป็นร้อยละ 16.9 และกิจการธนาคาร คิดเป็นร้อยละ 10.7

ในช่วงระหว่าง 2540-2545 การลงทุนจากต่างประเทศในโมร็อกโก คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงขึ้นจากในช่วงปี 2534 - 2539 ถึงร้อยละ 172.3 และเป็นประเทศที่มีการลงทุนตรงจากต่างประเทศเป็นมูลค่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับทั้งหมด ทั้งนี้ โมร็อกโกมี Association Accord กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 มีนาคม 2543 และมีเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกาและตุรกี ในปี 2549

นอกจากนี้ โมร็อกโกยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ เป็นอย่างมาก เนื่องจากเล็งเห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่ เป็นรูปธรรม สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ทรงสนพระทัยอย่างมากต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโมร็อกโก และได้ทรงกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Vision 2010 โดยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวโมร็อกโก 10 ล้านคนต่อปีในปี 2553


ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรโมร็อกโก

1. ความสัมพันธ์ทั่วไป

1.1 ความสัมพันธ์ทางการทูต
• ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับโมร็อกโกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2528 ความสัมพันธ์ดำเนินไปด้วยดีตลอดมา โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2537 ไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงราบัต เอกอัครราชทูตไทยประจำโมร็อกโกคนปัจจุบัน คือ ร.ท.อัครสิทธิ์ อมาตยกุล และไทยได้แต่งตั้งนาย Younes Laraqui เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำนครคาซาบลังกา สำหรับโมร็อกโกได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโกที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2537 เอกอัครราชทูตโมร็อกโกประจำไทยคนปัจจุบัน คือ นาย El Hassane Zahid และได้แต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์โมร็อกโกประจำกรุงเทพฯ คือ นายจิระ รัตนรัต

1.2 ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
• ปริมาณการค้าระหว่างไทย – โมร็อกโกยังมีมูลค่าไม่มากนัก แต่มีศักยภาพที่จะพัฒนาได้อีกมาก โดยในปี 2551 มีมูลค่าการค้ารวม 224.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้าจากโมร็อกโก 63.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออกไปโมร็อกโก 160.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 97.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

• สินค้าที่ไทยนำเข้าจากโมร็อกโกที่สำคัญ ได้แก่ สัตว์น้ำสด แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไดโอด ทรานซิสเตอร์อุปกรณ์กึ่งตัวนำ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม

• สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังโมร็อกโกที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องซักผ้าเครื่องซักแห้ง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักร ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ เม็ดพลาสติก แก้วและกระจก ผลิตภัณฑ์พลาสติก

• นอกจากนี้ ภาคเอกชนของไทยและโมร็อกโก ได้ลงนามความตกลงจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-โมร็อกโกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551 (แทนที่สภาธุรกิจร่วมฯ ซึ่งเคยได้มีการจัดตั้งตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 แต่ขาดความสนใจจากภาคเอกชนในขณะนั้น) โดยมีนายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นประธานฝ่ายไทยและนาย Younes Laraqui กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำเมืองคาซาบลังกาเป็นประธานฝ่ายโมร็อกโก ความตกลงดังกล่าวกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายจัดประชุมร่วมกันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง รวมถึงให้อำนาจสภาธุรกิจฯ ในการจัดตั้งกลไกย่อย อาทิ คณะทำงาน เพื่อให้มีการติดต่อประสานงานได้อย่างมีความต่อเนื่อง

• ปัจจุบันนี้ มีแรงงานไทยจำนวน 74 คนที่โมร็อกโก โดยมีแรงงานฝีมือด้านอัญมณี 45 คน พ่อครัวแม่ครัว 18 คน พนักงานนวดแผนโบราณ 7 คนและแม่บ้าน 4 คน โดยส่วนมาก คนไทยจะได้รับค่าแรงสูงกว่าคนโมร็อกโก และมีสวัสดิการดีกว่าคนท้องถิ่น แต่ยังมีปัญหาของภาษาเป็นอุปสรรค ดังนั้น ส่วนมากแล้วจะจัดจ้างแรงงานไทยเป็นกลุ่มตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นไป ส่วนมากนายจ้างโมร็อกโกจะไม่ทำเรื่องผ่านกระทรวงแรงงานหรือองค์กรหางานแต่จะติดต่อด้วยตนเอง และให้คนไทยเดินทางไปโมร็อกโกด้วยการตรวจลงตราแบบนักท่องเที่ยวซึ่งมีอายุ 3 เดือน แล้วจึงทำสัญญาว่าจ้างระหว่างนั้น ก่อนที่จะเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตรา แต่บางครั้งก็พบปัญหาผู้ว่าจ้างที่ไม่จ่ายค่าแรง เป็นต้น ฉะนั้นจึงควรแนะนำให้แรงงานไทยรีบไปรายงานตัวกับสถานเอกอัครราชทูตเมื่อไปถึงประเทศโมร็อกโกเพื่อที่สถานเอกอัครราชทูตจะสามารถให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที

1.3 ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม
• ที่ผ่านมาไทยมีการดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการทวิภาคีกับโมร็อกโกภายใต้กรอบความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน (Technical Cooperation among Developing Countries หรือ TCDC) ในปี –2541-2543 ไทยอนุมัติทุนฝึกอบรมให้โมร็อกโก จำนวน 10 ทุน ในสาขา การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การท่องเที่ยว การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มลภาวะรถยนต์และสิ่งแวดล้อม
การวางแผนท่าอากาศยานและการจราจรทางอากาศ การซ่อมและบำรุงรักษายานยนต์และขนส่ง การซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม และหัตถกรรม ฝ่ายโมร็อกโกได้จัดสรรทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษาไทยมุสลิม จำนวน 15 ทุนต่อปี โดยนักศึกษาส่วนใหญ่ศึกษาทางด้านศาสนาอิสลาม ปัจจุบันมีนักเรียนไทยในโมร็อกโกจำนวนประมาณ 50 คน

• แนวทางการดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการสามารถทำได้โดยการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในสาขาที่ไทยและโมร็อกโกมีศักยภาพ โดยดำเนินความร่วมมือในลักษณะความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน (TCDC) เช่น สาขาเกษตร การท่องเที่ยว หรือร่วมกันให้ความร่วมมือในด้านที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพแก่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคแอฟริกา เช่น เกษตร การจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นต้น

• ทั้งนี้ สมาคมมิตรภาพ ไทย-โมร็อกโก ได้ก่อตั้งขึ้นมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2546 แต่ในขณะนี้ไม่มีผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการแทนนายสุนัย บุณยศิริพันธุ์ และมีนางกมลา สุโกศลเป็นประธานสมาคม มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับอาหารโมร็อกโก และงานแฟชั่นโชว์ของนักออกแบบโมร็อกโกด้วย

2. ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย

• ความตกลงด้านการขนส่งทางอากาศ (ลงนามเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2541)
• ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางทะเล (ลงนามเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2542)
• ความตกลงการค้า (ลงนามเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2543)
• พิธีสารว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงการต่างประเทศโมร็อกโก (ลงนามย่อเมื่อเดือนพฤษภาคม 2545 โดยปลัดกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ)
• ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (ลงนามย่อเมื่อเดือนกันยายน 2548)
• ความตกลงเพื่อการยกเว้นการจัดเก็บภาษีซ้อน (ลงนามย่อเมื่อเดือนกันยายน 2548)
• ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ (ลงนามย่อเมื่อ เดือนกันยายน 2548)
• ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไทย-โมร็อกโก (ลงนามย่อเมื่อเดือนกันยายน 2548)
• ความตกลงวัฒนธรรมไทย-โมร็อกโก (ลงนามย่อเมื่อเดือนกันยายน 2548)
• ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการประมงไทย-โมร็อกโก (ลงนามเมื่อวันที่ 30มกราคม 2549)
• ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (อยู่ในระหว่างการเจรจา)
• ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวิชาการ (อยู่ในระหว่างการเจรจา)
• พิธีสารว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนางานฝีมือ (อยู่ในระหว่างการเจรจา)
• ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างท่าอากาศยานไทย-โมร็อกโก (ลงนามย่อเมื่อเดือนพฤษภาคม 2546)

3. การเยือนที่สำคัญ

3.1 ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
- เดือนกันยายน 2537 เสด็จฯ เยือนโมร็อกโก
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
- เดือนตุลาคม 2536 เสด็จฯ เยือนโมร็อกโก

รัฐบาล
ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 4-7 กันยายน 2526 เยือนโมร็อกโกแบบ Working Visit และได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโมร็อกโก

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี และคณะ
- วันที่ 13-16 ตุลาคม 2535 เดินทางไปพักผ่อนที่เมืองมาร์ราเกช

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1
- เดือนมกราคม 2537เดินทางเยือนโมร็อกโก

ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุทัย พิมพ์ใจชน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
- เดือนเมษายน 2537 เข้าร่วมการประชุม GATTS ที่เมืองมาร์ราเกช

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- เดือนมิถุนายน 2537 เดินทางไปเยือนโมร็อกโก เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงราบัต และเป็นประธานในการประชุมเอกอัครราชทูตในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
- เดือนมิถุนายน 2542 เยือนโมร็อกโก ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมโมร็อกโก

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 24-26 มกราคม 2543 เยือนโมร็อกโกอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือโมร็อกโก

นายพิเชษฐ พัฒนโชติ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1
- วันที่ 14-22 มกราคม 2545 เยือนโมร็อกโกอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนาย Mustapha Oukacha ประธานสภาที่ปรึกษาแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโก

นายเตช บุนนาค ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 17-19 พฤษภาคม 2546 เยือนโมร็อกโกอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนาย Rachad Bouhlal ปลัดกระทรวงการต่างประเทศโมร็อกโก

นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา
- วันที่ 15-25 มิถุนายน 2547 และคณะเยือนโมร็อกโก โดยเป็นแขกของสภาที่ปรึกษาแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโก

นายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะ
- วันที่ 7-13 กรกฎาคม 2547 เยือนโมร็อกโก อย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนาย Driss Jettou นายกรัฐมนตรีโมร็อกโก

นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะ
- วันที่ 19-22 กรกฎาคม 2547 เยือนโมร็อกโก โดยเป็นแขกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาโมร็อกโก

นายนิสสัย เวชชาชีวะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 25-27 สิงหาคม 2547 เดินทางเยือนโมร็อกโก ในฐานะผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อชักชวนให้
โมร็อกโกเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล
- วันที่ 16-19 มิถุนายน 2548 เยือนโมร็อกโกเพื่อขยายตลาดสินค้าอาหารฮาลาลไทย

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย
- วันที่ 2-7 สิงหาคม 2548 นำคณะนักธุรกิจเยือนโมร็อกโกเพื่อศึกษาลู่ทางการขยายตลาด

ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี
- วันที่ 4-8 สิงหาคม 2548 เข้าร่วมงานเทศกาลแห่งเมือง Assilah และเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการ

นายนิสสัย เวชชาชีวะ ผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี
- วันที่ 6-9 ธันวาคม 2548 นำสารเชิญไปมอบให้แก่นายกรัฐมนตรีโมร็อกโก เพื่อกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินี เสด็จฯ ร่วมงานเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมภาคเอกชน
- วันที่ 18-20 มกราคม 2549 เยือนโมร็อกโกเพื่อศึกษาลู่ทางการขยายตลาด

๓.๒ ฝ่ายโมร็อกโก
พระราชวงศ์ (ระหว่างปี 2526-2549)

สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6
- วันที่ 10 มิถุนายน 2526 เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นเจ้าชาย Sidi Mohamed เสด็จผ่านประเทศไทยเป็นเวลา 2 ชั่วโมง
- วันที่ 11-15 กุมภาพันธ์ 2545 เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ โดยมีนาย Mohamed Benaissa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือโมร็อกโกตามเสด็จฯ ด้วย

เจ้าหญิงลัลลา ซัลมา เบนนานี พระชายาในสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเมดที่ 6
- วันที่ 5 กรกฎาคม 2548 เสด็จฯ แวะผ่านไทยในระหว่างการเสด็จฯ กลับโมร็อกโกจากญี่ปุ่น
- วันที่ 9-14 มิถุนายน 2549 เป็นผู้แทนพระองค์สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 เสด็จฯ ร่วมงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

ราชวงศ์พระองค์อื่นๆ
- เดือนกันยายน 2529 พระธิดา 3 พระองค์ของสมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซันที่ 2 เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 11-18 กันยายน 2531 เจ้าชาย Moulay Rachid พระอนุชาสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเมดที่ 6 เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 8-26 มกราคม 2551 เจ้าชาย Moulay Driss FILALI และเจ้าหญิง Lalla Soukaina FILALI เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ โดยวังศุโขทัยรับเป็นแขก เสด็จฯ เยือนกรุงเทพฯ และภูเก็ต
- วันที่ 10-14 มิถุนายน 2551 เจ้าหญิง Lalla Asma พระขนิษฐาสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเมดที่ 6 เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 2-9 กุมภาพันธ์2552 เจ้าชาย Moulay Rachid พระอนุชาสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเมดที่ 6 เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2552 เจ้าหญิง Lalla Asma พระขนิษฐาสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเมดที่ ๖ เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์
รัฐบาล (ระหว่างปี 2528-2549)
- วันที่ 7 สิงหาคม 2528 Dr. Taeib Bencheikh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโมร็อกโกเยือนไทย และได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- เดือนพฤษภาคม 2538 นาย Mehdi Mimoun อธิบดีกรมกิจการเอเชียและโอเชียเนีย เยือนไทย
- วันที่ 13-17 เมษายน 2542 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์และการหัตถกรรม (รับผิดชอบการหัตถกรรม) โมร็อกโกเยือนไทยตามคำเชิญของฝ่ายไทย
- วันที่ 4-8 เมษายน 2542นาย Mustapha Mansouri รัฐมนตรีกระทรวงการขนส่งและพาณิชย์นาวีโมร็อกโกเยือนไทยเพื่อลงนามในความตกลงระหว่างไทยกับโมร็อกโกว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์
- วันที่ 28 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2542คณะนักธุรกิจโมร็อกโกเยือนไทย ตามโครงการของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงราบัตเพื่อพบปะผู้ส่งออกของไทย
- วันที่ 12-19 กุมภาพันธ์ 2543 คณะผู้แทนโมร็อกโกนำโดยนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ครั้งที่10 (UNCTAD X) ที่กรุงเทพฯ
- วันที่ 27 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2544 นาย Abdelouahed Radi ประธานสภาผู้แทนราษฎรโมร็อกโกเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 31 พฤษภาคม - 11 มิถุนายน 2545 นาย Rachad Bouhlal ปลัดกระทรวงการต่างประเทศโมร็อกโกเยือนไทยเป็นการส่วนตัว
- วันที่ 8-9ธันวาคม 2545 นาง Nouzha Chekrouni รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศโมร็อกโกเข้าร่วมการประชุม Asia/Africa Parliamentarian Forum on Human Security and Gender ที่กรุงเทพฯ
- วันที่ 19-22 ตุลาคม 2546 นาย Mohamed Banaissa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือโมร็อกโกเยือนไทยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมระดับผู้นำของ Organization of the Islamic Conference (OIC) ที่ประเทศมาเลเซีย และได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี
- วันที่ 28 มีนาคม - 6 เมษายน 2547 นาย Mustapha Oukacha ประธานสภาที่ปรึกษาแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโกและคณะเยือนไทย ตามคำเชิญของประธานวุฒิสภาไทย
- วันที่ 18-19 เมษายน 2547 นาย Driss Jettou นายกรัฐมนตรีโมร็อกโกเยือนไทย และได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีที่จังหวัดขอนแก่น
- วันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ 2549 นาย Abdellhaq TAZI ประธานกลุ่มสมาชิกสภาที่ปรึกษา สังกัดพรรค Istiqlal และคณะ เยือนไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี
- วันที่ 20-27 กุมภาพันธ์ 2549 นาย Abderrahim Harouchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และคณะเยือนไทยเพื่อดูงานด้านการขจัดปัญหาความยากจนและเรื่องนโยบายของรัฐบาลด้าน Micro Credit


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

638 คน

 สถิติเมื่อวาน

1758 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

27826 คน

229863 คน

3193746 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official