ไอร์แลนด์
Ireland
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป โดยมีทะเลไอริชทางตะวันออกคั่นระหว่างเกาะอังกฤษและเกาะไอร์แลนด์

พื้นที่ 70,280 ตารางกิโลเมตร (ประมาณร้อยละ 14 ของไทย)

ประชากร 4.3 ล้านคน

เชื้อชาติของประชากร ไอริช มีชาวอังกฤษอยู่บ้าง

ศาสนา คริสต์นิกายโรมันแคทอลิค (93%) Anglican (3%) ศาสนาอื่น 3% ไม่นับถือศาสนา (1%)

ภาษา ไอริช (Gaelic) (ภาษาราชการที่ 1) ภาษาอังกฤษ (ภาษาราชการที่ 2)

เมืองหลวง กรุงดับลิน

ระบบการเมือง สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

ประธานาธิบดี และประมุขแห่งรัฐ นาง Mary McAleese

นายกรัฐมนตรี นาย Brian Cowen

รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Miche?l Martin

GDP Growth Rate ติดลบร้อยละ 3 (2551)

GDP per capita 60,510 ดอลลาร์สหรัฐ (2551)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 4.7 (2551)

ประเทศคู่ค้าสำคัญ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม

สินค้าส่งออกที่สำคัญ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ เคมีภัณฑ์ อาหาร ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ วัสดุการผลิต เครื่องดื่ม

สินค้านำเข้าที่สำคัญ ข้าวสาลี ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เครื่องจักร อุปกรณ์ขนส่ง เคมีภัณฑ์

อุตสาหกรรมสำคัญ คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องจักร สิ่งทอ เคมีภัณฑ์

ทรัพยากรธรรมชาติ สังกะสี ตะกั่ว ก๊าซธรรมชาติ แบไรท์ ทองแดง ยิปซัม
การเมืองการปกครอง
ไอร์แลนด์เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ไอร์แลนด์มีพรรคการเมืองสำคัญสองพรรคเป็นคู่แข่งในทางการเมือง ได้แก่ พรรคฟินา ฟอยล์ (Fianna Fail) และพรรค Fine Gael ปัจจบันรัฐบาลไอร์แลนด์มีพรรคฟินา ฟอยล์ และพรรคกรีน เป็นแกนนำรัฐบาล ภายใต้การนำของนาย Brian Cowen นายกรัฐมนตรี (ตั้งแต่เดือน พ.ค. ๒๕๕๑ - ปัจจุบัน) โดยกำหนดการเลือกตั้งครั้งต่อไปกำหนดขึ้นในปี ๒๕๕๙ ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรค Fianna Fail ชนะการเลือกตั้งในอดีต คือ ผลงานด้านเศรษฐกิจที่ทำให้ไอร์แลนด์ได้รับการขนานนามให้เป็นเสือเศรษฐกิจ (Celtic Tiger) และการดำเนินการเรื่องแผนสันติภาพในไอร์แลนด์เหนือร่วมกับ สอ. ซึ่งเป็นปัญหาการเมืองยืดเยื้อมานาน

รัฐบาลไอร์แลนด์ปัจจุบันนับว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากผลงานสำคัญ ได้แก่ การผลักดันจนได้รับชัยชนะ ในการลงประชามติในสนธิสัญญาลิสบอน (Lisbon Treaty) การผ่านกรอบงบประมาณที่เข้มงวดสำหรับปี ๒๕๕๓ และการแก้ไขปัญหาหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน โดยนาย Brian Lenihan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับความชื่นชม ในฐานะที่มีบทบาทในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจของไอร์แลนด์ อย่างไรก็ดี การเมืองไอร์แลนด์ยังคงอยู่ในภาวะเสี่ยง สืบเนื่องจากเศรษฐกิจของปี ๒๕๕๓ ที่อาจจะหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่ ๓ ซึ่งทำให้ไอร์แลนด์มีผลิตภาพและอัตราการจ้างงานที่ลดลง ทั้งนี้ การแก้ปัญหาโดยใช้มาตรการการที่เข้มงวดในปี ๒๕๕๓ ทำให้มีผลกระทบต่อการจ้างงานในภาครัฐ และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลไอร์แลนด์ได้
เศรษฐกิจการค้า
1. เมื่อปี 2552 เศรษฐกิจไอร์แลนด์ติดลบร้อยละ 3 อัตราการว่างงานอยู่ที่ประมาณร้อยละ 11 โดย Economic and Social Institute (ESRI) คาดการณ์ว่า ในปี 2553 อัตราการว่างงานสูงขึ้นอีกเป็นร้อจากร้อยละ 15 เงินเฟ้อลดลงเหลือร้อยละ 2.6 ดัชนีผู้บริโภคลดลงร้อยละ 1.7 และอัตราการใช้จ่ายของประชาชนลดลงประมาณร้อยละ 4 และมีแรงงานต่างชาติย้ายถิ่นฐานออกจากไอร์แลนด์ราว 40,000 คน ภายในปีหน้า (ชาวต่างชาติที่ตกงานในไอร์แลนด์ในรอบปีที่ผ่านมามีจำนวนสูงถึง 55,000 คน ในขณะที่ชาวไอริชตกงานประมาณ 21,000 คน) การชะลอตัวของเศรษฐกิจดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการบริโภค เนื่องจากรายรับของประชาชนลดลง ประกอบกับภาวะตกงาน ทำให้การใช้จ่ายโดยเฉพาะในหมวดครัวเรือน เสื้อผ้า ค่าสาธรณูปโภค และการคมนาคมชะลอตัวลงมาก การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงร้อยละ 12.5 นอกจากนี้ สถิติการลงทุน (capital investment) ยังลดลงอย่างมาก (ติดลบร้อยละ 30) อันมีสาเหตุมาจากแนวโน้มของสภาพเศรษฐกิจโลก และภาวะเครดิตตึงตัวที่ทำให้ธนาคารลดการปล่อยเงินกู้เข้าระบบ
2. นาย John Hurley ผู้ว่าการธนาคารกลางของไอร์แลนด์ และ Economic and Social Institute (ESRI) ได้คาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไอร์แลนด์ในปีนี้จะติดลบราวร้อยละ 8-9 และจะติดลบต่อไปอีกประมาณร้อยละ 3 ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 และหวังว่าจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปี 2554 สำหรับอัตราดอกเบี้ยน่าจะคงระดับอยู่ที่ร้อยละ 1 จนถึงกลางปีหน้า
3. ด้านระบบสินเชื่อ นาย John Hurley กล่าวว่า ภาครัฐและธนาคารจะต้องเร่งปรับระบบสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพ และกระจายสินเชื่อให้เข้าถึงประชาชนและธุรกิจขนาดย่อมมากขึ้น ทั้งนี้ National Assets Management Agency (NAMA) จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภาคการเงินของไอร์แลนด์ นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกจะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไอร์แลนด์ เนื่องจากไอร์แลนด์พึ่งพาการลงทุนและการส่งออกสูง
4. ยอดการกู้เงินของรัฐบาลไอร์แลนด์จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 14.7 พันล้านยูโร รวมทั้งมีรายจ่ายเพื่อช่วยพยุงธนาคารและระบบสินเชื่ออีกราว 6 พันล้านยูโร ประกอบกับรายได้จากการเก็บภาษีลดลงอย่างต่อเนื่อง (ในช่วงครึ่งปีแรกรัฐจัดเก็บภาษีได้ลดลงถึงร้อยละ 17.3 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว หรือคิดเป็นเงิน 3.3 พันล้านยูโร) ESRI คาดว่าในปีนี้ งบประมาณภาครัฐจะติดลบประมาณ 2 หมื่นล้านยูโร หรือเท่ากับร้อยละ 12.2 ของ GDP และในปีหน้าจะติดลบประมาณร้อยละ 11.4 ของ GDP ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการลดรายจ่ายภาครัฐและเพิ่มภาษี เพื่อรับมือกับปัญหางบประมาณติดลบโดย ESRI เสนอว่า รัฐบาลจะต้องลดรายจ่ายลงให้ได้ร้อยละ 6 เกี่ยวกับเรื่องนี้ รัฐบาลไอร์แลนด์ได้จัดตั้งกลุ่มที่ปรึกษา Special Group on Public Service Numbers and Expenditure Programmes โดยเชิญนักเศรษฐศาสตร์ นายธนาคารจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมกลุ่มที่ปรึกษาดังกล่าวได้เปดเผยรายงานต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 เสนอแนวทางการปรับลดงบประมาณของรัฐลงราว 5.3 พันล้านยูโร โดยการปรับโครงสร้าง/ยุบรวมหน่วยงานรัฐ ลดค่าจ้าง ลดงบประมาณด้านต่างๆ
5. รัฐบาลไอร์แลนด์ได้ประกาศการใช้แผนพัฒนาประเทศฉบับใหม่ ปี 2550 -2555 โดยได้กำหนดแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศที่มีมูลค่าสูงถึง 184 พันล้านยูโร โดยเน้นการพัฒนาสาธารณูปโภค วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม การเกษตร การศึกษา การฝึกอบรมและการสร้างทักษะความชำนาญที่จำเป็นสำหรับอนาคต รวมทั้งการพัฒนาสิ่งแวดล้อม การดำเนินการตามแผนพัฒนาดังกล่าวจะเสริมสร้างความพร้อมของประเทศให้สามารถแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลกซึ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากความรู้ที่ทันสมัยและมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้น ยังทำให้เศรษฐกิจและสังคมของไอร์แลนด์สามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความต้องการของบริษัทชั้นนำของโลกที่เข้าไปทำธุรกิจในไอร์แลนด์ อาทิ Apple, Pfizer, และ Motorola ทั้งนี้ งบประมาณการลงทุนมาจากแหล่งทุนภายในประเทศเกือบทั้งหมด

นโยบายต่างประเทศ
1. ไอร์แลนด์ให้ความสำคัญกับการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปซึ่งได้สร้างคุณประโยชน์ต่อไอร์แลนด์ในหลายด้านนับตั้งแต่ด้านเศรษฐกิจ การค้า สังคม การเงิน ความสนับสนุนต่อกระบวนการสันติภาพของไอร์แลนด์เหนือ รวมทั้งช่วยปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ของไอร์แลนด์ในสหภาพยุโรปและในระดับโลก การแก้ปัญหาโดยสันติวิธี และการปกป้องสิทธิมนุษยธรรม รวมทั้งความมั่นคงระหว่างประเทศ

2. ไอร์แลนด์ยังมีบทบาทที่แข็งขันในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในโลกและให้ความสำคัญต่อบทบาทของสหประชาชาติ และขยายโครงการความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาตามเป้าหมายที่สหประชาชาติได้กำหนดไว้ในอัตราร้อยละ ๐.๗ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ในปี 2550 เพื่อลดช่องว่างความยากจนและความไม่เท่าเทียมระหว่างประเทศ
3. ไอร์แลนด์ได้กำหนดนโยบายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ และได้ดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศมาเป็นเวลากว่า 30 ปี นอกจากนี้ ไอร์แลนด์ได้ปรับเปลี่ยนชื่อหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศจาก Development Cooperation Ireland เป็น Irish Aid ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อปลดหนี้สินของประเทศยากจนในแอฟริกา และบรรลุเป้าหมายในการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ ที่อัตราร้อยละ ๐.๗ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมต่างประเทศ และในปีนี้ ไอร์แลนด์ได้กำหนดที่จะให้ความช่วยเหลือผ่าน Irish Aid เป็นเงิน 728 ล้านยูโร หรือร้อยละ 0.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมต่างประเทศ ซึ่งทำให้ไอร์แลนด์เป็นประเทศผู้ให้ที่ให้ความช่วยเหลือสูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก นอกจากนั้น รัฐบาลไอร์แลนด์ได้จัดทำเอกสาร White Paper on Irish Aid ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางในการดำเนินนโยบายการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่ต่างประเทศ ประเภทการให้ความช่วยเหลือ เครือข่ายการประสานความร่วมมือ ประเทศและพื้นที่เป้าหมายในการให้ความช่วยเหลือ
4. ไอร์แลนด์ได้กำหนดยุทธศาสตร์ต่อเอเชียในเอกสาร Asia Strategy ระหว่างปี 2548-2552 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการเมือง เศรษฐกิจการค้า และการลงทุน โดยมีประเทศเป้าหมาย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม นอกจากนั้น ยังมีเป้าหมายในการพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจการค้ากับประเทศที่เป็นตลาดใหม่ เช่น ไทย และฟิลิปปินส์ด้วย ไอร์แลนด์ได้ส่งคณะผู้แทนทางการเมืองและการค้าเยือนประเทศในเอเชียเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ในเอเชียเพิ่มหลายแห่ง อาทิ เวียดนาม และสิงคโปร์
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับไอร์แลนด์
ไทยและไอร์แลนด์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางกงสุลเมื่อปี 2509 ต่อมา สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2518 ไทยแต่งตั้งเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน เป็นเอกอัครราชทูตประจำไอร์แลนด์ และไอร์แลนด์ได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูต ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
กงสุลกิตติมศักดิ์ไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย คือ นาย Peter Gary Biesty ส่วนกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงดับลิน คือ นาย Patrick Joseph Dineen

การแลกเปลี่ยนการเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูง
- อดีตประธานาธิบดี P. Hilliery เยือนไทยเป็นการส่วนตัวเมื่อ 5-8 พฤษภาคม
2531
- นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเยือนไอร์แลนด์ เพื่อรณรงค์ขอความสนับสนุนในการสมัครเป็นผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก ในเดือนธันวาคม 2541 ซึ่งได้มีโอกาสหารือกับนาง Mary Harney รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีด้านวิสาหกิจการค้าและการจ้างงาน และกับนาง Liz O Donnell รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศไอร์แลนด์
- ในระหว่างการประชุม UNCTAD X เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ ไอร์แลนด์ได้ส่งนาง Mary Harney รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีวิสาหกิจ การค้า และการจ้างงานเข้าร่วมประชุม ซึ่งได้มีการหารือข้อราชการกับ ฯพณฯ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้วย
- นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปเยือนไอร์แลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 -16 พฤษภาคม 2543 ซึ่งนับเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยคนแรกที่ได้เดินทางเยือนไอร์แลนด์ อย่างเป็นทางการ โดยได้หารือข้อราชการกับนาย Brian Cowen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไอร์แลนด์ นาง Liz O\'Donnell รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไอร์แลนด์ พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมคารวะนาย Seamus Pattison ประธานสภาผู้แทนราษฎรไอร์แลนด์
- นาง Mary McAleese ประธานาธิบดีไอร์แลนด์เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลไทย ระหว่างวันที่ 26 – 28 กันยายน 2545 โดยเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการกับ พตท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุน การศึกษา และ ICT/IT
- นาย Dermot Ahern รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไอร์แลนด์ พร้อมคณะ เดินทางเยือนไทย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2548 เพื่อสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากธรณีพิบัติภัยในภาคใต้ของไทย และประกาศที่จะจัดตั้งสำนักงานกงสุล (Consular Office) ที่จังหวัดภูเก็ต โดยได้เข้าพบและหารือข้อราชการกับนายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งฝ่ายไอร์แลนด์ได้ขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับความช่วยเหลือในการค้นหาผู้สูญหายชาวไอริช และจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ไทย

นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ในขณะนั้น) ได้เดินทางเยือนไอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2549 โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือกันครอบคลุมและลึกซึ้งในหลายประเด็น ซึ่งทำให้เห็นศักยภาพที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันต่อไป อาทิ การขยายปริมาณการค้าการลงทุน การจัดทำอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน รวมถึงการเปิดสถานเอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย การเชิญชวนฝ่ายไอร์แลนด์เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในโครงการภายใต้กรอบ ACMECS การเปิดเส้นทางบินตรงมายังไทยของสายการบินแห่งชาติไอร์แลนด์ (Aer Lingus) การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และพลังงานทดแทน และการพิจารณาทบทวนมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไก่ส่งออกจากไทยไปยังสหภาพยุโรป

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-ไอร์แลนด์
การค้า
การค้าระหว่างไอร์แลนด์กับไทยในปี 2552 มีมูลค่า 498.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 290.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 207.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สินค้าที่ไอร์แลนด์นำเข้าจากไทยได้แก่ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ วงจรพิมพ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง ยางพารา เลนซ์ อัญมณีและเครื่องประดับ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดีและมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก คือ สินค้ากลุ่มอาหาร เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เป็นต้นไอร์แลนด์เป็นคู่ค้าอันดับ 38 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับ 9 ของไทยจากสหภาพยุโรป


ไทยและไอร์แลนด์ได้จัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการค้าระหว่างหอการค้า
ไอร์แลนด์กับหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2545 และได้จัดตั้งสำนักงานหอการค้าเอเชียไอร์แลนด์ (Asia - Ireland Chamber of Commerce: AICC) ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

การลงทุน
จากสถิติของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2552 มีโครงการลงทุนจากไอร์แลนด์ที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI จำนวน 6 โครงการ รวมเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 176 ล้านบาท

โครงการลงทุนจากไอร์แลนด์ที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมฯ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสาขาบริการและสาธารณูปโภค โดยเป็นโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้า กิจการขนส่งทางน้ำและกิจการสร้างภาพยนตร์ เกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร
บริษัทสำคัญจากไอร์แลนด์ที่ได้เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว ที่สำคัญคือ กลุ่ม Kerry ซึ่งเป็นผู้ผลิต อาหารรายใหญ่ของยุโรป Kerry มีธุรกิจใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจการเกษตร อาหาร เครื่องปรุงและรสสังเคราะห์ Kerry ได้ก่อตั้งโรงงานในไทยที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี 2545 เพื่อผลิตเครื่องปรุงให้แก่โรงงานของบริษัทฟริโต เลย์ และบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังจัดตั้งศูนย์วิจัยด้านเครื่องปรุงรสในไทยด้วย นอกจากนี้ กลุ่ม Kerry ยังนำเข้าไก่จากไทยประมาณ 3,200 ตันต่อปี และนำเข้ามันสำปะหลังและกลูโคสจากไทยปีละ 5,000 และ 3,000 ตันต่อปี ตามลำดับ

การท่องเที่ยว
ในปี 2552 (มกราคม - กันยายน) มีนักท่องเที่ยวไอร์แลนด์เดินทางมาไทยเฉลี่ยประมาณ 48,594 คน ซึ่งถือเป็นอัตราส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

508 คน

 สถิติเมื่อวาน

1302 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

28998 คน

231035 คน

3194918 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
📩  tourinlove9@gmail.com
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official