รัฐกาตาร์
State of Qatar
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง เป็นแหลมยื่นจากชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรอาระเบีย ออกไปในอ่าวเปอร์เซีย ทิศใต้และทิศตะวันตกติดกับซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับบาห์เรน

สภาพอากาศ ภูมิอากาศแบบทะเลทราย ช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิประมาณ 10 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส เกิด พายุทรายได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน –มิถุนายน

พื้นที่ 11,437 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงโดฮา (Doha)

เมืองสำคัญ Umm Said, Al-Khor, Dakhan, Wakrah, Madinet, Al-Shamal

ประชากร 1 ล้านคน (ปี 2551)

ภาษา ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ และมีการใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลายในการติดต่อธุรกิจ

ศาสนา ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่

ระบอบการปกครอง ราชาธิปไตยโดยมีเจ้าผู้ครองรัฐ(Emir) เป็นพระประมุขปกครองรัฐ ปัจจุบันคือ เชค ฮามัด บิน คอห์ลิฟะห์ อัล ทานี (His Highness Sheikh Hamad Bin Khalifa Al-Thani) เสด็จขึ้นครองราชย์วันที่ 27 มิถุนายน 2538

หน่วยเงินตรา กาตาร์ริยาล (Qatar Riyal) อัตราแลกเปลี่ยนผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐ 3.65 กาตาร์ริยาล หรือ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ (Emir of the State of Qatar) H.H. Sheikh Hamad Bin Khalifa Al-Thani

นรม และ รมว.กต. H.E. Sheikh Hamad Bin Jassim Bin Jabir Al-Thani

การเมืองการปกครอง

การเมืองการปกครอง

• รัฐกาตาร์ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2547 นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อปี 2514 โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดอำนาจนิติบัญญัติแก่สภาที่ปรึกษา ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 45 คน สมาชิกจำนวน 2 ใน 3 มาจากการเลือกตั้ง สมาชิกส่วนที่เหลือนั้นได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์

• เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์องค์ปัจจุบัน(His Highness Sheikh Hamad Bin Khalifa Al-Thani) ขึ้นครองราชย์เมื่อปี 2538 มีความพยายามที่จะปฏิรูประบบการเมืองให้เกิดเสรีภาพมากขึ้น กาตาร์มีการเลือกตั้งครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2542 โดยเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล (Central Municipal Council) และมีสตรีลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย ทั้งนี้ กาตาร์เป็นประเทศแรกในกลุ่มอ่าวอาหรับที่มีการแต่งตั้งสตรีให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดย Sheikha Ahmed Al Mahmoud ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเมื่อปี 2546 และ Sheikha Ghalia bint Hamad Al Thani ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของกาตาร์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา

นโยบายด้านสังคม

• H.H. Sheikha Mozah Bint Naser Al Missned พระชายาเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ประธาน Qatar Foundation on Education and Social Development และทูตพิเศษของ UNESCO ด้าน Basic and Higher Education ได้ริเริ่มและก่อตั้ง Education City เมื่อปี 2546 โดยปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยและสถาบันที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศมาทำการเปิดการเรียนการสอน เช่น Weill Cornell Medical College, Carnegie Mellon University, Georgetown University School of Foreign Service, Texas A&M University และ Virginia Commonwealth School of the Arts และล่าสุด North-Western University, School of Communications and Journalism นอกจากนั้น H.H. Sheikha Mozah ยังได้จัดตั้ง Science and Technology Park เพื่อเป็นการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม โดยมีบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำ เช่น Microsoft, Shell และ Exxon Mobil มาเปิดสำนักงานดำเนินกิจการ นอกจากนี้ H.H. Sheikha Mozah ยังเป็นผู้ที่มีบทบาทนำในการส่งเสริมบทบาทและสิทธิของสตรีในกาตาร์อีกด้วย

• กาตาร์เป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์ Al Jazeera ซึ่งนำเสนอข่าวและวิพากษ์วิจารณ์ทั้งประเทศตะวันตก อิสราเอล รวมทั้งรัฐบาลประเทศอาหรับต่างๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในตะวันออกกลาง ทำให้ได้รับความนิยมสูง และมีอิทธิพลทางความคิดเห็นของประชาชนชาวอาหรับและมุสลิมเป็นอย่างมาก จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Al Jazeera Effect ได้แก่ การตื่นตัวในทางการเมือง การเรียกร้องสิทธิในการสื่อสาร เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และความเป็นประชาธิปไตย มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี การเสนอข่าวและการวิพากษ์วิจารณ์ของ Al Jazeera หลายครั้ง ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกาตาร์กับประเทศอาหรับอื่นๆ นอกจากนั้น การที่สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวได้เสนอข่าวและรายงานเกี่ยวกับ นาย Osama bin Laden ผู้นำกลุ่ม Al - Qaeda และกลุ่มอิสลามติดอาวุธอื่นๆ อยู่เป็นระยะ ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่สหรัฐฯ และประเทศตะวันตก ทำให้รัฐบาลกาตาร์อยู่ในภาวะลำบากที่จะรักษาดุลยภาพในความสัมพันธ์กับโลกอาหรับหรือโลกอิสลาม กับประเทศตะวันตก อย่างไรก็ดี รัฐบาลกาตาร์ถือว่า Al Jazeera เป็นสถานีโทรทัศน์อิสระ รัฐบาลจึงไม่มีนโยบายที่จะแทรกแซงการเสนอข่าวของสถานี และถือว่าสถานีดังกล่าวมีส่วนช่วยส่งเสริมความรู้ให้กับประชาชนกาตาร์เพื่อนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในอนาคต

• ปัจจุบัน กาตาร์ชูนโยบาย Inter-cultural agenda เป็นวาระสำคัญของชาติจนถึงปี พ.ศ. 2010 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่จะผลักดันให้กาตาร์เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมอาหรับ (Capital of Arab Culture) และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาคตะวันออกกลาง

• รัฐบาลกาตาร์ได้พัฒนาการกีฬา โดยจัดตั้งสถาบัน Aspire for Sports Excellence เพื่อสร้างนักกีฬาระดับประเทศและระดับโลก สร้างสนามแข่งยานยนต์ รวมทั้งสนับสนุนให้กาตาร์เป็นสถานที่แข่งกีฬาระดับโลก เช่น กอล์ฟ เทนนิส ปิงปอง แข่งเรือ ฯลฯ หลังจากที่กาตาร์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 15 เมื่อเดือนมีนาคม 2549 กาตาร์ได้เสนอชื่อกรุงโดฮาสมัครเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคฤดูร้อนในปี 2559 ด้วย

นโยบายต่างประเทศ

• กาตาร์เป็นประเทศอาหรับที่ดำเนินนโยบายสายกลาง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศต่าง ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาค โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council – GCC) ซึ่งกาตาร์เป็นสมาชิกที่มีบทบาทค่อนข้างเด่นในการดำเนินนโยบายของ GCC โดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์ระหว่าง GCC – อิหร่าน และ GCC – อิสราเอล นอกจากนั้น กาตาร์ยังเป็นสมาชิกก่อตั้งความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue – ACD) และได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACD ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 5 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2549

• ในระดับพหุภาคี กาตาร์เป็นสมาชิกองค์กรและหน่วยงานระหว่างประเทศต่างๆ จำนวน 67 แห่ง และกำลังเพิ่มบทบาทในกลุ่ม Gulf Cooperation Council (GCC), Organization of Islamic Conference (OIC), Asia Cooperation Dialogue (ACD) และได้เป็นสมาชิกไม่ถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เมื่อเดือนมกราคม 2549 โดยมีวาระ 2 ปี

• ประชาคมระหว่างประเทศให้ความสนใจนโยบายด้านการต่างประเทศและการทูตของกาตาร์เพิ่มมากขึ้นภายหลังที่กาตาร์เข้าไปมีบทบาทสำคัญและประสบความสำเร็จในความตกลงสันติภาพเลบานอน (Doha Agreement ลงนามเมื่อ 21 พฤษภาคม 2551) นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมา กาตาร์ได้เข้าไปมีบทบาทเจรจาไกล่เกลี่ยอย่างกว้างขวางในหลายประเด็นระหว่างประเทศ ล่าสุด ในการประชุม Arab League เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 ได้แต่งตั้งคณะเจรจา (panel) ระดับรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์เป็นประธานร่วมกับประธาน African Union และเลขาธิการ Arab League เพื่อเจรจาแสวงหาสันติภาพในกรณี Darfur ของซูดาน โดยการนำของกาตาร์ในการเจาจาครั้งนี้ทำให้หลายกลุ่มยอมรับในการเจรจาครั้งนี้ เนื่องจากความเป็นประเทศเล็ก ๆ ของกาตาร์ ทำให้ผู้รับการช่วยเหลือและมหาอำนาจไม่มีความหวาดระแวงว่ากาตาร์จะมีความพยายามเข้ามามีอิทธิพล

• ในกรณีการสู้รบระหว่างอิสราเอล – ปาเลสไนต์กลุ่มฮมาส ในบริเวณฉนวนกาซ่า เมื่อต้นเดือนมกราคม 2552 กาตาร์มีบทบาทนำในการก่อตั้งกองทุนฟื้นฟูกาซ่า รวมทั้งจัดการประชุม Gaza Emergency Summit เมื่อ 16 มกราคม 2552 เพื่อแสวงหาลู่ทางยุติการต่อสู้

• กาตาร์มีความสัมพันธ์กับกล่มต่าง ๆ อย่างน่าสนใจ คือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสหรัฐฯ และประเทศในภูมิภาค เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ได้รับการชื่นชมว่าเป็น “ a modern day Metternich” และมีการคาดการณ์ว่ากาตาร์มีความเหมาะสมในการไกล่เกลี่ยให้เกิดความปรองดองในปาเลสไตน์ ทั้งนี้ กาตาร์เพิ่งเสร็จสิ้นการเป็นสมาชิกไม่ถาวรของ SC หลังจากอยู่ในหน้าที่ 2 ปี (2006-2007) โดยระหว่างนั้น กาตาร์มีความแข็งขันในการวางบทบาทของตนในฐานะผู้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตะวันออกกลางและประเทศมุสลิม การดำเนินการทางการทูตในลักษณะดังกล่าวทำให้กาตาร์มีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้นทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ชาวกาตาร์เป็นที่รู้จักและได้รับเกียรติมากขึ้นอีกด้วย

• ปัจจุบันกาตาร์เป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลาง ทั้งสองฝ่ายมีความใกล้ชิดกันเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการทหาร กาตาร์มีบทบาทสูงในการสนับสนุนสหรัฐอเมริกา ในสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 1 และได้จัดทำความตกลงด้านการทหารกับสหรัฐอเมริกาหลายฉบับ รวมทั้งได้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาในสงครามในอัฟกานิสถานและในอิรัก โดยสหรัฐอเมริกา ได้ตั้งศูนย์บัญชาการ (Joint Operation Center) ที่กรุงโดฮา เพื่อปฏิบัติการในอิรัก นอกจากนั้น นับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา กาตาร์ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการส่วนล่วงหน้าของ US Central Command (CENTCOM) รวมทั้งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศสหรัฐอเมริกาที่เมือง Al-Udied

• รัฐบาลกาตาร์เห็นว่าความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐอเมริกาเป็นพันธกรณีระหว่างทั้งสองประเทศ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลกาตาร์ก็เห็นความจำเป็นที่กาตาร์ ในฐานะส่วนหนึ่งของตะวันออกกลาง จะต้องให้ความสำคัญต่อประเด็นปัญหาและสถานการณ์ภายในภูมิภาค ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐอเมริกา ทำให้กาตาร์ได้รับผลประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยกาตาร์และสหรัฐอเมริกา ได้ขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น ด้านพลังงาน อุตสาหกรรมสาขาต่างๆ และด้านการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาหลายแห่งไปเปิดสาขาในกาตาร์

• กาตาร์มีนโยบายเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ เปิดสถานเอกอัครราชทูตในกาตาร์ ปัจจุบันมีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในกรุงโดฮาจำนวนกว่า 50 แห่ง และล่าสุดได้มีการเปิดสถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์และเบลเยี่ยมประจำประเทศกาตาร์เมื่อเดือนมกราคมและเดือนมีนาคม 2550 ตามลำดับ ในขณะนี้กาตาร์มีสถานเอกอัครราชทูตในต่างประเทศเกือบ 40 ประเทศ

เศรษฐกิจการค้า

ข้อมูลเศรษฐกิจ (2551)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 95.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 95,700 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 14.3 (ปี 2551)

มูลค่าการค้าไทย-กาตาร์ มูลค่ารวม 3,179.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกเป็นมูลค่า 304.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 2,874.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุล การค้า อย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ในไตรมาศแรกของปี 2551 การส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.4 จากช่วงเดียวกันของปี 2550


ปริมาณน้ำมันสำรอง 15.21 พันล้านบาร์เรล

ปริมาณก๊าซสำรอง 25.63 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทรัพยากร น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทรัพยากรประมง

อุตสาหกรรม การผลิตและกลั่นน้ำมัน LNG ปุ๋ย เหล็ก

สินค้านำเข้าสำคัญ เครื่องจักร เครื่องยนต์ เคมีภัณฑ์

สินค้าส่งออกสำคัญ น้ำมัน ปุ๋ย ก๊าซ เคมีภัณฑ์

ตลาดนำเข้าสำคัญญี่ปุ่น สหรัฐฯ เยอรมนี

ตลาดส่งออกสำคัญ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์


• ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กาตาร์มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในกลุ่ม GCC และนับเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก เศรษฐกิจกาตาร์ประมาณร้อยละ 63 ขึ้นอยู่กับภาคพลังงาน รายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ปัจจุบัน กาตาร์สามารถผลิตน้ำมันได้ประมาณ 1 ล้านบาร์เรล/วัน และกาตาร์มีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ประมาณ 27.5 พันล้านบาร์เรล ซึ่งประเมินว่ากาตาร์จะสามารถผลิตน้ำมันในระดับปัจจุบันได้อีกเป็นเวลา 65 ปี (ในระดับการผลิตในปัจจุบัน)

• กาตาร์มีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองมากเป็นอันดับสามของโลก รองจากรัสเซียและอิหร่าน และมีกำลังการผลิต 25ล้านตัน/ปี เป็นประเทศที่ส่งออก Liquefied Natural Gas (LNG) มากที่สุดในโลก และคาดว่าในปี 2555 กาตาร์จะสามารถผลิต LNG ได้ถึงร้อยละ 30 ของการผลิต LNG ทั่วโลกหรือประมาณ 77 ล้านตันต่อปี ปัจจุบัน กาตาร์ร่วมกับรัสเซีย และอิหร่านจัดตั้งกลไก Gas Troika ระหว่างสามประเทศขึ้น เพื่อประสานความร่วมมือด้านราคาก๊าซ รัฐบาลกาตาร์กำลังเร่งขยายการผลิตและส่งออก LNG และการลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง นอกจากนั้น ยังได้ริเริ่มดำเนินโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการท่องส่งก๊าซ Dolphin Project เชื่อมโยงกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต รวมถึงการเร่งสั่งต่อเรือขนาดใหญ่สำหรับบรรทุก LNG จำนวนมาก ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา กาตาร์มีนโยบายพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางในด้านต่าง ๆ เช่น การเป็นศูนย์กลางด้านพลังงาน โดยเฉพาะการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี รวมทั้งการเป็นแหล่งผลิต Gas to Liquid (GTL) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

• กาตาร์ รัสเซีย และอิหร่าน ซึ่งมีแหล่งก๊าซธรรมชาติรวมกันเกินกว่าร้อยละ 60 ของโลก ได้รวมตัวกันจัดตั้ง Gas Troika หรือ Big 3 เพื่อประสานความร่วมมือด้านราคาก๊าซธรรมชาติ โดยพยายามชี้ว่าการรวมตัวกันครั้งนี้ต่างจากโอเปคที่รวมตัวกันเพื่อกำหนดอัตราการผลิตและรักษาระดับราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ Gas Troika รวมตัวกันเพื่อเสถียรภาพของการผลิตก๊าซซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกรองจากน้ำมัน และต้องการแยกราคาก๊าซออกจากตลาดน้ำมัน รวมทั้งสร้างกฎเกณฑ์ราคาขึ้นใหม่ อย่างไรก็ดี การจัดตั้งกลุ่มดังกล่าวทำให้กลุ่มสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ เกิดความกังวลว่าเป็นภัยคุกคามทางพลังงาน อาจมีการผูกขาดการผลิตก๊าซ และเกรงว่าสมาชิกของกลุ่ม (รัสเซีย และอิหร่าน) อาจใช้ธุรกิจก๊าซแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศได้

• รัฐบาลกาตาร์มีนโยบายสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ (economic diversification) นโยบายแปรรูปกิจการของรัฐ (privatization) และนโยบายผ่อนคลายกฎระเบียบและเปิดเสรี (Deregulation- Liberalization) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การที่กาตาร์มีรายได้และสภาพคล่องสูงจากราคาพลังงาน ที่สูงขึ้น ทำให้รัฐบาลสามารถจัดทำโครงการขนาดใหญ่ได้หลายโครงการ ที่สำคัญได้แก่ การขยายการก่อสร้างโครงการอุตสาหกรรมด้านน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี และ GTL การก่อสร้างสนามบินใหม่ โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ชื่อ Pearl Qatar การก่อสร้าง Energy City, Education City, Science and Technology Park, Hamad Medical City, The Sport City, The Entertainment City นอกจากนั้นยังได้เริ่มโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุด เชื่อมระหว่างกาตาร์กับบาห์เรน เป็นต้น กาตาร์ยังมีแผนการลงทุนในอีก 5 ปีข้างหน้า รวมมูลค่าประมาณ 130 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

• กาตาร์มีเงินทุนในกองทุน Sovereign Wealth Fund (SWF) เป็นอันดับ 13 ของโลก Merrill Lynch เชื่อว่าในปี 2553 กองทุน SWF ของกาตาร์จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า ทั้งนี้ Qatar Investment Authority (QIA) เป็นองค์กรหลักในบริหาร SWF โดยมีบริษัทลูกกระจายตัวลงทุนในธุรกิจภาคต่าง ๆ อยู่ทั่วโลก มกุฏราชกุมารกาตาร์ และ Sheikh Hamad Bin Jassem Bin Jabor Al – Thani นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้บริหาร

• กาตาร์ต้องการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค จึงมีโครงการก่อสร้างสนามบินขนาดใหญ่และทันสมัยระดับโลก มูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและปรับปรุงทัศนียภาพของกาตาร์ให้สวยงาม รวมถึงโครงการก่อสร้างอาคารสูง 100 ชั้น และอาคารคู่ สูง 510 เมตร มีโครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะเทียม Pearl Island ทั้งนี้ โดยควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งบนบกและในทะเล และยังมีการส่งเสริมโครงการอาหารปลอดภัย (Food Security) อีกด้วย

• กาตาร์มี economic immunity จากวิกฤตสถาบันการเงินสหรัฐฯ พอสมควร เนื่องจากเป็นตลาดทุนใหม่ ที่ใช้เงินทุนภาครัฐเป็นตัวผลักดัน นอกจากนั้น Sovereign Wealth Fund (SWF) ของกาตาร์ไม่ได้ลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ แม้แต่โครงการเดียว นอกจากนั้น กาตาร์ยังมีรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคงจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งทำการซื้อขายในระยะยาว มีความผันผวนทางราคาต่ำ ต่างจากน้ำมันที่มีการเก็งกำไรและมีความผันผวนสูง เมื่อเปรียบเทียบผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจกาตาร์ก็ถือว่าไม่มากนักหากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่ม GCC เช่น ยูเออี นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกว่า กาตาร์จะพิจารณาลงทุนสวนกระแสเศรษฐกิจโลกอ่อนตัว โดยหวังให้เศรษฐกิจกาตาร์เติบโตเพิ่มขึ้น 2 เท่า
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐกาตาร์

ความสัมพันธ์ทั่วไป

ประเทศไทยกับรัฐกาตาร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2523 ประเทศไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮาในปี 2545 ต่อมาเมื่อปี 2547 กาตาร์ได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตในไทย ความสัมพันธ์ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาเป็นไปอย่างราบรื่น

1. ความสัมพันธ์ด้านการเมือง

• ทั้งสองประเทศต่างให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับราชวงศ์และผู้นำระดับสูง ทั้งนี้เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์เคยเสด็จฯ เยือนประเทศไทยในฐานะพระอาคันตุกะของรัฐบาลเมื่อปี 2542 และเสด็จฯ ร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 ด้วย

• กาตาร์มีท่าทีต่อปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยว่าเป็นกิจการภายในประเทศของไทย โดยเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์แสดงความสนพระทัยที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนประเทศไทยทางด้านการลงทุนและการศึกษาในภาคใต้โดยหวังว่าจะเป็นหนทางในการแก้ปัญหาอีกทางหนึ่ง

• กาตาร์เคยมีบทบาทสำคัญในการประสานงานช่วยเจรจาให้รัฐบาลเอรีเทรียกดดันให้ปล่อยลูกเรือประมงชาวไทยที่ถูกกลุ่มติดอาวุธจับไปเป็นตัวประกัน ในปี 2549

2. ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า
ภาพรวมการค้าระหว่างไทย–กาตาร์ ในปี 2550 มีมูลค่ารวม 2,259.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยไทยส่งออกเป็นมูลค่า 216.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 2,043.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุล การค้า อย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาศแรกของปี 2551 การส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.13 จากช่วงเดียวกันของปี 2550

สินค้าออกของไทยไปกาตาร์ที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์ เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม เครื่องจักรกล อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากกาตาร์ได้แก่ น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ปุ๋ย และเคมีภัณฑ์

สหพันธ์ธุรกิจบริการออกแบบและก่อสร้างแห่งประเทศไทย (Federation of Design and Construction Services of Thailand – FEDCON) ได้รับงานออกแบบและควบคุมการก่อสร้างหมู่บ้านนักกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ซึ่งจัดขึ้นในปี ๒๕๔๙ และขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเป็นอาคารโรงพยาบาล Hamad Medical Center รวมทั้งมีบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการก่อสร้างอื่น เช่น บริษัทเพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียร์ริ่ง กรุ๊ป จำกัด (Powerline Engineering Group of Companies Ltd.) และบริษัท ฤทธา เป็นต้น

ในปี 2551 มีคนไทยอยู่ในกาตาร์ ประมาณ 9,200 คน (สถิติจากกระทรวงมหาดไทยกาตาร์) เป็นแรงงานกว่า 6,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานกึ่งฝีมือ โดยร้อยละ 90 ทำงานในภาคการก่อสร้าง และอุตสาหกรรมพลังงาน นอกจากนั้นอยู่ไนภาคบริการ

ดูโอกาสทางธุรกิจ และข้อมูลการลงทุนในกาตาร์ได้ในเอกสารแนบ

พลังงาน
บริษัท ปตท. สผ. จำกัด มหาชน ได้รับการพิจารณาให้อยู่ในรายชื่อ Bidding List สำหรับการประมูลแปลงสำรวจปิโตรเลียมในกาตาร์ และกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาศักยภาพปิโตรเลียมของแปลงสำรใจน้ำมันต่าง ๆ ที่กำลังจะเปิดประมูลเพิ่ม อาทิ แปลงที่ 3 เพื่อเข้าร่วมการประมูลต่อไป 

นอกจากนี้ เมื่อ 3 ก.พ. 2551 Qatargas ซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติหลักของกาตาร์ได้ลงนามทำความตกลง Head of Agreement กับ ปตท. สผ. ในการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ LNG ให้ ปตท. สผ. ในระยะยาว ปริมาณ 1 ล้านตัน/ปี ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มส่งให้ไทยได้ในปี 2554

การท่องเที่ยว
ในปี 2551 มีชาวกาตาร์เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยประมาณ 10,000 คน โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี

ไทยเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวกาตาร์ โดยนอกจากจะเข้ามาท่องเที่ยวแล้ว นักท่องเที่ยวกาตาร์ยังนิยมเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวอีกด้วย

3. ความสัมพันธ์ด้านการศึกษาและวัฒนธรรม

กาตาร์ได้ให้ความช่วยเหลือชาวมุสลิมในไทย โดยเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ได้บริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งสำหรับการก่อสร้างอาคารเรียนและหอพักนักศึกษาที่วิทยาลัยอิสลามยะลา จังหวัดปัตตานี โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนสมบัติและกิจการอิสลาม (Minister of Endowment and Islamic Affairs) ของกาตาร์เดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2550

ความตกลงไทย-กาตาร์ที่สำคัญ
ลงนามไปแล้ว 3 ฉบับ คือ ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย-กาตาร์ และความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้าและวิชาการ ไทย-กาตาร์ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการให้มีการลงนามอีกหลายฉบับ ได้แก่ บันทึกความเข้าใจระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ Qatar Chamber of Commerce and Industry บันทึกความเข้าใจว่าด้วยกาจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย-กาตาร์ ความตกลงเพื่อการยกเว้นการจัดเก็บภาษีซ้อน ไทย-กาตาร์ ความตกลงการจ้างแรงงานไทย ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ ไทย-กาตาร์

การเยือนของผู้นำระดับสูง

ฝ่ายไทย

พระราชวงศ์
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์
วันที่ 28 พฤศจิกายน - 6 ธันวาคม 2549 เสด็จเยือนกาตาร์ เพื่อทรงร่วมการแข่งขันกีฬาแบดมินตันในนามทีมชาติไทยในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 15 ณ กรุงโดฮา

รัฐบาล
ระดับรัฐมนตรี
- ปี 2527 ร้อยตรี ประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนกาตาร์ เพื่อส่งเสริมการค้าและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน
- เดือนพฤศจิกายน 2541 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนกาตาร์อย่างเป็นทางการ
- วันที่ –7-9 กรกฎาคม 2544 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เยือนกาตาร์อย่างเป็นทางการ (สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)
- วันที่ 13-16 มิถุนายน 2548 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุม South Summit ครั้งที่ 2 ณ กรุงโดฮา
- วันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญเจ้าผู้ครองรัฐฯ เสด็จฯ เยือนไทยในวโรกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
- วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2546 และวันที่ 8-12 กันยายน 2546 นายกร ทัพพะรังสี รองนายกรัฐมนตรี เยือนกาตาร์อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 25-27 เมษายน 2547 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รองนายกรัฐมนตรี เยือนกาตาร์ เพื่อส่งเสริมโครงการอาหารฮาลาลของไทย
- วันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2549 สวนิต คงสิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม Sixth International Conference on New or Restored Democracies (ICNRD–6) ณ กรุงโดฮา
- วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2550 ดร. ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำคณะบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม เยือนกาตาร์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน
- วันที่ 2-3 มีนาคม 2552 นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนกาตาร์ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีกระทรวงการค้ากาตาร์ และหารือกับนักธุรกิจกาตาร์
- วันที่ 3-5 พฤษภาคม 2552 นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางไปร่วมประชุม Doha Forum on Democracy, Development and Free Trade ครั้งที่ 9
- วันที่ 24 พฤษภาคม 2552 นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเยือนกาตาร์ ภายหลังการประชุม GASTECH 2009 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อหารือกับผู้บริหาร Qatar Gas และเยี่ยมชม Qatar LNG Plants 1-2
- วันที่ 4-5 กรกฎาคม 2552 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนกาตาร์อย่างเป็นทางการ โดยได้เข้าเฝ้าเจ้าผู้ครองรับกาตาร์ และหารือข้อราชการกับรัฐมนตรีแห่งรัฐด้านกิจการต่างประเทศ


ฝ่ายกาตาร์

พระราชวงศ์
H.H. Sheikh Hamad Bin Khalifa Al-Thani เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์
- วันที่ 12-15 เมษายน 2542 เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระอาคันตุกะของรัฐบาลและได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2542
- วันที่ 12-13 มิถุนายน 2549 เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์พร้อมพระชายา เสด็จฯ ร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

H.E. Sheikh Joann Bin Hamad Al-Thani พระโอรสของเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์
วันที่ –4-6 พฤศจิกายน 2549 ในฐานะ Ambassador for the 15th Asian Games Torch Relay เสด็จเยือนประเทศไทยเพื่อทรงนำคบเพลิงเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 15 มายังประเทศไทย

รัฐบาล
ระดับรัฐมนตรี
- วันที่ 18-19 มิถุนายน 2545 Sheikh Hamad Bin Faisal Al-Thani รัฐมนตรีเศรษฐกิจและการค้ากาตาร์ เข้าร่วมประชุม Asia Cooperation Dialogue ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
- วันที่ 20-22 กรกฎาคม 2546 Sheikh Hamad Bin Faisal Al-Thani รัฐมนตรีเศรษฐกิจและการค้ากาตาร์ เข้าร่วมประชุม Asia Cooperation Dialogue ที่จังหวัดเชียงใหม่
- วันที่ 26-30 มกราคม 2550 H.E. Mr. Faisal Bin Abdulla Al-Mahmoud รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนสมบัติและกิจการศาสนากาตาร์ เยือนไทยเพื่อร่วมพิธีเปิดอาคารเรียนวิทยาลัยอิสลามยะลา จังหวัดปัตตานี


ผู้แทนทางการทูต

ฝ่ายไทย

Royal Thai Embassy
Villa No. 162
Al Muntazah Street
Al Hilal Area
P.O. Box 22474
Doha
Tel. (974) 455-0715, 455-0716
Fax. (974) 455-0835
E-mail : [email protected]

ฝ่ายกาตาร์

The Embassy of the State of Qatar
14th Floor, Capital Tower
All Seasons Place
87/1 Wireless Road Lumpini,
Pathumwan, Bangkok 10330
Tel: 0-2660-1111
Fax: 0-2660-1122
E-mail: [email protected]
Website: http://www.qatarembassy.or.th/


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

895 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

43767 คน

325129 คน

3289012 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official