สาธารณรัฐกานา
Republic of Ghana
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา
ทิศเหนือมีพรมแดนติดกับสาธารณรัฐบูร์กินาฟาโซ
ทิศใต้ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกบริเวณอ่าวกินี มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 539 กิโลเมตร
ทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐโตโก และทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐโกตดิวัวร์
พื้นที่ 238,540 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าประเทศไทยประมาณครึ่งหนึ่ง)
เมืองหลวง กรุงอักกรา (Accra)
จำนวนประชากร 23.5 ล้านคน (2550)
เมืองสำคัญอื่น ๆ Kumasi Tamale Tema และ Sekondi – Takoradi
ภูมิอากาศ บริเวณชายฝั่งอากาศร้อนชื้น โดยอากาศจะร้อนตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 24 – 32 องศาเซลเซียส ฤดูฝนอุณหภูมิประมาณ 21 – 27 องศาเซลเซียส ในเขตภาคเหนือ อากาศจะ ค่อนข้างเย็นและความชื้นต่ำกว่าทางภาคใต้ ปริมาณฝนตกเฉลี่ย 2,000 มิลลิเมตรต่อปี
ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ
ศาสนา คริสต์ 68.8% อิสลาม 15.9% ความเชื่อดั้งเดิม 8.5% อื่นๆ 0.7%
ไม่นับถือศาสนาใดๆ 6.1%
วันชาติ วันที่ 6 มีนาคม (ซึ่งเป็นวันที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อปี 2500)
ระบบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือ รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐที่ 4 ซึ่งได้รับการลงประชามติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2535 ได้กำหนดให้ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง และอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี แต่จำกัดไม่เกิน 2 สมัย
ประธานาธิบดี Mr. John Evans Atta Mills (เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2552)
รัฐมนตรีต่างประเทศ Mr. Alhaji Muhammad Mumuni
การเมืองการปกครอง

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ดินแดนกานาถูกครอบครองโดยชนเผ่าและแคว้นนักรบต่าง ๆ โดยเฉพาะอาณาจักร Ashanti ซึ่งมั่งคั่งขึ้นมาจากการค้าทาส ในปี 2417 สหราชอาณาจักรได้เข้ารุกรานอาณาจักร Ashanti และประกาศให้พื้นที่ Gold Coast เป็นอาณานิคม จนกระทั่งปี 2444 จึงสามารถยึดพื้นที่ได้ทั้งหมดทำให้กานาตกเป็นรัฐในอารักขา (protectorate) ของอังกฤษ
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พรรค Convention People’s Party (CPP) ของนาย Kwame Nkrumah ได้รับเสียงข้างมากในการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2493 อันนำไปสู่การได้รับ
เอกราชของกานาในวันที่ 6 มีนาคม 2500 นับเป็นประเทศแรกในแอฟริกาใต้ซาฮารา (Sub-Saharan Africa) ที่ได้รับเอกราช โดยยังคงเป็นดินแดนในภาวะทรัสตีของสหประชาชาติ จนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2503 กานาได้ประกาศเป็นสาธารณรัฐภายใต้เครือจักรภพอังกฤษ โดยนาย Kwame Nkrumah ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรก และได้วางรากฐานการปกครองของกานาในแบบสังคมนิยม
ต่อมาในปี 2509 คณะนายทหารได้ทำการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของนาย Nkrumah และก่อตั้ง National Liberation Council ขึ้นเพื่อปกครองประเทศ โดยมีการคืนอำนาจให้แก่รัฐบาลพลเรือนผลัดเปลี่ยนการคุมอำนาจระหว่างกลุ่มต่างๆ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ รัฐประหารครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2524 โดยเรืออากาศเอก Jerry Rawlings เป็นผู้นำการรัฐประหาร จากนั้นได้มีการจัดตั้งองค์กรบริหารประเทศ คือ Provisional National Defence Council (PNDC) ขึ้น พร้อมกับยุบสภา ระงับการใช้รัฐธรรมนูญ และห้ามจัดตั้งพรรคการเมือง
ในเดือนมีนาคม 2535 เรืออากาศเอก Rawlings ได้ประกาศถ่ายโอนอำนาจให้เป็นประชาธิปไตย และมีการลงประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แห่งสาธารณรัฐที่ 4 ในวันที่ 28 เมษายน 2535 ซึ่งถือเป็นการจัดตั้งระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารตามรูปแบบการปกครองของสหรัฐอเมริกา มีรัฐสภาที่มาจากหลายพรรค และระบบตุลาการที่เป็นอิสระ ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2535 เรืออากาศเอก Rawlings ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกครั้งในปี 2539
อย่างไรก็ตาม ต่อมาในการเลือกตั้งประธานาธาธิบดีในวันที่ 7 และ 28 ธันวาคม 2543 นาย John Atta Mills จากพรรค National Democratic Congress (NDC) อดีตรองประธานาธิบดีผู้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนาย Jerry Rawlings แพ้การเลือกตั้งให้กับนาย John Agyekum Kufuor พรรค National Patriotic Party (NPP) ถือเป็นการยุติอำนาจทางการเมืองของนาย Jerry Rawlings ที่อยู่ในตำแหน่งประมุขของรัฐมาเป็นเวลากว่า 19 ปี
นาย John Agyekum Kufuor ได้เข้าสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของกานาในวันที่ 7 มกราคม 2544 และได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อเป็นสมัยที่สองในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 6 ธันวาคม 2547 และหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2551

นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน
1. การเมืองการปกครอง
สาธารณรัฐกานาเพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำประเทศไปเมื่อเดือนมกราคม 2552 ที่ผ่านมา หลังจากที่นาย John Atta Mills จากพรรค National Democratic Congress (NDC) ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี นับเป็นการทวงอำนาจคืนของพรรค NDC ที่ในอดีตเคยเป็นพรรคผู้จัดตั้งรัฐบาลมาโดยตลอด ก่อนที่จะแพ้การเลือกตั้งต่อพรรค New Patriotic Party (NPP) ตั้งแต่ปี 2544
สถาบันทางการเมือง ประกอบด้วย 1) ฝ่ายบริหาร กานามีรัฐบาลกลางทำหน้าที่หลักในการบริหารประเทศ โดยกระจายอำนาจบางส่วนให้รัฐบาลท้องถิ่นในรูปแบบ Unitary Republic
ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี (จำกัดไม่เกิน 2 สมัย) และมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา 2) ฝ่ายนิติบัญญัติ มีรัฐสภาระบบสภาเดียว (unicameral) ประกอบด้วยสมาชิก 230 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไป ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี 3) ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
นาย John Atta Mills ประธานาธิบดีคนปัจจุบันเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีระหว่างปี 2540-2543 ในสมัยของประธานาธิบดี Jerry Rawlings หลังจากนั้นได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี 2 ครั้ง ในปี 2543 และ 2547 ก่อนที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2551
ปัจจุบัน พรรค NDC ภายใต้การนำของประธานาธิบดี John Atta Mills มีผู้แทนอยู่ 115 ที่นั่งจากทั้งหมด 230 ที่นั่งในสภา จึงเป็นที่คาดการณ์กันว่าพรรครัฐบาลจะดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มฐานคะแนนเสียงให้กับพรรค ควบคู่ไปกับการสร้างเสถียรภาพและแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศที่เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลก

2. เศรษฐกิจและสังคม
กานาเป็นประเทศแรกใน Sub-Sahara ของแอฟริกาที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ โดยได้รับเอกราชในปี 2500 เป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก มีประชากรประมาณ 23 ล้านคน เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะ ทองคำ บอกไซด์ แมงกานีส ป่าไม้ เพชร และโกโก้ กานาเป็นผู้ผลิตทองและโก้โก้รายใหญ่ของโลกและเป็นรายได้หลักของประเทศ กานามีท่าเรือที่สำคัญ คือ ท่าเรือ Tema และ ท่าเรือ Takoradi ซึ่งเป็นประตูการค้าสู่ตลาดแอฟริกาตะวันตก
กานามีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และมีรายได้ประชาชาติต่อหัวเป็นสองเท่าของประเทศอื่น ๆ ในแอฟริกาตะวันตก อย่างไรก็ตาม กานายังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางด้านการเงินและวิชาการจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยนับตั้งแต่ปี 2526 เศรษฐกิจของกานาได้รับความช่วยเหลือจากการสนับสนุนของ IMF และ World Bank โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความไม่สมดุลของเศรษฐกิจมหภาค และดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างของเศรษฐกิจในกานา รัฐบาลได้นำเอานโยบายต่างๆ มาใช้ อาทิ นโยบายการเงินและงบประมาณ อัตราการแลกเปลี่ยนที่เป็นไปตามกลไกตลาด การยกเลิกการถือหุ้นของรัฐบาลในธนาคาร และการปลดหนี้จากบัญชีกลางของรัฐบาล
ในช่วงระหว่างปี 2538 - 2540 กานาประสบความสำเร็จในโครงการปรับโครงสร้าง 3 ปี โดยความร่วมมือของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยความตกลงหลังสุดที่กานาได้ทำกับ IMF ในปี 2546 คือ การลดความยากจนและการเจริญเติบโตด้านสาธารณูปโภค (a poverty reduction and growth facility-PRGF) ซึ่งจากการประเมินผลของ IMF พบว่า ภาระหนี้สินต่ำลง ภาวะเงินเฟ้อลดลง และเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความตกลง PRGF สิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2550 และรัฐบาลกานามิได้ดำเนินการต่อเนื่องจากไม่พอใจกับข้อบังคับของ PRGF
ที่เน้นเรื่องการยืมเงินเชิงพาณิชย์
นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันยังคงเน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยมุ่งแก้ปัญหาเงินเฟ้อและขาดดุลงบประมาณ โดยในปี 2551 กานาประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณ คิดเป็นร้อยละ 11.5 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั้งนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีกานาได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจ (Economic advisory Council) ขึ้นเพื่อให้คำปรึกษาในด้านนโยบายเตรียมการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ทั้งยังได้มีการประชุมหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศอีกด้วย
ด้านการเกษตร ภาคการเกษตรเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจกานา แรงงานร้อยละ 50 อยู่ในภาคเกษตรและคิดเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณร้อยละ 35 สินค้าส่งออกที่สำคัญของกานา ได้แก่ โกโก้ ไม้ อาหารทะเล สับปะรด อย่างไรก็ตาม กานาต้องประสบปัญหาด้านต่างๆ ในภาคการเกษตร อาทิ ราคาในตลาดโลกที่ปั่นป่วน โรคพืช ทั้งนี้ รัฐบาลพยายามที่จะขยายเศรษฐกิจในภาคเกษตรกรรมและได้ตั้งเป้าไว้ที่ผลิตภัณฑ์อื่น เช่น การแปรรูปมันสำปะหลังในประเทศให้เป็นแป้งมันสำปะหลัง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การขึ้นค่าแรงในภาครัฐและพันธะกรณีในเรื่องกองกำลังรักษาสันติภาพในภูมิภาค ก็ทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรเงินในเรื่องการขาดดุลจากอัตราเงินเฟ้อ มีการลดค่าเงินและความไม่พอใจของประชาชนต่อมาตรการประหยัดของรัฐบาล
ด้านธุรกิจ ธุรกิจภาคการบริการเป็นอีกสาขาที่กำลังเติบโต ในปี 2547 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจากภาคบริการคิดเป็นร้อยละ 40 นอกจากนี้ กานายังมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ทองคำ (แหล่งทองคำอยู่ที่เมือง Ashanti และทางภาคตะวันตกของกานา) เพชร บอกไซต์ และแร่แมงกานีส ในส่วนของการทำเหมืองแร่ทองคำนั้นจึงเป็นอีกส่วนที่สำคัญของการทำรายได้เข้าประเทศ โดยคิดเป็นร้อยละ 5-6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และในปี 2548 กานาส่งออกทองคำและโกโก้คิดเป็นร้อยละ 66 ของการส่งออก ทั้งนี้ ราคาของสินค้าทั้งสองขึ้นอยู่กับการผันผวนของราคาในตลาดโลก
ด้านการศึกษา ตั้งแต่ช่วงปี 2513 กานาเป็นหนึ่งในประเทศแถบแอฟริกาที่มีการพัฒนาด้านการศึกษา โดยรัฐบาลได้ปรับปรุงองค์กรและให้การสนับสนุนด้านการเงินเพื่อการพัฒนาระบบการศึกษา จากการสำรวจของธนาคารโลก อัตราผู้ไม่รู้หนังสือในกานาลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 2528 ผู้ไม่รู้หนังสือ คิดเป็นเพศชาย ร้อยละ 36 เพศหญิงร้อยละ 58 เหลือร้อยละ 18 และร้อยละ 34 ตามลำดับ ในปี 2545

3. นโยบายต่างประเทศ
กานาเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและเป็นประเทศหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก และยังคงบทบาทที่โดดเด่นในความร่วมมือพหุภาคี ผ่านการเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ เครือจักรภพอังกฤษ กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non – Aligned Movement – NAM) สหภาพแอฟริกา (African Union – AU)คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแอฟริกา (Economic Commission for Africa – ECA) ประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West Africa States – ECOWAS) และ African States associated with the EC (Lome Convention)
กานาเป็นหนึ่งในประเทศผู้ริเริ่มก่อตั้งกลุ่มประเทศหุ้นส่วนใหม่เพื่อการพัฒนาแอฟริกาหรือ NEPAD (New Partnership for Africa’s Development) และเคยเป็นประธานของกลุ่ม ECOWAS ระหว่างปี 2537-3539 กานายังมีส่วนร่วมกับ ECOWAS Monitoring Group ในการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลายครั้ง อาทิ โกตดิวัวร์ เซียร์ราลีโอน และไลบีเรีย นอกจากนี้ กานาเคยเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มาแล้ว 3 ครั้ง ในวาระปี 2505-2506 / 2529-2530 / 2549-2550 ทั้งยังเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสุดยอดผู้นำ AU ครั้งที่ 9 เมื่อเดือนมิถุนายน 2550 และการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 12 ณ กรุงอักกรา ระหว่างวันที่ 20-25 เมษายน 2551
ในระดับความสัมพันธ์รูปแบบทวิภาคีนั้น กานามีความสัมพันธ์ที่ดีกับต่างประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคแอฟริกา โดยเฉพาะประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญและประเทศผู้ให้ ในช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างกานากับจีนดีเป็นพิเศษเนื่องจากจีนได้ให้ทุนโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน

เศรษฐกิจการค้า

ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 10.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 245.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 456 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 3,724 ดอลลาร์สหรัฐ)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.0 (ไทย ร้อยละ 4.9)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 10.7 (ไทย ร้อยละ 2.3)
อัตราการว่างงาน ร้อยละ 11 (ไทย ร้อยละ 1.4)
เงินทุนสำรอง 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 106.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
อุตสาหกรรมที่สำคัญ การทำเหมือง การทำไม้ อุตสาหกรรมเบา การหลอมอลูมินั่ม การแปรรูปอาหาร
ดุลการค้ากับไทย ปี 2551 ไทยและกานามีมูลค่าการค้า 256.14ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 231.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 24.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้า 207.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกที่สำคัญของกานา ทองคำ โกโก้ ไม้ซุง ทูน่า บอกไซต์ อลูมินั่ม แร่แมงกานีส เพชร พืชเรือนกระจก
สินค้านำเข้าที่สำคัญของกานา เครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรม ปิโตรเลียม อาหาร
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ กานาส่งออกไป เนเธอร์แลนด์ 11% สหราชอาณาจักร 9% ฝรั่งเศส 6.2% สหรัฐอเมริกา 5.9% เยอรมัน 4.6% เบลเยี่ยม 4.4%
กานานำเข้าจาก ไนจีเรีย 15.1% จีน 14.9% สหราชอาณาจักร 5.2% สหรัฐอเมริกา 5.1%
หน่วยเงินตรา Ghana Cedi (GHC) โดย 1 GHC เท่ากับ 100 Pesewas (P)
อัตราแลกเปลี่ยน 1.46 GHC ประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1 บาท ประมาณ 0.042 GHC (มิถุนายน 2552)
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐกานา

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
ไทยและกานาสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกันเมื่อปี 2528 ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความราบรื่น ไทยเคยมอบหมายให้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ มีเขตอาณาดูแลกานา ต่อมาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้มีการปรับเปลี่ยนเขตอาณา โดยให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา มีเขตอาณาดูแลกานา ปัจจุบัน นายวิทยา พูลสุวรรณ ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา ทั้งยังได้เปิดสำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในต่างประเทศ ณ กรุงอักกรา ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยมีภารกิจดูแลการขยายตลาดส่งออกของไทย โดยเฉพาะตลาดข้าวในประเทศแอฟริกาแถบตะวันตก
รัฐบาลกานากำหนดให้สถานเอกอัครราชทูตกานาประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ มีเขตอาณาดูแลประเทศไทย โดยปัจจุบันมีนาย Akua Sekyiwa Ahenkora ดำรงตำแหน่งอุปทูตประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้งให้นางสิชา สิงห์สมบุญ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำประเทศไทย
1.2 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
กานาได้ติดต่อค้าขายกับไทยตั้งแต่ปี 2515 โดยในระยะแรกไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2535-2543 ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าติดต่อกันเรื่อยมา เนื่องจาก ไทยนำเข้าเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำจากกานาเป็นจำนวนมาก แต่ต่อมา ภายหลังปี 2543 ไทยกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับกานามาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากไทยส่งออกข้าวไปกานาเป็นจำนวนมาก (กานาเป็นประเทศคู่ค้าข้าวอันดับ 6 ของไทยในทวีปแอฟริกา) และมีการนำเข้าเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำจากกานาน้อยลง
ปริมาณการค้าระหว่างไทยกับกานาเติบโตขึ้นเป็นลำดับ โดยไทยยังอยู่ในฐานะได้เปรียบดุลการค้า ในปี 2551 การค้าระหว่างไทย-กานา มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 256.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกเป็นมูลค่า 231.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าเป็นมูลค่า 24.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ดุลการค้า 207.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กานาสนใจที่จะเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและขยายความร่วมมือกับไทยในด้านการเกษตรและการประมง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 รอง นรม สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เยือนกานาอย่างเป็นทางการ และได้พบหารือกับ รอง ปธน กานา และ รมว กต กานา และมีการลงนามในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม และพิธีสารว่าด้วยการจัดตั้ง JC ไทย-กานา โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม JC ครั้งที่ 1 ในโอกาสแรก นอกจากนี้ รอง ปธน กานาเคยเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2549 และนางอรนุช โอสถานนท์ รมช พณ ได้เยือนกานาและเซเนกัลเพื่อสำรวจตลาดข้าวไทย ระหว่างวันที่ 21-28 มีนาคม 2550 นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่ 10-14 ธันวาคม 2550 นาย Akwasi Osei-Adjei รมว กต กานาและคณะ ได้เดินทางมาศึกษาดูงานการจัดประชุม UNCTAD ในไทยเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 12 ที่กานา ระหว่างวันที่ 20-25 เมษายน 2551
1.3 ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม
กานาเป็นประเทศที่ไทยกำหนดให้อยู่ในโครงการความช่วยเหลือของไทย (Thai Aid Programme) ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือในรูปทุนการศึกษา/ฝึกอบรมและดูงานในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ไทยมีความชำนาญและเป็นที่ต้องการของประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ สาขาการเกษตร สาธารณสุข และการศึกษา ในปี 2550 สำนักความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) มีนโยบายให้ทุนอบรมกับกานาเป็นจำนวน 4 ทุน ได้แก่ 1.Integrated Watershed Management 2.Prevention, Resuscitation and Rehabilitation in Traumatic injury; A Nursing Perspective 3.Sufficiency Economy 4.Grassroots Economic Development with One Tambon One Product (OTOP)
นอกจากนี้ ไทยและกานายังมีความตกลงที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาหลายฉบับ ได้แก่ 1) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ วิชาการ และวัฒนธรรม 2) ความตกลงด้านการค้า และ 3) ความตกลงด้านวัฒนธรรม

2.ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ วิชาการ และวัฒนธรรม และพิธีสารว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไทย-กานา (ลงนามเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2549)

3.การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย
- วันที่ 4-5 กรกฎาคม 2549 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) เยือนกานาอย่างเป็นทางการ และได้เข้าพบหารือกับรองประธานาธิบดี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกานา
- วันที่ 20-24 เมษายน 2551 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเยือนสาธารณรัฐกานาอย่างเป็นทางการ และทรงเสด็จฯ เข้าร่วมเป็นองค์ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Harnessing Knowledge and Technology for Development” ในวันที่ 24 เมย 2551 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของนายศุภชัย พาณิชย์ภักดิ์ เลขาธิการ UNCTAD
- วันที่ 20-25 เมษายน 2551 นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ในขณะนั้น) นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development – UNCTAD) ครั้งที่ 12 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงอักกรา สาธารณรัฐกานา

ฝ่ายกานา
- วันที่ 28 สิงหาคม - 3 กันยายน 2549 นาย Alhaji Aliu MAHAMA รองประธานาธิบดี เยือนไทยในฐานะแขกของรัฐบาล ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำระดับสูง และได้เข้าพบหารือกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ ดร.สุรเกียรติ์
เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
- วันที่ 10-14 ธันวาคม 2550 นาย Akwasi Osei-Adjei รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะผู้แทนกานา เดินทางเยือนไทยในฐานะแขกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อศึกษาดูงานเตรียมการจัดประชุม UNCTAD ครั้งที่ 12 และได้เข้าพบหารือกับ ดร. มนัสพาสน์ ชูโต ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

861 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

43733 คน

325095 คน

3288978 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official