สาธารณรัฐซิมบับเว
Republic of Zimbabwe
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ มีอาณาเขต
ทิศเหนือติดกับแซมเบีย
ทิศตะวันออกติดกับโมซัมบิก
ทิศตะวันตกติดกับบอตสวานา
ทิศใต้ติดกับแอฟริกาใต้
พื้นที่ 390,580 ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง กรุงฮาราเร (Victoria)
ภูมิอากาศ พื้นที่สูงในแถบตะวันออกและทุ่งหญ้าสูงทางตอนใต้จะมีฝนตกมากและอากาศเย็นกว่าพื้นที่ต่ำ อุณหภูมิอยู่ระหว่าง12-13 องศาเซลเซียสในฤดูฝน และ24 องศาเซสเซียสในฤดูร้อน สำหรับพื้นที่ต่ำโดยปกติอุณหภูมิจะสูงขึ้นอีกประมาณ 6 องศาเซสเซียส อุณหภูมิในฤดูร้อนแถบหุบเขาแซมเบซิ และลิมโปโป อยู่ที่ 32-38 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน ลดลงจากตะวันออกไปยังตะวันตก ภูเขาแถบตะวันออกได้รับปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 เซนติเมตรในแต่ละปี ในขณะที่กรุงฮาราเร ได้รับปริมาณน้ำฝน 81 เซนติเมตร และ บูลาวาโย ได้รับปริมาณน้ำฝน 61 เซนติเมตร ภาคใต้และภาคใต้ฝั่งตะวันตกได้รับปริมาณน้ำฝนเพียงเล็กน้อย ฤดูร้อนที่มีฝนจะเริ่มจากปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคม ระหว่างช่วงอากาศที่เปลี่ยนแปลงจะมีฝนตกและอุณหภูมิลดลง ฤดูหนาวและแห้งแล้ง เริ่มจากกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงกลางเดือนสิงหาคม
จำนวนประชากร 13.3 ล้านคน (2550)
ศาสนา Syncretic (ผสมผสานระหว่างศาสนาคริสต์และความเชื่อดั้งเดิม) 50% คริสต์ 25% ความเชื่อดั้งเดิม 24% อิสลามและอื่นๆ 1%
ภาษา ภาษาอังกฤษศาสนา ลัทธิผสม (ระหว่างศาสนาคริสต์และความเชื่อดั้งเดิม) 50% ศาสนาคริสต์ 25% ความเชื่อดั้งเดิม 24% ศาสนาอิสลามและอื่น ๆ 1%
ระบบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีพรรคการเมืองหลายพรรค ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี
ประธานาธิบดี นาย Robert Gabriel Mugabe (ขึ้นดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2530 ก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523 - 2530)
นายกรัฐมนตรี นาย Morgan Tsvangirai
รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Simbarashe S. MumBengegwi
การเมืองการปกครอง
1. ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
บริเวณประเทศซิมบับเวในปัจจุบัน ในอดีตคือดินแดน Southern Rhodesia ซึ่งถูกเจ้าอาณานิคม (อังกฤษ) รวมเข้ากับ Northern Rhodesia (ปัจจุบันคือแซมเบีย) และ Nyasaland (ปัจจุบันคือมาลาวี) และก่อตั้งขึ้นเป็นสหพันธรัฐแอฟริกากลาง (The Central African Federation) ในปี 2496 (1953) โดยสหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้มีกรุง Salisbury (ปัจจุบันคือกรุงHarare) เป็นเมืองหลวง ภายหลังจากการได้รับเอกราชของมาลาวีและแซมเบีย สหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้ ก็ล่มสลาย ดินแดน Southern Rhodesia จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Rhodesia โดยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลผิวขาวของนาย Ian Smith ซึ่งได้ประกาศแถลงการณ์อิสรภาพฝ่ายเดียว (Unilateral Declaration of Independence - UDI) ในปี 2508 (1965) โดยมีจุดยืนคือ การประกาศเอกราชจากอังกฤษ
คนผิวดำในซิมบับเว ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มีกระบวนการต่อต้านการปกครองของคนผิวขาวในรูปแบบของกองกำลังทหาร คือ สหภาพชาวแอฟริกันแห่งชาติซิมบับเว (The Zimbabwe African National Union - ZANU) ซึ่งนำโดยนาย Robert Mugabe กลุ่ม ZANU นับเป็นศูนย์รวมการต่อสู้ทางการเมืองของชาวผิวดำในซิมบับเว และใช้การเคลื่อนไหวต่อต้านการปกครองของอังกฤษด้วยขบวนการแบบกองโจร ในปี 2522 (1979) รัฐบาลอังกฤษได้จัดประชุมหลายฝ่ายในกรุงลอนดอน ผลการประชุมนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2523 (1980) ซึ่งกลุ่ม ZANU (เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ZANU-PF - Zimbabwe African National Union-Patriotic Front) ภายใต้การนำของ Robert Mugabe ที่ได้รับชัยชนะและเข้าครองอำนาจการบริหารประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2523 (1980)
หลังจากซิมบับเวได้รับเอกราชจากอังกฤษตั้งแต่ปี 2523 (1980) นาย Robert Mugabe ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523-2530 และนาย Mugabe ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ตั้งแต่ปี 2530
ภายใต้การปกครองของ Mugabe นั้น ซิมบับเวประสบปัญหาภายในอย่างรุนแรงทั้งด้านเศรษฐกิจการเมืองและสังคม อันมีสาเหตุหลักมาจากนโยบายปฏิรูปที่ดินของรัฐบาล Mugabe ซึ่งยึดที่ดินทำกินคืนมาจากคนผิวขาว (ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 ของที่ดินทั้งประเทศ) เพื่อมาจัดสรรให้คนผิวดำที่ไร้ที่ทำกิน การปฏิบัติของนโยบายนี้ นำไปสู่การบุกรุกที่ดินดดยการใช้ความรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 คน และเกษตรกรผิวขาวกว่า 100 ครอบครัวต้องอพยพออกจากที่ดิน (ตัวเลขทางการ) นโยบายปฏิรูปที่ดินนี้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรงและกว้างขวาง ได้แก่ ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างคนผิวดำและคนขาว การอพยพละทิ้งถิ่นทำกินของชาวซิมบับเว การลดลงอย่างรวดเร็วของผลิตผลทางการเกษตร การล่มสลายของ agriculture-based economy ภาวะเงินเฟ้อ และการขาดแคลนอาหาร
ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ประเทศตะวันตก นำโดยสหรัฐฯและสหภาพยุโรป ได้ดำเนินมาตรการ Smart/Targeted Sanctions เพื่อต่อต้านและกดดันรัฐบาล Mugabe ประกอบด้วย การเพิกถอนสมาชิกภาพของซิมบับเวในเครือจักรภพชั่วคราวโดยไม่มีกำหนด การห้ามการเดินทางเข้าประเทศและการอายัดทรัพย์สินที่มีอยู่ในประเทศตะวันตกของ Mugabe พรรคพวกและเครือญาติ อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่าการกดดันของประเทศตะวันตกไม่อาจทำให้วิกฤตการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในซิมบับเวบรรเทาลงได้ ซิมบับเวได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศเครือจักรภพในเดือนธันวาคม 2546 และฝ่ายรัฐบาลซิมบับเวได้ใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายและจับกุมผู้นำฝ่ายต่อต้านและนักเคลื่อนไหวกว่า 40 คน ในเดือน มีนาคม 2550 (2007)

2. สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน
ซิมบับเวจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปของสถาบันการเมืองหลักของประเทศ ได้แก่ ประธานาธิบดี สมาชิกรัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาท้องถิ่น เมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ. 2551 ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ปรากฏว่า ประธานาธิบดี Robert Mugabe ผู้นำพรรค ZANU-PF (Zimbabwe African National Union-Patriotic Front) ได้คะแนนเสียงร้อยละ 43.2 และนาย Morgan Tsvangirai ผู้นำพรรค MDC (Movement for Democratic Change) ได้คะแนนเสียงร้อยละ 47.9 ซึ่งถือว่าไม่มีผู้ใดได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง จึงต้องมีการเลือกตั้งรอบที่ 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551
ในช่วง 3 เดือนระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบที่ 1 และ 2 นั้น ได้มีการใช้กำลังโดยฝ่ายรัฐบาลของ ประธานาธิบดี Mugabe (State-Sponsored Violence) ข่มขู่ประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายค้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเขตชนบท มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้กว่า 60 คน และผู้สูญหายกว่า 30,000 คน
นาย Tsvangirai ผู้นำฝ่ายค้านแถลงถอนตัวจากการเลือกตั้งรอบที่ 2 เพื่อประท้วงการใช้ความรุนแรงข่มขู่ผู้สนับสนุนฝ่ายค้านของระบอบ Mugabe โดยฝ่ายค้านยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 85 คน และผู้สูญหายมากกว่า 200,000 คน ผลการเลือกตั้งรอบที่ 2 ปรากฏว่าประธานาธิบดี Mugabe ที่ลงแข่งขันเพียงผู้เดียวได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ด้วยคะแนนร้อยละ 85.5 โดยมีประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 42.4 ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนผู้ที่เลือก ปธน Mugabe เมื่อเดือนมีนาคม และได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งแล้วเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2551 ท่ามกลางความคลางแคลงใจของชาวซิมบับเวและนานาชาติ
หลังจากการเลือกตั้ง นาย Tsvangirai ได้เดินทางออกนอกซิมบับเวไปอาศัยอยู่ใน
ประเทศบอตสวานา ในระหว่างนั้น ได้มีความพยายามในการคลี่คลายปัญหาในซิมบับเวโดยนานาชาติและประเทศแอฟริกันอื่นๆ ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี โดยประเทศที่ต่อต้านการครองอำนาจของ ปธน Mugabe อย่างชัดเจนและมีมาตรการคว่ำบาตรซิมบับเว ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ และกลุ่ม EU ประเทศมหาอำนาจกลุ่มเหนือ นำโดยสหรัฐฯ ได้เสนอให้ชุมชนโลก ในนามขององค์การระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหประชาชาติ สหภาพแอฟริกา และ G8 กำหนดมาตรการลงโทษระบอบ Mugabe เช่น คว่ำบาตรการค้าอาวุธและการเดินทางของเจ้าหน้าที่อาวุโสของซิมบับเว แต่ประเทศกลุ่มใต้ นำโดย รัสเซีย จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ยังลังเลต่อมาตรการคว่ำบาตร โดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการแทรกแซงกิจการภายในของซิมบับเว ในขณะที่แอฟริกาใต้มีท่าทีเป็นกลาง (ซึ่งมีนัยว่าสนับสนุน Mugabe) โดยอ้างการดำเนินนโยบายตามหลัก Quiet Diplomacy
สหภาพแอฟริกา ได้มีมติภายหลังการประชุม AU Summit ที่อิยิปต์เมื่อกลางเดือน กรกฎาคม 2551 ให้นาย Mugabe และ Tsvangirai เจรจากันเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติ (Power-Sharing/ Unity Government) ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศ SADC (Southern African Development Community) ก็กดดันให้นาย Tsvangirai เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อให้สถานการณ์สงบ
ภายหลังการเจรจากว่า 6 เดือน นาย Tsvangirai ประกาศว่าตนและพรรค MDC-T (แยกตัวออกมาจากพรรค MDC) จะเข้าร่วมกับนาย Mugabe และพรรค ZANU-PF จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยนาย Mugabe ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและประมุขของรัฐ และคุมกำลังทหาร ส่วนนาย Tsvangirai ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2552)
หลังการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ปธน Mugabe ยังคงมีอำนาจทางการเมืองในซิมบับเว นักวิเคราะห์คาดว่า ปธน จะ อยู่ในอำนาจต่อไปอีกนาน ในขะเดียวกัน นรม Tsvangirai และ พรรค MDC ก็ต้องการที่จะรักษาสภาะรัฐบาลแห่งชาตินี้ไว้ให้นานที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมที่อาจจะเกิดขึ้นอีกหากรัฐบาลแห่งชาติล้มเหลว ในปัจจุบัน หลายประเทศได้ทยอยเพิ่มเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ซิมบับเวแล้ว อย่างไรก็ตาม นานาชาติยังไม่วางใจในเสถียรภาพของรัฐบาลแห่งชาติ และประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหภาพยุโรปยังไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซิมบับเว

เศรษฐกิจการค้า
ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า (ประมาณการปี 2550)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 245.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 113 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 3,724 ดอลลาร์สหรัฐ)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ -12.6 (ไทย ร้อยละ 4.9)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 11.2 ล้าน (ไทย ร้อยละ 2.3)
อัตราการว่างงาน ร้อยละ 80 (ไทย ร้อยละ 1.4)
เงินทุนสำรอง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 106.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
อุตสาหกรรมที่สำคัญ เหมือนแร่ (ถ่านหิน ทอง ทองคำขาว ทองแดง นิกเกล ดีบุก) ดินเหนียว สินแร่ เหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์จากไม้ ปูนซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย เสื้อผ้าและรองเท้า อาหาร เครื่องดื่ม
ดุลการค้ากับไทย ปี 2551 ไทยและซิมบับเวมีมูลค่าการค้า 58.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 22.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 36.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเสียเปรียบดุลการค้า 13.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกที่สำคัญของซิมบับเว ฝ้าย ยาสูบ ทองคำ ทองคำขาว โลหะผสมของเหล็ก สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม
สินค้านำเข้าที่สำคัญของซิมบับเว เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง สินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ เคมีภัณฑ์ เชื้อเพลิง
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ(สถิติปี 2551)
ซิมบับเวส่งออกไป แอฟริกาใต้ 33.8% สาธารณรัฐคองโก 8.3% ญี่ปุ่น 8.1% บอตสวานา 7.4% เนเธอร์แลนด์ 5.2% จีน 5.5% อิตาลี 4.1% แซมเบีย 4.1%
ซิมบับเวนำเข้าจาก แอฟริกาใต้ 50.7% จีน 8.7% สหรัฐอเมริกา 4.5% บอตสวานา 4.3%
หน่วยเงินตรา ดอลลาร์ซิมบับเว (Zimbabwean dollar - ZWD) ล้มละลาย ปัจจุบันใช้ดอลล่าร์สหรัฐ

1. ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของซิมบับเว
- วิกฤตการณ์ในทุกมิติของประเทศส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมของซิมบับเวล่มสลาย
ภายใต้การปกครองของ Mugabe เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (ปัจจุบันระดับอัตราเงินเฟ้อทางการในซิมบับเวประมาณร้อยละ 11.2 ล้าน) การขาดแคลนอาหาร และวิกฤตการว่างงานอย่างรุนแรง ในปัจจุบันมีประชากรเพียงร้อยละ 20 ของประเทศเท่านั้นที่มีงานประจำ
- เมื่อปลายเดือน ธันวาคม 2551 รัฐบาลซิมบับเวยกเลิกการใช้เงินสกุล”ดอลลาร์ซิมบับเว” (ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้พิมพ์ธนบัตรมูลค่า 100 Trillion Zimbabwe Dollar ออกใช้เท่ากับว่าเงินซิมบับเวดอลลาร์แทบจะไม่มีค่ามากไปกว่ากระดาษ) และอนุญาตให้ใช้เงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะ ดอลลาร์สหรัฐฯ และแรนด์แอฟริกาใต้ในท้องตลาดได้ รวมทั้งจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจเริ่มทรงตัว ประชาชนเริ่มมีกำลังซื้อ และเริ่มมีเงินไหลเข้าสู่ระบบ
-รัฐบาล Mugabe มีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน การเลือกตั้งที่ผ่านมาของซิมบับเวถูกประณามจากชาติตะวันตกว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการแทรกแซงจากรัฐบาลและการโกงการเลือกตั้ง มีรายงานข่าวถึงการก่อความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของภาครัฐที่กระทำต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง
- ระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลาย ความยากจน และการจำกัดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ชาวซิมบับเวจำนวนกว่า 3 ล้าน 4 แสน คนได้อพยพออกนอกประเทศ โดยส่วนใหญ่อพยพอย่างผิดกฏหมายไปยังประเทศแอฟริกาใต้
- ประเทศซิมบับเวกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคอหิวาตกโรค (Cholera) อย่างต่อเนื่อง โดยเชื้ออหิวาตกโรคได้แพร่กระจายทั่วประเทศซิมบับเว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 3,700 คน และมีผู้ติดเชื้อกว่า 80,000 คน เชื้ออหิวาตกโรคได้แพร่กระจายในแหล่งน้ำธรรมชาติของภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ ที่สำคัญได้แก่แม่น้ำ Limpopo ซึ่งกั้นพรมแดนซิมบับเวและแอฟริกาใต้ ผู้ป่วยจำนวนมากเดินทางออกจากซิมบับเวเพื่อไปรักษาตัวในประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นพาหะนำโรคโดยเชื้ออหิวาตกโรคได้ลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านของซิมบับเว ได้แก่ แอฟริกาใต้ บอตสวานา โมซัมบิก และแซมเบียด้วย
- อหิวาตกโรคเป็นโรคติดต่อทางน้ำ ผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการท้องร่วงและอาเจียนอย่างรุนแรง แม้ว่าอหิวาตกโรคเป็นโรคที่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็สามารถรักษาได้ด้วยยา สาเหตุที่เกิดการแพร่ระบาดของอหิวาตกโรคในซิมบับเวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากซิมบับเวมีระบบการจัดการน้ำและสุขอนามัยสาธารณะที่ต่ำกว่ามาตรฐานเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับโครงสร้างของระบบการแพทย์ และโรงพยาบาลของซิมบับเวไม่มีประสิทธิภาพ สภาวการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและความล่มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ซิมบับเวขาดบุคลากรทางการแพทย์ ยารักษาโรค และงบประมาณที่จะจัดการกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ระบบการรักษาพยาบาลของซิมบับเวล้มเหลว โรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุด 4 แห่งของซิมบับเว ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ โรงพยาบาลหลายแห่งปิดทำการเนื่องจากแพทย์และพยาบาลประท้วงหยุดงาน ระบบการจัดการน้ำสะอาดและการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลจากร่างกายของผู้ป่วยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคสูงสุดนั้น (ธันวาคม 2551) รัฐบาลต้องหยุดจ่ายกระแสน้ำประปาในกรุงฮาราเร เนื่องจากไม่มีเงินซื้อสารเคมีสำหรับบำบัดน้ำเสีย มีการไหลนองของสิ่งปฏิกูลตามท้องถนน
- รัฐบาลซิมบับเวได้ร้องขอความช่วยเหลือจากองค์การระหว่างประเทศเช่น UN WHO UNICEF Amnesty International และ International Committee of the Red Cross สิ่งที่ซิมบับเวต้องการรับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ได้แก่ ยารักษาโรค อุปกรณ์การแพทย์ และเงินสำหรับจ่ายให้แก่แพทย์และพยาบาล
- เมื่อวันที่ 29 มกราคม 52 รัฐบาลไทย ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ซิมบับเว เป็นจำนวน15,000 ดอลลาร์
สหรัฐ ผ่านสภากาชาดไทย เพื่อประสานงานมอบให้แก่สภากาชาดสากลต่อไป โดยเบิกจ่ายจากงบความช่วยเหลือ
ให้แก่มิตรประเทศที่ประสบภัยพิบัติ ของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแสดงถึงน้ำใจของไทยตามหลักมนุษยธรรม
สากล และเพื่อตอกย้ำสถานภาพความเป็นประเทศผู้ให้ของไทย ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่าง ๆ ใน
ยามคับขัน
- ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2552 นี้ กระทรวงการต่างประเทศในนามรัฐบาลไทยจะบริจาคสิ่งของจำพวกอาหาร ยา อุปกรณ์การศึกษา การกีฬาของไทยแก่ซิมบับเว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนซิมบับเว เป็นมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่รัฐบาลซิมบับเว

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐซิมบับเว

1. ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
ไทยและซิมบับเวได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2528 โดยไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ มีเขตอาณาครอบคลุมซิมบับเว ส่วนซิมบับเวได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตซิมบับเวประจำมาเลเซียมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และแต่งตั้งนายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เป็นกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ซิมบับเวประจำประเทศไทย
ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ไทย–ซิมบับเว เป็นไปอย่างราบรื่นแต่แต่ค่อนข้างห่างเหินและไม่ค่อยมี การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกัน และนโยบายไทยต่อซิมบับเวนั้นอิงอยู่กับท่าทีและมติของสหประชาชาติ
ปัจจุบันมีคนไทยในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารและเป็นคู่สมรสกับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ซิมบับเวและชาวซิมบับเวประมาณ 8 คนโดยส่วนใหญ่มีอาชีพแม่บ้าน ค้าเครื่องประดับ และทำงานธุรกิจร้านอาหาร

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
การค้าระหว่างไทยกับซิมบับเวยังมีมูลค่าไม่มากนัก โดยในปี 2551 มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน รวมทั้งสิ้น 58.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 22.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 36.12 ล้านดอลาร์สหรัฐ (ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า 13.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด ทั้งนี้ เนื่องจากไทยนำเข้าวัตถุดิบประเภทด้ายและเส้นใยจากซิมบับเวเพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีการนำเข้าแร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ และสินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์จากซิมบับเวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ซิมบับเวนำเข้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบเพียงเล็กน้อยจากประเทศไทย เนื่องจากซิมบับเวมีตลาดนำเข้าสินค้าที่สำคัญคือ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าซิมบับเวจะประสบปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยมากนัก เห็นได้จากมูลค่าการค้ารวมตลอด 5 ปีที่ผ่านมาระหว่างสองประเทศนั้นมีความคงที่และต่อเนื่องมาโดยตลอด
ภาคธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพในซิมบับเวเมื่อสถานการณ์ในซิมบับเวสงบแล้ว ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร เหมืองแร่ธาตุ การจียระไนเพชร ร้านอาหารไทย

ความตกลงที่สำคัญกับประเทศไทย
- ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543)

การแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย
ระดับราชวงศ์
- ยังไม่เคยมีการเสด็จฯ เยือนซิมบับเว
ระดับรัฐบาล
- วันที่ 15 - 17 สิงหาคม 2537 นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนซิมบับเว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายความสัมพันธ์ด้านการเมือง และขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน รวมทั้งความช่วยเหลือทางวิชาการภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการของไทย และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนทั้งในภาครัฐและเอกชน และได้เข้าพบหารือกับนาย Simon Muzeda รองประธานาธิบดีคนที่ 1 นาย N.M. Shamuyarira รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย S.K. Moya รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ 
ฝ่ายซิมบับเว
ระดับรัฐบาล
- ประธานาธิบดี Robert Mugabe เยือนไทยในลักษณะ Working Visit วันที่ 1 - 5 ตุลาคม 2544
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของซิมบับเว เดินทางมากับคณะเยือนไทยเป็นการส่วนตัวของ ประธานาธิบดี Robert Mugabe ระหว่างวันที่ 25 มกราคม - 5
กุมภาพันธ์ 2545


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

65 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

42937 คน

324299 คน

3288182 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official