สาธารณรัฐนามิเบีย
Republic of Namibia
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนติดต่อกับแอฟริกาใต้ อังโกลา แซมเบีย บอตสวานา และมหาสมุทรแอตแลนติก
พื้นที่ 825,418 ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง กรุงวินด์ฮุก (Windhoek)
ภูมิอากาศ แห้งแล้ง และกึ่งแห้งแล้ง
จำนวนประชากร 2.1 ล้านคน (2550)
ภาษา ภาษาอังกฤษ และเยอรมันมัน
ศาสนา คริสต์ 80-90% ความเชื่อดั้งเดิม 10-20%
วันชาติ21 มีนาคม (วันที่ได้รับเอกราชจากแอฟริกาใต้ วันที่ 21 มี.ค. 2533)
ระบบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐและหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยมาจากการเลือกตั้งทั่วไป อยู่ในตำแหน่งคราวละไม่เกิน 5 ปี และจำกัดไม่เกิน 2 สมัย
ประธานาธิบดี Mr. Hifikepunye Lucas Pohamba
นายกรัฐมนตรี Mr. Nahas Gideon Angula
รัฐมนตรีต่างประเทศ Mr. Marco Mukoso Hausiku
การเมืองการปกครอง
1.ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
•นามิเบียเคยเป็นเมืองขึ้นของเยอรมนี
ชื่อประเทศนามิเบีย (Namibia) มาจากชื่อของทะเลทรายนามิบ (Namib Desert) ซึ่งมีความยาวเกือบตลอดชายฝั่งของนามิเบียและช่วยป้องกันนามิเบียตอนในจากการรุกรานของชาวยุโรปจนกระทั่งศตวรรษที่ 19 ตอนปลาย ในปี พ.ศ. 2421 (1878) เมือง Walvis Bay ซึ่งเป็นเมืองท่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดของนามิเบียถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ และต่อมาเยอรมนีเข้าปกครองนามิเบีย โดยเรียกดินแดนนามิเบียว่า แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมัน (German South West Africa) อันเป็นผลมาจากสนธิสัญญาเบอร์ลิน ในปี พ.ศ. 2428 (1885) โดยที่เมือง Walvis Bay ยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ

2. นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน
2.1 การเมืองการปกครอง
•การเมืองการปกครอง
ฝ่ายบริหาร มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี และไม่เกิน 2 สมัย
ฝ่ายนิติบัญญัติ มีระบบ 2 สภา คือ
-รัฐสภา (National Assembly) ประกอบด้วยสมาชิก 78 คน ในจำนวนนี้ สมาชิก รัฐสภา 72 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ส่วนสมาชิกรัฐสภาอีก 6 คนมาจากการแต่งตั้ง
-สภาที่ปรึกษาแห่งชาติ (National Council) ประกอบด้วยสมาชิก 26 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี มาจากการแต่งตั้ง
ฝ่ายตุลาการ มีศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุด โดยประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษา
•พรรคการเมือง SWAPO
พรรค SWAPO ได้รับการยอมรับและเป็นที่ชื่นชอบอย่างแพร่หลายของประชาชนชาวนามิเบียเนื่องจากเป็นแกนนำหลักในการเรียกร้องเอกราช อย่างไรก็ดี ฝ่ายค้านกล่าวหาว่าพรรค SWAPO มีบทบาทหลักในการสังหารและกระทำทารุณกรรมต่อชาวนามิเบียหลายพันคนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับของแอฟริกาใต้ในช่วงการต่อสู้เพื่อเอกราช
ในปี 2533 (1990) พรรค SWAPO ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของนามิเบียและหัวหน้าพรรค SWAPO คือ นาย Sam Nujoma ก็ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของนามิเบียในปีเดียวกัน และได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างต่อเนื่องในการเลือกตั้งครั้งต่อมา ในปี 2537 (1994) และ ปี 2542 (1999)
หลังจากประธานาธิบดี Nujoma ดำรงตำแหน่งครบวาระในปี 2547 พรรค SWAPO ยังคงได้รับคะแนนเสียงข้างมากในรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง โดยพรรคได้มีการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองจาก นาย Nujoma มาสู่นาย Hifikepunye Pohamba อย่างมั่นคง นาย Pohamba เป็นผู้นำคนใหม่ของพรรค SWAPO และได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2547 ในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน มี.ค. 2548 นาย Pohamba ได้เลือกบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลของนาย Nujoma หลายคนให้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ เพื่อลดความแตกแยกภายในพรรค SWAPO และได้ดำเนินนโยบายปราบปรามคอรัปชั่นอย่างเต็มที่เพื่อเรียกคะแนนนิยมให้แก่รัฐบาลของตน
ปัจจุบัน นักการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในนามิเบียทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลมีอายุเกินกว่า 60 ปีแทบทั้งสิ้น ดังนั้น จึงพอคาดการณ์ได้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ คงจะมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองแทนคนรุ่นเก่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ผ่านประสบการณ์การเรียกร้องเอกราชจากแอฟริกาใต้มาแล้วทั้งสิ้น อนึ่ง กลุ่มการเมืองต่างๆภายในพรรค SWAPO ก็มีความขัดแย้งกันเอง (มีการแยกตัวไปก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ของกลุ่มต่างๆ อยู่เสมอทุกการเลือกตั้ง) ในขณะนี้ มีบางกลุ่มต้องการให้ประธานาธิบดี Pohamba ซึ่งอายุ 70 ปีแล้ว ลงจากอำนาจ

2.2เศรษฐกิจและสังคม
ปัจจุบัน รัฐบาลนามิเบียมีนโยบายเศรษฐกิจและสังคมหลัก ดังนี้
•นโยบายการกระจายที่ดินทำกินให้แก่คนพื้นเมือง
นามิเบียเป็นประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกาที่ประสบกับปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในการถือครองที่ดิน ในช่วงการได้รับเอกราช คนขาวประมาณ 4,500 คนถือครองที่ดินมากถึงร้อยละ 37 ของที่ดินทั้งหมดของประเทศ เมื่อได้รับเอกราชแล้ว รัฐบาลนามิเบียจึงดำเนินนโยบายซื้อที่ดินจากคนขาวเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ชาวพื้นเมืองซึ่งเป็นคนผิวดำ อย่างไรก็ตาม โครงการการปฏิรูปที่ดิน (Land Reform Programme) ของนามิเบียมีความแตกต่างจากกรณีของซิมบับเวอย่างชัดเจน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ที่รัฐบาลซื้อคืนนั้นอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย และรัฐบาลยึดมั่นในหลักกฎหมายที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเห็นความสำคัญของการรักษาขีดความสามารถทางด้านปศุสัตว์ของประเทศเอาไว้อย่างต่อเนื่อง
•เงินกู้ยืมเพื่อสนับสนุนโครงการปฏิรูปที่ดิน
จากตัวเลขสถิติของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าการซื้อคืนที่ดินบนพื้นฐานของความสมัครใจของผู้ซื้อและผู้ขายนั้นเป็นอัตราการซื้อขายที่แพงและดำเนินไปด้วยความล่าช้า นอกจากนั้น ยังมีการกล่าวหาว่า รัฐบาลเลือกที่จะซื้อคืนที่ดินในเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการแสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบันที่ดินทำกินประมาณ 1 ใน 5 ของนามิเบียซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองของชาวนามิเบียพื้นเมืองผิวดำ เป็นที่ดินที่ได้จากการซื้อคืนโดยรัฐบาล ทั้งนี้ ที่ดินส่วนใหญ่ถูกซื้อคืนภายใต้โครงการเงินช่วยเหลือที่เรียกว่า Affirmative Action Loan Scheme (AALS) บริหารจัดการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรนามิเบีย อย่างไรก็ดี มีการกล่าวหาจากพรรคฝ่ายค้านว่าผู้มีอำนาจในรัฐบาลและชนชั้นนำของประเทศอาศัยข้อได้เปรียบในการเป็น “ผู้ด้อยโอกาสในอดีต” (previously disadvantaged) ในการสมัครเพื่อรับสิทธิประโยชน์และเงินกู้ยืมตามโครงการ AALS
•นโยบายการลดความยากจนและการสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ
เป้าหมายทางเศรษฐกิจของนามิเบียนับตั้งแต่ที่ได้รับเอกราชคือการขยายการจ้างงาน การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาเศรษฐกิจในภาคปฐมภูมิ (Primary sector) โดยการกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมภาคการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติของนามิเบียก่อนการส่งออก รวมถึงอุตสาหกรรมทางด้านการท่องเที่ยวและภาคการเงิน และตั้งแต่ปีที่ผ่านมารัฐบาลฯ ให้ความสำคัญกับโครงการลดความยากจนและขยายการมีส่วนร่วมทางธุรกิจให้แก่ “ผู้ด้อยโอกาส” ชาว นามิเบีย (previous disadvantaged Namibians) ที่มีจำนวนถึงร้อยละ 95
•นโยบายสนับสนุนให้คนดำมีส่วนร่วมทางธุรกิจ (Black Economic
Empowerment: BEE)
โดยทั่วไปรัฐบาลมิได้เข้ามาแทรกแซงทางเศรษฐกิจและมิได้มีการกำหนดขอบเขตขั้นต่ำในการมีส่วนร่วมของคนผิวดำและการเป็นเจ้าของในธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี ในภาคการประมงได้มีการกำหนดสัดส่วนการมีส่วนร่วมของชาวพื้นเมืองเพื่อเป็นเงื่อนไขไปสู่การได้รับใบอนุญาตทำการประมงในนามิเบียแล้ว และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของชาวพื้นเมืองมากยิ่งขึ้น รัฐบาลมองว่า BEE มิได้เป็นเพียงแค่กลไกในการปรับโครงสร้างความไม่เท่าเทียมในการเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนแปลงสังคมนามิเบียโดยการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่คนพื้นเมืองด้วย อย่างไรก็ดี อาจเป็นเพราะความผิดพลาดในการบริหารหรือการฉ้อโกงทำให้โครงการนี้ประสบความล้มเหลว รัฐบาลนามิเบียถูกวิจารณ์ว่า โครงการนี้ในที่สุดแล้วคนผิวดำที่เป็นชนชั้นนำหรือมีความรู้จักคุ้นเคยกับรัฐบาลนามิเบียเท่านั้นจะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่
•นโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของนามิเบีย
ตั้งแต่หลังได้รับเอกราช นามิเบียพยายามใช้นโยบายด้านภาษีและสิ่งจูงใจทางการเงินเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการส่งออกและการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติ หน่วยงานส่งเสริมการลงทุน “Investment Centre” ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนต่างชาติที่จะเข้าไปลงทุน อย่างไรก็ดี สิ่งจูงใจจากรัฐบาลออกมาในลักษณะทีละเล็กละน้อยมิได้ออกมาเป็น package จึงขาดความสอดคล้องกันในภาพรวม ในปลายทศวรรษที่ 1990 (ประมาณปีพ.ศ. 2530-2532) นามิเบียมีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 35 ซึ่งถือว่าสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน นักลงทุนต่างชาติจึงหันไปหาบอตสวานามีอัตราภาษีที่ต่ำกว่านามิเบียในปัจจุบัน คือประมาณร้อยละ 25

•การต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชจากแอฟริกาใต้
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กองกำลังแอฟริกาใต้เข้ายึดครองแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ (บริเวณประเทศนามิเบียในปัจจุบัน) และปกครองแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ ภายใต้ความเห็นชอบขององค์การสันนิบาติชาติ (League of Nations) จนกระทั่งปี 2488 (1945) สหประชาชาติได้ประกาศให้แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ เป็นดินแดนที่ควรได้รับการปลดปล่อยตนเองจากการถูกยึดครอง แต่แอฟริกาใต้ไม่เห็นด้วย
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 (ประมาณ พ.ศ. 2499 - 2502) แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้มีการจัดตั้งองค์การชาตินิยมขึ้นมา 2 องค์การ คือ 1) SWANU - South West African National Union ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ที่เมือง Herero และ 2) Ovamoland People’s Congress ซึ่งในปี พ.ศ. 2503 (1960) ได้เปลี่ยนชื่อเป็น SWAPO – South West Africa People’s Organisation ภายใต้การนำของนาย Sam Nujoma
พรรค SWAPO ได้นำโครงการและแนวคิดของลัทธิมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์มาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสหภาพโซเวียตโดยหวังพึ่งการสนับสนุนทางด้านอาวุธเพื่อทำสงครามต่อต้านแอฟริกาใต้ SWAPO ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศให้เป็นตัวแทนที่ชอบธรรมของนามิเบีย แต่แอฟริกาใต้ยังคงปฏิเสธที่จะเจรจาเพื่อมอบเอกราชคืนแก่นามิเบีย ภายหลังจากที่แองโกลาได้รับเอกราชในปี 2518 (1975) SWAPO ได้ตั้งฐานที่มั่นในแองโกลาและทำการโจมตีตามแนวชายแดนเพื่อต่อต้านกองกำลังแอฟริกาใต้ จนกระทั่งปี 2521 (1978) คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีมติที่ 435 ซึ่งเป็นพื้นฐานของกระบวนการปลดปล่อยนามิเบียให้เป็นเอกราช และนำไปสู่การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม ในที่สุดแอฟริกาใต้ได้ถอนทหารออกจากนามิเบียในปี 2531 (1988) และนามิเบียประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2533 (1990)

2.3 นโยบายต่างประเทศ
โดยภาพรวม ความสัมพันธ์ของนามิเบียกับประเทศในภูมิภาคแอฟริการาบรื่น ไม่มีภัยคุกคามใดๆ ในปัจจุบัน นามิเบียมีความพยายามที่จะเพิ่มบทบาทของตนในเวทีระหว่างประเทศและกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Ministerial Conference on Development Cooperation with MICs ครั้งที่ 3 ณ กรุงวินด์ฮุก วันที่ 4-6 ส.ค. 2551
•นามิเบีย-แอฟริกาใต้
ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างใกล้ชิด นามิเบียพึ่งพาแอฟริกาใต้อย่างมากโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ โดยสินค้านำเข้ากว่า ร้อยละ 80 ของนามิเบียมาจากแอฟริกาใต้ และค่าเงินดอลลาร์นามิเบียก็ผูกติดกับค่าเงินแรนด์ของแอฟริกาใต้ในรูปแบบ fixed at parity ปัจจุบันนามิเบียมียอดหนี้สินจำนวน 826.6 ล้านดอลลาร์นามิเบียกับแอฟริกา ซึ่งเป็นหนี้สินที่นามิเบียมีต่อแอฟริกาใต้ตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้รับเอกราช โดยท่าทีนามิเบีย คือ ต้องการให้แอฟริกาใต้ยกเลิกหนี้สินดังกล่าว
แม้ว่านโยบายต่างประเทศของนามิเบียแตกต่างจากนโยบายของแอฟริกาใต้บางประการ อาทิ นามิเบียสนับสนุนนโยบายของจีน ในการอ้างสิทธิเหนือไต้หวันและการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลไนจีเรีย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองก็ยังคงดำเนินไปด้วยดี เนื่องจากนามิเบียต้องพึ่งพาแอฟริกาใต้ทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก
•นามิเบีย-แองโกลา
ในช่วงระหว่างปี 2536-2539 ความสัมพันธ์นามิเบีย-แองโกลาไม่ค่อยราบรื่น เนื่องจากในปี 2536 (1993) กลุ่ม UNITA กล่าวหาว่ากองกำลังของนามิเบียข้ามไปยังชายแดนภาคใต้ของแองโกลาเพื่อช่วยรัฐบาลแองโกลาต่อสู้กับ UNITA แต่นามิเบียปฏิเสธ และต่อมาในปี 2537 (1994) นามิเบียก็ได้ปิดพรมแดนส่วนที่ติดกับแองโกลาหลังจากที่เกิดการต่อสู้ในบริเวณนั้น และชาวนามิเบียถูกฆ่าตาย ต่อมาในปี 2539 (1996) ทั้งสองฝ่ายตกลงกันที่จะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ได้คืนสู่ระดับปกติแล้ว
•นามิเบีย-บอตสวานา
ความสัมพันธ์ราบรื่นดีจนกระทั่งในต้นปี 2539 (1996) มีข้อขัดแย้งเรื่องการปักปันเขตแดนบริเวณแม่น้ำโชเบ
•นามิเบีย-ซิมบับเว
จากประสบการณ์ร่วมกันในเรื่องการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชทำให้ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่แน่นแฟ้นโดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างพรรค SWAPO ของนามิเบียและพรรค ZANU-PF ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งอดีตประธานาธิบดีนูโจมามีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดกับนายมูกาเบ ประธานาธิบดีซิมบับเวอย่างยิ่ง นอกจากนั้น ทั้งสองประเทศยังร่วมกันส่งกองกำลังไปร่วมสนับสนุนประธานาธิบดีของ DR Congo ในการต่อสู้กับกลุ่มกบฎใบปี 2541 (1998)
ท่าทีของนามิเบียต่อสถานการณ์ในซิมบับเวที่ผ่านมา คือ วางตัวเป็นกลาง ไม่ประณามการกระทำของประธานาธิบดีมูกาเบ และต้องการให้ซิมบับเวจัดการปัญหาภายในด้วยตนเอง
•นามิเบียกับประชาคมโลก
นามิเบียเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ กลุ่ม 77 กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-aligned Movement - NAM) สหภาพแอฟริกา (African Union) สหภาพศุลกากรแอฟริกาใต้ (Southern African Customs Union - SACU) ประชาคมด้านการพัฒนาแห่งภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community - SADC)


เศรษฐกิจการค้า
ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า (ประมาณการปี 2550)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 245.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 3,601 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 3,724 ดอลลาร์สหรัฐ)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.6 (ไทย ร้อยละ 4.9)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 6.7 (ไทย ร้อยละ 2.3)
อัตราการว่างงาน ร้อยละ 5 (ไทย ร้อยละ 1.4)
เงินทุนสำรอง 1,375 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 106.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
อุตสาหกรรมที่สำคัญ เนื้อบรรจุกระป๋อง ปลาแปรรูป ผลิตภัณฑ์นม เหมืองแร่ (เพชร ตะกั่ว สังกะสี ดีบุก เงิน ทังสเตน ยูเรเนียม ทองแดง)
ดุลการค้ากับไทย ปี 2551 ไทยและนามิเบียมีมูลค่าการค้า 7.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 6.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 1.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้า 5.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกที่สำคัญของนามิเบีย เพชร ทองแดง ทอง สังกะสี ตะกั่ว ยูเรเนียม ปศุสัตว์ ปลาแปรรูป หนังแกะคาราคัล
สินค้านำเข้าที่สำคัญของนามิเบีย อาหาร ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและเชื้อเพลิง เครื่องจักรและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ(สถิติปี 2551) แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา
หน่วยเงินตรา ดอลลาร์นามิเบีย (Namibian Dollar - NAD)
อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับประมาณ 8.9 NAD

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐนามิเบีย

1.ความสัมพันธ์กับประเทศไทย
1.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
รัฐบาลไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับนามิเบีย เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2533 และไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมนามิเบีย และแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำนามิเบีย คือ Dr. Gabriel Vahengo ส่วนนามิเบียมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตนามิเบียประจำประเทศมาเลเซียมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และเอกอัครราชทูตนามิเบียประจำประเทศไทยคนแรก คือนายเนวิลล์ เมลวิน แกร์ตเซ (Mr. Neville Melvin Gertza) ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. 2550 กงสุลกิตติมศักดิ์นามิเบียประจำประเทศไทยคือ นางนลินี ทวีสิน
ที่อยู่ของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย Royal Thai Embassy
428 Pretorius/Hill Street, Arcadia, Pretoria 0083 P.O. Box 12080
Hatfield, Pretoria 0028 Tel. (27-12) 342-1600, 342-4516, 342-4600, 342-4506, 342-5470
Fax. (27-12) 342-4805, 342-3986 E-mail : [email protected]
Consular Info : [email protected]
Trade Info : [email protected]
Technical : [email protected]
Website : http://www.thaiembassy.co.za/
ที่อยู่ของสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำนามิเบีย Royal Thai Consulate 315 Swa Building Society Building 7 Post Street Mall, Windhoek, Republic of Namibia
Tel. (264 61) 222-000 / 221-078 Fax. (264 61) 233-690
ที่อยู่สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐนามิเบียประจำประเทศไทย
The Consulate of the Republic of Namibia, 87/110 Ekamai Soi 3,
Sukhumvit 63, Watthana,Bangkok 10110 Tel. 02-381-4220 (104)
Fax. 02-381-7597

บทบาทของไทยในกระบวนการประกาศเอกราชของนามิเบีย
ไทยสนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 435 ปี 2521 (1978) ในการให้เอกราชแก่นามิเบียมาโดยตลอด ต่อมาสหประชาชาติได้จัดตั้งกองกำลังสังเกตการณ์และควบคุมสถานการ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในนามิเบีย เพื่อให้เป็นไปตามความตกลงสันติภาพ อนึ่ง ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในภารกิจของกองกำลังฯ ของสหประชาชาติประมาณ 81,324 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น ได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิก UN รวมทั้งประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ ไทยเป็น 1 ใน 27 ประเทศที่ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 40 คนไปเข้าร่วมภารกิจผู้ควบคุมการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของนามิเบีย ในเดือน พ.ย. 2532 ตามคำร้องขอขององค์การสหประชาชาติด้วย

1.2 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
การค้าระหว่างสองฝ่ายยังคงมีมูลค่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกา โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าตลอดมา ปัจจุบันในปี 2551 มูลค่าการค้ารหว่างไทยกับนามิเบียมีมูลค่า 7.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 6.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 1.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าเป็นเงิน 5.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปนามิเบีย ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ข้าว และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากนามิเบียได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์
ช่องทางการค้า/โอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับนักธุรกิจไทย
เพชร นามิเบียมีแร่เพชรปริมาณมาก คุณภาพสูง และราคาไม่แพง นามิเบียผลิตเพชรได้มากกว่า 2 ล้านกะรัตต่อปี และยังมีการค้นพบแหล่งแร่เพชรใหม่ ๆ ทั้งบนบกและในทะเลอย่างต่อเนื่อง จึงมีศักยภาพเป็นแหล่งวัตถุดิบอัญมณีที่สำคัญของไทย ทั้งนี้ ฝ่ายนามิเบียประสงค์ให้ไทยเข้าไปร่วมลงทุนในธุรกิจการเจียระไนเพชร
เนื้อวัว นามิเบียส่งออกเนื้อวัวคุณภาพดีไปยังตลาดสหภาพยุโรปและกำลังต้องการหาแหล่งรองรับการส่งออกเพิ่มเติม
ธุรกิจฟอกหนัง โดยที่นามิเบียมีฟาร์มปศุสัตว์จำนวนมาก จึงต้องการเพิ่มมูลค่าด้วยการเสริมสร้างและสนับสนุนอุตสาหกรรมฟอกหนังและเครื่องหนัง โดยได้เคยชักชวนให้ไทยเข้าไปร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว ปัจจุบันนามิเบียไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการฟอกหนังเลย ได้แต่เพียงส่งออกหนังดิบไปยังยุโรป
ยูเรเนียม นามิเบียเป็นแหล่งยูเรเนียมที่สำคัญของโลก แต่ปัจจุบันกำลังขาดแคลนเงินลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าว จึงไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและนำยูเรเนียมที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ท่องเที่ยวและบริการ นามิเบียมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ทางด้านตะวันตกของประเทศติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก และมีศักยภาพที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวแอฟริกาใต้และเยอรมัน ซึ่งไทยอาจพิจารณาการลงทุนในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารและสปาไทยในเขตตะวันตกของนามิเบีย เช่น เมือง Walvis Bay, Swakopmund
•อุปสรรคการค้าไทย-นามิเบีย
นักธุรกิจไทยและนามิเบียยังไม่มีความคุ้นเคยกันและกันและมีข้อมูลข่าวสารการค้าระหว่างกันน้อยมาก เนื่องจากประเทศนามิเบียเป็นประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราช
อนึ่ง นามิเบียยังพึ่งพาเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนจากแอฟริกาใต้ในฐานะที่เคยเป็นเมืองขึ้นของแอฟริกาใต้มาก่อน ทำให้พื้นฐานทางธุรกิจการค้าตกอยู่ภายใต้การครอบงำของนักธุรกิจแอฟริกาใต้ นักธุรกิจไทยที่ต้องการจะเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาดจึงต้องดำเนินการเชิงรุก

1.3 ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
ปัจจุบันไทยกับนามิเบียยังไม่มีความตกลงระหว่างกัน

1.4 การให้ความช่วยเหลือ
เมื่อเดือน มี.ค. 2549 (2006) ไทยได้จัดหลักสูตรฝึกอบรมด้านโรคเอดส์ให้แก่ผู้แทนนามิเบียในประเทศไทย และต้นปี 2550 (2007) ได้จัดการอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์สารชีวพิษในสัตว์น้ำให้แก่บุคลากรด้านการประมงจากนามิเบีย และนามิเบียยังได้จัดส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาดูงานด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยในช่วงระหว่างวันที่ 24-26 เม.ย. 2551 (2008)

1.5 การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
- 21 มีนาคม 2533 (1990) ในโอกาสที่นามิเบียฉลองเอกราช ประเทศไทยได้ส่งคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศไปร่วมพิธีที่กรุงวินด์ฮุก
- 5-14 กันยายน 2537 (1994) คณะสำรวจข้อมูลกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนนามิเบีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีและหาลู่ทางพัฒนาความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน
- ปี 2542 (1999) ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนนามิเบียอย่างเป็นทางการ

นาบิเบีย
- 4 เมษายน 2536 (1993) Dr. Mose Tjitendero ประธานสภาแห่งชาตินามิเบียเดินทางจากกัมพูชาผ่านประเทศไทยเพื่อไปยังอินเดีย
- มีนาคม 2538 (1995) คณะนักธุรกิจค้าเพชรนามิเบียเดินทางมาเยือนไทยเพื่อศึกษา
เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการตัดและเจียระไนเพชรของไทย
- 13 - 19 ตุลาคม 2541 (1998) นาย Stan Webster รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรน้ำ และการพัฒนาชนบทนามิเบียและคณะเดินทางมาเยือนไทย เพื่อศึกษาเกี่ยวกับลู่ทางในการร่วมลงทุนและผลประโยชน์อื่น ๆ ระหว่างกัน
- 28 กันยายน - 2 ตุลาคม 2543 (2000) นาย Hage G. Geingob นายกรัฐมนตรี
นามิเบียเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

1279 คน

 สถิติเมื่อวาน

1458 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

39109 คน

320471 คน

3284354 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official