สาธารณรัฐมัลดีฟส์
Republic of Maldives

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย และทางตะวันตกของศรีลังกา

พื้นที่ 300 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 26 กลุ่ม (atoll) รวม 1,190 เกาะ มีประชากรอาศัยอยู่เพียงประมาณ 200 เกาะ และได้รับการพัฒนาเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวประมาณ 74 เกาะ

เมืองหลวง กรุงมาเล (Male)

ภูมิอากาศ ร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 27 – 30 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปี ช่วงที่ปราศจากมรสุม คือ ช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม

ประชากร ประมาณ 369,031 คน (มิถุนายน 2550) สิงหล ดราวิเดียน อาหรับและแอฟริกัน

ภาษา มัลดิเวียนดิเวฮี (Maldivian Divehi) ซึ่งมีสำเนียงแบบสิงหล และใช้ตัวอักษรอาหรับ

ศาสนา อิสลาม นิกายซุนนี

หน่วยเงินตรา รุฟิยา (Rufiyaa) 1 รุฟิยา มี 100 ลาริ (Laari) 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับประมาณ 13 รุฟิยา หรือ 1 รุฟิยา ประมาณ 2.2 บาท (ธันวาคม 2552)

ระบอบการปกครอง มัลดีฟส์ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ ใช้กฎหมายอิสลามเป็นพื้นฐานผสมกับระบบ Common Law ของอังกฤษ ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี เป็นประมุขรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือนายมูฮัมหมัด นาชีด (Mohamed Nasheed) หัวหน้าพรรค Maldivian Democratic Party โดยเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่
11 พฤศจิกายน 2551

การเมืองการปกครอง

นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน

1.การเมืองการปกครอง
นายเมามูน อับดุล กายูม (Maumoon Abdul Gayoom) ประธานาธิบดีคนก่อน ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีมาตั้งแต่ปี 2521 โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค Maldivian People’s Party (The Dhivehi Rayithunge Pary) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวมาตลอด จึงถูกโจมตีจากผู้ที่คัดค้านว่าผูกขาดอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีความจริงใจในการปฏิรูปการเมือง และไม่สามารถกระจายรายได้จำนวนมหาศาลจากการท่องเที่ยวสู่ประชาชนได้ จึงนำไปสู่เหตุการณ์ความไม่สงบในมัลดีฟส์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2547 มีประชาชนกว่า 5,000 คนเดินขบวนประท้วงประธานาธิบดีในเมืองหลวงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีระบอบการเมืองหลายพรรค เป็นผลให้ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ ต้องเริ่มดำเนินการปฏิรูปในส่วนต่าง ๆ ที่ชัดเจน เช่น การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การปฏิรูประบบศาล การจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการให้อิสรภาพต่อสื่อ เป็นต้น
มีนาคม 2549 รัฐบาลประธานาธิบดีกายูมได้ประกาศแผนการปฏิรูปการปกครอง (Roadmap for Reform) ภายใต้หัวข้อ Ushering in a Modern Democracy เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพ
ในการบริหารการปฏิรูปการปกครอง โดยกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในแต่ละหัวข้อและขั้นตอนของการปฏิรูป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการปกครองของมัลดีฟส์ เช่น การทบทวนรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยยุคใหม่ โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2550 การส่งเสริมระบบ
การปกครองแบบหลายพรรค โดยเสนอร่างกฎหมายการเลือกตั้งใหม่ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดกฎเกณฑ์ด้านการเลือกตั้ง จัดตั้งคณะกรรมาธิการด้านการเลือกตั้ง และทบทวนเขตการเลือกตั้งและให้ความรู้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผ่านทางสื่อ เป็นต้น
ผลจากความพยายามในการปฏิรูปการปกครอง มัลดีฟส์ได้บังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2551 และได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนตุลาคม 2551 โดยนายมุฮัมเหม็ด นาชีด (Mohamed Nasheed) หัวหน้าพรรค Maldivian Democratic Party ได้รับชัยชนะนับเป็นจุดสิ้นสุดยุคอำนาจของอดีตประธานาธิบดีกายูม ที่ผูกขาดอำนาจการปกครองประเทศมาตลอดระยะเวลา 30 ปี
ประธานาธิบดีนาชีดมีนโยบายเสริมสร้างประชาธิปไตย เพิ่มเสรีภาพให้สื่อมวลชนมากขึ้น และยึดหลักธรรมาภิบาล การปกป้องสิทธิมนุษยชน การแยกอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ตลอดจนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลมัลดีฟส์ชุดปัจจุบันยังมุ่งเน้นการบริหารงานแบบกระจายอำนาจและกระจายความเจริญไปยังส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีนโยบายควบคุม การแสดงออกของพวกอิสลามสุดโต่งอย่างเข้มงวด

2. เศรษฐกิจและสังคม
มัลดีฟส์ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก มีรายได้มากกว่าร้อยละ 70 ของรายได้หลักของประเทศ แต่เหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2549 และวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มัลดีฟส์ได้รับผลกระทบอย่างมาก จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเป็นจำนวนมากและเป็นผลทำให้รัฐบาลมัลดีฟส์สูญเสียรายได้มหาศาล ด้วยเหตุนี้ มัลดีฟส์จึงพยายามจัดกิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาสู่ประเทศ อย่างไรก็ดี มัลดีฟส์มีสาขาประมงที่เข้มแข็ง และเป็นรายได้สำคัญรองจากการท่องเที่ยว ทั้งนี้ มัลดีฟส์เป็นประเทศผู้ส่งออกปลาทูน่าที่สำคัญ
ประธานาธิบดีนาชีดมีนโยบายกระจายความเจริญไปยังส่วนท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อกระจายรายได้และยกระดับมาตรฐานการครองชีพให้กับประชาชนในประเทศ ในการนี้ รัฐบาลมัลดีฟส์ จึงมุ่งเน้นการพัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นต่าง ๆ โดยมีแผนให้เอกชนเข้ามาบริหารบางกิจการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด รวมทั้งสนับสนุนให้ต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งรัฐบาลมัลดีฟส์จะให้มาตรการจูงใจรูปแบบต่าง ๆ

3. นโยบายต่างประเทศ
ในด้านการต่างประเทศนั้น มัลดีฟส์มีบทบาทน้อยมากในเวทีระหว่างประเทศ เป็นสมาชิกสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (South Asian Association for Regional Cooperation หรือ SAARC) และกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement หรือ NAM) อย่างไรก็ดี มัลดีฟส์มีความกระตือรือร้นเป็นอย่างมากเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอาจทำให้มัลดีฟส์ต้องจมลงใต้ทะเลในปี 2557
มัลดีฟส์มีนโยบายต่างประเทศที่จะกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินเดียและศรีลังกา ประเทศตะวันตก และกลุ่มประเทศมุสลิม นอกจากนี้ มัลดีฟส์ยังมีบทบาทในการพยายามผลักดันให้ยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศหมู่เกาะ เพราะมัลดีฟส์เคยประสบกับเหตุการณ์ทหารต่างชาติรุกรานอธิปไตยเมื่อปี 2534 แต่ได้รับความช่วยเหลือจากอินเดียในการปราบปรามผู้รุกรานจนสำเร็จ และมีนโยบายให้ประเทศมหาอำนาจคำนึงถึงเอกราชและอธิปไตยของประเทศเล็ก ๆ ด้วย

เศรษฐกิจการค้า

ข้อมูลเศษรฐกิจโดยทั่วไป

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 3,756 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ 6.5 % (ปี 2551)

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐมัลดีฟส์


ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
ไทยกับมัลดีฟส์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับเอกอัครราชทูต เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2522 รวมระยะเวลา 30 นับถึงปัจจุบัน และมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมาโดยตลอดทั้งในระดับรัฐบาลและประชาชน อย่างไรก็ดี ความร่วมมือระหว่างกันมีพลวัตรน้อย เนื่องจากมัลดีฟส์เป็นประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กและมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันมาก ทำให้ขาดผลประโยชน์ที่สอดคล้องกันทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่ชัดเจน
ปัจจุบัน นายทินกร กรรณสูต เอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำมัลดีฟส์ และมีนายมุฮัมเหม็ด ซอลิห์ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำมัลดีฟส์ ฝ่ายมัลดีฟส์ ได้เสนอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 และมีนายสนั่น อังอุบลกุล ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์มัลดีฟส์ประจำประเทศไทย
1.1 ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
การค้า - ในช่วงปี 2551 การค้าระหว่างไทยกับมัลดีฟส์มีมูลค่า 127.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งสินค้าออกไปยังมัลดีฟส์เป็นมูลค่า 61.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าสินค้าจากมัลดีฟส์ 65.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือ ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า โดยไทยนำเข้าปลาทูน่าสดแช่แข็งและแช่เย็นจากมัลดีฟส์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สินค้าจากไทยเข้าสู่มัลดีฟส์มีปริมาณมากกว่าที่ปรากฏตามสถิติ เนื่องจากสินค้าไทยผ่านการ re-export ทางสิงคโปร์เป็นจำนวนมาก สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เสื้อผ้าสำเร็จรูป รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน ปูนซีเมนต์ และเฟอร์นิเจอร์
การท่องเที่ยว - นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปมัลดีฟส์ในปี 2550 จำนวนประมาณ 2,494 คน นักท่องเที่ยวมัลดีฟส์เดินทางมาไทยในปี 2551 จำนวน 7,557 คน ปัจจุบันสายการบินบางกอกแอร์เวย์ได้เปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ และกรุงมาเล สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน
การประมง - มัลดีฟส์เป็นแหล่งปลาทูน่าที่สำคัญในมหาสมุทรอินเดีย ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าปลาทูน่ารายใหญ่ที่สุดของมัลดีฟส์ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นอาหารอีกทอดหนึ่ง อย่างไรก็ดี ไทยยังไม่มีการติดต่อเพื่อทำประมงร่วมกับมัลดีฟส์ ทั้งระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน ปัจจุบัน มัลดีฟส์ไม่อนุญาตให้เรือประมงต่างชาติเข้าไปทำประมงในทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ อนึ่ง ฝ่ายไทยเคยส่งเรือวิจัยประมงของกรมประมงเดินทางไปทำการศึกษาและวิจัยด้านปลาทูน่าในมัลดีฟส์ในบางโอกาส
1.2 ความร่วมมือทางวิชาการ
ในการประชุมความร่วมมือทางวิชาการไทยกับมัลดีฟส์ (Thai – Maldives Joint Commission on Economic and Technical Cooperation) ณ กรุงมาเล เมื่อปี 2535 และ 2536 รัฐบาลไทย (โดยกรมวิเทศสหการหรือสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศในปัจจุบัน) เริ่มให้ความช่วยเหลือแก่มัลดีฟส์อย่างจริงจัง ทั้งด้านสาธารณสุข การประมง เกษตรกรรม การท่องเที่ยว การให้ทุนศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยแก่นักเรียนและนักศึกษามัลดีฟส์ รวมทั้งจัดส่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตเวชและการแพทย์ไปฝึกอบรมเจ้าหน้าที่มัลดีฟส์ตามโครงการ Thai Aid Programme โครงการ Third Country Training Programme และข้อตกลงในกรอบของความร่วมมือทางวิชาการ
สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศให้ทุนฝึกอบรมแก่มัลดีฟส์ โดยเฉลี่ยปีละ 5 - 10 ทุน ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2541 – 2551 และปัจจุบัน อยู่ระหว่างการดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาขีดความสามารถแก่มัลดีฟส์ (ตามแผน 3 ปี ระหว่างปี 2552 - 2554) ในสาขาที่ได้รับการร้องขอ ได้แก่ การปลูกพืชไร้ดิน การพัฒนาการวิจัยในห้องทดลองเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์น้ำเค็ม การจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์ประมงและการเกษตร การสาธารณสุข (การพัฒนานโยบายด้านสาธารณสุข การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ การปรับปรุงการให้บริการสาธารณสุขมูลฐาน การดูแลเด็กแรกเกิด และการควบคุมโรคติดต่อ)
1.3 แนวโน้มความสัมพันธ์ไทย - มัลดีฟส์
เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการของความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับมัลดีฟส์ล่าสุด การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในทุกสาขาและทุกระดับน่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นต่อไปได้อย่างราบรื่น
โดยที่รัฐบาลมัลดีฟส์ต้องการเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เพื่อเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงต้องการเชิญชวนให้นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในมัลดีฟส์ ในสาขาต่าง ๆ ที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ อาทิ การก่อสร้าง การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และการแปรรูปอาหาร ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศจึงน่าจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในอนาคต และจะเป็นแกนหลักของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศต่อไป
นอกจากนี้ การเปิดสถานกงสุล ณ กรุงมาเล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 จะมีประโยชน์ในส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น และจะก่อให้เกิดพลวัตรที่จะนำมาสู่การเพิ่มพูนความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ต่อไป

2.ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
2.1 ความตกลงว่าด้วยการเดินอากาศไทย - มัลดีฟส์ (ลงนามเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2532)
2.2 ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขไทย - มัลดีฟส์
(ลงนามเมื่อวันที่ 18 – 21 กุมภาพันธ์ 2546)

3.การเยือนที่สำคัญ
3.1 ฝ่ายไทย

พระราชวงศ์ ไม่มีการเยือนระดับพระราชวงศ์

นายกรัฐมนตรี ไม่มีการเยือนระดับนายกรัฐมนตรี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 17 ตุลาคม 2552 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เยือนมัลดีฟส์ และพบหารือกับนาย Mohamed Nasheed ประธานาธิบดีมัลดีฟส์

3.2 ฝ่ายมัลดีฟส์

ประธานาธิบดี / รองประธานาธิบดี
- วันที่ 5 - 6 และ 9 - 10 ธันวาคม 2528 นาย Maumoon Abdul Gayoom ประธานาธิบดี แวะเยือนไทยตามคำเชิญฝ่ายไทย
- วันที่ 5 – 9 มีนาคม 2533 นาย Maumoon Abdul Gayoom ประธานาธิบดี เยือนไทย
เพื่อร่วมการประชุมระดับโลกเรื่องการศึกษาเพื่อปวงชน (World Council on Education for All)
- วันที่ 26 ตุลาคม 2552 Dr. Mohamed Waheed รองประธานาธิบดี เดินทางแวะผ่านไทย และได้เข้าเยี่ยมคารวะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 27 - 29 มีนาคม 2551 นาย Abdulla Shahid รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
การต่างประเทศ เยือนไทยในฐานะแขกกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือทวิภาคีกับนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

 

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

155 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

43027 คน

324389 คน

3288272 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official