สาธารณรัฐมาดากัสการ์
Republic of Madagascar
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ที่ตั้ง เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากเกาะกรีนแลนด์ (Greenland) เกาะนิวกินี (New Guinea) และเกาะบอร์เนียว (Borneo) ตามลำดับ
ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งประเทศโมซัมบิก ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา
พื้นที 226,658 ตารางไมล์ (หรือ 587,041 ตารางกิโลเมตร)
เมืองหลวง กรุงอันตานานาริโว (Antananarivo)
เมืองสำคัญ เมืองโจฮันเนสเบอร์ก (Johannesburg) เป็นเมืองศูนย์กลางการบิน การค้าและอุตสาหกรรม เมืองเคปทาวน์ (Cape Town) เป็นที่ตั้งสภานิติบัญญัติและเมืองท่าทางชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และเมืองโบลมฟอนแตน (Bloemfontein) เป็นที่ตั้งศาลสูง
ประชากร 20.04 ล้านคน (2551)
ภูมิอากาศ อากาศร้อนชื้น (ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยกว่า 3,000 มิลลิเมตร)ภาษา ภาษามาลากาซีเป็นภาษาราชการ ส่วนภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ใช้ติดต่อในวงการระหว่างประเทศ
ศาสนา ประมาณ 52% ของประชากรนับถือภูตผีวิญญาณ 41% นับถือศาสนาคริสต์ และ 7% นับถือศาสนาอิสลาม
เชื้อชาติ สืบเชื้อสาย Malayo-Polynesian แบ่งออกเป็นกลุ่มพื้นเมือง 18 กลุ่ม
หน่วยเงินตรา เงินแรนด์ (Rand) อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 9 แรนด์ เท่ากับ 1 ดอลลาร์ สหรัฐ หรือ 1 แรนด์ เท่ากับ 4 บาท
ระบบการปกครอง มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาลระบบการปกครองประมุขแห่งรัฐ
ประธานาธิบดี นาย Andry Rajoelina
รมว.กต.นาย Monja Roindefo
นายกรัฐมนตรี นาย Ny Hasina Andriamanjato
การเมืองการปกครอง

ภาพรวมสาธารณรัฐมาดากัสการ์
1.ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
มาดากัสการ์ประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2503 มาดากัสการ์เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากเกาะกรีนแลนด์ นิวกินี และบอร์เนียว ดินแดนมาดากัสการ์อุดมด้วยแร่อัญมณีดิบ มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์วิทยาของโลกอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ นก และพืชหายากซึ่งส่วนใหญ่ไม่ปรากฏในดินแดนส่วนอื่นของโลก ความโดดเด่นทางนิเวศน์วิทยาทำให้มาดากัสการ์ได้รับสมญานามว่า “ทวีปที่แปด (Eight Continent)” และ “เกาะสีแดง (Red Island)” เมืองหลวง คือ กรุงอันตานานาริโวเป็นเมืองใหญ่แห่งเดียวของประเทศ และเป็นศูนย์กลางทางราชการและทางเศรษฐกิจ ประชากรกว่าร้อยละ 27 อาศัยอยู่ในเมืองหลวง
เกาะมาดากัสการ์เคลื่อนตัวออกจากอนุทวีปอินเดียเมื่อ 80-100 ล้านปีก่อน นักมนุษยวิทยาประเมินว่า เริ่มมีมนุษย์เข้าไปตั้งถิ่นฐานในมาดากัสการ์ ระหว่าปี ค.ศ. 200-500 โดยชาวเลที่เดินทางมาจากหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (บริเวณที่เป็นอินโดนีเซียในปัจจุบัน) และชาวเผ่าบันตู (Bantu) ที่เดินทางข้ามช่องแคบโมซัมบิกมาจากทวีปแอฟริกา ส่วนชาวยุโรปเริ่มเข้าไปมีบทบาทในมาดากัสการ์ตั้งแต่ ค.ศ. 1500 โดยโปรตุเกสเป็นชาติแรกที่เข้าไปทำการค้ากับชาวเกาะมาดากัสการ์ ตามด้วยฝรั่งเศสและอังกฤษ มาดากัสการ์มี 2 ฤดูกาล คือ ฤดูฝนที่มีอากาศร้อน ระหว่างเดือน พ.ย.– เม.ย. และฤดูแล้งที่มีอากาศเย็น ระหว่างเดือน พ.ค. – ต.ค. และประสบภัยจากพายุไซโคลนเป็นระยะ มีภูมิประเทศมีความหลากหลาย ประกอบด้วย เขตภูเขาสูง (ทางตอนกลางของประเทศ) เขตป่าฝน (ตามแนวชายฝั่งด้านตะวันออก) เขตทุ่งหญ้าซาวันนา และทุ่งหญ้าแห้งแล้ง (ทางตอนใต้และตะวันตกเฉียงใต้) และมีบริเวณ “Canal des Pangalanes” ซึ่งมีการเชื่อมต่อของทะเลสาบและลำคลอง (ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่มนุษย์ขุดขึ้น) ต่อเนื่องกันไปเป็นบริเวณกว้างถึง 460 กิโลเมตร

2.รูปแบบการปกครอง
2.1 โครงสร้างทางการเมือง มาดากัสการ์ปกครองตามระบบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ
ฝ่ายบริหาร
มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง วาระ 5 ปี เป็นประมุขของรัฐ (การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2549) ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่
1. สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง มีสมาชิกจำนวน 127 คน อยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี (การเลือกตั้งครั้งสภาผู้แทนฯ ครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อ 23 กันยายน 2550 และครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี 2554)
2. วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 100 คน วาระ 4 ปี โดย สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 2 ใน 3 มาจากสมัชชาระดับภูมิภาค (Regional Assembly) และ 1 ใน 3 มาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดี
ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วยศาลฏีกาและศาลสูงรัฐธรรมนูญ เป็นศาลสูงสุด
ปัจจุบัน ระบบการเมืองการปกครองของมาดากัสการ์มีความวุ่นวาย เนื่องจากเกิดการประท้วงของประชาชน การจลาจลตามเมืองใหญ่ การก่อรัฐประหาร และการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองนอกระบบเลือกตั้ง ของกลุ่มการเมือง 2 ฝ่าย คือ อดีต ปธน Marc Ravalomanana และ อดีตนายกเทศมนตรีกรุงอันตานานาริโวนาย Andry Rajoelina ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอดีตประธานาธิบดี Didier Ratsiraka

2.2 ภูมิหลังสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ตั้งแต่ปี ค.ศ.2002-2008 อดีตประธานาธิบดี Marc Ravalomanana และพรรค TIM (Tiako-I-Madagascar) ชนะการเลือกตั้งทุกสถาบันหลัก ซึ่งได้แก่ ประธานาธิบดี สภาสูง สภาผู้แทนราษฎร นายกเทศมนตรี ตลอดจนผู้ว่าราชการของภูมิภาคทั้ง 22 แห่งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น อย่างไรก็ดีในระยะหลังประธานาธิบดี Ravalomanana ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใช้อำนาจจากตำแหน่งผูกขาดทั้งการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่ม จึงไม่พอใจและเริ่มต่อต้าน ปธน Ravalomanana
ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีกรุงอันตานานาริโว เมื่อเดือน ธค 2550 ผู้สมัครของพรรค TIM พ่ายแพ้แก่ นาย Andry Rajoelina นักธุรกิจหนุ่มซึ่งมีภูมิหลังมาจากการเป็นดีเจคลื่นวิทยุ ตั้งแต่นั้นมา ปธน Ravalomanana และนายกเทศมนตรีกรุงอันตานานาริโว Rajoelina กลายเป็นคู่แข่งและคู่ขัดแย้งทางการเมืองอย่างเปิดเผย ความขัดแย้งดังกล่าวได้พัฒนาไปจนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและกลุ่มการเมืองและนักธุรกิจที่สนับสนุนบุคคลทั้งสอง นำไปสู่เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง การเดินขบวนประท้อง และจลาจลในกรุงอันตานานาริโว และเมืองใหญ่ต่างๆ เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน ระหว่าง ธค 51 – มีค 52 และนำไปสู่การยึดอำนาจของทหาร และการลาออกของ ปธน Ravalomanana ในวันที่ 17 มีค 52 ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเอง นาย Rajoelina ได้แต่งตั้งตนเองเป็น ปธน โดยการสนับสนุนของกองทัพ ผู้นำคณะทหารประกาศมอบอำนาจการปกครองประเทศแก่นาย Rajolina และศาลรัฐธรรมนูญยอมรับการขึ้นสู่ตำแหน่งของนาย Rajoelina ว่าเป็นไปด้วยความชอบธรรม ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

2.3. ลำดับเหตุการณ์สำคัญของความวุ่นวายทางการเมือง ระหว่าง ธค 51 – มีค 52
1) จุดแตกหัก
วันที่ 13 ธ.ค. 2551 สถานีโทรทัศน์ VIVA ของนาย Rajoelina ได้ออกอากาศสัมภาษณ์อดีต ปธน. Didier Ratsiraka โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การโจมตี ปธน. Ravalomanana ว่าโกงการเลือกตั้งและคอรัปชั่น จึงทำให้ ปธน.ไม่พอใจ และสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ VIVA ใน 2 วันต่อมา
วันที่ 17 ม.ค. 2552 นาย Rajoelina ได้จัดให้มีการชุมนุมเรียกร้องขอความเป็นธรรม ขอให้เปิดสถานี การชุมนุมดำเนินไปโดยมีประชาชนมาสมทบมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในวันที่ 24 ธ.ค. 2552 มีประชาชนมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลกว่า 100,000 คน
วันที่ 25 ม.ค. 2552 ปธน ส่งกำลังทหารเข้าไปรื้อเครื่องส่งสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ VIVA และสถานีวิทยุ ในวันรุ่งขึ้น เพื่อเป็นการตอบโต้การกระทำของ ปธน ผู้ชุมนุมได้บุกเข้าไปทำลายและเผาสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล (TVM) และสถานีโทรทัศน์ MBS
หลังการเผาสถานีโทรทัศน์แล้ว ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมกราคม 52 มีกลุ่มบุคคลประมาณ 100 คน บุกเข้าไปทำลายร้านค้าของครอบครัว ปธน อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะย่าน China Town เกิดการจลาจลย่อยๆท่วเมืองหลวง รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ขอให้ประชาชนอยู่ในที่พักอาศัย และห้ามชุมนุมเกินกว่า 3 คน ระหว่างเวลา 21.00-04.00 น. กองทัพของมาดากัสการ์แตกแยกเป็นกลุ่มๆ (factionalised) รัฐบาล ปธน ไม่สามารถสั่งการทหารและตำรวจให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ โดยผู้นำทหารได้ออกมาแถลงว่าจะไม่เข้าข้างฝ่ายใด จึงเป็นเหตุทำให้การจลาจลและการเผาทำลายอาคารร้านค้าต่างๆ สามารถดำเนินการได้โดยไม่มีผู้ใดเข้าระงับยับยั้ง อย่างไรก็ตาม กองกำลังทหารและตำรวจของ ปธน ได้เริ่มเข้าสลายการชุมนุมและยิงขู่กลุ่มคนที่บุกเข้าขโมยของตามร้านต่างๆ มีเสียงปืนดังตามที่ต่างๆ
สถานีวิทยุท้องถิ่นรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 70 ราย และพบศพบนถนนกลางเมืองหลวง
วันที่ 2 กพ 2552 นาย Rajoelina ปรากฏตัวต่อหน้าผู้มาร่วมชุมนุมที่ลาน 13 May เรียกร้องให้ ปธน. ลาออก และได้ยื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ (High Constitutional Court) ให้ถอดถอน ปธน. ออกจากตำแหน่งในข้อหาละเมิดรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ ปธน ลงนามในสัญญาให้บริษัท Daewoo ของเกาหลีใต้เช่าที่ดินในประเทศมาดากัสการ์จำนวน 1 ล้านเฮกเตอร์ เพื่อทำการเพาะปลูกข้าวโพดและปาล์มน้ำมันเป็นระยะเวลา 99 ปี
วันที่ 3 ก.พ. 2552 ปธน และ รมว.มหาดไทย ได้ออกประกาศแต่งตั้งให้นาย Guy Rivo Randrianarisoa ขึ้นดำรงตำแหน่ง President of Special Delegation of Antananarivo (PDS) มีหน้าที่กำกับดูแลและบริหารท้องถิ่นในพื้นที่กรุงอันตานานาริโว ซึ่งมีนัยว่า ปธน ยึดอำนาจการบริหารเมืองหลวงมาจากนาย Rajoelina ในขณะเดียวกัน ปธน และ รมต. บางรายได้ออกเยี่ยมเยียนประชาชนในต่างจังหวัด เพื่อย้ำว่ารัฐบาลยังคงทำงานแก้ไขปัญหาประเทศต่อไปและขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ
2) เหตุการณ์ทหารยิงประชาชน วันที่ 7 กพ 52
วันที่ 7 ก.พ. 2552 นาย Andry Rajoelina ได้ปรากฏตัวที่ลาน 13 May โดยยังคง
กล่าวหา ปธน. Marc Ravalomanana ที่ใช้อำนาจในทางมิชอบ และประกาศแต่งตั้งตนเองเป็น President of High Authority of Transition Government พร้อมกับแต่งตั้งนาย Monja Roindefo เป็นนายกรัฐมนตรี และเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปยังทำเนียบ ปธน. เพื่อกดดันให้ ปธน. ลาออก ในวันนั้น ทหารประจำทำเนียบ ปธน. ได้ยิงปืนเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 ราย และบาดเจ็บกว่า 200 คน
ปธน. ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบ รวมทั้งจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้สถานการณ์กลับเป็นปกติโดยเร็ว พร้อมกับกล่าวหานาย Rajoelina ว่าเป็นตัวการก่อให้เกิดความไม่สงบและไม่มีความสามารถในการควบคุมฝูงชน
นาย Rajoelina ได้ออกแถลงการณ์ประณาม ปธน. ในการใช้กำลังปราบกลุ่มผู้ชุมนุม และได้ยื่นเงื่อนไขให้ ปธน. ลาออก โดยรัฐบาลของตนจะเข้าบริหารประเทศชั่วคราว จนกว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้ง ปธน. ครั้งใหม่ รวมทั้งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษวันที่ 9 ก.พ. 2552 นาง Cecile Manorohanta รมว.กลาโหม ได้ประกาศลาออก เพื่อ
แสดงความรับผิดชอบกรณีการใช้อาวุธของทหารประจำทำเนียบ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งนี้ ปธน. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ Vice Admiral Mammy Ranaivoniarivo เป็น รมว.กลาโหมแทน ซึ่งก่อนหน้านี้ นายพล Ranaivoniarivo มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะทหารประจำทำเนียบ ปธน.
หลังจากเหตุการณ์ 7 กพ 52 ประชาชนผู้สนับสนุน ปธน กลุ่มหนึ่ง และนายกเทศมนตรี อีกกลุ่มหนึ่ง ยังคงชุมนุมในที่สาธารณะกลางกรุงอันตานานาริโวอย่างต่อเนื่อง โดยต่างฝ่ายต่างยืนยันในความชอบธรรมทางการเมืองของตน มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุม 2 ฝ่าย และทหาร ตำรวจ รวมทั้งการจลาจลย่อยๆอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากความวุ่นวายทางการเมืองครั้งนี้แล้วกว่า 100 คน ในขณะที่ทั้ง ปธน และ นายกเทศมนตรีหลบซ่อนตัวไม่ออกสู่สาธารณะ ทั้งนี้ มีความพยายามในการเจรจาโดยมีผู้แทนของ AU, SADC, Indian Commission Ocean, UN, ผรั่งเศส และสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง
3) กองทัพบุกทำเนียบประธานาธิบดี
วันที่ 14 มีค 52 นาย Rajoelina ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนและประกาศว่าตนควบคุมอำนาจทหารตำรวจไว้ได้เบ็ดเสร็จ และสั่งการให้ ปธน ลาออกทันที ในวันเดียวกัน ปธน ประกาศออกวิทยุให้ผู้ที่สับสนุนตนเดินทางมาร่วมชุมนุมหน้าทำเนียบเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทหารบุกยึดทำเนียบได้ ซึ่งมีประชาชนประมาณ 5,000 คนออกมาปกป้องทำเนียบ ปธน
วันที่ 16 มีค 52 ปธน Ravalomanana ประกาศจะจัดให้มีการลงประชามติว่าประชาชนต้องการให้ตนดำรงตำแหน่ง ปธน ต่อไปหรือไม่ เพื่อยุติความขัดแย้งในชาติ แต่นาย Rajoelina ไม่ยอมรับแนวคิด referendum
วันที่17 มีค 52 กองกำลังทหารบุกเข้ายึดที่ทำการประธานาธิบดี กดดันให้ ปธน ลาออกทันที
4) ประธานาธิบดี Marc Ravalomanana ลาออก
กลางดึกวันที่ 17 มีค 52 ปธน ประกาศลาออกจากตำแหน่ง นาย Rajoelina แต่งตั้งตนเองเป็น ปธน โดยการสนับสนุนของกองทัพ นาย Rajoelina อ้างว่ารัฐบาลของตนเป็นรัฐบาลชุดพิเศษที่จะทำงานเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการเมืองที่ดีกว่าของมาดากัสการ์ โดยเรียกคณะรัฐบาลของตนว่า HAT (High Authority of Transition) และเดินทางเข้าพักในทำเนียบ ปธน ทันที ในการนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยอมรับการขึ้นสู่ตำแหน่งของนาย Rajoelina ว่าเป็นไปด้วยความชอบธรรม ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ภารกิจแรกของนาย Rajoelina คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ปธน ต้องมีอายุ 40 ปี (เนื่องจากตนอายุ 34 ปี และไม่ถึงเกณฑ์) และจะจัดให้มีการเลือกตั้ง ปธน ในอีก 2 ปี
5) ท่าทีนานาชาติต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของมาดากัสการ์ มีดังนี้
แซมเบีย ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและเรียกร้องให้ AU และ SADC ถอนสมาชิกภาพมาดากัสการ์เป็นการชั่วคราวโดยทันที (ซึ่งในขณะนี้ AU และ SADC ได้ suspend สมาชิกภาพของมาดากัสการ์) ฝรั่งเศส แถลงว่ากำหนดการที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 2 ปีของ นาย Rajoelina นั้นยาวนานเกินไป อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสยังคงดำเนินนโยบายที่ให้การสนับสนุนการเงินแก่มาดากัสการ์ต่อไป
สหภาพแอฟริกา ไม่สนับสนุนความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญสหประชาชาติ ต้องการให้แก้ปัญหาในประเทศด้วยหลักสันติวิธี
ปัจจุบัน นานาชาติได้พยายามเข้าแทรกแซงเพื่อแสวงหาข้อยุติความขัดแย้งทางการเมืองในมาดากัสการ์ โดยได้ตั้ง International Mediators ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจาก UN, African Union, SADC, OIF ล่าสุด International Mediators พยายามผลักดันให้กลุ่ม/พรรคการเมืองของ ปธน ทั้ง 3 คน ลงนามบนความตกลงจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน (Charter of the Transitional Institutions) เพื่อทำงานแทน HAT ทั้งนี้ หากทุกฝ่ายตกลงกันได้จะมีการลงนามที่ สนง ใหญ่ ของ AU ทีกรุงอาดิสบาบา อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ กลุ่มการเมืองภายในมาดากัสการ์ยังไม่สามารถต่อรองการจัดการผลประโยชน์ทางการเมืองให้ลงตัวได้

6)ปัญหาทางสังคม
ผู้ที่เข้ามาอาศัยในเกาะมาดากัสการ์พวกแรกคือกลุ่มชาวอินโดนีเซียและชาวแอฟริกัน ปัจจุบันมีชนเผ่าหลัก ๆ คือ Merina ร้อยละ 26 Betsimisaraka ร้อยละ 15 Betsileo ร้อยละ 12 Tsimehety ร้อยละ 7 และ Antadroy ร้อยละ 5 เห็นได้ว่าสังคมมาดากัสการ์เป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ แต่ไม่มีความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติเท่าไรนัก เนื่องจากมีการรณรงค์ใช้ภาษามาลากาซีเป็นภาษากลาง และการส่งเสริม ความภาคภูมิใจในความเป็นชาวมาลากาซี แต่ยังมีชนกลุ่มน้อยที่ยังคงได้รับการกีดกันจากชาวมาลากาซี ได้แก่ ชาวจีน ชาวอินเดียและชาวโคโมโรส ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จจากการทำการค้าและธุรกิจ
แม้สภาพบ้านเมืองโดยทั่วไปยังไม่พัฒนาและประชาชนยังไม่ได้รับการศึกษาเท่าที่ควร การว่างงานยังคงสูง และมาตรฐานด้านสาธารณสุขยังอยู่ในระดับต่ำ แต่โดยรวมแล้ว ถือว่ามาดากัสการ์มีมาตรฐานอยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศในเขต Sub Sahara อื่น ๆ ปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วยโรคเอดส์ลดลงอย่างต่อเนื่อง และด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะจึงมีความเสี่ยงต่อโรคระบาดจากทวีปแอฟริกาค่อนข้างน้อย โรคระบาดในมาดากัสการ์จึงมีเพียงมาลาเรีย อหิวาตกโรคและวัณโรค
มาดากัสการ์มักต้องเผชิญกับพายุไซโคลนเป็นประจำทุกปี อุทกภัยแต่ละครั้งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยราย ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยหลายแสนราย และพื้นที่การเกษตรจำนวนมากได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ฝ่ายบริหาร

เศรษฐกิจการค้า

ข้อมูลเศรษฐกิจทั่วไป
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 245.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 376 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 3,724 ดอลลาร์สหรัฐ)การขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 6.3 (ไทย ร้อยละ 4.9)
อัตราเงินเฟ้อร้อยละ 10.3 (ไทย ร้อยละ 2.3)
อัตราการว่างงานร้อยละ 5.9 (ไทย ร้อยละ1.4)
อุตสาหกรรมที่สำคัญการแปรรูปเนื้อสัตว์ อาหารทะเล สบู่ โรงกลั่นเบียร์ ฟอกหนัง น้ำตาล สิ่งทอ แก้ว ซีเมนต์ โรงงานอะไหล่รถยนต์ กระดาษ ปิโตรเลียม การท่องเที่ยว
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ 996 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 106.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ดุลการค้ากับไทยไทยและมาดากัสการ์มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน รวม 50.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 48.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 1.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 46.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าออกที่สำคัญวนิลา พลอยดิบ สัตว์น้ำเปลือกแข็ง กาแฟ น้ำตาล เสื้อผ้าฝ้าย โครไมท์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
สินค้าเข้าที่สำคัญสินค้าที่ใช้เป็นทุนการผลิต สินค้าวัตถุดิบ เชื้อเพลิง สินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ มาดากัสการ์ส่งออกไป ฝรั่งเศส 31.8% สหรัฐอเมริกา 26.6% เยอรมนี 6.1% สหราชอาณาจักร 4.9% อิตาลี 4.4%
และนำเข้าจาก ฝรั่งเศส 13.6% จีน 13% อิหร่าน 8.1% แอฟริกาใต้ 6.4% ฮ่องกง 4.9% มอริเชียส 4.8%
หน่วยเงินตรา มาดากัสการ์ อเรียรี่ (Madagascar Ariary: MGA)
อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 56.27 มาดากัสการ์อเรียรี่ เท่ากับ 1 บาท

เศรษฐกิจ
มาดากัสการ์เป็น 1 ใน 18 ประเทศยากจนที่อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นหนี้ของ G8 ประชาชน 2 ใน 3 ของมาดากัสการ์ยากจนมาก โดยมีรายได้ต่ำกว่า international poverty line (US$ 1.25) รัฐบาลมาดากัสการ์ต้องพึ่งพาเงินและความช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นหลัก ปัญหาสังคมของมาดากัสการ์ คือ การขาดแคลนอาหาร ประชากรยากจน และขาดการศึกษาที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม มาดากัสการ์ได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศเป็นจำนวนมาก เป็นผลให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในขั้นที่น่าพอใจ (ร้อยละ 6.3 ปี 2550)
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 รัฐบาลของอดีต ปธน Ravalomanana ได้ประกาศแผน Madagascar Action Plan (หรือ MAP) เพื่อเป็นแผนแม่บทในการผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มปริมาณการลงทุนโดยภาคเอกชนท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่ นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอีกจำนวนมากกว่า 40 แห่ง รวมถึงภาคธนาคาร การรถไฟ การสื่อสารโทรคมนาคม การไฟฟ้าและการประปา อุตสาหกรรมฝ้ายและน้ำตาล เป็นต้น โดยมีบริษัทและกลุ่มบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในกิจการเหล่านี้ อาทิ บริษัทจากประเทศแอฟริกาใต้ จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี คูเวต
สภาวะการเมืองภายในมาดากัสการ์ยังไม่นิ่ง ในขณะนี้จึงยังไม่มีการกำหดนโยบายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนของรัฐบาลใหม่
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐมาดากัสการ์

ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-มาดากัสการ์
1.ด้านการเมือง
ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับมาดากัสการ์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2533 โดยไทยมีสถานกงสุลใหญ่ ณ กรุงอันตานานาริโว ปัจจุบัน นายจรัล ปลั่งตระกูล เป็นกงสุลใหญ่ฯ ส่วนฝ่ายมาดากัสการ์ได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตมาดากัสการ์ประจำประเทศญี่ปุ่น มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย เอกอัครราชทูตมาดากัสการ์ประจำประเทศไทย (ถิ่นพำนัก ณ กรุงโตเกียว) คนปัจจุบัน คือนาย Jimmy Ramiandrison และมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์มาดากัสการ์ประจำประเทศไทย โดยนาย Daniel Delevaux เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ฯที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาดากัสการ์ดำเนินไปอย่างราบรื่นและค่อนข้างใกล้ชิด ฝ่ายมาดากัสการ์ได้ตระหนักถึงความสำคัญที่ไทยได้ให้ความช่วยเหลือในด้านวิชาการและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด โดยล่าสุดไทยได้ให้ความช่วยเหลือแก่มาดากัสการ์ กรณีภัยธรรมชาติพายุไซโคลน เมื่อเดือน กพ 51 นอกจากนี้ ไทยได้ให้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแก่มาดากัสการ์ในการฝึกอบรมด้านการเจียระไนอัญมณี การเพาะปลูกข้าว การประมงพื้นบ้าน การสาธารณสุข การกีฬา อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ไทยได้พิจารณาให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์-การจัดการแก่ชาวมาลากาซีเพื่อศึกษาในประเทศไทยในปี 2550 ชาวมาดากัสการ์ส่วนใหญ่มีเชื้อสายอินโด-มาเลย์ จึงมีความรู้สึกว่าตนเป็นเอเชียมากกว่าแอฟริกัน และมีทัศนคติที่ดีต่อชาวเอเชีย และเห็นประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียรวมทั้งไทยเป็นแบบอย่างในการพัฒนาประเทศ


การค้า
การค้าระหว่างไทย-มาดากัสการ์ ในปี 2551 มีมูลค่ารวม 50.60 ล้าน USD ไทยส่งออก 48.79 ล้าน USD ไทยนำเข้า 1.81ล้าน USD ไทยได้ดุลการค้า 46.98 ล้าน USD สินค้าส่งออกของไทยไปยังมาดากัสการ์ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เม็ดพลาสติก น้ำตาลทราย ผ้าผืน และสินค้าที่ไทยนำเข้าจากมาดากัสการ์ ได้แก่ แร่อัญมณี พลอยดิบ เงินแท่งและทองคำ สัตว์น้ำสดแช่แข็ง สัตว์น้ำแปรรูปและกึ่งแปรรูปเช่นเดียวกับประเทศแอฟริกันอื่นๆ โดยเฉพาะ ไนจีเรีย เอธิโอเปีย และแอฟริกาใต้ พ่อค้ารายย่อยจากมาดากัสการ์เดินทางมาซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปขายส่งที่ประเทศไทย (แหล่งสำคัญคือ ประตูน้ำ) เพื่อนำไปขายในตลาดท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ Made in Thailand ได้รับความนิยมว่าเป็นสินค้าคุณภาพในตลาดมาดากัสการ์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกในส่วนนี้มักไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในระบบศุลกากรเนื่องจากเป็นการเดินทางมาซื้อของในลักษณะนักท่องเที่ยวและขนของใส่กระเป๋าเดินทางบินออกนอกประเทศพร้อมกับตัวพ่อค้า โดยที่ไม่มีการขนส่งสินค้าผ่านระบบ Cargo
2.1การประมง
มาดากัสการ์อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล จึงมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งประมงนอกน่านน้ำที่สำคัญของไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ไม่มีประมงไทยได้รับสัมปทานทำการประมงในน่านน้ำมาดากัสการ์แม้แต่รายเดียว แต่อาศัยการร่วมทุนกับประมงสัญชาติอื่นที่ได้รับใบอนุญาต (ที่ผ่านมา ประมงไทยเคยเข้าไปทำประมงในน่านน้ำมาดากัสการ์ แต่มีปัญหาในการได้รับใบอนุญาต และถูกกล่าวหาว่าทำประมงโดยผิดกฎหมายบ่อยครั้ง เนื่องจากเทคนิคการทำประมงของไทยไม่สอดคล้องกับระเบียบการทำประมงที่มาดากัสการ์กำหนด)
2.2อุตสาหกรรมอัญมณี
มาดากัสการ์เป็นแหล่งวัตถุดิบแร่อัญมณีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากมีปริมาณพลอยดิบจำนวนมาก และหลากหลายชนิด มาดากัสการ์จึงเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ซึ่งนำเข้าวัตถุดิบจากมาดากัสการ์กว่าร้อยละ 80 อย่างไรก็ดี ขณะนี้ฝ่ายมาดากัสการ์อยู่ในระหว่างการทบทวนนโยบายการส่งออกอัญมณีดิบออกนอกประเทศ
2.3ด้านการลงทุน
ไทย-มาดากัสการ์ยังไม่ค่อยมีการลงทุนระหว่างกันมากนัก ปัจจุบัน บริษัทอิตาเลียน-ไทย กำลังเริ่มต้นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในมาดากัสการ์ 2 โครงการ คือ 1. กิจการเหมืองถ่านหิน (ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 700 กม.) และ 2. การก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ (ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 1,000 กม.)
2.4คนไทยในมาดากัสการ์
ปัจจุบันมีคนไทยอยู่ในมาดากัสการ์ประมาณ 250 คน โดยอาศัยอยู่ในกรุงอันตา-นานาริโว 30 คน ในพื้นที่ก่อสร้างใกล้เมือง Toamasina ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญทางชายฝั่งด้านทิศตะวันออกของประเทศประมาณ 180 คน และในพื้นที่ซื้อขายพลอยอีกประมาณ 40 คน ในภาพรวม คนไทยในมาดากัสการ์ทำงานในแวดวงอัญมณี และส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านอิลากากา ชุมชนคนไทยในมาดากัสการ์มีความเข้มแข้ง มีการก่อตั้งสมาคมไทย – มาดา ซึ่งมีกิจกรรมร่วมกับ สกญ. ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนมาโดยตลอด เช่น การสร้างสถานีอนามัยและการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลจำนวน 12 แห่ง

2. การแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญ
2.1 ฝ่ายไทย
- เมื่อวันที่ 11 - 13 กันยายน 2526 ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสาธารณรัฐมาดากัสการ์อย่างเป็นทางการ
- เมื่อปี 2543 นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยือนมาดากัสการ์อย่างเป็นทางการ
- เมื่อเดือนมีนาคม 2544 ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยนำคณะภาครัฐและเอกชนเยือนมาดากัสการ์
- เมื่อเดือนกันยายน 2545 ดร.ประชา คุณะเกษม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะทูตพิเศษ นำคณะภาครัฐและเอกชนเยือนมาดากัสการ์เพื่อกระชับความสัมพันธ์
กับรัฐบาลชุดใหม่
- เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 นายประจวบ ไชยสาส์น ผู้แทนการค้าไทย นำคณะภาครัฐและเอกชนเดินทางเยือนสาธารณรัฐมาดากัสการ์
- เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะภาครัฐและเอกชนเยือนสาธารณรัฐมาดากัสการ์ ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเหมืองแร่และพลังงาน
2.2 ฝ่ายมาดากัสการ์
- เมื่อเดือนมกราคม 2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเดินทางเยือนประเทศไทย
- เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางมาร่วมการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 ที่กรุงเทพมหานคร
- เมื่อเดือนมิถุนายน 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ และการประมงเดินทางเยือนประเทศไทย
- เมื่อเดือนตุลาคม 2545 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานเดินทางเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของผู้แทนการค้าไทย (นายประจวบ ไชยสาส์น)
- ผู้บัญชาการตำรวจภูธรแห่งชาติ และผู้ว่าการจังหวัด Mahajanga เดินทางเยือนไทย
- เมื่อวันที่ 21-25 สิงหาคม 2549 พลโท Marcel Ranjeva รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

870 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

43742 คน

325104 คน

3288987 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official