สาธารณรัฐยูกันดา
Republic of Uganda
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้งตะวันออกของทวีปแอฟริกา บริเวณเส้นศูนย์สูตร ไม่มีทางออกทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง
ทิศเหนือ ติดกับซูดาน
ทิศใต้ ติดกับรวันดาและแทนซาเนีย
ทิศตะวันออก ติดกับเคนยา
ทิศตะวันตก ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (เดิมคือ ซาอีร์)

พื้นที่ 197,000 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงกัมปาลา (Kampala)

ภูมิอากาศ ร้อนชื้น ฝนตกตลอดปี ยกเว้นฤดูแล้ง 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ และเดือนมิถุนายน - สิงหาคม ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือค่อนข้างแห้งแล้ง

ประชากร 31.7 ล้านคน (ปี 2551)

ภาษา ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ และมีภาษาท้องถิ่น ได้แก่ Luganda, Kiswahili, Luo, Lunyoro – Lutoro Bantu และ Arabic

ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาธอลิก ร้อยละ 33 โปรแตสแตนท์ ร้อยละ 33 อิสลาม ร้อยละ 16 ความเชื่อดั้งเดิม ร้อยละ 18

หน่วยเงินตรา ยูกันดาชิลลิงส์ (Ugandan Shillings (UGX)) อัตราแลกเปลี่ยน 1 UGX ประมาณ 0.018 บาท
(ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2552)

ระบอบการปกครอง แบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐและ
หัวหน้ารัฐบาล พลเอกโยเวรี คากูตา มูเซเวนี (Major General Yoweri Kaguta Museveni) เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2529

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
- แต่เดิมดินแดนทางตอนใต้ของยูกันดาในปัจจุบันมีชื่อว่า ราชอาณาจักร บูกันดา (Buganda Kingdom) ปกครองโดยระบบกษัตริย์ และในปี 2437 ได้ตกเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักรเช่นเดียวกับกับเคนยา ยูกันดาได้รับเอกราชในปี 2505 โดยมีกษัตริย์ Edward Muteesa II แห่งเผ่าบูกันดาขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและแต่งตั้งให้นาย Milton Obote เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลังจากได้รับเอกราช ยูกันดาต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าต่างๆ กว่า 30 เผ่า โดยความความขัดแย้งที่สำคัญเป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเหนือ (เชื้อสาย Nilotic) และฝ่ายใต้ (เชื้อสาย Bantu)
- ในปี 2509 นาย Obote ได้ยึดอำนาจการปกครองจากกษัตริย์ Edward Muteesa II โดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตที่ต้องการคานอิทธิพลของจีนที่แพร่ขยายเข้าไปในแอฟริกาโดยเฉพาะในแทนซาเนีย หลังจากยึดอำนาจ นาย Obote ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี การยึดอำนาจครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของยุคปฏิวัติและการต่อต้านการปฏิวัติในยูกันดา
- เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2515 พลตรี Idi Amin ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ทำรัฐประหารและยึดอำนาจรัฐบาลของนาย Obote พลตรี Amin ปกครองประเทศในระบอบเผด็จการ การปกครองดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวยูกันดาเป็นอย่างมาก เนื่องจากในสมัยนั้นมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง มีการยึดทรัพย์สินจากบริษัทเอกชนเป็นของรัฐประมาณ 3,500 บริษัท มูลค่าประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดจนขับไล่ชาวเอเชียซึ่งเป็นเจ้าของกิจการประมาณ 75,000 คน ออกนอกประเทศ ส่งผลให้คนงานซึ่งทำงานในสาขาพาณิชย์ และอุตสาหกรรมว่างงานจำนวนมาก เป็นเหตุให้เศรษฐกิจของยูกันดาเริ่มตกต่ำ ทั้งที่แต่เดิมเคยเป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองและเป็นศูนย์กลางของแอฟริกาตะวันออก
- ปี 2522 กลุ่มต่อต้านรัฐบาล Uganda National Liberation Front (UNLF) ภายใต้การนำของ พลเอก Tito Okello และความช่วยเหลือจากกองทหารแทนซาเนียสามารถโค่นล้มอำนาจประธานาธิบดี Amin ได้สำเร็จ และแต่งตั้งให้นาย Obote กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างเผ่าต่างๆ ยังคงอยู่
- ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2528 พลเอก Okello ได้ก่อการรัฐประหารโค่นล้มนาย Obote และขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำการกวาดล้างศัตรูทางการเมืองอย่างรุนแรง ทำให้ประชาชนไม่พอใจและหันไปสนับสนุนขบวนการต่อต้านแห่งชาติ (National Resistance Movement – NRM) ซึ่งมีนาย Yoweri Museveni เป็นผู้นำ
- ในปี 2529 นาย Yoweri Museveni และกลุ่ม NRM โค่นล้มรัฐบาล พลเอก Okello และขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
- เดือนพฤษภาคม 2539 รัฐบาลได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นครั้งแรก โดยสมาชิกของกลุ่ม NRM ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนที่นั่ง 276 ที่นั่ง ส่งผลให้ NRM มีเสียงข้างมาก และการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2549 รัฐบาลยูกันดาได้รัดการเลือกตั้งแบบหลายพรรคเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี โดยนาย Museveni ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 59.26 และมีวาระในการดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 5 ปี

การเมืองการปกครอง

1. การเมืองการปกครอง
1.1 ระบอบการปกครอง
ยูกันดามีระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ โดยแบ่งการปกครองออกเป็น 4 ภูมิภาค ได้แก่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคตะวันตก และประกอบด้วย 80 เขตการปกครอง
1.2 นโยบายรัฐบาล
ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2529 ประธานาธิบดี Museveni ได้ปฏิรูปการเมือง โดยพยายามส่งเสริมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม ความเป็นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจตามแบบตะวันตก เน้นการเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และลดอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากที่ผ่านมา มีการสู้รบระหว่างกลุ่มต่างๆ ในยูกันดาเป็นเวลา 20 ปี ทำให้บ้านเมืองถูกทำลายและเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะตกต่ำ

2. เศรษฐกิจและสังคม
2.1 รัฐบาลยูกันดามีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจในยูกันดา ซึ่งได้ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ โดยภาคเกษตรกรรมถูกปรับลดระดับความสำคัญลง ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการทวีความสำคัญขึ้น โดยปัจจุบันภาคบริการได้รับความสำคัญมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยเกิดจากการเติบโตของภาคโทรคมนาคม โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ และการบริการเพื่อการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ยูกันดายังคงประสบปัญหาในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ภายในประเทศ เนื่องจากขาดแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติ โดยมีสาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา

2.2 ยูกันดาได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้กรอบ Cotonou Agreement ซึ่งเป็นข้อตกลง
ทางการค้าและความช่วยเหลือระหว่างสหภาพยุโรป กับภูมิภาคแอฟริกา แคริบเบียน และแปซิฟิก สามารถส่งออกสินค้าบางชนิดไปกลุ่มสหภาพยุโรปโดยได้รับการยกเว้นภาษี ได้รับความช่วยเหลือด้านการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การพัฒนากิจการด้านเหมืองแร่

2.3 ยูกันดาและประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาตลาดร่วมแห่งภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern African States : COMESA) และเป็นสมาชิกประชาคมแอฟริกาตะวันออก (East African Community: EAC) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนา

2.4 สาขาที่ยูกันดามีศักยภาพในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการลงทุน ได้แก่ ภาคการเกษตร อาทิ มันสำปะหลัง ข้าว ผลิตภัณฑ์และเครื่องจักรทางการเกษตร เนื่องจากชาวยูกันดานิยมบริโภคและมีศักยภาพในการปลูกมันสำปะหลัง แต่ปัจจุบันยูกันดานำเข้าแป้งมันสำปะหลังจากต่างประเทศทั้งสิ้น และภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากยูกันดามีภูมิประเทศที่สวยงามและค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ และมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างชาติเพื่อพัฒนาด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยว

2.5 ถึงแม้ว่านโยบายการปฏิรูปของประธานาธิบดี Museveni จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ผู้บริจาคระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกองทุนการเงินโลก (International Monetary Fund – IMF) ก็ยังไม่มั่นใจในการปราบปรามการทุจริตภายในรัฐบาล นอกจากนี้ ความไม่พอใจอย่างเงียบๆ ของประชาชนยูกันดาต่อกลุ่มนักธุรกิจเชื้อสายเอเชียใต้ ก็ยังคุกรุ่นอยู่ ดังจะเห็นได้จากการปะทะกันระหว่างการประท้วงทางการเมืองเป็นครั้งคราว นอกจากนี้ ยูกันดาเป็นประเทศที่มีปัญหาเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของต่างชาติ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ระบบเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจของยูกันดาอ่อนแอและเสื่อมถอยลง

3. นโยบายต่างประเทศ
3.1 ความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาค
ยูกันดาดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในหลากหลายมิติ ดังนี้

- เคนยาและแทนซาเนีย ยูกันดามีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันดีกับเคนยาและแทนซาเนีย เนื่องจากทั้งสามประเทศอยู่ภายใต้อาณานิคมของสหราชอาณาจักร และยังคงรักษาสัมพันธภาพอันดีหลังจากได้รับเอกราช ความสัมพันธ์อันยาวนานส่งผลให้ทั้ง 3 ประเทศ มีนโยบายกระชับความร่วมมือระหว่างกัน นำไปสู่การจัดตั้ง EAC เมื่อปี 2542 และหลังจากนั้นได้มีการลงนามความตกลงสหภาพศุลกากรร่วมกัน (Custom Union Agreement) ในเดือนมกราคม 2548 ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการค้า การลงทุนในอนุภูมิภาคนี้

- รวันดา ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างยูกันดาและรวันดาไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากทั้งสองประเทศมีข้อพิพาทอันเกิดจากการแทรกแซงการเมืองภายในของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก จนทำให้เกิดการปะทะกับระหว่างสองประเทศในปี 2542 และ 2543 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ระหว่างสองประเทศเริ่มคลี่คลายลงเพราะปัจจุบันชาวรวันดาเชื้อสาย Tutsi เริ่มมีความเกี่ยวพันและเชื่อมโยงกับชาวยูกันดาเชื้อสาย Banyarwanda ที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของยูกันดามากขึ้น และผู้อพยพชาวรวันดาเชื้อสาย Tutsi ที่อาศัยในยูกันดาหลายคนเริ่มเข้าเป็นสมาชิกของ National Resistance Army ซึ่งอยู่ภายใต้การบัญชาการของประธานาธิบดี Museveni นอกจากนี้ ยูกันดายังเป็นผู้สนับสนุนให้รวันดาเข้าเป็นสมาชิก EAC ด้วย ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม หากปัญหาภายในประเทศของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกยังไม่คลี่คลาย ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศยังมีโอกาสกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง

- สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก – ยูกันดาพยายามพัฒนาและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับคองโกตั้งแต่ยูกันดาถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ในปี 2544 และเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2546 อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้ยังคงคลุมเครือ เนื่องจากคองโกยังเชื่อว่ายูกันดาเป็นผู้จัดหาอาวุธให้แก่กลุ่มติดอาวุธต่างๆ ในคองโกเพื่อต่อต้านกลุ่ม Lord’s Resistance Army (LRA) ที่นำโดย Joseph Kony ซึ่งเป็นศัตรูกับยูกันดา ความขัดแย้งระหว่างยูกันดาและ LRA นี้ สืบเนื่องมาจากการที่ LRA ได้ทำสงครามกลางเมืองกับกองกำลังของยูกันดา (Uganda People’s Defence Forces – UPDF)[1] และกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายมายาวนานกว่า 20 ปี อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองรัฐบาลยังอยู่ในเกณฑ์ดี และทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมมือกันต่อต้านกลุ่มกบฏและได้ทำปฏิญญาว่าด้วยการสำรวจน้ำมันบริเวณชายแดนร่วมกัน ดังนั้นถึงแม้ว่าสถานการณ์ในคองโกยังไม่มีเถียรภาพมากนัก แต่ก็ไม่กระทบต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศแต่อย่างใด

- ซูดาน – เดิมความสัมพันธ์ระหว่างยูกันดาและซูดานมีความตึงเครียด เนื่องจากยูกันดาสนับสนุนกลุ่ม Sudan People’s Liberation Army (SPLA) ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนในซูดาน ในขณะที่ซูดานสนับสนุน LRA ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แต่เนื่องจากยูกันดาและซูดานมีพรมแดนเชื่อมต่อกันมากกว่า 400 กิโลเมตร และประชาชนมีการเดินทางข้ามพรมแดนเป็นประจำ ทำให้ทั้งสองฝ่ายทำการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันเมื่อปี 2546 โดยรัฐบาลซูดานได้ให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือในการต่อต้าน LRA ในขณะเดียวกันรัฐบาลยูกันดาจะผลักดันให้กลุ่ม SPLA ถอยร่นกลับเข้าไปในซูดาน อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศมีทีท่าว่าจะซับซ้อนยิ่งขึ้นหลังจากที่ซูดานเกิดสงครามกลางเมืองในปี 2548 เนื่องจากรัฐบาลซูดานใต้ (Government of Southern Sudan – GOSS) พยายามทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่าง LRA และยูกันดา รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเพื่อต่อต้าน LRA ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างซูดานและยูกันดายังไม่มีเสถียรภาพ เนื่องจากขึ้นอยู่กับขั้วอำนาจของผู้นำทางการเมืองของรัฐบาลซูดานที่จะนำไปสู่การกำหนดท่าทีของทั้งสองฝ่ายต่อไป

3.2 บทบาทของยูกันดาในเวทีระหว่างประเทศ – ยูกันดาให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของแอฟริกาหลังจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นอย่างมาก โดยกระตุ้นให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในแอฟริกา เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้จากประเทศร่ำรวยไปสู่ประเทศที่ยากจน ซึ่งจะเป็นการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในประชาคมโลก และจะทำให้ประชากรในประเทศยากจนสามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้อย่างทั่วถึง

เศรษฐกิจการค้า

ข้อมูลเศรษฐกิจโดยรวม

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 16.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 392 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2550)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 8.3 (ปี 2551)

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐยูกันดา

1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ด้านการทูต – ไทยและยูกันดาได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2528 โดยฝ่ายไทยมอบหมายให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบีดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำยูกันดา ในขณะที่ฝ่ายยูกันดาได้มอบหมายให้เอกอัครราชทูตยูกันดาประจำสาธารณรัฐอินเดียเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย นอกจากนี้ ฝ่ายยูกันดาได้แต่งตั้งนายทวี บุตรสุนทร เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ยูกันดาประจำประเทศไทย ส่วนฝ่ายไทยได้แต่งตั้งนาย James Mulwana เป็นกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำยูกันดา

1.2 ด้านการเมืองและเศรษฐกิจ – การค้าระหว่างไทยกับยูกันดายังมีมูลค่าไม่มากแต่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยมูลค่าการค้าของไทยกับยูกันดาในปี 2551 มีมูลค่า 19.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกสินค้าไปยูกันดามูลค่า 14.3 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าสินค้าจากยูกันดามูลค่า 5.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 113 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 9.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าออกที่สำคัญของไทย 10 รายการ ได้แก่ 1) เสื้อผ้าสำเร็จรูป 2) รถยนต์ อุปกรณ์ และ ส่วนประกอบ 3) เม็ดพลาสติก 4) รองเท้าและชิ้นส่วน 5) ผ้าตัดเสื้อและผ้าที่จัดทำแล้ว 6) หม้อแบตเตอรี่ และส่วนประกอบ 7) ผลิตภัณฑ์พลาสติก 8) ผลิตภัณฑ์ยาง 9) สิ่งทอ 10) เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ

สินค้านำเข้าที่สำคัญจากยูกันดา 10 รายการ ได้แก่ 1) เส้นใยใช้ในการทอ 2) ผลิตภัณฑ์ยาสูบ 3) เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม 4) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 5) เครื่องจักรใช้ในการเกษตร 6) ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผักผลไม้ 7) สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง 8) แผงวงจรไฟฟ้า 9) หลอดและท่อโลหะ 10) เคมีภัณฑ์

2. ความตกลงที่สำคัญกับไทย
ไทยและยูกันดาได้เจรจาความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ (Air Service Agreement) ระหว่างกัน ลงนามย่อรับรองร่างความตกลงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติการทำความตกลงฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2540 แต่ปัจจุบันยังมิได้มีการลงนามในความตกลงฯ ดังกล่าว

3. การเยือนของผู้นำระดับสูง
3.1 ฝ่ายไทย
– ระหว่างวันที่ 23 - 24 มิถุนายน 2548
นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนยูกันดาเพื่อส่งเสริมและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและยูกันดาร่วมทั้งเป็นประธานเปิดศูนย์กระจายสินค้าไทย (Thai Distribution Center) ณ กรุงกัมปาลา

3.2 ฝ่ายยูกันดา
(1) พระราชวงศ์
– เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม – 3 กันยายน 2548
สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบูกันดา (Kabaka Ronald Muwenda Mutebi ll) เสด็จฯ เยือนไทย โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบูกันดาในวันที่ 30 สิงหาคม 2548 สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบูกันดาได้ทอดพระเนตรศูนย์ศิลปาชีพพิเศษบางไทร รวมทั้งโครงการหลวงห้วยฮ่องไคร้และดอยอินทนนท์

(2) รัฐบาล
- ประธานาธิบดี
เมื่อวันที่ 25 - 28 กันยายน 2546 นาย Yoweri Museveni ประธานาธิบดียูกันดา เยือนไทยก่อนเดินทางเข้าร่วมประชุม Tokyo International Conference on African Development หรือ TICAD ครั้งที่ 3 ณ ประเทศญี่ปุ่น และได้มีโอกาสพบหารือนายกรัฐมนตรี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในระดับผู้นำระหว่างสองประเทศ และเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังได้พบปะผู้แทนภาคเอกชนไทย อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (the Joint-Standing Committee on Trade, Industries and Banking) เพื่อส่งเสริมการลงทุนในยูกันดาในด้านต่าง ๆ ภาคเอกชนยูกันดาที่ร่วมอยู่ในคณะฯ อีก 60 คน ยังได้พบเจรจากับภาคเอกชนของไทย ซึ่งมุ่งเน้นความร่วมมือด้านการค้าและ การลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ
เมื่อวันที่ 11 - 13 กรกฎาคม 2547 นาย Yoweri Museveni เข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยโรคเอดส์ ครั้งที่ 15 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งไทยและยูกันดาเป็นสองประเทศที่ได้รับคำชมเชยจากสหประชาชาติในความสำเร็จด้านการป้องกันและบำบัดโรคเอดส์

- รองประธานาธิบดี
เมื่อวันที่ 15 - 20 กันยายน 2549 Professor Gilbert Balibaseka Bukenya รองประธานาธิบดียูกันดา นำคณะเยือนประเทศไทย

- รัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2536 นาย Ally M. Kirunda – Kivejinja รัฐมนตรีประจำสำนักประธานาธิบดีกิจการต่างประเทศเข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อมอบสาส์นจากประธานาธิบดียูกันดาและขอเสียงสนับสนุนให้แก่ผู้แทนยูกันดาซึ่งสมัครเป็นรองผู้อำนวยการ International Organization for Migration (IOM)

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2537 นาย Richard H. Kaijuka รัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมยูกันดา และนาย James Mulwana กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำยูกันดา เข้าพบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 11 - 20 กุมภาพันธ์ 2543 นาย Moses Ali รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยว การค้าและอุตสาหกรรมยูกันดา เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ครั้งที่ 10

เมื่อวันที่ 11 - 15 สิงหาคม 2545 นาย Gerald Sendaula รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง การวางแผน และการพัฒนาเศรษฐกิจยูกันดาและคณะเยือนไทย เพื่อชักชวนนักธุรกิจไทยไปลงทุนในยูกันดา

เมื่อวันที่ 8 - 22 ธันวาคม 2547 นาย Omwony Ojwok รัฐมนตรีแห่งรัฐดูแลเรื่องเศรษฐกิจ (Minister of State in Charge of Economic Monitoring) และคณะเดินทางมาประเทศไทย เพื่อศึกษา ดูงานด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเกษตร รวมทั้งความร่วมมือทางวิชาการและบทบาทของภาครัฐในกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทย

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 นาย Ezra Suruma รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วางแผน และการพัฒนาเศรษฐกิจเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ) ได้เข้าพบผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) และเข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายวราเทพ รัตนากร) ในวันเดียวกันด้วย

เมื่อวันที่ 20 - 25 เมษายน 2549 นาย Khiddu Makubuya รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอัยการสูงสุดเป็นผู้แทนรองประธานาธิบดียูกันดา เพื่อศึกษาดูงานด้านการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายประวิช รัตนเพียร เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็น 25 เมษายน 2549)

[1] กลุ่มกบฏ Lord Resistance Army (LRA) นำโดยนาย Joseph Kony มีเป้าหมายที่จะโค่นล้มรัฐบาลยูกันดาเพื่อก่อตั้งรัฐบาล Theocratic ซึ่งเป็นระบบการปกครองที่ยึดถือพระเจ้าหรือเทพเจ้าเป็นหลัก ถึงแม้ว่า LRA ไม่ได้เป็นภัยคุกคามสำหรับรัฐบาลยูกันดาก็ตาม แต่ก็ได้ก่อความไม่สงบทางตอนเหนือของยูกันดาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 20 ปี ส่งผลให้ปัจจุบันมีชาวยูกันดาซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนเหนือจำนวนมากต้องประสบปัญหาความยากจน ขาดแคลนอาหาร มีอัตราการตายของเด็กสูง มีจำนวนผู้พลัดถิ่นสูง

 

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

915 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

43787 คน

325149 คน

3289032 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official