ราชรัฐลักเซมเบิร์ก
The Grand Duchy of Luxembourg
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ยุโรปตะวันตก ทิศเหนือและตะวันตกติดต่อกับเบลเยียม ทิศทางตะวันออกติดต่อกับเยอรมนีและทิศใต้ติดต่อกับฝรั่งเศส

พื้นที่ 2,586 ตารางกิโลเมตร

ประชากร 494,000 คน (ก.พ. 2553)

ภาษา ลักเซมเบิร์กกิซ ฝรั่งเศส และเยอรมัน

ศาสนา ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก (ร้อยละ 87) โปรเตสแตนท์ (ร้อยละ 13) ยิว และอิสลาม

เมืองหลวง Luxembourg

สกุลเงิน ยูโร

วันชาติ 23 มิถุนายน (วันเฉลิมพระชนมพรรษาของกษัตริย์ลักเซมเบิร์ก)

ระบบการเมือง ประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ประมุข H.R.H. Grand Duke Henri (ขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2543)

นายกรัฐมนตรี นาย Jean-Claude Juncker (เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2547) ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย

รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Jean Asselborn (เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2547) ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้วย

สถาบันทางการเมือง
รัฐสภาสภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies) มีสมาชิก 60 คน มาจากการเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี และสภาที่ปรึกษา (Council of State) มีสมาชิก 21 คน โดยสมาชิก 7 คน ได้รับการแต่งตั้งจาก Grand Duke ที่เหลืออีก 14 คน สภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อให้ Grand Dukeแต่งตั้ง สภาที่ปรึกษาไม่มีอำนาจนิติบัญญัติ

รัฐบาล นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีได้รับการเสนอชื่อจากสภาผู้แทนราษฎรและได้รับแต่งตั้งจาก Grand Duke ส่วนคณะรัฐมนตรี ได้รับการเสนอชื่อจากนายกรัฐมนตรีและได้รับการแต่งตั้งโดย Grand Duke เช่นกัน

พรรคการเมือง Action Committee for Democracy and Justice (ADR), Christian Social People’s Party (CSV), Democratic Party (DP), Green Party,
Luxembourg Socialist Workers’ Party (LSAP), Marxist and Reformed Communist Party

องค์การระหว่างประเทศที่เข้าร่วม ACCT, Australia Group, Benelux, CCC, CE, EAPC, EBRD, ECE, EIB, EMU, EU, FAO, IAEA, IBRD, ICAO, ICC, ICFTU, ICRM, IDA, IEA, IFAD, IFC, IFRCS, ILO, IMF, IMO, Interpol, IOC, IOM, ISO, ITU, NATO, NEA, NSG, OECD, OPCW, OSCE, PCA, UN, UNCTAD, UNESCO, UNIDO, UPU, WCL, WEU, WHO, WIPO, WMO, Wtro, ZC

การเมืองการปกครอง
ประวัติโดยย่อ
ราชรัฐลักเซมเบิร์กเป็นรัฐขนาดเล็ก มีประวัติความเป็นมาย้อนหลังมากกว่า 1,000 ปี เมื่อปี ค.ศ. 963 Siegfried เคานท์แห่ง Ardennes และผู้ก่อตั้งราชวงศ์ลักเซมเบิร์กสร้างปราสาทในบริเวณเมืองหลวงของลักเซมเบิร์กในปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในสมัยนั้น เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีภูเขาสลับซับซ้อนล้อมรอบหลายชั้น เป็นที่รู้กันทั่วไปในนาม “The Gibraltar of the North” ในช่วงปลายยุคกลางจนถึงศตวรรษที่ 15 ราชวงศ์ลักเซมเบิร์กมีความรุ่งเรืองมาก กษัตริย์หลายพระองค์ในยุโรปสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์นี้ อาทิ จักรพรรดิปกครองเยอรมนี 4 พระองค์ กษัตริย์ปกครองโบฮีเมีย 4 พระองค์ และกษัตริย์ปกครองฮังการี 1 พระองค์ กษัตริย์ที่มีชื่อเสียงของลักเซมเบิร์ก

ในยุคนั้น ได้แก่ Henry VII, John the Blind, Wencelas, Charles IV และ Sigismund หลังจากนั้นลักเซมเบิร์กประสบความพ่ายแพ้ในสงครามหลายครั้ง และตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาติต่าง ๆ เช่น เบอร์กันดี สเปน ฝรั่งเศส ออสเตรีย และรัสเซีย จนกระทั่งสิ้นสุดศตวรรษที่ 19 ในปี ค.ศ.1815 ลักเซมเบิร์กได้รับอิสรภาพอีกครั้ง โดยการประชุมที่เวียนนา (Congress of Vienna)ได้ยกฐานะของลักเซมเบิร์กจาก Duchy เป็น Grand Duchy และมอบให้เป็นพระราชสมบัติส่วนพระองค์ของกษัตริย์เนเธอร์แลนด์ และในปี ค.ศ.1867 สนธิสัญญาลอนดอน (Treaty of London 1867) ได้รับรองบูรณภาพ แบ่งดินแดน และสิทธิในการปกครองตนเองของลักเซมเบิร์ก

โดยที่ในปี ค.ศ. 1890 ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 แห่งเนเธอร์แลนด์และแกรนด์ดยุคของลักเซมเบิร์กในสมัยนั้นโดยไม่มีพระราชโอรสสืบทอด ทำให้ราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ตระกูล Nasseau ได้ขึ้นครองราชย์แทน และลักเซมเบิร์กเริ่มต้นมีราชวงศ์ของตนเองในรัชสมัยของแกรนด์ดัชเชส ชาร์ลอทท์ (Grand Duchess Charlotte) ลักเซมเบิร์กได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี การพัฒนาดังกล่าวได้หยุดชะงักลงเมื่อเยอรมนีได้เข้ายึดครองลักเซมเบิร์กในระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้ง ทั้งๆ ที่ ลักเซมเบิร์กได้ประกาศความเป็นกลาง ต่อมาในปี ค.ศ.1964 กษัตริย์ในขณะนั้นของลักเซมเบิร์กคือ แกรนด์ดยุคจอง (Grand Duke Jean) ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระราชชนนี คือ แกรนด์ดัชเชส ชาร์ลอทท์ ซึ่งสละราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสหลังจากที่ทรงครองราชย์มานานถึง 45 ปี

กษัตริย์องค์ปัจจุบันของลักเซมเบิร์กคือแกรนด์ดยุคอองรี (Grand Duke Henri) ขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2000 เป็นกษัตริย์องค์ที่ 6 ของราชวงศ์ Nassau สืบต่อจากแกรนด์ดยุคจอง พระราชชนก ซึ่งสละราชสมบัติหลังจากที่ครองราชย์นานถึง 36 ปี ให้แก่พระราชโอรส ภายหลังได้รับการปลดปล่อยโดยกองทัพของฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2ลักเซมเบิร์กได้ยกเลิกนโยบายความเป็นกลางและเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรด้านการเมือง เศรษฐกิจและการทหาร เช่น สหภาพยุโรป องค์กรสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต้ สหภาพยุโรปตะวันตก (Western European Union-WEU) และ OSCE (Organization for Security and Cooperation in Europe)

นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

การเมืองการปกครอง

ลักเซมเบิร์กปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยแบ่งเป็น 2 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies) ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งจำนวน 60 คน อยู่ในตำแหน่ง 5 ปี และสภาที่ปรึกษา (Council of State) ประกอบด้วยสมาชิกรวมทั้งสิ้น 21 คน โดยแยกเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งของแกรนด์ ดยุก ตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีจำนวน 7 คน และผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากสมาชิกผู้แทนราษฎรให้ แกรนด์ ดยุก ทรงแต่งตั้งจำนวน 14 คน สภาที่ปรึกษามีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่สภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีหน้าที่ทางนิติบัญญัติ

ลักเซมเบิร์กเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง พรรค centre-right Christian Social People's Party หรือ CSV และสมาคมต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับโบสถ์คาทอลิกมีอิทธิพลทางการเมืองสำคัญมาโดยตลอด โดยพรรค CSV อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลมาตลอด 90 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นช่วงปี 2517-2522

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2552 ลักเซมเบิร์กได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปและการเลือกตั้งสมาชิกสภายุโรป โดยในการเลือกตั้งประเภทแรก พรรค CSV ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด และแกรนด์ ดยุก อองรี ได้ทรงมอบหมายให้นายนายฌอง-โคลด จุงเกอร์ (Jean-Claude Juncker) หัวหน้าพรรค CSV เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ต่อมา เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 พรรค CSV และพรรค Luxembourg Socialist Workers’ Party (LSAP) สามารถบรรลุและลงนามข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาล โดยในส่วนของการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งมี 15 ตำแหน่งนั้น พรรค CSV ได้รับ 9 ตำแหน่ง (รวมตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) และพรรค LSAP ได้ 6 ตำแหน่ง ที่สำคัญคือ (1) นายฌอง-โคลด จุงเกอร์ (หัวหน้าพรรค CSV) ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากตำแหน่งรัฐมนตรีแห่งรัฐ และรัฐมนตรีว่าการด้านงบประมาณ (2) นายฌอง อัสเซลบอร์น (Jean Asselborn) หัวหน้าพรรค LSAP ยังคงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ (3) นายฌองโนต์ เครกเก้ (Jeannot Kreck?) พรรค LSAP ยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศ

รัฐบาลชุดนี้มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ซึ่งเข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 และจะให้ความสำคัญกับการผลักดันร่างกฎหมายที่สำคัญหลายฉบับ เช่น ด้านสังคม ร่างกฎหมายอนุญาตให้ทำแท้ง (ลักเซมเบิร์กเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่เหลือในสหภาพยุโรปที่การทำแท้งยังผิดกฎหมาย) ร่างกฎหมายอนุญาตการสมรสของบุคคลเพศเดียวกัน ด้านเศรษฐกิจ ปรับอัตราภาษีให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศและเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายของภาครัฐ เพิ่มภาษีรถยนต์และส่งเสริมการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ขยายเวลาเปิดร้านค้าในวันเสาร์ถึง 20.00 น. นอกจากนี้ นโยบายภายใต้รัฐบาลของนายจุงเกอร์จะยังคงให้ความสำคัญต่อการรวมตัวของสหภาพยุโรป (European Union—EU) การพัฒนา นวัตกรรม การปรับโอน และบูรณาการในทุก ๆ ด้านต่อไป ทั้งนี้ ผลการสำรวจความเห็นของประชาชนที่จัดขึ้นในช่วงก่อนเลือกตั้งสะท้อนว่า ประชาชนมีความพอใจอย่างมากกับการทำงานของรัฐบาลของนายจุงเกอร์ โดยวิกฤตการเงินของโลกไม่ได้ส่งผลกระทบสำคัญต่อความนิยมของประชาชนต่อรัฐบาล

เศรษฐกิจการค้า
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 51.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ปี 2551)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว 75,886 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ปี 2551)

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 4.5% (ปี 2551)

อัตราเงินเฟ้อ 2.7% (ปี 2551)

อัตราการว่างงาน 5.6% (ปี 2552)

มูลค่าการส่งออก ประมาณ 8.66 พันล้านยูโร (ปี 2552)

มูลค่าการนำเข้า 14.29 พันล้านยูโร (ปี 2552)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่โลหะ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ อาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ เคมีภัณฑ์

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักรและอุปกรณ์ อุปกรณ์การขนส่ง ผลิตภัณฑ์โลหะ อาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ เคมีภัณฑ์

ประเทศคู่ค้าสำคัญ เยอรมนี เบลเยียม ฝรั่งเศส จีน เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร อิตาลี สเปน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย

เศรษฐกิจการค้า
การค้นพบแร่เหล็กในปี 2393 เป็นจุดพลิกผันสำคัญที่ส่งผลให้เศรษฐกิจของลักเซมเบิร์กเติบโตอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมเหล็กกล้านำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศ โดยการส่งออกเหล็กกล้ามีสัดส่วน 1 ใน 4 ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของประเทศ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการแตกแขนงการผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างหลากหลายมากขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตอลูมิเนียม กระจก ซีเมนต์ ยางรถยนต์ เทปแม่เหล็ก และเครื่องคอมพิวเตอร์ ต่อมาในปี 2505 ลักเซมเบิร์กได้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจชื่อ “Framework Laws on Economic Expansion” เพื่อกระตุ้นการเติบโต และสร้างความสมดุลทางโครงสร้างเศรษฐกิจไม่ให้พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมมากเกินไป โดยสนับสนุนให้ภาคบริการทางการเงิน (โดยเฉพาะด้านการธนาคารและการประกัน) มีอัตราการเติบโตรวดเร็วและสูงกว่าภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ วิกฤตการณ์น้ำมันโลกในปี 2516 - 2517 ได้ส่งผลให้เกิดวิกฤติการณ์ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กกล้า จนทำให้ลักเซมเบิร์กปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเศรษฐกิจการอุตสาหกรรมเป็นเศรษฐกิจการบริการ

ภาคบริการเป็นสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของลักเซมเบิร์ก โดยเฉพาะด้านการบริการทางการเงินและการธนาคาร โดยมีกฎหมายด้านการเงินที่ดึงดูดนักลงทุน มีการจัดเก็บภาษีในอัตราต่ำ เมื่อเทียบกับบรรดาประเทศอื่นๆ ในกลุ่มสมาชิก EU ทั้งนี้ ลักเซมเบิร์ก สนับสนุนระบบการสื่อสาร และ E-commerce เพื่อให้การดำเนินธุรกิจรวดเร็วและง่ายขึ้น ทำให้ปัจจุบัน ลักเซมเบิร์กเป็นศูนย์กลางด้านกองทุนเพื่อการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 3 ของรองจากสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ปัจจุบัน ลักเซมเบิร์กมีศูนย์ธุรกิจบริหารกองทุน (investment fund) ที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลก (รองจากนิวยอร์ก) มูลค่า 2,900 ล้านยูโร อีกทั้งเป็นที่ตั้งของธนาคาร สถาบันการเงินและการลงทุนจำนวนมาก และลักเซมเบิร์กมีความสัมพันธ์ด้านการค้าและการเงินอย่างใกล้ชิดกับเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์

ปัจจุบัน ลักเซมเบิร์กดำเนินนโยบายด้านการเงินการคลังด้วยความยืดหยุ่นและระมัดระวัง และดำเนินนโยบายด้านงบประมาณที่สอดรับกับข้อตกลงเสถียรภาพและการเติบโตทางการเงิน (Stability Pact) และนโยบายการพัฒนาของ EU รวมทั้งปรับเปลี่ยนปีงบประมาณให้ตรงกับช่วงปีงบประมาณของ EU นโยบายด้านเศรษฐกิจของลักเซมเบิร์กเน้นส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ความทันสมัย และรูปแบบที่เปิดรับต่อปัจจัยและเงื่อนไขใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยให้มีการค้นคว้าและวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุนด้านสาธารณูปโภคเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการคมนาคม อาทิ ถนนและเส้นทางรถไฟ เป็นต้น

ลักเซมเบิร์กเป็นผู้ให้บริการดาวเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยขณะนี้ มีดาวเทียมที่ให้บริการ 46 ดวง นอกจากให้เช่าดาวเทียมของตนเองแล้ว ยังมีประสบการณ์ในเรื่องการให้บริการบริหารดาวเทียมแก่ประเทศที่มีดาวเทียมด้วย ล่าสุดได้ทำสัญญากับ Vietnamese Posts and Telecommunications Group (VNPT) สำหรับการบริการดาวเทียม VINASAT1 จากสถานีรับส่งสัญญาณภาคพื้นดินในลักเซมเบิร์ก

ลักเซมเบิร์กได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2551 อุตสาหกรรมภาคการผลิตซึ่งผลิตเพื่อการส่งออกทั้งหมดมีอัตราการผลิตลดลง และภาคการเงินมีความอ่อนไหวต่อพัฒนาการในตลาดโลกเพราะลักษณะกิจกรรมที่ดำเนินในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ลักเซมเบิร์กสามารถรับมือกับวิกฤตได้ดีกว่าที่คาด รัฐบาลลักเซมเบิร์กได้ออกมาตรการด้านเศรษฐกิจและสังคมหลายด้านเพื่อต่อสู้กับวิกฤตการเงินโลก โดยผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เดิมกำหนดสำหรับช่วงปี 2554-2555 ให้ดำเนินการเร็วขึ้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product—GDP) และจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 โดยคาดการณ์ว่า มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้งบประมาณของลักเซมเบิร์กขาดดุลร้อยละ 1 ของ GDP ในปี 2552

สังคม

รัฐบาลลักเซมเบิร์กได้กำหนดนโยบายด้านสังคม ดังนี้
- ให้มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมืองใหม่
- ให้มีการปฏิรูปกฎหมายการศึกษาฉบับ 2455 โดยคำนึงถึงคุณสมบัติ ความแตกต่างและระดับการเรียนรู้ของนักศึกษา อีกทั้งสนับสนุนให้มีการขยายโอกาสทางการศึกษาให้เพิ่มมากขึ้น
- ให้มีการขยายอายุการทำงานขึ้น 2-3 เดือนในทุกๆ ปี นับตั้งแต่ปี 2555 เพื่อรองรับปัญหาในอนาคตที่ลักเซมเบิร์กจะต้องการแรงงานที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันกำหนดเกษียณอายุ 50 ปี

นโยบายต่างประเทศ

ลักเซมเบิร์กเป็นประเทศที่ให้การสนับสนุนและผลักดันความร่วมมือในกรอบองค์การระหว่างประเทศต่างๆ เป็นประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง EU เนื่องจากมีขนาดเล็ก จึงต้องอาศัยพลังขับเคลื่อนในกรอบ EU และเบเนลักซ์ (Benelux - Belgium, the Netherlands, Luxembourg) ลักเซมเบิร์กเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization—NATO) และประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง Council of Europe และลักเซมเบิร์กเคยดำรงตำแหน่งประธาน EU ระหว่างมกราคม-มิถุนายน 2548

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 รัฐสภาลักเซมเบิร์กลงคะแนนเสียงด้วยคะแนนท่วมท้นให้การสนับสนุนสนธิสัญญาลิสบอน (Lisbon Treaty) ลักเซมเบิร์กเป็นที่ตั้งขององค์การระหว่างประเทศ ที่สำคัญ เช่น สำนักเลขาธิการของรัฐสภายุโรป ศาลยุโรป และธนาคารเพื่อการลงทุนของยุโรป เป็นต้น

ลักเซมเบิร์กมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือนานาประเทศ และเป็นประเทศหนึ่งที่ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของสหประชาชาติในการให้เงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (อย่างน้อยร้อยละ 0.7 ของ GDP)

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชรัฐลักเซมเบิร์ก
สถานะความสัมพันธ์ไทย-ลักเซมเบิร์ก

ความสัมพันธ์ทั่วไป
การทูต
ไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับลักเซมเบิร์กเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2502 และได้ดำเนินความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดทั้งในระดับพระราชวงศ์ ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ

ในขณะนี้ ประเทศไทยยังไม่มีสถานเอกอัครราชทูตประจำลักเซมเบิร์ก แต่ได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ มีเขตอาณาครอบคลุมลักเซมเบิร์กด้วย โดยในปัจจุบัน มีนายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป เป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงลักเซมเบิร์ก อีกตำแหน่งหนึ่ง ส่วนลักเซมเบิร์กได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 โดยมีนายมาร์ก อุนเกฮอยเออร์ (Marc Ungeheuer) เป็นเอกอัครราชทูต

การเมือง
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลักเซมเบิร์กดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งในระดับพระราชวงศ์และรัฐบาล โดยในปี 2552 เป็นโอกาสครบรอบ 50 ปี ของความสัมพันธ์ไทย-ลักเซมเบิร์ก

ลักเซมเบิร์กให้ความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือกับไทย และมองว่าไทยเป็นศูนย์กลางและมีบทบาทนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศักยภาพในด้านการแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ซึ่งเห็นได้จากการที่ลักเซมเบิร์กตัดสินใจปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำมาเลเซีย และมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของลักเซมเบิร์กสนใจที่จะร่วมมือกับฝ่ายไทย โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการวางแนวทางความร่วมมือด้านการจัดระเบียบการเงิน

การค้าระหว่างไทย-ลักเซมเบิร์ก
ลักเซมเบิร์กเป็นคู่ค้าลำดับที่ 27 ของไทยใน EU อย่างไรก็ดี โดยที่ลักเซมเบิร์กเป็นตลาดเล็กทำให้ปริมาณการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับลักเซมเบิร์กมีไม่มากนัก โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 (มกราคม – กันยายน) ไทยและลักเซมเบิร์กมีมูลค่าการค้ารวม 17.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2551 ร้อยละ 4.67 โดยไทยส่งออก 5.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 12.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า มูลค่ารวม 7.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ส่วนสินค้าส่งออกที่สำคัญ คือ แก้วและกระจก เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

การลงทุน
การลงทุนของลักเซมเบิร์กในไทยยังมีปริมาณไม่มากนัก ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2552 (มกราคม – พฤศจิกายน) มีบริษัทของลักเซมเบิร์กที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งสิ้น 4 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 989 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2551 ซึ่งไม่มีโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน ทั้งนี้ กิจการลงทุนส่วนใหญ่ คือ โรงแรม และการผลิตเหล็ก

การท่องเที่ยว
มีนักท่องเที่ยวจากลักเซมเบิร์กเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนไม่มากนัก โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 (มกราคม – กันยายน) มีนักท่องเที่ยวลักเซมเบิร์กเดินทางมาไทยจำนวน 2,239 คน ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปลักเซมเบิร์กยังมีจำนวนน้อยเช่นกัน

ด้านวิชาการ
ไทยกับลักเซมเบิร์กมีบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการฝึกอบรมให้แก่ประเทศที่สาม (Memorandum of Understanding on the Third Country Training Programme) เมื่อปี 2543 โดยเนื้อหาหลักของบันทึกความเข้าใจดังกล่าว มีดังนี้ 1) ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้แก่ประเทศที่สามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้กรอบ Third Country Training Programme (TCTP) 2) สาขาความร่วมมือเรียงตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ สังคม สาธารณสุข และการศึกษา นอกจากนี้ อาจจะร่วมมือกันในด้านท่องเที่ยว บริการทางการเงิน สิ่งแวดล้อม การผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศ การเกษตร และสาขาอื่นๆ ที่เหมาะสม ล่าสุด ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการหารือเพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือภายใต้ MOU ดังกล่าว

สังคมและวัฒนธรรม
โครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ
ลักเซมเบิร์กได้สนับสนุนโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เป็นเงินจำนวน 10 ล้านแฟรงค์ลักเซมเบิร์ก (ประมาณ 10.5 ล้านบาท) และได้มีการลงนามความตกลงการให้เงินสนับสนุน เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2541 โดยมีการนำเงินบริจาคจำนวนดังกล่าวไปใช้ในการปลูกป่า ณ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งตั้งอยู่ในชายแดนไทยบนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงติดกับพม่าและลาว โดยเป็นโครงการ 3 ปี และดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญของกรมป่าไม้ ภายใต้การควบคุมดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ การให้เงินสนับสนุนโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันยืนนานระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และเป็นการสะท้อนถึงนโยบายการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งของไทยและลักเซมเบิร์ก ทั้งนี้ โครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติในพื้นที่จำนวน 3,333 ไร่ ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลลักเซมเบิร์ก ณ ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้รับรางวัลชนะเลิศของกรมป่าไม้ในการประกวดแปลงปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ระดับประเทศ ประจำปี 2542

ชุมชนคนไทยในลักเซมเบิร์ก
คนไทยอาศัยอยู่ในลักเซมเบิร์กมีจำนวนประมาณ 500 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เจ้าของร้านอาหารและร้านขายของไทย ลูกจ้างในร้านอาหาร และเป็นสตรีที่สมรสกับชาวลักเซมเบิร์ก นอกจากนี้ มีวัดไทยตั้งอยู่ที่ลักเซมเบิร์ก 1 วัด คือ วัดไทยธรรมาราม ซึ่งยังไม่ได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงสาขาของวัดไทยธรรมารามที่เบลเยียม โดยได้เช่าบ้านพักเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมสงฆ์เป็นการชั่วคราว

ไทยมีความตกลงทางเศรษฐกิจกับลักเซมเบิร์กในด้านต่าง ๆ ดังนี้
- ความตกลงพื้นฐานว่าด้วยความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจเบลโก-ลักเซมเบิร์ก (ลงนามเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2522)
- ความตกลงว่าด้วยการบริการการเดินอากาศ (ลงนามเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2530)
- อนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีที่เก็บจากเงินได้ (ลงนามเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 และได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารอนุสัญญาฯ ซึ่งได้มีผลให้อนุสัญญา ฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2541)
- ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ลงนามเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2545 และแลกสัตยาบันสารเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2547 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547)

การเยือนระดับสูงที่สำคัญ

ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 17 - 19 ตุลาคม 2503 เสด็จฯ เยือนลักเซมเบิร์กอย่างเป็นทางการ (State Visit)
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
- วันที่ 22 กรกฎาคม 2550 เสด็จฯ เยือนลักเซมเบิร์กเป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างทรงทำการฝึกบินในยุโรป
รัฐบาล
นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 10 - 11 เมษายน 2540 นายประจวบ ไชยสาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
การต่างประเทศ เยือนลักเซมเบิร์กอย่างเป็นทางการ

ฝ่ายลักเซมเบิร์ก
พระราชวงศ์
แกรนด์ ดยุก อองรี
- วันที่ 1 - 4 มีนาคม 2536 มกุฎราชกุมารอองรี แห่งลักเซมเบิร์ก เสด็จฯ เยือนไทย พร้อมคณะนักธุรกิจ
- วันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2539 มกุฎราชกุมารอองรี แห่งลักเซมเบิร์กเสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 19 - 20 ตุลาคม 2541 มกุฎราชกุมารอองรี แห่งลักเซมเบิร์ก เสด็จฯ เยือนไทยพร้อมคณะนักธุรกิจ
- วันที่ 11 - 14 มิถุนายน 2549 แกรนด์ ดยุก อองรี แห่งลักเซมเบิร์ก เสด็จฯ เยือนไทยเพื่อทรงเข้าร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
แกรนด์ ดัชเชส มาเรีย เทเรซา
- วันที่ 23 - 25 พฤศจิกายน 2546 แกรนด์ ดัชเชส มาเรีย เทเรซา พระชายาในแกรนด์ ดยุก อองรี เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะอาคันตุกะของกระทรวงการต่างประเทศ
รัฐบาล
นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 14 - 15 มกราคม 2542 นายฌอง-โคลด จุงเกอร์ (Jean-Claude Juncker) นายกรัฐมนตรี เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 24 - 26 มกราคม 2549 นายฌอง อัสเซลบอร์น (Jean Asselborn) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการเข้าเมือง เยือนไทย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2551 นายฌอง อัสเซลบอร์น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการเข้าเมือง เยือนไทย เพื่อเปิดสถานเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทย
- วันที่ 22 – 23 พฤศจิกายน 2552 นายฌอง อัสเซลบอร์น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย

 

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

874 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

43746 คน

325108 คน

3288991 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official