ราชอาณาจักรสวาซิแลนด์
Kingdom of Swaziland
 
ข้อมูลทั่วไป

พื้นที่ 17,363 ตารางกิโลเมตร

ที่ตั้ง อยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ เป็นประเทศ
ที่ไม่มีทางออกทะเล ล้อมรอบด้วยแอฟริกาใต้ (430 กิโลเมตร) และโมซัมบิก (105 กิโลเมตร) พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและภูเขา

เมืองหลวง กรุงอึมบาบาน (Mbabane)

เมืองที่สำคัญ
-เมืองโลบอมโบ (Lobombo) เป็นเมืองหลวงด้านนิติบัญญัติ
-เมืองแมนซินี (Manzini) เป็นเมืองธุรกิจที่สำคัญและเป็นที่ตั้งของ
ท่าอากาศยานนานาชาติ

ประชากร 1.1ล้านคน (EIU:2550)

อัตราการเพิ่มของประชากร ร้อยละ -0.45 (เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตจาก
โรคเอดส์สูง)

อัตราการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV/AIDSในประชากรผู้ใหญ่
ร้อยละ 26.1 (2550:CIA)

จำนวนผู้ติดเชื้อเชื้อ HIV/AIDS 190,000 คน (2550:CIA)

ภาษา ภาษาอังกฤษและ siSwati เป็นภาษาราชการ


ศาสนา ประชากรร้อยละ 40 นับถือ Zionist (เป็นการผสมผสานระหว่างศาสนาคริสต์และความเชื่อดั้งเดิม) ร้อยละ 20 นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 10 นับถือศาสนาอิสลาม และอื่นๆ ร้อยละ 30

ชนชาติ เริ่มก่อตั้งประเทศเมื่อประมาณกลางศตวรรษที่ 18 โดยคนเผ่า Nguni ซึ่งเดิมอยู่แอฟริกาตอนใต้ได้อพยพลงมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ปัจจุบัน และปัจจุบันได้เรียกเผ่าตนว่า Swazi นอกจากนั้น ประชาชนยังประกอบด้วยชนเผ่าซูลูและชนเผ่า Tsonga – Shangaan

วันชาติ 6 กันยายน

ระบบการเมือง สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีกษัตริย์เป็นประมุข

การปกครอง อำนาจการปกครองอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของกษัตริย์

ประมุขสมเด็จพระราชาธิบดีสวาตีที่สาม H.M. King Mswati III
(ตั้งแต่ 25 เมษายน 2529)

นายกรัฐมนตรี นาย Barnabas Sibusiso Dlamini (ตั้งแต่ 16 ตุลาคม 2551)

รมว.กต. Mr.Mathendele Moses Dlamini

พรรคการเมือง ไม่มีพรรคการเมือง
การเมืองการปกครอง

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ชนชาติสวาซิเดิมอาศัยอยู่ทางแอฟริกากลาง ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาทางแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ในปัจจุบัน ประมาณปี 2293 ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ Ngwane III จึงได้ถือว่ากษัตริย์พระองค์นี้เป็นปฐมกษัตริย์องค์แรกของราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ปัจจุบัน โดยครองราชย์อยู่จนถึงปี 2323 กษัตริย์องค์ปัจจุบัน คือสมเด็จพระราชาธิบดีสวาตีที่สาม (King Mswati III) ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อเดือนเมษายน 2529
ต่อมาเมื่อมีการขุดพบทองคำในภูมิภาคนี้เมื่อปี 2422 จึงมีคนผิวขาวจากยุโรปอพยพเข้าไปแสวงโชคกันมากและยึดดินแดนในภูมิภาคนี้เป็นเมืองขึ้น สวาซิแลนด์ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของคนผิวขาวเชื้อสายดัตช์ (ชาวบัวร์) ซึ่งได้ครองดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ปัจจุบัน ในขณะนั้นเรียกว่า Boer Republic of Transvaal ต่อมาคนเชื้อสายอังกฤษได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้และได้ทำสงครามชาวบัวร์ เมื่อปี 2446 สวาซิแลนด์จึงกลายเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

สถาบันกษัตริย์
ปัจจุบันสวาซิแลนด์ยังปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ (King Mswati III) และมีพระราชอำนาจสิทธิขาดในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีและในคณะรัฐบาล กษัตริย์สวาซิแลนด์ทรงมีอำนาจในการปกครองประเทศมาก ทรงครอบครองกรรมสิทธิในที่ดินส่วนใหญ่ภายในประเทศ และทรงมอบสิทธิในการทำกินบนพื้นที่ต่าง ๆ ให้ประชาชนโดยมอบผ่านหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ นำไปจัดสรรให้ประชาชนทำกินโดยมีเงื่อนไขว่าจะส่งผลผลิตเป็นการตอบแทนผ่านทางหัวหน้าเผ่าพระมหากษัตริย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของสวาซิแลนด์ คือ King Mswati I และ King Sobhuza II ซึ่งพระองค์หลังมีส่วนในการช่วยให้สวาซิแลนด์ได้รับเอกราชเมื่อปี ค.ศ. 1968 King Sobhuza II เป็นพระราชบิดาของ King Mswati III (สวาติที่ 3) King Sbohuza II ทรงวางรากฐานทางการเมืองและการปกครองของสวาซิแลนด์ซึ่งยังคงใช้กันต่อมาตราบเท่าทุกวันนี้ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชสมบัตินานที่สุดในโลก คือ 61 ปี (ค.ศ. 1921 ถึง ค.ศ. 1982) ทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชนเนื่องจากทรงมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับประชาชน ตามขนบธรรมเนียมของสวาซิแลนด์นั้น พระมหากษัตริย์ทรงมีพระชายาเป็นจำนวนมาก โดยทรงเลือกจากสาวเผ่าต่าง ๆ ทุกเผ่าที่มีในประเทศเพื่อให้เกิดความผูกพันกับประชาชนเผ่าต่างๆ ประมาณกันว่า King Sobhuza II มีพระราชโอรสและธิดารวม 600 พระองค์ ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดี Mswati III แห่งสวาซิแลนด์ พระองค์ปัจจุบัน มีพระชายา 12 พระองค์ และพระราชโอรส 2 พระองค์ พระราชธิดา 7 พระองค์ อนึ่ง สำหรับการราชาภิเษกนั้น จะเกี่ยวพันโดยตรงกับการคัดเลือกพระราชชนนี (Queen Mother) โดยหลังจากที่กษัตริย์เสด็จสวรรคต คณะองคมนตรี (Royal Council) ซึ่งประกอบด้วยพระราชวงศ์อาวุโสไม่จำกัดจำนวน จะคัดเลือกผู้เหมาะสมจากบรรดาพระชายาของกษัตริย?พระองค์ที่สิ้นพระชนม์ลง โดยมีหลักเกณฑ์ว่า บุคคลที่เหมาะสมจะต้องมิได้มาจากราชวงศ์ Dlamini และพระราชโอรสของผู้ที่ถูกเลือกเป็นพระราชชนนีขึ้นเป็นกษัตริย์ ทั้งนี้ ในกรณีที่พระราชโอรสยังทรงพระเยาว์อยู่นั้น พระราชชนนีจะปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทน เช่น กรณีของ Queen Mother องค์ปัจจุบันซึ่งมีพระนามว่า Ntombi ได้ครองราชย์ภายหลังจาก King Sobhuza II สวรรคตเมื่อ ค.ศ. 1982 จนกระทั่งมีการสถาปนา King Mswati III ขึ้นครองราชย์เมื่อปี ค.ศ. 1986 หรือในกรณีกษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปต่างประเทศ Queen Mother จะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นอกจากนั้น จะเป็นผู้นำประเทศในด้านการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของประเทศ

การเมืองการปกครอง
สวาซิแลนด์ได้รับเอกราชเมื่อ 6 กันยายน 2511 ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระราชาธิบดี Sobhuza II โดยมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีกษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ต่อมาเมื่อสมเด็จพระราชาธิบดี Sobhuza II ได้ทรงแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้กษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ พร้อมทั้งยกเลิกการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพรรคการเมืองหลายพรรค ทรงตราพระราชบัญญัติห้ามการจัดตั้งพรรคการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ปัจจุบัน สวาซิแลนด์ยังคงปกครองตามแนวทางการปกครองที่ King Sobhuza II ได้ทรงวางรากฐานไว้ และสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ซึ่งมีอิทธิพลเหนือราชอาณาจักรสวาซิแลนด์พยายามกดดันให้สวาซิแลนด์เปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
ด้านการปกครอง สมเด็จพระราชาธิบดี Sobhuza II ได้ทรงวางรากฐานการปกครองประเทศสวาซิแลนด์ขึ้น ซึ่งใช้ปกครองประเทศสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยทรงนำแนวทางการปกครองประเทศแบบตะวันตกผสมผสานกับการปกครองตามประเพณีดั้งเดิมเข้าด้วยกัน สรุปได้ดังนี้ คือ
1. สถาบันกษัตริย์ ปัจจุบันสวาซิแลนด์ยังปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสิทธิ์ขาดในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีและในคณะรัฐบาล ทั้งนี้ กษัตริย์สวาซิแลนด์ทรงมีอำนาจในการปกครองประเทศ ทรงครอบครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนใหญ่ภายใน ประเทศ และทรงมอบสิทธิในการทำกินบนพื้นที่ต่าง ๆ ให้ประชาชนโดยมอบผ่านหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ นำไปจัดสรรให้ประชาชนทำกิน โดยมีเงื่อนไขว่าจะส่งผลผลิตเป็นการตอบแทนผ่านทางหัวหน้าเผ่า ในระหว่างที่ยังไม่มีการสถาปนากษัตริย์ขึ้นครองราชย์นั้น จะให้ Queen Mother เป็นผู้สำเร็จราชการแทน บุคคลที่เป็นผู้คัดเลือกกษัตริย์ คือ Inner Council ซึ่งได้แก่ พระบรมวงศานุวงศ์ที่อาวุโสไม่จำกัดจำนวน Queen Mother จึงเป็นผู้มีอำนาจในการปกครองประเทศควบคู่ไปกับกษัตริย์ นอกจากนั้น จะเป็นผู้นำประเทศในด้านการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของประเทศ
2. ฝ่ายบริหาร มีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ กษัตริย์มีพระราชอำนาจสิทธิขาดเหนือรัฐบาล ทรงมีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหาร ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยส่วนหนึ่งทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัยและส่วนหนึ่งทรงแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งเป็นผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ทั้งนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบันของสวาซิแลนด์ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 24กุมภาพันธ์ 2549
3. ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วยวุฒิสภา (Upper House) และสภาผู้แทนราษฎร (Lower House or House of Assembly) วุฒิสภาประกอบด้วยวุฒิสมาชิกจำนวน 30 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยพระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจแต่งตั้งวุฒิสมาชิก 20 คน และอีก 10 คนมาจากการแต่งตั้งของสภาผู้แทนราษฎร ส่วนสภาล่างประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 65 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสภาผู้แทนราษฎร 10 คน ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เหลืออีก 55 คน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชนและบริหารท้องถิ่นนั้นมาจากการเลือกตั้งโดยผ่าน Tinkhundla Centres ซึ่งมีทั้งหมด 55 เขต จากทั่วประเทศ ระบบนิติบัญญัติของสวาซิแลนด์ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีความหมายและปราศจากความเป็นประชาธิปไตย
เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นเพียงสภาที่ปรึกษาของกษัตริย์ กษัตริย์ทรงมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการยุบสภา และไม่ต้องปฏิบัติตามมติของฝ่ายนิติบัญญัติ ในขณะที่สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติที่มีจากการแต่งตั้งของกษัตริย์ล้วนเป็นบุคคลในพระราชวงศ์หรือบุคคลใกล้ชิดของกษัตริย์ ทั้งนี้ กฎหมายของสวาซิแลนด์ยังคงห้ามไม่ให้มีพรรคการเมือง อีกทั้งการปฏิรูปการเมืองสวาซิแลนด์ภายใต้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงดำเนินไปด้วยความล่าช้า
4. ฝ่ายตุลาการ สวาซิแลนด์ใช้ระบบตุลาการ 2 ระบบควบคู่กันไป คือ การพิจารณาคดีตามประเพณีดั้งเดิม หรือเรียกว่า Traditional Swazi National Court และการพิจารณาตามระบบศาลสถิตยุติธรรมตามแบบตะวันตก โดยยึดแนวทางกฎหมาย Roman Dutch ซึ่งการพิจารณาตามแนวทางสมัยใหม่นี้แบ่งศาลยุติธรรมเป็น High Court, Magistrates Courts และ Industrial Courts นอกจากนั้น ยังมี Constitutional Courts ซึ่งทำหน้าที่เป็นศาลสูงสุดของประเทศและจะมีหน้าที่พิพากษาตัดสินคดีที่ศาลอื่น ๆ มีความเห็นขัดแย้งกัน และการตัดสินคดีของ Constitutional Courts ถือว่าคดีสิ้นสุด ทั้งนี้ กษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้พิพากษา

สถานการณ์ที่สำคัญ
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการจัดตั้งรัฐบาล ปี 2546 สวาซิแลนด์ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2546 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งในระบบไม่มีพรรคการเมือง นายแอฟซาลอม เทมบา ลามินี ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 และได้จัดตั้งรัฐบาลและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งจะมีวาระดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 5 ปี จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2551 และในคณะรัฐบาลชุดใหม่นี้ นายมาบิลี เดวิด ลามินี ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตสวาซิแลนด์ประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าการปรับคณะรัฐมนตรี ปี 2549
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 สวาซิแลนด์ได้มีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่ได้มีการปรับเปลี่ยนในบางตำแหน่ง โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้า ซึ่งมีการแต่งตั้งให้นาย Mathendele M. Dlamini วุฒิสมาชิกดำรงตำแหน่งแทนนายมาบิลี เดวิด ลามินี

เศรษฐกิจการค้า
ข้อมูลสำคัญทางเศรษฐกิจ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2550:EIU)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 2,668 ดอลลาร์สหรัฐ (2550: EIU)
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.5 (2550: EIU)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 8.1 (2550: EIU)
อัตราการว่างงาน ร้อยละ 30 (2549: EIU)
ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ อ้อย ฝ้าย ข้าวโพด ใบยาสูบ ข้าว สัปปะรด
ข้าวฟ่าง ถั่วต่างๆ วัว แพะ แกะ
อุตสาหกรรมที่สำคัญ ถ่านหิน เยื่อไม้ น้ำตาล เครื่องดื่ม สิ่งทอ เสื้อผ้า
หนี้สินต่างประเทศ 548 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2550:CIA)
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ997 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551:CIA)
ดุลการค้าระหว่างไทยกับสวาซิแลนด์ ปี 2551 ไทยส่งออก 5.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้า 19.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเสียเปรียบดุลการค้า 13.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าออกที่สำคัญ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำตาล เยื่อกระดาษ ใยฝ้าย ตู้เย็น ผลไม้กระป๋อง
สินค้าเข้าที่สำคัญ รถยนต์ เครื่องจักรกล อุปกรณ์ขนส่ง ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ
ส่งออกไป แอฟริกาใต้ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา โมซัมบิก
นำเข้าจาก แอฟริกาใต้ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น
หน่วยเงินตรา lilangeni (SZL)
อัตราแลกเปลี่ยน 9.63 lilangeni ประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

เศรษฐกิจและสังคม
3.2.1 สภาพเศรษฐกิจของสวาซิแลนด์ผูกพันอยู่กับสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เป็นอย่างมากโดยประมาณร้อยละ 80 ของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ นำเข้าจากแอฟริกาใต้ และร้อยละ 70 ของสินค้าออกของสวาซิแลนด์ส่งไปยังแอฟริกาใต้ นอกจากนั้น ระบบการเงินและการคลังรวมทั้งระบบภาษีศุลกากรของสวาซิแลนด์ ก็ผูกพันกับแอฟริกาใต้ เนื่องจากสวาซิแลนด์เป็นประเทศสมาชิกของสหภาพศุลกากรแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Customs Union - SACU) ซึ่งมีประเทศสมาชิก 5 ประเทศ คือ แอฟริกาใต้ บอตสวานา เลโซโท นามิเบีย และสวาซิแลนด์ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วสินค้าต่างประเทศส่วนใหญ่เข้ามายังเมืองท่าของแอฟริกาใต้ ดังนั้น แอฟริกาใต้จึงมีอิทธิพลเหนือประเทศสมาชิกอื่นๆมาก โดยใช้เรื่องสัดส่วนในการแบ่งปันรายได้จากการจัดเก็บภาษีสินค้าเข้าสหภาพศุลกากรแอฟริกาตอนใต้เป็นเครื่องมือต่อรองในการเจรจาทางการเมืองและเศรษฐกิจอยู่เสมอ สำหรับสวาซิแลนด์นั้น รายได้ซึ่งได้รับจากส่วนเฉลี่ยของภาษีที่ได้จากสหภาพศุลกากรแอฟริกาตอนใต้ นับเป็นรายได้หลักที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลเพื่อนำไปใช้ในการบริหารประเทศ
3.2.2 สินค้าที่เป็นรายได้หลักของประเทศ ได้แก่ น้ำตาลทราย ผลผลิตจากป่าไม้ อาทิ เยื่อกระดาษและผลิตภัณฑ์จากไม้สน เครื่องดื่ม เครื่องตกแต่งบ้าน และตู้เย็น การลงทุนจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากสหราชอาณาจักรและแอฟริกาใต้ ประชาชนร้อยละ 80 อยู่ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของสวาซิแลนด์ คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยมีกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกาใต้และยุโรป อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ สวาซิแลนด์ก็ยังไม่สามารถผลิตอาหารได้พอเพียงต่อความต้องการของประชาชน รายได้จากการท่องเที่ยวนับว่าเป็นรายได้สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ
3.2.3 รัฐบาลสวาซิแลนด์มีนโยบายเสริมสร้างบรรยากาศและระบบสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพและความมั่นคงของชีวิตของประชาชนชาวสวาซิแลนด์ รวมทั้งมุ่งใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งรัฐบาลสวาซิแลนด์ยังมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรโดยการส่งเสริมด้านการศึกษา แม้ว่าสวาซิแลนด์จะเป็นประเทศที่ยากจน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกาถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยและความมั่นคงค่อนข้างสูง
3.2.4 อย่างไรก็ดี สวาซิแลนด์เป็นประเทศที่ต้องประสบปัญหาผู้ติดเชื้อเอดส์สูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โดยประชากรกว่าร้อยละ 26.1 ติดเชื้อ HIV รัฐบาลสวาซิแลนด์จึงพยายามดำเนินนโยบายต่อต้านและป้องกันการแพร่ขยายของโรคเอดส์อย่างจริงจังในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรสวาซิแลนด์
นโยบายต่างประเทศ
3.3.1 สวาซิแลนด์มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มประเทศประชาคมเพื่อการพัฒนาภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community – SADC) นอกจากนี้ สวาซิแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศแอฟริกา 5 ประเทศ (ประกอบด้วย บูร์กินาฟาโซ แกมเบีย มาลาวี เซาโตเมและปรินซิเป และสวาซิแลนด์) และหนึ่งใน 25 ประเทศทั่วโลก ซึ่งให้การรับรองรัฐบาลไต้หวัน โดยสวาซิแลนด์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันตั้งแต่ปี 2511 ภายหลังจากที่ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร
3.3.2 ในปัจจุบัน ภาพลักษณ์สวาซิแลนด์ในสายตาของประชาคมระหว่างประเทศไม่สู้จะดีนัก เนื่องจากสวาซิแลนด์ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความล่าช้าในการปฏิรูประบอบการเมืองการปกครอง การขาดความโปร่งใสในการบริหารประเทศ และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางการเมืองและสิทธิมนุษยชนของประชาชน อันเนื่องมาจากระบอบการปกครองปัจจุบันของสวาซิแลนด์ซึ่งกษัตริย์มีอำนาจสิทธิขาดในการบริหารประเทศแต่เพียงผู้เดียว

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

1.ด้านการทูต
ประเทศไทยและราชอาณาจักรสวาซิแลนด์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2534 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2537 ได้กำหนดให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย มีเขตอาณาดูแลครอบคลุมสวาซิแลนด์ ส่วนฝ่ายสวาซิแลนด์ได้มอบหมายให้สถาน-เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ประจำมาเลเซีย มีเขตอาณาครอบคลุมไทย และอยู่ในกระบวนการแต่งตั้งให้นางสาวพันธ์พิไล ใบหยก เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ประจำไทย ตั้งแต่ปี 2548 และเอกอัครราชทูตไทยคนปัจจุบัน คือ นายโดมเดช บุนนาค

2.ด้านการเมือง
ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างราชอาณาจักรสวาซิแลนด์และไทยเป็นไปด้วยดี มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกา และราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศเสมอมา นอกจากนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีสวาตีที่ 3 แห่งราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ยังทรงแสดงความชื่มชมในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการพัฒนาประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาพลังงานชีวภาพเป็นอย่างมาก ภายหลังจากที่ได้ทอดพระเนตรโครงการในพระราชดำริระหว่างการเสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลเพื่อเข้าร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน 2549

3. ด้านเศรษฐกิจ
มูลค่าการค้าระหว่างไทย-สวาซิแลนด์ยังมีไม่มาก แต่อัตราการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง โดยไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด
สำหรับปี 2551 การค้าระหว่างกันมีมูลค่าทั้งหมด 805.91 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2550 ถึง 247.23 ล้านบาท เนื่องจากลดการนำเข้าและส่งออกสินค้า อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 426.46 ล้านบาท เนื่องจากมูลค่าการนำสินค้าเข้านั้นสูงกว่าการส่งสินค้าออกเป็นอย่างมาก โดยสินค้าไทยที่นำเข้าส่วนใหญ่ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์โลหะ และอื่นๆตามลำดับ
สินค้าหลักที่ไทยส่งออก ได้แก่ ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ นาฬิกาและส่วนประกอบ และอื่นๆ ตามลำดับ

4. ปัญหาการค้าระหว่างไทย-สวาซิแลนด์
1) ความห่างไกลและขาดแคลนข้อมูลเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันที่ผ่านมา และนักธุรกิจไทยมีทัศนคติเชิงลบต่อประเทศในแถบแอฟริกา จึงมักไม่ค่อยจะนิยมเสริมสร้างความสัมพันธ์กับนักธุรกิจจากสวาซิแลนด์ด้วยเช่นกัน
2) เนื่องจากสวาซิแลนด์เป็นประเทศขนาดเล็ก มีพลเมืองเพียง 1.1 ล้านคน จึงเป็นตลาดขนาดเล็กที่มีกำลังซื้อน้อย และเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล จำเป็นต้องพึ่งระบบคมนาคมขนส่งของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะแอฟริกาใต้และโมซัมบิก นอกจากนั้น ธุรกรรมการค้าส่วนใหญ่จึงต้องดำเนินการผ่านประเทศที่ 3 โดยเฉพาะแอฟริกาใต้ จึงมีต้นทุนในการดำเนินธุรกรรมสูงกว่าการค้าปกติ เนื่องจากปัญหาพ่อค้าคนกลาง

ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม
ไทยได้เสนอให้ความร่วมมือทางวิชาการแก่สวาซิแลนด์บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันในด้านสาธารณสุข โดยเน้นการป้องกันและรักษาโรคเอดส์ และวัณโรค และด้านการขจัดความยากจน ซึ่งเป็นปัญหาทางสังคมที่สำคัญในสวาซิแลนด์

แนวโน้มความสัมพันธ์ไทย-สวาซิแลนด์
เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการของความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับสวาซิแลนด์นับจากต้นปี 2549 เป็นต้นมา การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่น โดยอาศัยความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเกษตรระหว่างกัน อนึ่ง ในปลายปี 2550 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรียจะเริ่มดำเนินโครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรทฤษฎีใหม่ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการจัดตั้งแปลงเกษตรสาธิตการเกษตรฯ ที่ราชอาณาจักรเลโซโท และในอนาคต หากไทยประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพลังงานชีวภาพจากข้าวฟ่างหวานซึ่งสวาซิแลนด์มีความสนใจมากและได้เคยขอรับเทคโนโลยีดังกล่าวจากไทยแล้ว ความร่วมมือต่างๆ ระหว่างกันเหล่านี้ก็จะเป็นช่องทางสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในทุกๆ ด้านต่อไป

ความตกลงที่สำคัญกับไทย
- ความตกลงว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (สนธิสัญญาโอนตัวนักโทษ) ลงนามเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550

การเยือนของผู้นำระดับสูง
1.1 ฝ่ายไทย
ระดับพระราชวงศ์
- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จฯ เยือนสวาซิแลนด์อย่าง
เป็นทางการ ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม - 4 กันยายน 2537
ระดับรัฐบาล
- คณะผู้แทนไทย ซึ่งมีรองอธิบดีกรมวิเทศสหการเป็นหัวหน้าคณะเยือนสวาซิแลนด์ในเดือนพฤษภาคม 2538 และได้หารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ
สวาซิแลนด์ในเรื่องความช่วยเหลือทางวิชาการ
- คณะสำรวจข้อเท็จจริงของกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมผู้แทนของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเยือนสวาซิแลนด์ระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายน 2539
- นายนิสสัย เวชชาชีวะ ในฐานะผู้แทนพิเศษของ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ
ต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนไทยเยือนสวาซิแลนด์อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 15-16 พฤษภาคม 2545
- กระทรวงการต่างประเทศ นำโดยนายสุรพงษ์ ชัยนาม เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย นำคณะผู้แทนนักธุรกิจภาคเอกชนไทยเยือนสวาซิแลนด์ ระหว่างวันที่ 13-15 กรกฎาคม 2546
- คณะสำรวจข้อเท็จจริงของกระทรวงการต่างประเทศ นำโดยรองอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เยือนสวาซิแลนด์ระหว่างวันที่ 4-5 ตุลาคม 2548
- ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนสวาซิแลนด์ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 และได้เข้าพบรองนายกรัฐมนตรี รักษาการนายกรัฐมนตรีสวาซิแลนด์ เพื่อมอบหนังสือกราบบังคมทูลเชิญพระราชาธิบดีสวาซิแลนด์และพระชายาเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 12-13 มิถุนายน 2549

7.2 ฝ่ายสวาซิแลนด์
ระดับพระราชวงศ์
- สมเด็จพระราชาธิบดีสวาตีที่สามแห่งราชอาณาจักรสวาซิแลนด์เสด็จฯ แวะพักเพื่อเปลี่ยนเครื่องบินที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ หลังการประชุมระดับประมุขของประเทศเครือจักรภพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อเดือนตุลาคม 2532
- สมเด็จพระราชาธิบดีสวาตีที่สาม และพระชายา เสด็จ ฯ แวะพักและเปลี่ยนเครื่องบินที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2539 ก่อนที่จะเสด็จ ฯ ต่อไปยังไต้หวัน
- สมเด็จพระราชาธิบดีสวาตีที่สามและพระชายา เสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็น
ทางการระหว่างวันที่ 28 -30 พฤษภาคม 2540 ในฐานะอาคันตุกะของรัฐบาล
- สมเด็จพระราชชนนีแห่งราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ (Her Majesty Queen Mother Ntombi) เสด็จเยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ระหว่างวันที่ 28 เมษายน - 7 พฤษภาคม 2545
- สมเด็จพระราชาธิบดีสวาตีที่สาม และพระชายา เสด็จ ฯ เยือนจังหวัดภูเก็ตเป็นการ
ส่วนพระองค์ เมื่อเดือนตุลาคม 2545
- สมเด็จพระราชาธิบดีสวาตีที่สาม และพระชายา เสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลเพื่อเข้าร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน 2549
ระดับรัฐบาล
- Sir George Mamba อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวาซิแลนด์
และภริยา เดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 13-20 มีนาคม 2534 โดยเป็นแขกของกระทรวงการ
ต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 17-20 มีนาคม 2534
- นาย Solomon M. Dlamini รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนาย Themba Masuku รัฐมนตรีกระทรวงวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจของสวาซิแลนด์ได้เดินทางมาเยือนไทยเพื่อหารือในด้านความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ระหว่างวันที่ 18-22 มกราคม 2538 โดยเป็นแขกของกระทรวงการต่างประเทศ
- นาย Absalom Themba Dlamini นายกรัฐมนตรีสวาซิแลนด์เยือนไทย ระหว่างวันที่
11-13 กรกฎาคม 2547 เพื่อเข้าร่วมการประชุมนานาชาติเรื่องโรคเอดส์ ครั้งที่ 15 ที่กรุงเทพฯ

 


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

2474 คน

 สถิติเมื่อวาน

1458 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

40304 คน

321666 คน

3285549 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official