ราชอาณาจักรสวีเดน
Kingdom of Sweden
 
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่บนคาบสมุทรสแกนดิเนเวียทางตอนเหนือของทวีปยุโรป
ทิศเหนือติดกับนอร์เวย์และฟินแลนด์ ทิศตะวันออกติดกับอ่าวบอสเนีย ทิศใต้ติดกับทะเลบอลติก ทิศตะวันตกติดกับนอร์เวย์

พื้นที่ 449,964 ตารางกิโลเมตร

ประชากร 9.2 ล้านคน กลุ่มชนชาติ ชาวซอมิ (แลปป์) เป็นชนพื้นเมืองกลุ่มน้อยประมาณ 15,000 คน

ภาษา ภาษาราชการ คือ ภาษาสวีดิช นอกจากนี้ ใช้ภาษาซอมิและภาษาฟินนิชเป็นส่วนน้อย

ศาสนา คริสต์นิกายลูเทอแรน ร้อยละ 87 ศาสนาอื่น ร้อยละ 13

เมืองหลวง กรุงสตอกโฮล์ม (Stockholm)

สกุลเงิน โครนสวีเดน (Swedish Krona)

วันชาติ 6 มิถุนายน

ระบบการเมือง ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

ประมุขสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ (Carl XVI Gustaf )

นายกรัฐมนตรี นายเฟรียดริก เรนเฟลท์ (Fredrik Reinfeldt)

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายคาร์ล บิลต์ (Carl Bildt)

สถาบันการเมือง
สวีเดนมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข เป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2352 ส่วนรัฐสภาใช้ระบบสภาเดียว คือ สภาริกสดอก (Riksdag) มีจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด 349 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน มีวาระดำรงตำแหน่งครั้งละ 4 ปีพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐสภาต้องได้รับคะแนนเสียงเกินร้อยละ 4 จากการลงคะแนนเสียงทั่วประเทศ ประธานรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกนายกรัฐมนตรี สำหรับฝ่ายตุลาการแยกเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
การเมืองการปกครอง
รัฐสภา สวีเดนมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข เป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2352 ส่วนรัฐสภาใช้ระบบสภาเดียว คือ สภาริกสดอก (Riksdag) มีจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด 349 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน มีวาระดำรงตำแหน่งครั้งละ 4 ปี พรรคการเมืองที่จะมีสมาชิกในรัฐสภาได้ จะต้องได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4

รัฐสภาสวีเดนประกอบด้วย ประธานสภา 1 คน และรองประธานสภา 3 คน กรรมาธิการ 15 คณะ สมัยประชุมรัฐสภาจะมีอยู่ประมาณปีละ 8 เดือน โดยจะมีการปิดสมัยประชุมตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน-กันยายน คณะกรรมาธิการจะมีการประชุมทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี ส่วนการประชุมรัฐสภาจะมีทุกสัปดาห์ตั้งแต่วันอังคาร-วันพฤหัสบดี

พรรคการเมือง
พรรคการเมืองที่สำคัญของสวีเดน อาทิ พรรค Social Democratic Party (SDP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดและประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลบ่อยครั้งมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของสวีเดน พรรค Green Party (GP) พรรค Left Party (LP) (ทั้งสามพรรคการเมืองข้างต้นเป็นพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย) พรรค Moderate Party (MP) พรรค Liberal Party พรรค Center Party (CP) และพรรค Christian Democratic Party (CDP) (ทั้งสี่พรรคการเมืองนี้เป็นพรรคการเมืองฝ่ายกลาง – ขวา)

พัฒนาการการเมืองภายในประเทศ
สวีเดนได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2549 เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของนายเยอรัน แพร์ซอน (G?ran Persson) นายกรัฐมนตรีสังกัดพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี (เดือนกันยายน 2545 - กันยายน 2549) ผลปรากฏว่า กลุ่มพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้น ซึ่งประกอบด้วยพรรค MP พรรค Liberal Party พรรค CDP และพรรค CP ซึ่งได้รวมตัวกันเป็นพันธมิตรรณรงค์การเลือกตั้ง (Alliance for Sweden) ได้รับชัยชนะเหนือพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งประกอบด้วยพรรค SDP พรรค LP และพรรค GP โดยกลุ่มพันธมิตรฯ ได้รับคะแนนร้อยละ 51 (178 ที่นั่ง) ในขณะที่กลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 49 (171 ที่นั่ง) จากที่นั่งในสภา 349 ที่นั่ง ชัยชนะของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่งผลให้นายเฟรียดริก เรนเฟลท์ (Fredrik Reinfeldt) หัวหน้าพรรค MP แกนนำในการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรฯ ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบต่อจากนายแพร์ซอน ต่อมา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549 ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของสวีเดน

รัฐบาล
อำนาจทางการเมืองเป็นของรัฐบาลและพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีมีจำนวน 22 คน (เป็นชาย 11 คน หญิง 11 คน) มีนายกรัฐมนตรี 1 คน

การปกครองส่วนท้องถิ่น
ก่อนปี 2514 สวีเดนถูกแบ่งออกเป็น 850 เทศบาล (Kommun) แต่ปัจจุบันได้ลดจำนวนลงเหลือเพียง 288 เทศบาล โดยแต่ละเทศบาลต่างมีสภาที่มาจากการเลือกตั้งอำนาจและหน้าที่ของเทศบาลเกี่ยวข้องกับการให้บริการและการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ระหว่างรัฐบาลกลางกับเทศบาลมีการปกครองในระดับภูมิภาคประกอบด้วย 24 มณฑล โดยรัฐบาลกลางมีข้าหลวงมณฑลเป็นผู้แทนและมีคณะกรรมการบริหารมณฑล ข้าหลวงมณฑลได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลกลางให้ดำรงตำแหน่งวาระ 6 ปี โดยมักจะคัดเลือกมาจากนักการเมือง แต่บุคคลเหล่านี้จะต้องลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญของการบริหารมณฑลดำเนินงานโดยคณะกรรมการบริหาร ซึ่งข้าหลวงเป็นประธาน และสมาชิกคณะกรรมการบริหารมณฑลได้รับการแต่งตั้งจากสภามณฑล ภารกิจส่วนใหญ่ของการบริหารมณฑลมีลักษณะเป็นงานส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก แต่ละมณฑลมีสภามณฑลที่มาจากการเลือกตั้ง สภานี้มีหน้าที่รับผิดชอบหลักในด้านอนามัยและสาธารณสุข ซึ่งรวมถึงการให้บริการในโรงพยาบาล การจัดการศึกษาบางประเภทและการฝึกอาชีพ สภามณฑลมีสิทธิที่จะเก็บภาษีรายได้มาใช้เป็นงบประมาณรายจ่ายได้ นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2519 คนต่างประเทศที่มีถิ่นที่อยู่ในสวีเดนตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปมีสิทธิที่จะออกเสียงเลือกตั้งและสมัครเข้ารับเลือกตั้งระดับท้องถิ่นทั้งในสภาเทศบาลและสภามณฑล

การต่างประเทศ
การสิ้นสุดของยุคสงครามเย็นและการแบ่งแยกทางการเมืองในยุโรป ทำให้ช่วงทศวรรษ 1990 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสวีเดน โดยสวีเดนได้แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมในกระบวนการรวมตัวของยุโรปตะวันตก ซึ่งสวีเดนได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (European Union - EU) เมื่อปี ค.ศ.1991 และได้เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) อย่างสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1995 โดยได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนในการลงประชามติเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1994 ถึงร้อยละ 52.3 และในฐานะของสมาชิกสหภาพยุโรป สวีเดนจะยังธำรงไว้และจะไม่เป็นพันธมิตรทางการทหาร โดยสวีเดนจะไม่พิจารณาเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางการป้องกันใด ๆ ของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ สวีเดนเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association - EFTA) เมื่อปีค.ศ. 1960 อย่างไรก็ดี ภายหลังที่สวีเดนเข้าเป็นสมาชิก EU ในปี ค.ศ.1995 ก็มิได้เป็นสมาชิกของ EFTA อีกต่อไป และสวีเดนยังเป็นประเทศสมาชิกคณะมนตรีกลุ่มนอร์ดิก (Nordic Council) และเข้าร่วมในโครงการพันธมิตรเพื่อสันติภาพ (Partnership for Peace - PFP) ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) บทบาทด้านการต่างประเทศของสวีเดนมีความโดดเด่นมากขึ้น เมื่อสวีเดนได้เข้าเป็นประธานสหภาพยุโรป ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน ค.ศ.2001 (EU Presidency) โดยสวีเดนได้มุ่งเน้นความสำคัญในประเด็นด้านการขยายสมาชิกภาพ (enlargement)การจ้างงาน (employment) และสิ่งแวดล้อม (environment) หรือเรียกโดยย่อว่า นโยบาย 3Es ล่าสุด สวีเดนได้เป็นประธานสหภาพยุโรปอีกครั้ง เมื่อช่วงระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม ค.ศ. 2009 ต่อจากเช็ก โดยในครั้งล่าสุดนี้ สวีเดนประกาศที่จะผลักดันนโยบายใน ๕ ด้าน เป็นพิเศษ ได้แก่ 1) Climate, energy and environment 2) Jobs, growth and competitiveness 3) A safer and more transparent Europe 4) The Baltic Sea region and relations with the near vicinity และ 5) The EU as a global actor and continued enlargement

ในภาพรวม สวีเดนให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสังคม อาทิ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การมีบทบาทแข็งขันในองค์การสหประชาชาติ (Organization of United Nations – OUN) และการมีส่วนร่วมในกระบวนการบูรณาการของยุโรป รวมทั้งการส่งเสริมการค้าเสรี โดยได้ให้ลำดับความสำคัญในกิจการด้านการต่างประเทศ ดังนี้
- มีบทบาทที่แข็งขันในองค์การสหประชาชาติ EU และเวทีระหว่างประเทศสำคัญๆ เช่น องค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe – OSCE) การประชุมเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting – ASEM)
- พัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ในภูมิภาคยุโรปเหนือ ทั้งกลุ่มประเทศนอร์ดิก (เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์และสวีเดน) และกลุ่มประเทศบอลติก (เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย)
- ธำรงไว้ซึ่งหลักการไม่เป็นพันธมิตรทางการทหาร อย่างไรก็ดี สวีเดนได้เข้าร่วมในโครงการพันธมิตรเพื่อสันติภาพ (Partnership for Peace - PFP) ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization – NATO)
- ให้ความสำคัญในประเด็นระหว่างประเทศในเรื่องการลดอาวุธ การป้องกันความขัดแย้ง สิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศ การพัฒนาที่ยั่งยืน การค้าเสรี การต่อต้านการก่อการร้าย
- พิจารณาปรับเพิ่มงบประมาณการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศอยู่ในสัดส่วนร้อยละ ๑ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ โดยจะให้ความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม เช่น การแก้ไขความยากจน การต่อสู้กับโรคเอดส์ (HIV/AIDS) และปัญหาผู้ลี้ภัย เป็นต้น

1. ประวัติบุคคลสำคัญ (ประมุขของรัฐ)
สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน (His Majesty King Carl XVI Gustaf) เป็นพระราชโอรสใน Prince Gustaf Adolf และ Princess Sibylla of Sachsen-Coburg-Gotha ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2489 (ค.ศ.1946) และเสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อปี 2516 (ค.ศ.1973) อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชินีซิลเวีย (Her Majesty Queen Silvia) ซึ่งมีพระนามเดิม คือ Ms. Silvia Sommerlath เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2519 (ค.ศ.1976) และมีพระราชโอรสและพระราชธิดา รวม 3 พระองค์ คือ Her Royal Highness Crown Princess Victoria (ประสูติเมื่อปี 2520 (ค.ศ.1977)) His Royal Highness Prince Carl Philip (ประสูติเมื่อปี 2522 (ค.ศ.1979)) และ HRH Princess Madeleine (ประสูติเมื่อปี 2525 (ค.ศ.1982))

2. ประวัติบุคคสำคัญ (ผู้นำรัฐบาล)
2.1 นายกรัฐมนตรี
นาย Frederik Reinfeldt อายุ 41 ปี เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2549 ก่อนหน้านี้ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น หัวหน้าพรรค Moderate ตั้งแต่ปี 2546 (ค.ศ. 2003)

2.2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
นาย Carl Bildt อายุ 57 ปี เกิดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2492 (ค.ศ. 1949) เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสมัยแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2549 ก่อนหน้านี้ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น นายกรัฐมนตรีสวีเดน ระหว่างปี 2534-2537(ค.ศ.1991-1994) ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องคาบสมุทรบอลข่าน (Special Envoy of the Secretary-General of the United Nations for Balkans) ระหว่างปี 2542-2544 (ค.ศ. 1999-2001)
2.3 นักการเมืองสำคัญ
- นาย Goran Persson อดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน
นาย Goran Persson (เยอราน เพร์สซอน) เกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2492 (ค.ศ.1949) เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 (ค.ศ.1996) -เดือนกันยายน 2549 (2 สมัยติดต่อกัน) และเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญๆ เช่น รองประธานคณะกรรมาธิการการคลังรัฐสภาสวีเดน ระหว่างปี 2536-2537 (ค.ศ.1993-1994) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างปี 2537-2539 (ค.ศ.1994-1996) ประธานพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democratic Party –SDP) ตั้งแต่ปี 2539 -ปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันพรรค SDP เป็นพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภาสวีเดน

เศรษฐกิจการค้า
สวีเดนเป็นประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรปโดยมีพื้นที่ 449,964 ตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรเพียง 9.2 ล้านคน จึงทำให้สวีเดนมีตลาดภายในขนาดเล็กและ มีระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการส่งออก สวีเดนมีอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่สำคัญได้แก่ อุตสาหกรรมป่าไม้และเหล็ก และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง อาทิ อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ อากาศยาน โทรคมนาคม การผลิตอาวุธ และการผลิตเวชภัณฑ์ สาเหตุที่สำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้สวีเดนมีความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง เนื่องจากบริษัทของสวีเดนสนับสนุนการลงทุนในด้านการวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอัตราที่สูงมาก จึงทำให้บริษัทสวีเดนอยู่ในแนวหน้าของโลก และบริษัทสวีเดนยังมีบทบาทสูงมากในการลงทุนต่างประเทศ ทำให้อัตราการลงทุนต่างประเทศของสวีเดนเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรหรือต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของเศรษฐกิจสวีเดน คือ ภาครัฐบาลมีบทบาทมากในเศรษฐกิจภาคบริการ การขยายเศรษฐกิจภาครัฐบาลเป็นการสร้างงานใหม่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งงานสำหรับสตรี จึงส่งผลให้สวีเดนถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 4 ของการสำรวจ Global Competitiveness โดย World Economic Forum ค.ศ. 2009-2010

ตลาดสินค้าออกสำคัญที่สุดของสวีเดนอยู่ในยุโรปตะวันตก มากกว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าออกส่งไปยังสหภาพยุโรป และกลุ่มประเทศนอร์ดิก ซึ่งประกอบด้วย เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ กลุ่มประเทศดังกล่าวนำเข้าสินค้าจากสวีเดนประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณการส่งออกทั้งหมด
การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจเป็นผลมาจากประสิทธิภาพการผลิตที่ตกต่ำและอัตราเงินเฟ้อที่สูงในช่วงทศวรรษ 1980 รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการหลายประการเพื่อปฏิรูประบบเศรษฐกิจ อาทิ การปรับปรุงโครงสร้างภาษีใหม่เพื่อกระตุ้นให้มีการออมและการจ้างงานเพิ่มขึ้น นโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การที่สวีเดนสมัครเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ในปี ค.ศ. 1995 นอกจากนั้นรัฐบาลได้ออกกฎหมายป้องกันการผูกขาด (Competition Act) และได้ยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่สนับสนุนการค้าเสรี รวมทั้งปรับปรุงระบบการประกันสังคมและระบบบำนาญใหม่ และนโยบายการคลัง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่รุนแรงของสวีเดนอยู่ ในปี ค.ศ. 1989 ภาครัฐบาลมีรายรับเกินรายจ่ายร้อยละ 5.4 ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ ซึ่งจัดว่าต่ำสุดในกลุ่มประเทศ OECD ในปี ค.ศ. 1993 รัฐบาลขาดดุลงบประมาณถึงร้อยละ 12.3 ของผลผลิมวลรวมในประเทศ ซึ่งจัดว่าสูงสุดประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศ OECD นโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน แต่เดิมค่าเงินโครนาสวีเดนถูกกำหนดไว้ตายตัวเมื่อเทียบกับเงินสกุลสำคัญ ในปี ค.ศ. 1992 ธนาคารชาติสวีเดนจำต้องยกเลิกระบบดังกล่าวและปล่อยให้ค่าเงินโครนาสวีเดนลอยตัว ผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว ทำให้นโยบายทางการเงินของรัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ธนาคารชาติในปัจจุบันมีภารกิจหลัก คือ การควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งกำหนดไว้ว่าไม่ควรเกินร้อยละ 2 ต่อปี
ปัญหาแนวทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญในปัจจุบัน คือ สวีเดนควรเข้าร่วมสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (EMU) ของสหภาพยุโรปในขั้นตอนของการใช้เงินสกุลเดียว (single currency) ในช่วงเวลาใด ซึ่งสวีเดนได้ตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วม EMU ในกลุ่มประเทศแรก ในปี ค.ศ. 1999 แม้ว่า ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะผ่านเกณฑ์ทางเศรษฐกิจ(convergence criteria) ที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ก็ตาม
ทั้งนี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 กันยายน ค.ศ.2003 รัฐบาลสวีเดนได้จัดการลงประชามติตัดสินใจว่า สวีเดนจะเข้าร่วมการใช้เงินสกุลเดียว (เงินยูโร –euro) หรือไม่ ผลปรากฏว่า มีประชาชนไปลงประชามติร้อยละ 81.2 โดยร้อยละ 56.1 ลงคะแนนเสียง : ไม่เห็นด้วยให้สวีเดนเข้าร่วมการใช้เงิน euro ขณะที่ร้อยละ 41.8 ลงคะแนนเสียง : เห็นด้วย และร้อยละ 1.9 ไม่ตัดสินใจ


ดรรชนีทางเศรษฐกิจ
1 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 415.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
GDP ต่อหัว : 43,155 ดอลลาร์สหรัฐ
2 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ : ร้อยละ -4.6
3 อัตราเงินเฟ้อ : ร้อยละ 1.9
4 ประเทศคู่ค้าสำคัญ : เยอรมนี สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก ฝรั่งเศส สหรัฐฯ ฟินแลนด์ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์
5 สินค้าเข้าสำคัญ : เครื่องจักรกล เครื่องจักรไฟฟ้า น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยา
6 สินค้าออกสำคัญ : เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ สิ่งพิมพ์ แร่และเชื้อเพลิง
7 ขีดความสามารถด้านการแข่งขัน (Global Competitiveness Index) ในปี 2552-2553 อยู่ในลำดับที่ 4

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรสวีเดน
1. ความสัมพันธ์ทางการทูต

ไทยและสวีเดนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน นับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศได้ทำสนธิสัญญามิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (The Treaty of Friendship, Commerce and Navigation of 1868) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2411 และตั้งแต่ปี 2425 ไทยได้แต่งตั้งอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง โดยหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย อัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนคนแรก

เมื่อปี 2487 ไทยได้เปิดสถานอัครราชทูตประจำกรุงสตอกโฮล์มขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ต่อมา เมื่อปี 2497 ไทยได้ปิดสถานอัครราชทูตฯ และให้อัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดน จวบจนกระทั่งปี 2502 ไทยและสวีเดนได้ยกฐานะความสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูต และไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อปี 2506 ปัจจุบัน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศฟินแลนด์และเอสโตเนีย ต่อมา เมื่อปี 2545 ไทยได้เปิดสำนักงานการท่องเที่ยวประจำกรุงสตอกโฮล์ม ซึ่งรับผิดชอบตลาดนักท่องเที่ยว ในภูมิภาคยุโรปเหนือ รัสเซีย และกลุ่มเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States) นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้เปิดสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน ณ กรุงสตอกโฮล์ม อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2552 โดยมีเขตอาณาครอบคลุมกลุ่มประเทศนอร์ดิกและรัสเซีย

ปัจจุบัน นายธนรัตน์ ธนพุทธิ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม รวมทั้งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำฟินแลนด์และเอสโตเนียด้วย นอกจากนี้ ไทยยังมีกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์และกงสุลกิตติมศักดิ์ในสวีเดน ดังนี้
- กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงสตอกโฮล์ม คือ นางวีเวกา อักซอน ยูนซอน (Viveca Axson Johnson) และมีนางฟรานเซส บรูมอน (Frances Broman) เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ
(ประเทศไทยได้มีกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำประเทศสวีเดนมาตั้งแต่ปี 2431(ค.ศ. 1888) โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแต่งตั้งนาย Axel Johnson เป็นกงสุลสยามคนแรกประจำประเทศสวีเดนเมื่อปี 2426 (ค.ศ. 1883) และหลังจากนั้นครอบครัว Johnson ได้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยต่อมาเป็นเวลา 4 ชั่วอายุคน ปัจจุบันนาง Viveca Axson Johnson ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงสตอกโฮล์มคนใหม่สืบแทนนาย Bo Axelson Johnson บิดา ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2540 (ค.ศ. 1997) นอกจากนี้แล้ว ฝ่ายไทยยังได้แต่งตั้งนาง Frances Broman ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำกรุงสตอกโฮล์ม)
- กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองโกเธนเบอร์ก คือ นายเคนเนท ออร์เกรน (Kenneth Orrgren)

สำหรับสวีเดน สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศลาว กัมพูชา พม่า และฟิลิปปินส์ เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ นายเลนนาร์ท ลินเนร์ (Lennart Linn?r) ซึ่งได้เข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาส์นตราตั้งแด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2551 นอกจากนี้ ยังมีสถานกงสุลสวีเดนประจำประเทศไทย จำนวน 3 แห่ง คือ
- สถานกงสุลสวีเดนประจำจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุม ๑๐ จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และอุตรดิตถ์ มีนางศุภจี นิลอุบล ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ สืบแทนนายวรกิจ กัณฑะกาลังค์
- สถานกงสุลสวีเดนประจำเมืองพัทยา ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด มีนายสัญญา วีระไวทยะ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ สืบแทนนายสติก วากต์-แอนเดอร์เซน (Stig Vagt-Andersen) ชาวเดนมาร์ก กงสุลกิตติมศักดิ์ฯ คนเดิม ซึ่งได้ขอลาออกจากตำแหน่ง
- สถานกงสุลสวีเดนประจำจังหวัดภูเก็ต มีนายสมโภช นิปกานนท์ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ สืบแทนนายวิจิตร ณ ระนอง กงสุลกิตติมศักดิ์ฯ คนเดิม ซึ่งได้ขอลาออกจากตำแหน่ง

ปัจจุบัน คนไทยในสวีเดนมีจำนวนประมาณ 46,000 คน มีวัดไทย/สำนักสงฆ์ จำนวน 9 แห่ง สมาคมไทย จำนวน 22 สมาคม และมีร้านอาหารไทยจำนวนประมาณ 400 ร้าน

ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับสวีเดนเป็นไปโดยราบรื่น ทั้งสองฝ่ายได้ให้การสนับสนุนและร่วมมือกันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศด้วยดีมาโดยตลอด รวมทั้งในกรอบความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศนอร์ดิก (เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน) EU, ASEM (ซึ่งไทย ฟิลิปปินส์ และสวีเดน มีความร่วมมือในโครงการต่อต้านการลักลอบการค้าสตรีและเด็ก) รวมทั้งความสัมพันธ์ในกรอบอาเซียน-
สหภาพยุโรป (ASEAN-EU)

ความสัมพันธ์ด้านการเมืองของทั้งสองประเทศนับว่ามีความแน่นแฟ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้นำของรัฐบาลไทยและสวีเดน กล่าวคือ การเยือนไทยอย่างเป็นทางการ (Official Visit) ของนายเยอรัน แพร์ซอน (G?ran Persson) นายกรัฐมนตรีสวีเดน (ในขณะนั้น) ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 7-9 มกราคม 2547 ซึ่งนับเป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในระดับผู้นำรัฐบาลของฝ่ายสวีเดน และการเยือนสวีเดนอย่างเป็นทางการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ในฐานะแขกของรัฐบาลสวีเดน ระหว่างวันที่ 23-24 กันยายน 2547 ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการกระชับความร่วมมือของประเทศทั้งสองในทุกมิติ เช่น การริเริ่มจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมไทย-สวีเดน เพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดมากขึ้น และการที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบอนุมัติให้กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ Gripen จากสวีเดน จำนวน 6 เครื่อง วงเงิน 19,000 ล้านบาท งบประมาณผูกพัน 5 ปี (2551 - 2555) จะช่วยส่งเสริมให้ทั้งสองประเทศเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการทหารให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

ความสัมพันธ์ด้านการค้า
เมื่อปี 2552 สวีเดนเป็นประเทศคู่ค้าลำดับที่ 9 ของไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และอันดับที่ 38 ของไทยในโลก การค้าไทย-สวีเดน มีมูลค่ารวม 876 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 448 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้ามูลค่า 428 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ สายไฟฟ้า สายเคเบิ้ล ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์
(ที่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ)
ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า

1. การขนส่ง ระยะทางไกล ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง การส่งสินค้าจำนวนน้อยจึงไม่คุ้มทุน อีกทั้งการส่งมอบสินค้าบางครั้งไม่ตรงเวลาทำให้ผู้นำเข้าเสียหาย
2. ชาวสวีเดนนิยมสินค้าคุณภาพสูง โดยไม่คำนึงถึงราคามากนัก ทำให้สินค้าไทยที่มีคุณภาพรองลงมาและมีราคาถูกจำหน่ายได้ยาก
3. ไทยขาดดุลการค้ากับสวีเดนมาโดยตลอด

แผนการขยายตลาดการส่งออกของไทยไปสวีเดนและภูมิภาคยุโรปเหนือ
1.เมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้จัดโครงการ Road Show นำนักธุรกิจไทยในสาขาเสื้อผ้า อาหาร การให้บริการทางการแพทย์ และเครื่องประดับของใช้ในบ้าน ประมาณ 12 คน เดินทางไปเยือนสวีเดน เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าส่งออกของไทยและแสวงหาลู่ทางในการเจาะและเปิดตลาดสินค้าของไทยในสวีเดนและภูมิภาคยุโรปเหนือ
2. เมื่อเดือนมีนาคม 2547 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจัดโครงการนำนักธุรกิจไทยในสาขาวัสดุก่อสร้างไปร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง \"NORDBYGG 2004\" ที่กรุงสตอกโฮล์ม
3. เมื่อเดือนกันยายน 2549 กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทยได้จัดสัมมนาทางเศรษฐกิจไทย-สวีเดน ทั้งที่จ.เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ในหัวข้อ “Export Market Sweden” และ \"Profit from Environmental Regulations – The Swedish Experience and Business Practice” ตามลำดับ การจัดสัมมนาดังกล่าวเป็นกิจกรรมส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมไทย-สวีเดน โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยทราบถึงกฎระเบียบการค้าของสวีเดนและสหภาพยุโรป รวมทั้ง ลักษณะสภาพตลาดการค้า การบริโภคและการนำเข้าของสวีเดน

ความสัมพันธ์ด้านการลงทุน

เมื่อปี 2552 สวีเดนเป็นประเทศที่มีปริมาณการลงทุนในไทยมากเป็นอันดับที่ 7 ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป มีโครงการที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Invest ment – BOI) จำนวนทั้งสิ้น 10 โครงการ มูลค่ารวม 850 ล้านบาท โดยมีการลงทุนในด้านต่างๆ ดังนี้ ส่วนผสมอาหารจากพืช ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง เครื่องมือสำหรับตัด ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูปสำหรับงานอุตสาหกรรม อวัยวะเทียมและเฝือก เครื่องมือผ่าตัดศัลยกรรม ชิ้นส่วนโลหะกลึงแต่ง

ปัจจุบัน มีบริษัทธุรกิจชั้นนำของสวีเดนจำนวนมากที่เข้ามาลงทุนและจัดตั้งฐานการผลิตในไทย อาทิ บริษัท Ericsson (เครื่องโทรคมนาคม และโทรศัพท์) บริษัท Molnlycke Health Care (เสื้อกาวน์และอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใช้แล้วทิ้ง) บริษัท Volvo Truck (ผลิต/ประกอบรถบรรทุกและชิ้นส่วนรถยนต์) บริษัท Vattenfall AB (พลังงาน) บริษัท Purac (โรงงานกำจัดน้ำเสีย) บริษัท Tetra Pak (บรรจุภัณฑ์) บริษัท Scandinavian Village Co.Ltd. (โครงการพำนักระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุและวัยเกษียณ) บริษัท Electrolux (เครื่องซักผ้าและตู้เย็น) บริษัท ABB บริษัท Eka Chemicals บริษัท Perstorp บริษัท IKANO (ผลิตและจำหน่ายเครื่องเรือนยี่ห้อ IKEA) เป็นต้น

ความมั่นคง

สวีเดนให้ความสนใจกับสถานการณ์ทางภาคใต้ของไทยเป็นอย่างมาก โดยสวีเดนได้ติดตามสอบถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นระยะๆ นอกจากนี้ สวีเดนยังให้ความสนใจกับปัญหาต่างๆ ในภูมิภาค เช่น ปัญหาผู้อพยพชาวม้งลาวและชาวพม่า และสถานการณ์ในพม่า เป็นต้น

นอกจากนี้ โดยที่สวีเดนเป็นประเทศประชาธิปไตยเสรีนิยม ในสวีเดนจึงมีสมาชิกองค์การกู้เอกราชสหปาตานี (Patani United Liberation Organisation – PULO) อาศัยอยู่จำนวนไม่น้อย และใช้สวีเดนเป็นฐานในการแสดงความเห็นเชิงลบต่อการดำเนินการของไทยกับจังหวัคชายแดนใต้

ความร่วมมือไตรภาคี

หน่วยงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสวีเดน (Swedish International Development Cooperation Agency – SIDA) ได้เปลี่ยนระดับความช่วยเหลือแก่ไทยจากในกรอบทวิภาคีมาเป็นการร่วมมือในระดับระดับโลก โดยมีลักษณะเป็นการแบ่งภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งไทยจะต้องร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากกิจกรรมหรือโครงการความร่วมมือต่างๆ ที่ผ่านมา ความร่วมมือจากสวีเดนส่วนใหญ่จะเป็นในรูปการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาปฏิบัติงานภายใต้โครงการต่างๆ อาทิ การจัดการด้านคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ การบำรุงรักษาด้านสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรม การบำบัดน้ำเสีย การบริหารจัดการบุคลากร เป็นต้น ในปัจจุบัน ไทยและสวีเดนกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาหาลู่ทางขยายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ครอบคลุมถึงความร่วมมือในกรอบไตรภาคีระหว่างไทยกับสวีเดนและประเทศเพื่อนบ้านของไทยด้วย

การท่องเที่ยว

ไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลักอันดับที่ 1 ของนักท่องเที่ยวสวีเดน เมื่อปี 2552 มีนักท่องเที่ยวสวีเดนเดินทางมาเยือนไทย จำนวน 350,819 คน ซึ่งนับเป็นลำดับที่ 4 ของจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศในภูมิภาคยุโรป (รองจากสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส)

ไทยได้รับรางวัลด้านการท่องเที่ยวหลายรางวัล อาทิ ประเทศท่องเที่ยวที่ดีที่สุดจากนิตยสาร Travels (ติดต่อกันมาเป็นเวลาอย่างน้อย 7 ปี) ซึ่งเป็นนิตยสารท่องเที่ยวของสวีเดน รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ประเทศท่องเที่ยวยอดนิยม ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Travel News ( 6 ครั้งติดต่อกัน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 สายการบินข้ามทวีปดีเด่น (สายการบินสิงคโปร์ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1) รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 สาขาประเทศท่องเที่ยวระยะไกล และรางวัลชนะเลิศอันดับ 3 สาขาประเทศที่น่าอยู่อาศัย (รองจากสวีเดนและสหรัฐอเมริกา) และจังหวัดภูเก็ตได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 สาขาแหล่งท่องเที่ยวโดยการบินเช่าเหมาลำ (จังหวัดกระบี่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 3) จากการลงคะแนนของนักท่องเที่ยวชาวสวีเดนจากนิตยสาร RES ซึ่งเป็นนิตยสารท่องเที่ยวรายเดือนที่มีชื่อเสียงของสวีเดน ฉบับเดือนธันวาคม 2550

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวสวีเดนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย คือ ความตอบสนองต่อความต้องการของชาวสวีเดนในการท่องเที่ยวประเภทแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลของไทย ซึ่งมีความคุ้มค่าเงินในการท่องเที่ยวความสะดวกในด้านการเดินทางคมนาคม

เมื่อปี 2552 มีนักท่องเที่ยวไทยไปสวีเดนจำนวนประมาณ 13,000 คน ปี 2551 จำนวน 11,574 คน ปี 2549 (ม.ค.-มี.ค.) จำนวน 2,181 คน ปี 2548 จำนวน 11,681 คน ปี 2547จำนวน 8,191 คน ปี 2546 จำนวน 5,322 คน และปี 2545 จำนวน 5,348 คน
(ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างไทยกับสวีเดน

ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
- วันที่ 13 – 21 กรกฎาคม 2440 เสด็จฯ เยือนสวีเดน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 21 – 24 กันยายน 2503 เสด็จฯ เยือนสวีเดน อย่างเป็นทางการ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
- วันที่ 15 – 16 กันยายน 2540 เสด็จฯ เยือนสวีเดน อย่างเป็นทางการ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- วันที่ 23 – 25 กุมภาพันธ์ 2516 เสด็จฯ เยือนสวีเดน เพื่อทรงเข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีกุสตาฟที่ 6 แห่งสวีเดน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
- วันที่ 5 – 9 ตุลาคม 2529 เสด็จเยือนสวีเดน
- วันที่ 7 – 13 มิถุนายน 2531 เสด็จเยือนสวีเดน
- วันที่ 27 กันยายน – 12 ตุลาคม 2531 เสด็จเยือนสวีเดน
- วันที่ 29 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2541 เสด็จเยือนสวีเดน
- วันที่ 9 – 16 กรกฎาคม 2547 เสด็จเยือนสวีเดน

นายกรัฐมนตรี
- วันที่ 1 กันยายน 2522 พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี เยือนสวีเดน อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 24 – 27 กันยายน 2532 พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี เยือนสวีเดน อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 24 – 24 กันยายน 2547 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนสวีเดน อย่างเป็นทางการ

ฝ่ายสวีเดน
พระราชวงศ์

สมเด็จพระราชาธิบดี คาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน และสมเด็จพระราชินีซิลเวีย
- วันที่ 21 – 23 เมษายน 2523 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 25 กันยายน 2524 เสด็จฯ แวะผ่านไทย หลังจากการเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 6 – 10 กุมภาพันธ์ 2532 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 20 พฤศจิกายน 2533 เสด็จฯ แวะผ่านไทย หลังจากการเสด็จฯ เยือนญี่ปุ่น เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น
- วันที่ 22 – 23 กันยายน 2543 เสด็จฯ แวะผ่านไทย เพื่อทรงร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย
- วันที่ 2 – 3 ตุลาคม 2543 เสด็จฯ แวะผ่านไทย ภายหลังจากการเสด็จฯ ร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย
- วันที่ 28 ธันวาคม 2545 – 16 มกราคม 2546 เสด็จฯ เยือนไทย พร้อมด้วยเจ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารี เจ้าชายคาร์ล ฟิลิป และเจ้าหญิงมาเดอลีน เป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2546 เสด็จฯ เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 31 มกราคม 2547 เสด็จฯ แวะเยือนไทย ก่อนเสด็จฯ เยือนเวียดนาม อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 9 – 11 กุมภาพันธ์ 2547 เสด็จฯ แวะเยือนไทย หลังจากการเสด็จฯ เยือนบรูไน ดารุสซาลาม อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 17 – 20 กุมภาพันธ์ 2548 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 12 – 21 มิถุนายน 2549 เสด็จฯ เยือนไทย เพื่อร่วมพระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระราชาธิบดี คาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน
- วันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2530 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 6 – 9 ตุลาคม 2539 เสด็จฯ เยือนไทย เพื่อร่วมพิธีรับรองสมาชิกใหม่มูลนิธิลูกเสือโลก
- วันที่ 17 – 22 กุมภาพันธ์ 2552 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
สมเด็จพระราชินีซิลเวีย
- วันที่ 25 สิงหาคม 2551 เสด็จฯ แวะผ่านไทย พร้อมด้วยเจ้าชายคาร์ล ฟิลิป
- วันที่ 8 – 10 เมษายน 2553 เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์
เจ้าหญิงมาเดอลีน
- วันที่ 7 – 13 เมษายน 2551 เสด็จเยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 30 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2553 เสด็จเยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์
เจ้าหญิงคริสตินา
- วันที่ 6 – 9 มีนาคม 2540 เสด็จเยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์
เจ้าชายเบอร์ทิล
- เดือนกุมภาพันธ์ 2508 เสด็จเยือนไทย อย่างเป็นทางการ
เจ้าชายวิลเลียม
- ปี 2454 เสด็จเยือนไทย
เจ้าชายออสการ์
- ปี 2427 เสด็จเยือนไทย


นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

- วันที่ 1 – 2 มีนาคม 2539 นางลีนา ชเยล์ม วัลเลน (Lena Hjelm-Wallen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรี
- วันที่ 7 – 9 มกราคม 2547 นายเยอรัน แพร์ซอน (G?ran Persson) นายกรัฐมนตรี เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล
- วันที่ 16 – 17 มกราคม 2548 นายเยอรัน แพร์ซอน (G?ran Persson) นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีกลุ่มประเทศนอร์ดิก (นอร์เวย์และฟินแลนด์) เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์เหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิที่บริเวณจังหวัดภาคใต้ของไทย
- วันที่ 3 – 4 เมษายน 2551 นายกุนนาร์ วีสลันเดอร์ (Gunnar Wieslander) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบด้านการค้า เยือนไทย
- วันที่ 15 มกราคม 2552 นายกุนนาร์ วีสลันเดอร์ (Gunnar Wieslander) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบด้านการค้า เยือนไทย

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสวีเดนที่สามารถค้นหาได้ทาง Internet
1. www.ud.se.
2. www.swedeninfo.com


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

876 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

43748 คน

325110 คน

3288993 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official