สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ
United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตะวันตกเฉียงเหนือของภาคพื้นทวีปยุโรป

พื้นที่ 242,514 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงลอนดอน

ภูมิประเทศ เป็นเกาะ ยาวประมาณ 1,000 กม. กว้างประมาณ 500 กม.

ภูมิอากาศ อากาศเย็นสบาย อุณหภูมิเฉลี่ย 8?C ฝนตกตลอดปี

ประชากร 60.77 ล้านคน

กลุ่มชนชาติ อังกฤษ สกอต เวลส์ ไอริช เอเชียใต้ และอื่นๆ

ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ

ศาสนา คริสตศาสนา

สกุลเงิน ปอนด์สเตอร์ลิง

อัตราแลกเปลี่ยน ประมาณ 54.10 บาท = 1 ปอนด์สเตอร์ลิง (ณ วันที่ 20 ม.ค. 2553)

วันชาติ ไม่มี ใช้วันเฉลิมพระชนมพรรณาฯ แทน (เสาร์ที่ 2 ของเดือนมิถุนายน)

ระบบการเมือง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

ประมุข สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 (ขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2495)

นายกรัฐมนตรี นายกอร์ดอน บราวน์

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายเดวิด มิลิแบนด์

อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประมาณร้อยละ 2.6 (2551)

อัตราเงินเฟ้อ ประมาณร้อยละ 3.8 (2551)

อัตราการว่างงาน ประมาณร้อยละ 5.7 (2551)

ประเทศคู่ค้าสำคัญ สหรัฐฯ เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม

มูลค่าการส่งออก 468.8 พันล้านดอลาร์สหรัฐ

มูลค่าการนำเข้า 603 พันล้านดอลาร์สหรัฐ

สินค้าออกสำคัญ สินค้าอุตสาหกรรม เชื้อเพลิง เคมีภัณฑ์ อาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ

สินค้าเข้าสำคัญ สินค้าอุตสาหกรรม เครื่องจักรกล เชื้อเพลิง อาหาร

ทรัพยากรธรรมชาติน้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน เหล็ก ดีบุก

การเมืองการปกครอง
สถาบันทางการเมือง
สหราชอาณาจักรมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีกษัตริย์ (สมเด็จพระราชินีนาถ) เป็นประมุข สหราชอาณาจักรไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบเรียงลำดับมาตรา แต่ใช้พระราชบัญญัติและกฎหมายจารีตประเพณีในการบริหารประเทศ รัฐสภาทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติ และในทางปฏิบัติ เป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศ ฝ่ายบริหารประกอบด้วยรัฐบาล (คณะรัฐมนตรี) หน่วยงานทางราชการ หน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และหน่วยงานที่อยู่ในความดูแลของ รัฐมนตรี ฝ่ายตุลาการกำหนดกฎหมายและตีความจารีตประเพณี

สมเด็จพระราชินีนาถทรงเป็นประมุขฝ่ายบริหาร ทรงมีบทบาทสำคัญด้านนิติบัญญัติ ทรงเป็นประมุขฝ่ายตุลาการ ทรงเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ และทรงเป็น ”ผู้บริหารสูงสุด” ของคริสตจักรแห่งอังกฤษ

นับตั้งแต่การบริหารของอดีตนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ ได้มีนโยบายส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แคว้นต่าง ๆ มากขึ้น โดยเมื่อปี 2540 รัฐบาลได้จัดให้มีการลงประชามติในแคว้นสก๊อตแลนด์ และเวลส์ และต่อมา ในปี 2542 ได้มีรัฐสภาเป็นของตนเอง และมีการจัดตั้งรัฐบาลของตนเอง ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านการบริหารแคว้น ด้านการพัฒนา ด้านกิจการภายในเป็นของตนเอง ส่วนอำนาจด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่างประเทศอยู่ภายใต้รัฐบาลกลางสหราชอาณาจักร

รัฐสภา
อำนาจทางนิติบัญญัติของรัฐสภาสหราชอาณาจักรประกอบด้วย 3 ส่วน คือ สมเด็จพระราชินีนาถ สภาสามัญหรือสภาผู้แทนราษฎร และสภาขุนนาง โดยการประชุมของทั้ง 3 ส่วนมีขึ้นเฉพาะในโอกาสทางพิธีการ อาทิ พระราชพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภา ทั้งนี้ รัฐสภาสหราชอาณาจักรมีหน้าที่ในการออกกฎหมาย ตรวจสอบนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาล และเปิดอภิปรายในกระทู้สำคัญ รัฐสภาแต่ละชุดจะมีอายุไม่เกิน 5 ปี มีช่วงสมัยประชุมคราวละ 1 ปี โดยเริ่มต้นและสิ้นสุดในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน โดยมีช่วงพักการประชุมในเวลากลางคืน ช่วงสุดสัปดาห์ เทศกาลคริสต์มาส เทศกาลอีสเตอร์ วันหยุดธนาคารในปลายฤดูใบไม้ร่วง และวันหยุดยาวในฤดูร้อน (ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม) ทั้งนี้ การประชุมสภาสามัญมีสมัยประชุมเฉลี่ย 148 วัน และการประชุมสภาขุนนางมีสมัยประชุมเฉลี่ย 152 วัน โดยในการเปิดสมัยประชุมทุกครั้ง สมเด็จพระราชินีนาถจะทรงมีพระราชดำรัสเปิดสมัยประชุมรัฐสภา โดยจะทรงกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาล และการเสนอร่างกฎหมาย และจะทรงมีพระราชเสาวนีย์ปิดสมัยประชุม รัฐสภาจะมีช่วงปิดสมัยประชุมเพียง 3 – 4 วัน ก่อนเริ่มสมัยประชุมต่อไป และจะเป็นการยุติกระบวนการทางนิติบัญญัติของสมัยประชุมนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎมายที่ไม่สามารถผ่านการพิจารณาก่อนสิ้นสุดสมัยประชุมจะตกไป ยกเว้นว่าฝ่ายค้านเห็นพ้องจะให้พิจารณากฎหมายต่อในสมัยต่อไป

สภาสามัญหรือสภาผู้แทนราษฎร (House of Commons) ประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 645 คน จากการเลือกคั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2548 มีคณะกรรมาธิการต่างๆ 40 คณะ ที่สำคัญคือ คณะกรรมาธิการต่างประเทศ คณะกรรมาธิการด้านการช่วยเหลือการพัฒนาระหว่างประเทศ คณะกรรมาธิการด้านการคลัง

สภาขุนนาง (House of Lords) ประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 700 คน มาจากการแต่งตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ (พรรคแรงงาน 196 คน พรรคอนุรักษ์นิยม 171 คน พรรค Liberal Democrat 60 คน) และจากการสืบทอดตำแหน่ง และตัวแทนศาสนา คณะกรรมาธิการต่างๆ ของสภาขุนนางประกอบด้วย 9 คณะกรรมาธิการ ที่สำคัญมี อาทิ คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป คณะอนุกรรมาธิการย่อยตามสาขาต่างๆ เช่น เศรษฐกิจการคลัง การพลังงาน อุตสาหกรรมและคมนาคม นโยบายต่างประเทศและการป้องกันประเทศ

รัฐบาล
รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกอบด้วยรัฐมนตรีต่างๆ ที่รับผิดชอบดูแลกิจการของประเทศ สมเด็จพระราชินีนาถทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี (หัวหน้าพรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาสามัญที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด) และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีไม่เกิน 20 คน ตามการถวายคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีส่วนใหญ่มาจากสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีสามารถมาจากสภาขุนนางได้ ทั้งนี้ตำแหน่ง The Lord of Chancellor (รับผิดชอบงานด้านกฎหมาย) จะมาจากสภาขุนนางการปกครองส่วนท้องถิ่น

การปกครองส่วนท้องถิ่นในอังกฤษและเวลส์ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ County (เทียบเท่าจังหวัด) มี 53 จังหวัด ระดับ District (เทียบเท่าอำเภอ) มี 369 อำเภอ และระดับ Parish (ในอังกฤษ) และ Community (ในเวลส์) การปกครองส่วนท้องถิ่นในสก๊อตแลนด์ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับภาค (Region) และการปกครองในเขตต่างๆ อีก 3 แห่ง ระดับ District 53 แห่ง และระดับ Community ส่วนไอร์แลนด์เหนือ แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับ County 6 แห่ง ระดับ District 26 แห่ง การปกครองท้องถิ่นดังกล่าวมาข้างต้นปกครองโดยสภาเทศบาล (council) ซึ่งสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทุก 4 ปี

การปกครองส่วนท้องถิ่นสหราชอาณาจักรเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย โดยใช้ระบบเลือกตั้งเทศมนตรี และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจะมีการสำรวจความคิดเห็น จัด roadshow หรือการแสดงประชามติ ในการบริหารงานส่วนท้องถิ่น

สถานการณ์การเมือง

พรรคแรงงานภายใต้การนำของนายโทนี แบลร์(Mr. Tony Blair) นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรในขณะนั้นได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2548 โดยถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พรรคแรงงานสามารถกลับเข้าบริหารประเทศได้เป็นสมัยที่สามติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากที่พรรคแรงงานเคยได้รับอย่างท่วมท้นเมื่อการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2544 ลดลงอย่างมาก เนื่องจากการตัดสินใจเข้าร่วมสงครามอิรักของสหราชอาณาจักรโดยมีข่าวกรองที่ผิดพลาด ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่โจมตีของพรรคอื่นๆ และมีชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมสงครามดังกล่าว

นายโทนี แบลร์ด้ประกาศล่วงหน้าไว้เมื่อเดือนกันยายน 2549 ว่า จะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายในหนึ่งปี เนื่องจากได้รับแรงกดดันภายในพรรคแรงงาน และการเสื่อมความนิยมจากประชาชนจากการที่นำสหราชอาณาจักรร่วมปฏิบัติการทางทหารในอิรัก โดยเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2550 นายโทนี แบลร์ ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองเพื่อกราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต่อมาพระราชทานพระราชวโรกาสให้นายกอร์ดอน บราวน์ (Mr. Gordon Brown) เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบแทน

นายกอร์ดอน บราวน์ ได้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยปรับลดลงจาก 23 เป็น 22 คน โดยได้มีการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ได้แก่ การแต่งตั้งนางแจ๊กกี้ สมิธ (Mrs. Jacqui Smith) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่เป็นสตรีคนแรก นายเดวิด มิลิแบนด์ (Mr. David Miliband) (อายุ 42 ปี) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวอายุน้อยที่สุดในรอบ 30 ปี และอายุน้อยที่สุดลำดับที่สองในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร และนายอลิสแตร์ ดาร์ลิง (Mr. Alistair Darling) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ผ่านการปฏิบัติงานในตำแหน่งรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง ทั้งนี้ มีเพียงนายเดส บราวน์ (Mr. Des Browne) จากรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต่อจากคณะรัฐมนตรีของนายโทนี แบลร์

นโยบายที่สำคัญของรัฐบาลของนายกอร์ดอน บราว์น มีดังนี้
- ด้านสาธารณสุข จัดทำแผนในการพัฒนาการบริการด้านสาธารณสุข โดยขยายเวลาการให้บริการในวันหยุด และนอกเวลาทำการ เพื่อให้ประชาชนสามารถรับบริการทางแพทย์ที่ดีได้ตลอดเวลา รวมทั้งปรับปรุงมาตรการจูงใจในการทำงานนอกเวลาแก่แพทย์ประจำสถานพยาบาล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจในการบริการ

- การศึกษา พัฒนาให้สหราชอาณาจักรเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับโลก โดยเน้นการเพิ่มขีดความสามารถ และพัฒนาทักษะของเยาวชน โดยจะจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังควบคุมนโยบายการสอนของครูให้มีความเข้มงวด รวมทั้งจะสนับสนุนงบประมาณแก่โรงเรียนรัฐบาล เพื่อจูงใจครูที่มีคุณภาพจากโรงเรียนเอกชนมาทำงานในโรงเรียนรัฐ

- การเคหะ สนับสนุนให้ภาครัฐลดการถือครองที่ดินและเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ง่ายขึ้น ในรูปของการถือหุ้นร่วมกับภาครัฐ

- การต่อต้านการก่อการร้าย เพิ่มอำนาจที่จะรับมือกับกลุ่มก่อการร้าย โดยจะเสนอร่างกฎหมายใหม่ต่อรัฐสภาเพื่อขยายเวลาการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยโดยไม่มีการแจ้งข้อหาจาก 28 วันเป็น 90 วัน การอนุญาตให้ตำรวจสอบปากคำผู้ต้องสงสัยได้หลังถูกตั้งข้อหา และการอนุญาตให้ใช้หลักฐานจากการดักฟังในชั้นศาล

- การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ ยังคงให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยน แปลงสภาวะอากาศ และผลักดันให้เป็นประเด็นระดับนานาชาติด้วย ซึ่งสำหรับสหราชอาณาจักรได้ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ให้ได้ร้อยละ 20 ภายในปี 2555

ในปี 2553 การเมืองสหราชอาณาจักรจะถูกครอบงำ (dominate) โดยปัญหาเศรษฐกิจและการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งแม้ว่าเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรจะเริ่มฟื้นตัว แต่ก็ไม่ได้ช่วยพรรคแรงงาน ซึ่งคะแนนความนิยมลดลงจากร้อยละ 31 ในเดือนมกราคม 2552 เป็นร้อยละ 26 ในเดือนมิถุนายน 2552 โดยหลังจากนั้น ในการทำโพลสำรวจส่วนใหญ่มักจะมีผลคงที่คือ พรรคอนุรักษ์นิยมนำอยู่ร้อยละ 11

ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2553 คือการออกมาใช้สิทธิใช้เสียงของประชาชน ซึ่งยังค่อนข้างยากที่จะคาดเดา เนื่องจากกรณีอื้อฉาวการใช้จ่ายของสมาชิกผู้แทนราษฎร (MPs Expense) ซึ่งในขณะนี้ ประมาณร้อยละ 52 ของผู้มีสิทธิออกเสียงยืนยันการใช้เสียง และหากเป็นเช่นนี้ในการเลือกตั้งจริง คาดว่าผลการเลือกตั้งจะทำให้พรรคอนุรักษ์นิยมมีคะแนนนำร้อยละ 14 ซึ่งจะทำให้มีเสียงข้างมากในสภา (ประมาณ 100 ที่นั่ง) อย่างไรก็ดี หากมีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้น ก็จะทำให้คะแนนนำของพรรคอนุรักษ์นิยมลดลง เนื่องจากแนวโน้มว่าผู้ที่จะไม่ใช้สิทธิออกเสียงเป็นผู้สนับสนุนพรรคแรงงาน

นโยบายด้านการต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 นาย Gordon Brown นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ได้กล่าวสุนทรพจน์ประจำปีเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักรในโอกาสเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำของนายกเทศมนตรี (Lord Mayor’s Banquet) ที่ Mansion House สรุปสาระได้ ดังนี้

1. คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับประเด็น 4 ประเด็นหลัก (ซึ่งเป็นนโยบายลำดับต้นของสหราชอาณาจักรเช่นกัน) ได้แก่ (1) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2) วิกฤตเศรษฐกิจโลก – การจัดระบบการเงินโลกให้มีความเข้มแข็งและการมีมาตรการทางการเงินร่วมกันในระดับระหว่างประเทศ รวมถึงการขจัดความยากจนและความไม่ยุติธรรม (3) การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในกรณีอิหร่านและเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะอิหร่าน ซึ่งหากยังไม่รับข้อเสนอของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีปฏิสัมพันธ์และการเจรจาอย่างจริงจังกับประชาคมระหว่างประเทศภายในปีนี้ สหประชาชาติ สหภาพยุโรป และประเทศต่างๆ ควรจะต้องบังคับใช้มาตราการคว่ำบาตรที่หนักหน่วงขึ้นกับอิหร่าน ซึ่งในส่วนของสหภาพยุโรปอาจมุ่งเน้นมาตรการคว่ำบาตรด้านการเงินและพลังงาน และ (4) การต่อต้านการก่อการร้าย – กรณีอัฟกานิสถานและปากีสถาน

2. นโยบายต่างประเทศสหราชอาณาจักรจะมีลักษณะที่เป็น hard-headed ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และส่งเสริมความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศ โดย นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้ย้ำถึงความสำคัญของการมีความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรกับองค์การ/สถาบันระหว่างประเทศ ได้แก่ สหภาพยุโรป NATO สหประชาชาติ เครือจักรภพอังกฤษ กลุ่ม G8 และ G20 รวมถึงประเทศพันธมิตร เช่น สหรัฐฯ เพราะไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งจะสามารถแก้ไขประเด็นระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้โดยลำพัง กระนั้นก็ตาม การปฏิรูปสถาบันระหว่างประเทศให้มีความเข้มแข็ง ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อไป เพื่อให้สามารถรองรับกับการเปลี่ยนแปลง สามารถตอบสนองต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันได้ทันท่วงที

3. ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญมากที่สุดในการกล่าวสุนทรพจน์ฯ ครั้งนี้ คือ การต่อต้านการก่อการร้าย โดยเฉพาะกรณีอัฟกานิสถาน เพราะหากตาลีบันกลับเข้ามามีอำนาจได้อีก จะส่งผลให้กลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ เช่น อัลเคด้า มีพื้นที่ใช้ในการปฏิบัติการก่อการร้ายได้อีกครั้ง ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่นายกรับมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวถึงการถอนกองกำลังสหราชอาณาจักรออกจากอัฟกานิสถาน โดยเสนอแผนการถ่ายโอนอำนาจแบบ district by district และหากเป็นไปได้จะกำหนดตารางเวลา (set a timetable) สำหรับการถ่ายโอนดังกล่าว โดยเริ่มในปี 2553 รวมถึงแจ้งความพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม NATO Summit ณ กรุงลอนดอน ในเดือนมกราคม 2553 เพื่อการดังกล่าวด้วย

อนึ่ง นาย David Miliband รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในที่ประชุม NATO Parliamentary Assembly เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 ณ เมือง Edinburgh สก็อตแลนด์ ว่า สงครามในอัฟกานิสถานมิใช่สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่การถอนกองกำลังของ NATO ออกจากอัฟกานิสถาน ต้องไม่ทำให้ตาลีบันสามารถกลับเข้ามามีอำนาจได้อีก และได้ย้ำคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรที่จะเริ่มการถ่ายโอนอำนาจจากกองกำลังนานาชาติให้แก่กองกำลังอัฟกานิสถานในปีหน้า

เศรษฐกิจการค้า
เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรในเดือนธันวาคม 2552 มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นเดือนแรกของไตรมาสสุดท้ายสามารถทรงตัวเท่ากับเดือนก่อนหน้าได้ หลังจากลงไปต่ำสุดเมื่อเดือนสิงหาคม ขณะที่ภาคการค้าปลีก (retail sale) ในเดือนพฤศจิกายน ปรับตัวลดลงเล็กน้อยหลังจากกระเตื้องขึ้นแรงในเดือนตุลาคม ขณะที่ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยเดือนพฤศจิกายนก็ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยเฉลี่ยทั่วประเทศฟื้นตัวขึ้นประมาณร้อยละ 10 นับจากจุดต่ำสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2550 ขณะที่จำนวนคนว่างงานก็มีทิศทางดีขึ้น โดยทรงตัวที่ระดับ 2.4 ล้านคน และคาดว่าจำนวนผู้ว่างงานน่าจะสูงที่สุดไม่เกิน 2.7 ล้านคน จากเดิมที่ประเมินไว้ว่าอาจสูงถึง 3 ล้านคน ซึ่งดัชนีเหล่านี้น่าจะบ่งชี้แนวโน้มเศรษฐกิจว่า น่าจะหลุดพ้นจากจุดถดถอยแล้วในไตรมาสสุดท้ายของปี 2552

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ยังคงน่าเป็นห่วงคือ การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล โดยในเดือนตุลาคม รัฐบาลขาดดุลอยู่ 11.4 พันล้านปอนด์ โดยในการแถลงงบประมาณงวดครึ่งปี (Pre-budget report 2552) กระทรวงการคลังคาดว่า รัฐบาลจะขาดดุลสูงถึงร้อยละ 12.6 ของ GDP และยังคาดว่าจะขาดดุลสูงต่อไปอีกในปีหน้าประมาณร้อยละ 13 ของ GDP ก่อนที่จะทยอยปรับลดลง ซึ่งปัญหาการขาดดุลงบประมาณในระดับสูงนี้ จะกดดันให้รัฐบาลต้องกู้ยืมเงินมากขึ้นและหากไม่มีทิศทางในการปรับลดการขาดดุลที่ชัดเจนก็อาจจะส่งผลกระทบต่อระดับความน่าเชื่อถือของประเทศได้

ในส่วนของภาคการเงิน ล่าสุดในเดือนธันวาคม 2552 ธนาคารกลางอังกฤษประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 0.5 ต่อไปเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน พร้อมกับคงวงเงินรับซื้อตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน (Asset Purchased Facility) จำนวน 200 พันล้านปอนด์ ตามมาตรการ Quantitative Easing ไว้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเพราะเป็นการช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดการเงิน อย่างไรก็ดี ความพยายามของมาตรการทางการเงินยังไม่ค่อยได้ผลเนื่องจากการคาดหวังให้ธนาคารพาณิชย์กลับมาปล่อยสินเชื่อยังไม่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ เมื่อปรากฏว่ายอดคงค้างสินเชื่อสู่ภาคเศรษฐกิจยังคงหดตัว แต่ก็เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นบ้าง

ในการแถลงงบประมาณครึ่งปี (Pre-budget report) รัฐบาล สหราชอาณาจักรได้เสนอร่างกฎหมายที่เรียกว่า “Fiscal Responsibility Bill” เพื่อเกิดผลผูกพันตามกฎหมายในอันที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการปรับลดการขาดดุลต่อ GDP ลงให้เหลือครึ่งหนึ่งภายในปีงบประมาณ ค.ศ. 2013/14 จากปัจจุบันที่อยู่ที่ระดับร้อยละ 12.6 ของ GDP ขณะนี้ร่างกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา

นอกจากนี้ รัฐบาล สหราชอาณาจักรยังได้มีการกำหนดให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากเงินโบนัสของผู้ที่ทำงานในสถาบันการเงินเป็นกรณีพิเศษในอัตราร้อยละ 50 สำหรับเงินโบนัสส่วนที่เกิน 25,000 ปอนด์ โดยมีผลในปีภาษีปัจจุบันเนื่องจากมีแนวโน้มว่า สถาบันการเงินจะมีกำไรในปีนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลพลอยได้จากมาตรการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินและการเพิ่มสภาพคล่อง ประกอบกัต้องการป้องกันไม่ให้มีการจ่ายโบนัสออกมากเกินไปเนื่องจากต้องกระตุ้นให้สถานบันการเงินนำกำไรไปเสริมเงินกองทุนให้มากขึ้น เพื่อรองรับปัญหาในอนาคต อย่างไรก็ดี การประกาศดังกล่าวก็สร้างความกังวลต่อ City of London เพราะการเป็นประเทศแรกที่ใช้นโยบายเช่นนี้อาจส่งผลให้นักธนาคารที่มีความสามารถสูงหนีไปทำงานประเทศอื่นแทนได้ ทั้งนี้ ทราบว่า ฝรั่งเศสอาจจะประกาสแนวทางเช่นเดียวกัน

ที่ผ่านมา อาจสรุปได้ว่า พรรคแรงงานมีการบริหารนโยบายเศรษฐกิจที่ค่อนข้างผิดพลาด โดยเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรหดตัวติดต่อกันยาวนานถึง 6 ไตรมาส ต่างจากสหภาพยุโรป (ยกเว้นสเปน) ที่เศรษฐกิจเริ่มพ้นจากการถดถอยแล้วในไตรมาสที่ 3 และยังส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงขึ้นเกินกว่ากรอบที่ตั้งไว้ภายใต้ Golden Rules ที่พรรคแรงงานเองเป็นผู้กำหนดไว้เมื่อตอนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ในครั้งนี้จึงได้เสนอเป็นร่างกฎหมายเพื่อบังคับให้รัฐบาลชุดต่อๆ ไป ต้องปรับลดงบประมาณลงให้ได้ นอกจากนี้ พรรคแรงงานต้องพยายามหามาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อลดภาวะขาดดุลภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม ซึ่งหากลดเร็วเกินไป ก็อาจเสี่ยงต่อความล้มเหลวของการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้านี้
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ

ความสัมพันธ์ทางการเมืองไทย-สหราชอาณาจักร
การทูต
ไทยกับสหราชอาณาจักรมีความสัมพันธ์กันมาช้านาน มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2398 ซึ่งเวลานั้น สหราชอาณาจักรได้ตั้งสถานกงสุลขึ้นในประเทศไทย ต่อมา เมื่อปี 2425 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (พระยศขณะนั้นคือหม่อมเจ้า) ราชทูต ได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์นตราตั้งแด่สมเด็จพระราชินีนาถวิคทอเรีย และได้เปิดสำนักงานผู้แทนทางการทูต (Siamese Legation) ขึ้นที่กรุงลอนดอน
ความสัมพันธ์ระหว่างกันดำเนินไปอย่างราบรื่นบนพื้นฐานของมิตรภาพ ทั้งในกรอบความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคี มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นและขยายตัวครอบคลุมทุกสาขาของความร่วมมือ ถึงแม้ว่าไทยและสหราชอาณาจักรจะมิได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วม หรือคณะกรรมการกำกับดูแลความสัมพันธ์ทวิภาคี ดังเช่นที่ประเทศไทยมีกับประเทศสำคัญอื่นๆในยุโรป แต่ทั้งสองฝ่ายก็ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-สหราชอาณาจักรนั้น ได้หยั่งรากลึกครอบคลุมทุกสาขาแล้ว ทั้งในระดับสถาบัน-สถาบัน เอกชน-เอกชน และประชาชน-ประชาชน

การเมือง
ไทยและสหราชอาณาจักรมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันบนพื้นฐานของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ มีการหารือทวิภาคีอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งครอบคลุมประเด็นพัฒนาการทางการเมืองภายในและสถานการณ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนประเด็นระหว่างประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน สหราชอาณาจักรประสงค์ที่จะให้มิตรประเทศมีบรรทัดฐานและค่านิยมทางการเมืองที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยแบบตัวแทน หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล การค้าเสรีตามระบบกลไกตลาด ตลอดจนสิทธิมนุษยชน


ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การค้า

สหราชอาณาจักรเป็นคู่ค้าอันดับที่ 18 ของไทยและเป็นอันดับที่ 2 จากสหภาพยุโรป ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา (2549 - 2551) การค้ารวมมีมูลค่าเฉลี่ย 5,187.53 ล้านดอล์ลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด
ในปี 2552 การค้าไทย-สหราชอาณาจักร มีมูลค่าการค้ารวม 4,716.19 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 13.50 คิดเป็นร้อยละ 1.75 ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไปสหราชอาณาจักร 3,237.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า จากสหราชอาณาจักร 1,767.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้เปรียบดุลกาค้า 1,469.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไก่แปรรูป นำมันสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และแผงวงจรไฟฟ้าเป็นหลัก และนำเข้าเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลมและสุรา และเคมีภัณฑ์เป็นหลัก

การลงทุน
ในปี 2552 สหราชอาณาจักรเป็นประเทศในยุโรปที่เข้ามาลงทุน (ผ่าน BOI) เป็นอันดับ 4 มูลค่า 1,943 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทใหญ่ที่ลงทุนอยู่ใน ปทท. ได้แก่ Tesco, Boots, Standard Chartered, BP, Triumph Motorcycles, ICI, Castrol, GKN, Thames Water, Grampion Country Food และ Meyer โดยไทยได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศ high-growth market จาก UK Trade and Investment (UKTI) หน่วยงานด้านการค้าการลงทุนของสหราชอาณาจักร
ส่วนการลงทุนของไทยในสหราชอาณาจักร ได้แก่ กิจการร้านอาหารไทย ซึ่งมีประมาณ 1,700 ร้านทั่วสหราชอาณาจักร ธุรกิจโรงแรมของบริษัท Landmark Hotel Group และเครื่องดื่มของบริษัท Siam Winery Trading

การท่องเที่ยว
ในปี 2552 (ม.ค. – ก.ย.) นักท่องเที่ยว สหราชอาณาจักรเดินทางมาไทย 599,305 คน (อันดับ 1 ในยุโรป) ลดลง 2.72% สหราชอาณาจักรทั้งนี้ ในส่วนของนักท่องเที่ยวไทยไป สหราชอาณาจักรนั้น มีจำนวนประมาณ 84,827 คน (ปี 2551)

การศึกษา
ไทยและสหราชอาณาจักรมีประวัติความร่วมมือด้านการศึกษาที่ยาวนาน มีความร่วมมือในระดับสถาบันการศึกษาในทุกระดับอย่างกว้างขวาง สถาบัน British Council ในประเทศไทยเป็นหน่วยงานหลักของฝ่ายสหราชอาณาจักรที่ได้มีโครงการความร่วมมือด้านการศึกษาต่างๆ กับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องของไทย
ปัจจุบันมีนักศึกษาไทยในสถาบันการศึกษาในสหราชอาณาจักรมากกว่า 4,400 คน มีนักเรียนที่รับทุนการศึกษาจากสหราชอาณาจักรประมาณ 400 คน กระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรได้ให้ทุนการศึกษา Chevening Scholarship แก่นักศึกษาไทยให้ไปศึกษาในสหราชอาณาจักรในระดับอุดมศึกษาเป็นประจำทุกปี


ความตกลงทวิภาคีที่สำคัญระหว่างไทย-สหราชอาณาจักร

1. ความตกลงว่าด้วยบริการเดินทางอากาศ ลงนามเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2493 (แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2520 และเมื่อเดือนมิถุนายน 2522) ปัจจุบันฝ่าย สหราชอาณาจักรได้เสนอที่จะให้มีการปรับปรุงบางข้อบท และฝ่ายไทยกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

2. หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยว่าด้วยสิทธิพิเศษที่ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญภายใต้โครงการความร่วมมือตามแผนโคลัมโบ (แลกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2505) ซึ่งคาดว่าการให้สิทธิพิเศษผู้เชี่ยวชาญฯ จะมีน้อยลงเนื่องจากสหราชอาณาจักรได้ยุติการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ไทยในปี 2543

3. ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ลงนามเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2521 ปัจจุบันมีบริษัทมาขอรับการคุ้มครองภายใต้ความตกลงฯ น้อย เนื่องจากเห็นว่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะทำให้ได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่า

4. อนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีที่เก็บจากเงินได้ ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2524 ซึ่งมีช่วยเหลืออย่างมากให้ภาคธุรกิจของประเทศทั้งสองไม่ต้องแบกรับภาระภาษีเกินความจำเป็นในการประกอบธุรกิจระหว่างกัน ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาทบทวนอนุสัญญาดังกล่าว

5. ความตกลงว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา ลงนามเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2533 ซึ่งฝ่ายสหราชอาณาจักรได้มีการใช้ประโยชน์จากความตกลงฯ โดยขอให้มีการโอนตัวนักโทษสหราชอาณาจักรกลับไปรับโทษที่สหราชอาณาจักรอยู่เป็นระยะ ๆ

6. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุง ลงนามเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2536 ซึ่งครอบคลุมไม่เพียงแต่ในเรื่องการส่งกำลัง การซ่อมบำรุง แต่ยังรวมถึงความร่วมมือทางทหารในด้านอื่น ๆ เช่น การฝึก การวิจัยร่วม การถ่ายโอนเทคโนโลยี เป็นต้น และปัจจุบันกองทัพของทั้งสองประเทศก็มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

7. ความตกลง 3 ฝ่าย ระหว่างรัฐบาลไทย-สหราชอาณาจักร-กัมพูชา ว่าด้วยการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างปอยเปตกับคลองลึก ลงนามเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2537 โดยเป็นการใช้เงินของสหราชอาณาจักรร่วมกับกำลังทหารของไทยในการสร้างสะพานให้กัมพูชา ซึ่งได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว

8. ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งและดำเนินการสถานีถ่ายทอดวิทยุของบริษัทกระจายเสียงของสหราชอาณาจักร (BBC) ในประเทศไทย ลงนามเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2537 ปัจจุบันสถานีวิทยุดังกล่าวได้ดำเนินการกระจายเสียงแล้ว

9. สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา ลงนามเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2537 และได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารกัน เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2540

กุมภาพันธ์ 2553


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

2468 คน

 สถิติเมื่อวาน

1458 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

40298 คน

321660 คน

3285543 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official