ราชอาณาจักรสเปน
Kingdom of Spain
 
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปยุโรปบนคาบสมุทรไอบีเรีย อาณาเขต ทิศเหนือ จรด ทะเลกันตาบริโก ราชรัฐอันดอร์รา และประเทศฝรั่งเศส ทิศตะวันออก จรด ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศใต้ จรด ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ช่องแคบยิบรอลต้า และมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศตะวันตก จรด ประเทศโปรตุเกส และมหาสมุทรแอตแลนติก

เนื้อที่ 504,880 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับสามในยุโรป รองจากรัสเซียและฝรั่งเศส เนื้อที่ของประเทศสเปนแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
ส่วนที่เป็นคาบสมุทร คือ
- คาบสมุทรไอบีเรีย และ
- ดินแดนทางเหนือของโมร็อกโก ได้แก่ เซวตา (Ceuta) และเมลิยา (Melilla)
ส่วนที่เป็นหมู่เกาะ คือ
- หมู่เกาะบาเลอาริค (Balearic Islands)
- หมู่เกาะคะเนรี (Canary Islands)
นอกจากนี้ ยังมีดินแดนอื่นที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของรัฐบาลสเปน
- Islas Chafarinas
- Penon de Alhucemas
- Penon de Velez de la Gomera

ภูมิอากาศ ประเทศสเปนตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น แต่เนื่องจากลักษณะของภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ อากาศของภูมิภาคต่างๆ จึงมีลักษณะแตกต่างกันไปตามสภาพของภูมิประเทศ เช่น ภาคเหนือ มีสภาพอากาศของริมฝั่งทะเล ซึ่งโดยปกติในฤดูหนาวไม่หนาวจัด และเย็นสบายในฤดูร้อน แต่เป็นภาคที่ฝนตกฉุกและมีความชื้นสูง ส่วน ภาคกลาง และ ภาคใต้ สภาพอากาศแห้ง ฝนตกน้อย ในฤดูร้อนอากาศร้อนจัด แต่ในฤดูหนาวไม่หนาวจัด

เมืองหลวง กรุงมาดริด

เมืองสำคัญ
* บาร์เซโลนา (Barcelona)
* บาเลนเซีย (Valencia)
* เซวิญ่า (Sevilla)
* ซาราโกซา (Zaragoza)
* มาลากา (Malaga)
* บิลเบา (Bilbao)

ประชากร 45.2 ล้านคน (ปี 2550)
ประกอบด้วยเชื้อชาติต่างๆ ได้แก่ * Spanish (ร้อยละ 74)
* Catalan (ร้อยละ 15.9)
* Galician (ร้อยละ 6.3)
* Basque (ร้อยละ 4.8)

สเปนมีอัตราการขยายตัวของประชากร ร้อยละ 0.07 (ปี 2552)
ศาสนา ชาวสเปนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคธอลิก (ร้อยละ 94)

ภาษา ภาษาราชการ คือ ภาษาสเปน (Castellano)
ภาษาท้องถิ่น ได้แก่ ภาษากาตาลัน (Catal?n) พูดในแค้วนกาตาลุนยา
ภาษากาเยโก (Gallego) พูดในแค้วนกาลิเซีย
ภาษาบาเลนเซียโน (Valenciano) พูดในแคว้นบาเลนเซีย
ภาษาบาสโก (Vasco) พูดในแคว้นบาสก์

วันชาติ 12 ตุลาคม

สกุลเงิน ยูโร (EURO)
การเมืองการปกครอง
รูปแบบการปกครอง
ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาโดยมีกษัตริย์เป็นประมุข (Constitutional monarchy)

ประมุข
สมเด็จพระราชาธิบดีฆวน คาร์ลอส ที่ 1 (Juan Carlos I) ทรงขึ้นครองราชย์วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 ทรงอภิเษกสมรสกับ สมเด็จพระราชินีโซเฟีย (Queen Sofia)

นายกรัฐมนตรี
นาย โฆเซ่ หลุยส์ โรดริเกซ ซาปาเตโร (Mr. Jose Luis Rodriguez Zapatero) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ วันที่ 16 เมษายน 2547 เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของสเปน นับเป็นนายกรัฐมนตรี สเปนที่อายุน้อยที่สุด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
นาย มิเกล อังเคล โมราติโนส กูเยาเบ (Miguel Angel Moratinos Cuyaube) เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2547
การเมือง
เขตการปกครองประเทศสเปนแบ่งเขตการปกครองเป็นแคว้นอิสระ 17 แคว้น(autonomous communities) และ 2 จังหวัดอยู่ทางตอนเหนือของโมร็อกโก (autonomous provinces) โดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดโอกาสให้แคว้นต่างๆ มีสิทธิในการปกครองตนเองได้ในระดับที่ต่างกันตามภูมิหลังการปกครองตนเองของแต่ละแคว้น โดยที่แต่ละแคว้นมีสภาของตนเอง มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาทุก ๆ 4 ปี และได้รับสิทธิและอำนาจบริหารท้องถิ่นของตนเอง ทั้งนี้ ภายใต้รัฐบาลสเปน

แคว้นอิสระทั้ง 17 แคว้น ประกอบด้วย
* Andalucia * Aragon * Asturias * Balearic Islands
* Canary Islands * Cantabria * Castilla La Mancha
* Castilla y Leon * Cataluna * Comunidad Valenciana
* Extremadura * Galicia * Madrid
* Murcia * Navarra * Pais Vasco
* Rioja
จังหวัดอิสระ autonomous provinces
* Ceuta * Melilla

สถาบันทางการเมือง
ประเทศสเปนมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาโดยมีกษัตริย์เป็นประมุข มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521หลังจากที่ถูกปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการโดยจอมพลฟรังโก(General Francisco Franco) มา 36 ปี (พ.ศ. 2482- 2518) ในปี พ.ศ. 2521 เมื่อสเปนเปลี่ยนมาปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น คือ รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2521 ซึ่งมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ประมุขแห่งรัฐ
ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2521) ของสเปน พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐและทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพสเปน

-ทรงมีพระราชอำนาจที่จะอนุมัติและประกาศใช้พระราชบัญญัติต่างๆ
- เรียกประชุม ยุบรัฐสภา และประกาศ ให้มีการเลือกตั้ง
- ทรงเสนอนามผู้ที่ทรงเห็นว่าสมควรจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ทรงแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
-ทั้งนี้ พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับราชการจะต้องมีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องผู้หนึ่ง ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และผู้รับสนองพระบรมราชโองการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในพระราชกรณียกิจนั้นๆ

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีบทบัญญัติว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ไว้ว่าให้เป็นไปตามลำดับแห่งความเป็นทายาทองค์แรกของพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงสืบเชื้อสายพระราชวงศ์ที่ใกล้ชิดที่สุด และในเชื้อสายพระราชวงศ์เดียวกันพระโอรสมีลำดับมาก่อนพระธิดา หากทรงเป็นเพศเดียวกันให้พระโอรสผู้มีพระชันษามากกว่ามีลำดับมาก่อน รัชทายาทองค์ปัจจุบันของสเปน คือ เจ้าชายฟิลิเป (Felipe de Borbon, Principe de Asturias)


รัฐสภา
รัฐสภาสเปน คือ สภากอร์เตส (Las Cortes) ทำหน้าที่เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติของรัฐ
-ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับงบประมาณ
-ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล ใช้อำนาจอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
รัฐสภาสเปนประกอบด้วย
สภาผู้แทนราษฎร (Congreso de los Diputados or Congress of Deputies) ประกอบด้วยสมาชิกอย่างน้อย 300 คน และอย่างมาก 400 คน ขึ้นอยู่กับการแบ่งเขตเลือกตั้งและจำนวนพลเมือง ปัจจุบันสภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกทั้งหมด 350 คน และ อยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2551 พรรคสังคมนิยมแรงงานได้รับชัยชนะเป็นพรรครัฐบาล (169 ที่นั่ง)
วุฒิสภา (Senado or Senate) รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องมีจำนวนสมาชิกเท่าใด แต่กำหนดให้เลือกตั้งทำนองเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัจจุบันวุฒิสภามีสมาชิก 259 คน โดยสมาชิก 208 คนจะได้รับการเลือกตั้งโดยตรง และ 51 คน จะได้รับแต่งตั้งจากแคว้นต่างๆ 19 แคว้นสมาชิกวุฒิสภาดำรงตำแหน่งวาระละ 4 ปี
หลักเกณฑ์การเลือกตั้งกำหนดไว้ว่า ผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจะต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ สำหรับผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง ในกรณีที่เป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล (ไม่รวมถึงนายกรัฐมนตรี) ข้าราชการพลเรือนและทหารจะต้องลาออกจากตำแหน่งก่อนจึงจะมีสิทธิสมัครเข้ารับเลือกตั้งได้

รัฐบาล
ตามรัฐธรรมนูญของสเปน รัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจและหน้าที่ฝ่ายบริหารภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย เป็นผู้กำหนดและดำเนินนโยบายทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งการป้องกันประเทศ รัฐบาลประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี (President of the Government)
รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้โดยกฎหมายในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี พระมหากษัตริย์จะทรงปรึกษาหารือกับผู้แทนของพรรคการเมืองต่างๆ ที่มีสมาชิกอยู่ในรัฐสภา แล้วเสนอชื่อผู้ที่เห็นสมควรได้รับการเลือกตั้งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอรับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงข้างมากโดยเด็ดขาด (absolute majority) พระมหากษัตริย์จะได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องขอรับความไว้วางใจจากรัฐบาลอีก รัฐบาลมีวาระ 4 ปี หรือจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป

สถาบันตุลาการ
รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติไว้ว่า ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ตุลาการเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่บริหารราชการตุลาการอย่างเป็นอิสระในนามของพระมหากษัตริย์ ผู้ใดจะถอดถอน ไล่ออก สั่งพักราชการและโยกย้ายมิได้ทั้งสิ้น เว้นแต่การกระทำที่กล่าวข้างต้นจะเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ

พรรคการเมือง สเปนมีพรรคการเมืองที่สำคัญ ดังนี้
1.พรรค Partido Socialista Obrero Espanol - PSOE (Spanish Socialist Workers Party) พรรคสังคมนิยมแรงงาน ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2551 และเป็นพรรครัฐบาลมีนาย Jose Luis Rodriguez Zapatero ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของสเปน เป็นเลขาธิการพรรค (General Secretary) มีอุดมการณ์ทางการเมืองซึ่งไม่ซ้ายจัดนัก หรือ ที่เรียกว่า middle left center ทั้งนี้ PSOE เป็นพรรคที่เคยมีบทบาทสำคัญและเป็นรัฐบาลของสเปนติดต่อกัน ยาวนานถึง 14 ปี (2525-2539) ก่อนหน้าที่ พรรค PP จะเข้าดำรงตำแหน่งในรัฐบาล 2 สมัยก่อนหน้านี้
2.พรรค Partido Popular - PP (Popular Party) พรรคฝ่ายขวา แบบcenter-right เป็นพรรครัฐบาลในสมัยที่ผ่านมา (พฤษภาคม 2539 - มีนาคม 2547) หัวหน้าพรรค คือ นาย Mariano Rajoy Brey ในการเลือกตั้งปี 2547 ได้รับการเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 2 ปัจจุบันเป็นพรรคฝ่ายค้าน นโยบายหลักของพรรคโดยทั่วไป คือ สนับสนุนการค้าเสรี ร่วมมืออย่างใกล้ชิดทางการเมืองและเศรษฐกิจกับสหภาพยุโรป
3. พรรค Izquierda Unida - IU (United Left) แต่เดิมคือพรรค Communist มีนาย Gaspar Llamazares Trigo เป็นเลขาธิการพรรค (General Secretary)
4. พรรค Convergencia i Unio - CiU (Convergence and Union) มีนาย Artur Mas เป็นหัวหน้าพรรค
5. Partido Nacionalista Vasco - PNV (Basque Nationalist Party) หรือรู้จักกันในอีกชื่อคือ Eusko Alderdi Jeltzalea เป็นพรรคการเมืองของแคว้น Basque มีนาย Xavier Arzallus เป็นหัวหน้าพรรค
6. พรรค Coalicion Canaria - CC (Coalition of Canary Islands) พรรคการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนของหมู่เกาะ Canary มีนาย Paulino Rivero Baute เป็นหัวหน้าพรรค
เศรษฐกิจการค้า
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 1,683.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 36,970 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.2 (ปี 2551)
อัตราเงินเฟ้อร้อยละ 4.1 (ปี 2551)
อัตราการว่างงาน ร้อยละ 18.5 (ปี 2552)

สินค้าส่งออกสำคัญ รถยนต์ สินแร่ โลหะ เสื้อผ้า รองเท้า สิ่งทอ

เงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป
ระหว่างปี ค.ศ. 2007-2013 สเปนยังเป็นผู้รับเงินสุทธิจากสหภาพยุโรป (Net recipient) ด้วยเงิน 16,181 ล้านยูโร ซึ่งแบ่งเป็นงบต่างๆดังนี้
1. เงินช่วยเหลือ cohesion fund จำนวน 3250 ล้านยูโรทั้งนี้ส่วนใหญ่ของเงินช่วยเหลือดังกล่าวที่สเปนได้รับ ทางรัฐบาลมีแผนที่จพัฒนาช่วยเหลือแคว้นที่ยังไม่มีการพัฒนามากนัก กล่าวคือ extramadura, Andalucia, Galicia Castilla-La Mancha

2. เงินช่วยเหลือจาก Structural Funds โดยเงินจำนวน 27,300ล้านยูโร เป็นงบประมาณให้กับแคว้นต่างๆ และงบประมาณอีก 44,129 ล้านยูโร ให้ทางการเกษตร การประมง และการรักษาพื้นที่ในชนบท
3. เงินช่วยเหลือพัฒนาการค้นคว้าและวิจัย R&D เป็นจำนวน 2,000 ล้านยูโร
4. และ เงินสำหรับโครงการวิจัยและพัฒนาภายใต้ Technological Fund เป็นเงินจำนวน 2000 ล้านยูโร

ทั้งนี้ จากสูตรงบประมาณของสหภาพยุโรป (Modulation) สเปนจะได้รับเงินมากกว่าให้เงินกับงบประมาณเหล่านี้ เป็นจำนวนลดลงในแต่ละปี ตั้งแต่ ปี 2007 (4524 ล้านยูโร) ปี 2008 (3710 ล้านยูโร) ปี 2009 (2209 ล้านยูโร)ปี 2010 (1835 ล้านยูโร) ปี 2011 (1544 ล้านยูโร) ปี 2012 (1326 ล้านยูโร)ปี 2013 (993 ล้านยูโร)

ซึ่งสเปนได้รับเงินช่วยเหลือลดลงจากช่วงงบประมาณระยะยาวก่อนหน้านี้ (ค.ศ. 2000-2006) ประมาณร้อยละ 40

นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล
รัฐบาลชุดปัจจุบันเน้นการให้ความสำคัญกับ
I. การคิดค้น การวิจัยและการพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามรถทางการแข่งขัน (Competitiveness) และศักยภาพการผลิตให้สามารถแข่งขันกับประเทศเทศสมาชิกสหภาพยุโรปด้วยกันเอง และคู่แข่งสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยจะเน้นการให้นโยบายเพื่อเพิ่มสเถียรภาพทางการเศรษฐกิจให้กับสเปน และแก้ปัญหาต่างๆ อาทิ ปัญหาการเพิ่มของราคาอสังหาริมทรัพย์เนื่องจากธุรกิจที่ดินและการก่อสร้างมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
II. การรักษาสภาวะดุลงบประมาณ โดยในปี ค.ส. 2004 สภาวะการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ร้อยละ 1 ของ GDP ซึ่งอยู่นระดับที่น่าพอใจ และอยู่ในเกณฑ์ของ Pact of Stability and Growth 1ของสหภาพยุโรป โดยรัฐบาลให้ความจริงจังกับการรักษาสเถียรภาพของดุลงบประมาณและประกาศร่างกฎหมายเพื่อควบคุมดุลงบประมาณของประเทศ (Ley de Estabilidad presupuestaria)
III. นโยบายลดการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดิบและส่งเสริมการพัฒนาการวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างนิ่งพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานแสงอาทิตย์
IV. การลดอัตราว่างงานและส่งเสริมการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงระหว่างกลุ่มสหภาพผู้ประกอบการและสหภาพแรงงาน ในปี พ.ศ. 2548 จำนวนแรงงานของสเปน คือ 18,894,900 คน แบ่งเป็น ชาย 11,317,800 คน หญิง 7,577,100 คนและในปี พ.ศ. 2549 มีการคาดการการเพิ่มตำแหน่งงานประมาณ 469,000 ตำแหน่ง


สินค้านำเข้าสำคัญ ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร เครื่องอุปโภคบริโภค

ประเทศคู่ค้าในการส่งออกที่สำคัญ สหภาพยุโรป (ฝรั่งเศส โปรตุเกส เยอรมนี อิตาลี สหราชอาณาจักร) ลาตินอเมริกา สหรัฐอเมริกา

ประเทศคู่ค้าในการนำเข้าที่สำคัญ สหภาพยุโรป (ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เบเนลักซ์ สหราชอาณาจักร) กลุ่ม OPEC สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ลาตินอเมริกา

การท่องเที่ยวของสเปน สเปนมีความโดดเด่นมากเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศและรายได้จากการท่องเที่ยวต่อปีสูงเป็นอันดับสองของโลก (ในปี พ.ศ. 2548 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาสเปนจำนวน 53.8 ล้านคน และรายได้ประมาณ 46.1 พันล้านยูโร) รองจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งประเทศไทยอาจพิจารณาศึกษาเรียนรู้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของสเปน เพื่อนำมาปรับใช้ในการพัฒนาการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรสเปน
ความสัมพันธ์ทางการทูตและการเมือง
สเปนเริ่มติดต่อกับไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ไทยและสเปนได้มี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2413 (ค.ศ. 1870) ซึ่งทั้งสองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรี การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) และนับตั้งแต่ปี 2426
(ค.ศ.1883) ไทยได้แต่งตั้งอัครราชทูตประจำประเทศยุโรปให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตไทยประจำกรุงมาดริดด้วยอีกตำแหน่ง โดยแต่งตั้งให้
หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย อัครราชทูตประจำกรุงลอนดอนดำรงตำแหน่งอัครราชทูตไทยประจำกรุงมาดริดเป็นคนแรก และทั้งสองฝ่ายได้ยกฐานะสถานอัครราชทูตขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูตฯ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2504 (ค.ศ. 1961) ไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตขึ้นเป็นครั้งแรก ณ กรุงมาดริด เมื่อปี 2506 (ค.ศ. 1963) และแต่งตั้งนายมนู อมาตยกุล ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริดคนแรก
เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสเปน นางอัจฉรา เสริบุตร
เอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย H.E. Mr. Ignacio Sagaz Temprano
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำนครบาร์เซโลน Mr. Jaime Sabate Herce
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำ Santa Cruz de Tenerife Mr. Wolfgang Kiessling(หมู่เกาะคะเนรี)

หมายเหตุ :
* สถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา

สำนักงานอื่นๆ ที่ดูแลกิจการด้านต่างๆ ของไทยในประเทศสเปน ประกอบด้วย
1) สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและทหารเรือ ณ กรุงมาดริด
2) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด
3) สำนักงานการบินไทย ณ กรุงมาดริด
4) สำหรับด้านการท่องเที่ยว สำนักงานการท่องเที่ยวไทย ณ กรุงโรม ดูแลงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในสเปน
5) สำหรับด้านการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ณ กรุงปารีส ดูแลงานส่งเสริมการลงทุนในสเปน


ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2548 รัฐบาลปัจจุบันของสเปนได้เสนอแผนปฏิบัติการเอเชีย-แปซิฟิก (Plan of Action and Pacific 2005-2008) ซึ่งกล่าวถึงการที่สเปนตระหนักถึงความสำคัญและศักยภาพทางเศรษฐกิจและขนาดของตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยแผนปฏิบัติการนี้ระบุถึงการเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ที่จังหวัดภูเก็ต การเปิดตัวหนังสือ Don Quixote ฉบับแปลเป็นภาษาไทยแล้ว (ซึ่งได้เปิดตัวไปเมื่อเดือน ก.พ. 2549) และแผนการส่งเสริมการต้าและการลงทุนทางตรงของสเปนในประเทศไทย ที่กำหนดวงเงินเพื่อการดังกล่าวไว้ 1.5 ล้านยูโร ในช่วงปี พ.ศ. 2548-พ.ศ. 2550

แผนปฏิบัติการเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Plan of Action) ฉบับที่ 3 ของสเปน

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 นายมิเกล อังเคล มอราติโน กูเยาเบ (Miguel Angel Moratinos Cuyaub?) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือของสเปน ได้แถลงแผนปฏิบัติการเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Plan of Action) ฉบับที่ 3 ช่วงปี 2551-2555 ฉบับภาษาสเปน สรุปสาระคำแถลงและแผนปฏิบัติการฯ ดังนี้
1. ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถือเป็นมิติใหม่ (new frontier) และเป็นความสำคัญอันดับต้น (priority) ของการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสเปน เนื่องจากเอเชียเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งสเปนไม่อาจไม่เข้าไปเกี่ยวข้องได้ แผนปฏิบัติการเอเชียแปซิฟิก ครอบคลุมการดำเนินงานด้านการต่างประเทศของสเปนใน 4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยให้สเปนสามารถเจาะเข้าถึงมิตรและหุ้นส่วนในเอเชีย และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับเอเชียให้เข้มแข็งขึ้น
2. สเปนต้องการส่งเสริมความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศในเอเชีย ในสาขาความร่วมมือที่สามารถส่งเสริมร่วมกันได้ และสาขาที่สเปนสามารถเป็นแบบอย่างให้เอเชียได้ อาทิ การต่อต้านการก่อการร้าย สิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจ การคลัง กฎหมาย ความร่วมมือทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม กีฬา อาหาร แฟชั่น พลังงานทางเลือก และโทรคมนาคม เป็นต้น

แผนปฏิบัติการเอเชียแปซิฟิกในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย สรุปสาระ ดังนี้
สเปนมองไทยว่าเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเปิดกว้างและแข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประเทศที่เปิดรับศิลปวัฒนธรรมและภาษาสเปนที่สำคัญในภูมิภาค และเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ดีเยี่ยมกับสเปนมาโดยตลอด

ไทยกับสเปนมีแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Plan of Action) ที่ครอบคลุมทุกสาขาความร่วมมือที่มีศักยภาพระหว่างกัน
- ด้านการเมือง สเปนต้องการเพิ่มการติดต่อปฏิสัมพันธ์ระดับสูงกับฝ่ายไทย และประสงค์ที่จะกระชับความสัมพันธ์กับไทยในสาขาซึ่งมีความสนใจร่วมกันและมีความตกลงอยู่แล้ว อาทิ นโยบายการเข้าเมือง การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การปฏิรูปสหประชาชาติ การแก้ไขปัญหาความยากจน การปฏิบัติตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals - MDGs) ของสหประชาชาติ และการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างประเทศ เป็นต้น
- ด้านเศรษฐกิจ แม้ว่าไทยจะไม่ใช่เป้าหมายแผนขยายตลาดบูรณาการของกระทรวงพาณิชย์สเปน แต่เศรษฐกิจไทยมีอิทธิพลต่อประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ สเปนประสงค์ที่จะกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับไทยในสาขาเศรษฐกิจการค้าที่ไทยสนใจ ได้แก่ พลังงานทางเลือก การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย โดยเฉพาะในด้านการคมนาคม อุตสาหกรรมการเกษตร การผลิตไบโอดีเซล และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยสเปนหวังจะเพิ่มการส่งออกมายังไทยและเพิ่มการลงทุนระหว่างกัน
- ด้านศิลปวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ไทยกับสเปนสามารถขยาย
ความร่วมมือได้อีกมาก อาทิ การให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาไทยไปศึกษาในมหาวิทยาลัยสเปน การสนับสนุนให้มีอาจารย์ชาวสเปนเดินทางมาสอนหนังสือในประเทศไทย เป็นต้น
- ด้านภาคประชาสังคม สเปนสนับสนุนให้มีการเปิดสถาบัน Cervantes ซึ่งเป็นสถาบันสอนภาษาสเปน ในไทย เพื่อส่งเสริมการเรียนภาษาสเปนในไทย ไทยกับสเปนมีแผนจัดทำความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ กับสถาบัน Casa Asia ซึ่งเป็นสถาบันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างสเปนกับประเทศในเอเชีย อยู่ภายใต้การดูแลสนับสนุนของกระทรวงการต่างประเทศสเปน นอกจากนี้ กรุงมาดริดเริ่มให้คำแนะนำเมืองต่างๆ ในเอเชีย รวมทั้งไทย เรื่องวิธีการปรับปรุงความปลอดภัยตามท้องถนนด้วย
- ด้านการทหาร ความสัมพันธ์ด้านการทหารเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก ซึ่งรัฐบาลทั้งสองประเทศต่างต้องมุ่งกระชับความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น บนพื้นฐานความร่วมมือทวิภาคีในด้านการฝึกอบรมทางทหาร นอกจากนี้ สเปนสนใจการให้ความช่วยเหลือพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ฝ่ายไทยให้ทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่กองทัพบกไทย

ข้อสังเกต:
แผนปฏิบัติการเอเชีย-แปซิฟิก ฉบับที่ 3 นี้ แสดงถึงเจตนารมณ์ทางการเมืองของสเปนที่จะแสดงบทบาทในเอเชียและในไทยให้ชัดเจนขึ้น โดยนอกจากการตระหนักในความสำคัญของภูมิภาคเอเชียแล้ว น่าจะเกิดจากกความต้องการแสวงหาแหล่งลงทุนและตลาดใหม่ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสเปน และความต้องการมีบทบาททางการเมืองในเวทีระหว่างประเทศให้มากขึ้นของรัฐบาลสเปนชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีโฆเซ่ ลูอิส โรดริเกซ ซาปาเตโร (Jos? Luis Rodriguez Zapatero)


ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
โดยทั่วไปการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสเปนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม ปริมาณการค้าและการลงทุนของทั้งสองประเทศในปัจจุบันยังมีไม่มากนัก เนื่องมาจากผลกระทบจากภาวะทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงก่อนหน้านี้ แต่แนวโน้มการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของทั้งสองประเทศจะเป็นแรงจูงใจให้นักธุรกิจของทั้งสองประเทศหันมาค้าขายและลงทุนระหว่างกันมากขึ้น


การค้ารวม (ในปี 2552)
1,189.42 ล้าน USD ไทยส่งออก 795.01 ล้าน USD ไทยนำเข้า 394.41 ล้าน USD
ไทยได้ดุล 400.6 ล้าน USD

สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออก ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ยางพารา เคมีภัณฑ์ กุ้งแช่เย็น/แช่แข็ง ผลิตภัณฑ์ยางเลนซ์ ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เป็นต้น
สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้า ได้แก่ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งแปรรูป ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า

ปัญหาและอุปสรรคด้านการค้า
1) สเปนเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ทำให้ปัญหาการค้าทวิภาคีไทย-สหภาพ ยุโรป กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าระหว่างไทยและสเปนด้วย
2) สเปนตรวจพบสารแคดเมี่ยมในปลาหมึกในน้ำมันและปลาหมึกแช่แข็ง เชื้อ salmonella ในปลาหมึกแช่แข็ง เชื้อแบคทีเรียในปลา Hake เชื้อ vibrio Chelerae ในกุ้งกุลาดำ สาร 3MCPD ในซอสปรุงรส เชื้อ Aerbio Mesofilos ในปลาหมึกแช่แข็ง และเพลี้ยไฟในดอกกล้วยไม้ นำเข้าจากไทย จึงได้ใช้มาตรการกักกันสินค้าที่มีปัญหาเพื่อนำตัวอย่างไปตรวจวิเคราะห์ก่อน (automatic detention) หากตรวจไม่พบเชื้อโรคจะอนุญาตให้นำเข้าได้ การยกเลิกมาตรการดังกล่าวอยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ

ความสัมพันธ์ด้านการลงทุน
การลงทุน
ในปี 2551 มีการลงทุนจากสเปนที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI จำนวน 4 โครงการ มูลค่า 456 ล้านบาท เป็นอันดับ 8 ของกลุ่มประเทศ EU
ทั้งนี้ โครงการลงทุนจากสเปนที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสาขาผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักร (ร้อยละ 35.7) สาขาอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (ร้อยละ 21.4) สาขาบริการ (ร้อยละ 21.4) และสาขาเคมีภัณฑ์ กระดาษและพลาสติก (ร้อยละ 14.3) ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกับสภาหอการค้าสเปน (High Council of Chambers of Commerce in Spain) เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2547 ก็เป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมการลงทุนระหว่างทั้งสองฝ่าย
กิจการของสเปนซึ่งมีศักยภาพที่จะมาลงทุนในไทย ได้แก่ สาขาผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร ยานยนต์ เทคโนโลยีชีวภาพ เคมีภัณฑ์ อีเล็กทรอนิกส์ ภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะการท่องเที่ยว เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาด
ความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวชาวสเปนที่เดินทางมาเยือนไทย 54,472 คน (ม.ค.-ก.ย. 2009)

ความร่วมมือและความตกลงต่างๆ
ความร่วมมือและความตกลงที่ลงนามแล้ว
1.ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ (Air Services Agreement)ลงนามเมื่อ 6 กันยายน ค.ศ.1979
2.ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Agreement on Economic and Industrial Cooperation) ลงนามเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1986
3.ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (Agreement en Cooperation on Tourism)ลงนามเมื่อ 17 มีนาคม ค.ศ.1987
4.สนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญาระหว่างไทย-สเปน (Treaty on Cooperation in the Execution of Penal Sentences)ลงนามเมื่อ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1983 และมีผลบังคับใช้เมื่อ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1987
5.ความตกลงด้านวัฒนธรรม (Cultural Agreement) ลงนามเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ.1987
6. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุงระหว่างกระทรวงกลาโหมไทย-กระทรวงกลาโหมสเปน (Memorandum of Understanding on Logistics Support)ลงนามเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1994
7.ระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้า อุตสาหกรรม และ ชิปปิ้งของสเปน (The High Council of Chambers of Commerce, Industry and Shipping of Spain) ลงนามเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.1995
8.อนุสัญญาเพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (Convention on the Avoidance of Double Taxation and the Prevention of Fiscal Evasion with Respect to Taxes on Income)ลงนามเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ.1997 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1998
9.ความตกลงว่าด้วยความช่วยเหลือกันทางการศาลในคดีแพ่งและพาณิชย์ (Agreement on Judicial Assistance in Civil and Financial Affairs) ลงนามเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1998 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1999
10.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างไทย-สเปน (Memorandum of Understanding on Financial Cooperation) ลงนามเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1998

การแลกเปลี่ยนการเยือน
ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์ (ระหว่างปี 2503-2550)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 3 - 8 พฤศจิกายน 2503 เสด็จ ฯ เยือนสเปนอย่างเป็นทางการ
สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 17 - 28 มกราคม 2539 เสด็จฯ เยือนสเปนเพื่อทรงประกอบพิธีปล่อยเรือหลวงจักรีนฤเบศ
ลงน้ำที่เมืองเฟโรล (Ferrol)
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
- วันที่ 27 มิถุนายน - 4 กรกฎาคม 2531 เสด็จฯ เยือนสเปนอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน คาร์ลอส ที่ 1
- วันที่ 22 - 28 กรกฎาคม 2535 เสด็จฯ เยือนสเปนอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระราชาบดีฆวน คาร์ลอส ที่ 1 เพื่อทรงร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 25 ณ นครบาร์เซโลนา
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- วันที่ 29 - 31 พฤษภาคม 2535 เสด็จฯ เยือนสเปนอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน คาร์ลอส ที่ 1 และเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในคืนวันประจำชาติไทยในงานแสดงสินค้าโลกที่เมืองเซบิญ่า (Sevilla)
- ระหว่างวันที่ 7 - 9 เมษายน 2536 เสด็จฯ เยือนสเปนเพื่อทรงร่วมงานพระราชพิธีพระศพของ เคาท์ ฆวน เด บอรบอน (Count Juan de Borb?n) พระราชบิดาของสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน คาร์ลอส ที่ 1
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
- วันที่ 25 กันยายน - 3 ตุลาคม 2536 เสด็จเยือนสเปนเป็นการส่วนพระองค์
รัฐบาล
นายกรัฐมนตรี
- วันที่ 16 - 19 มีนาคม 2530 พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีเยือนสเปนอย่างเป็นทางการ
รัฐมนตรี
- วันที่ 14 - 15 ตุลาคม 2540 นายประจวบ ไชยสาส์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนสเปนอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 11 - 16 มิถุนายน 2541 นายสุทัศน์ เงินหมื่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและคณะเยือนสเปนอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 17 - 22 พฤศจิกายน 2541 นายศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะ เดินทางเยือนสเปนเพื่อขอความสนับสนุนในการสมัครเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO)
- วันที่ 7 - 8 พฤษภาคม 2542 นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะเยือนสเปน
- วันที่ 6 - 7 มิถุนายน 2545 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสเปนเพื่อร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศเอเชีย-ยุโรป (ASEM-FMM) ครั้งที่ 4 ณ กรุงมาดริด

ฝ่ายสเปน
พระราชวงศ์
สมเด็จพระราชาธิบดี ฆวน คาร์ลอส ที่ 1 และสมเด็จพระราชินีโซเฟีย
- เมื่อปี 2505 และ 2508 เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ (ขณะดำรงพระยศเจ้าชายแห่งสเปน)
- วันที่ 18 - 22 พฤศจิกายน 2530 เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 21 - 23 กุมภาพันธ์ 2549 เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
สมเด็จพระราชินีโซเฟีย
- วันที่ 27 - 28 พฤศจิกายน 2539 เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 20 - 21 กุมภาพันธ์ 2545 เสด็จฯ แวะผ่านประเทศไทยเพื่อเสด็จฯ ต่อไปยังเวียดนาม
- วันที่ 4 มีนาคม 2546 เสด็จฯ แวะผ่านประเทศไทยเพื่อเสด็จฯ ต่อไปยังฟิลิปปินส์
- วันที่ 11 - 14 มิถุนายน 2549 เสด็จฯ เยือนประเทศไทยเพื่อร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี
เจ้าชายเฟลิปเป มกุฎราชกุมารแห่งสเปน
- วันที่ 16 - 19 ธันวาคม 2530 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว
เจ้าหญิงเอเลน่าแห่งสเปน
- วันที่ 14 - 18 ธันวาคม 2538 เสด็จเยือนไทยพร้อมด้วยพระสวามี ในฐานะแขกของรัฐบาล
รัฐบาล
รัฐมนตรี
- เดือนมกราคม 2537 นายฆาเบีย โซลาน่า (Javier Solana) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสเปนเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 1 - 2 มีนาคม 2539 นายคาร์ลอส เวสเตนดอร์ป (Carlos Westendorp) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสเปนในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรีสเปนเดินทางเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 1
- วันที่ 2 เมษายน 2542 นายรามอน เด มิเกล (Ramon de Miguel) รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการต่างประเทศสเปน เยือนไทย
- วันที่ 11 - 12 มกราคม 2548 นายมิเกล อังเคล โมราติโนส (Miguel Angel Moratinos) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสเปนเยือนไทย ในโอกาสที่เดินทางเยือนประเทศในเอเชียที่ประสบธรณีพิบัติภัย เพื่อประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการฟื้นฟูบูรณะแก่ประเทศที่ประสบภัย และได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 21 - 23 กุมภาพันธ์ 2549 นายมิเกล อังเคล โมราติโนส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสเปนเยือนไทย และเข้าพบนายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจ

จำนวนคนไทยในสเปน (ปี 2552)
915 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักเรียน และแรงงานไทย มีนักโทษจำนวน 4 คน
สถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย
ที่ตั้ง Royal Embassy of Spain
ที่ต้ง Lake Rajada Office
Complex, 23rd Floor,
193, Ratchadapisek Road,
Bangkok 10110
เวลาทำการสอท สเปน
Visa Section:
09.00-12.00 (Monday - Friday)
เบอร์โทรศัพท์ Tel: 02 661 8284 และ 02 661 8287 Fax: 02 661 9220

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมาดริด
ที่ตั้ง Royal Thai Embassy Calle Joaquin Costa, 29
28002 Madrid, Spain
Tel:001 (34) 91 563 2903 Fax : 001 (34) 91 564 0033
001 (34) 91 563 7959 001 (34) 91 562 4128
e-mail: [email protected]

Website ที่เกี่ยวข้อง
- www.embesp.or.th (สถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย)
- www.moc.go.th/thai/dbe (กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์)
- www.thaitrade.com (กรมส่งเสริมการส่งออก)
- www.tat.or.th (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

Web site ที่เกี่ยวข้อง
- www.sispain.org ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับประเทศสเปน
- www.embesp.or.th สถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย
- www.la-moncloa.es รัฐบาลสเปนและกระทรวงต่างๆ
- www.mae.es กระทรวงการต่างประเทศสเปน
- www.tourspain.es การท่องเที่ยวสเปน
- www.economist.com/countries/spain ข้อมูลพื้นฐานประเทศสเปนและข่าวสารเกี่ยวกับประเทศสเปน
- www.odci.gov/cia/publications/factbook/geos/sp.html ข้อมูลพื้นฐานประเทศสเปน
- www.cnnenespanol.com CNN - ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศสเปน (ภาษาสเปน)
- www.elpais.es หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น El Pais
- www.abc.es หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ABC
- www.elmundo.es หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น El Mundo

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

2398 คน

 สถิติเมื่อวาน

1458 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

40228 คน

321590 คน

3285473 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official