เกาหลีเหนือ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
Democratic People's Republic of Korea

ข้อมูลทั่วไป

ชื่อทางการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (The Democratic People's Republic of Korea)
รูปแบบการปกครอง ระบอบคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของอดีตสหภาพโซเวียต

ผู้นำประเทศ นายคิม จอง อิล (Kim Jong IL)

ประธานสภาบริหารสูงสุด นายคิม ยอง นาม (Kim Yong Nam)

นายกรัฐมนตรี นายคิม ยอง อิล (Kim Yong IL)

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายปัก อึย ชุน (Pak Ui Chun)

วันชาติ 9 กันยายน

ที่ตั้ง ระหว่างเส้นลองติจูดที่ 125-130 องศาตะวันออก และเส้นละติจูดที่ 38-43 องศาเหนือ

พื้นที่ 120,540 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 55 ของพื้นที่คาบสมุทรเกาหลี โดยมีพรมแดนติดกับจีน เกาหลีใต้ และรัสเซีย

ประชากร 23.9 ล้านคน (ประมาณการปี 2552 )

เมืองหลวง กรุงเปียงยาง (Pyongyang)

เมืองท่าสำคัญ Nampo เป็นท่าเรือบนฝั่งทะเลเหลือง Wonan และ Chongjin บนฝั่งทะเลญี่ปุ่น

ภาษา เกาหลี (Korean)

อัตราการรู้หนังสือ ร้อยละ 99

การเมืองการปกครอง

- เกาหลีเหนือปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของอดีตสหภาพโซเวียต ระบบการเมืองของเกาหลีเหนือตั้งอยู่บนพื้นฐานของลัทธิจูเช่ (Juche) ซึ่งอดีตประธานาธิบดี คิม อิล ซุง ได้บัญญัติขึ้นเมื่อ 26 ธันวาคม 2498 ประกอบด้วยหลักการสำคัญ คือเอกราชทางการเมืองอย่างแท้จริง การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ และการป้องกันประเทศด้วยตนเอง

- เกาหลีเหนือมีการปกครองระบบพรรคเดียวมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีการก่อตั้งประเทศเมื่อ 9 กันยายน 2491 โดยมีพรรคคนงานเกาหลี (Workers’ Party of Korea) เป็นองค์กรที่มีบทบาทและอิทธิพลสูงสุดในทางการเมืองที่คอยควบคุมหน่วยงานของรัฐบาลในการบริหารประเทศ ตามที่รัฐธรรมนูญปกครองประเทศของเกาหลีเหนือบัญญัติไว้ว่า อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของสมัชชาประชาชนสูงสุด ซึ่งมีสมาชิก 687 คน มาจากการเลือกตั้งและมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 8 มีนาคม 2552 และการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2557

- ภายหลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของประธานาธิบดีคิม อิล ซุง ในปี 2537 ประชาคมระหว่างประเทศกังวลว่าเกาหลีเหนือจะประสบปัญหาวุ่นวายเนื่องจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศมีความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ในเดือนกรกฎาคม 2541 นายคิม จอง อิล เข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศ สามารถกุมอำนาจการปกครองประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ และมีท่าทีที่ต้องการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในโลกเสรีมากขึ้น คาดว่าเพราะต้องการได้รับเงินตราต่างประเทศเพื่อนำมาปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของประเทศ

- เมื่อ 5 กันยายน 2541 การประชุมสมัชชาประชาชนสูงสุดครั้งที่ 10 มีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยระบุว่า
1) นายคิม อิล ซุง เป็นผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือ และเป็นบรรพบุรุษแห่งสังคมนิยมของเกาหลี ดังนั้น จึงยกย่องให้เป็นประธานาธิบดีตลอดกาล (Eternal President)
2) ยกเลิกระบบประธานาธิบดีเป็นประมุข ให้ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศ (Chairman of the National Defense Commission) เป็นตำแหน่งสูงสุดของประเทศ โดยมีอำนาจปกครองด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ
3) ให้สภาบริหารสูงสุด (Presidium) ของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ (Supreme People's Assembly) เป็นองค์กรนิติบัญญัติสูงสุดของประเทศ และมีมติแต่งตั้งนายคิม ยอง นาม ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ รับผิดชอบงานด้านการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับต่างประเทศ ได้แก่ ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพิธีการทูต การให้และยกเลิกสัตยาบัน การแต่งตั้งและเรียกกลับผู้แทนทางการทูตในต่างประเทศ การรับสาส์นตราตั้งทูตต่างประเทศ การเป็นผู้แทนประเทศพบบุคคลสำคัญจากต่างประเทศที่ไปเยือนเกาหลีเหนือ รวมทั้งเป็นผู้แทนประเทศเดินทางไปเยือนประเทศอื่นๆ

- เมื่อ 3 กันยายน 2546 ได้มีการประชุมสภาประชาชนสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยที่ประชุมฯ มีมติดังนี้
1) นายคิม จอง อิล ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกลาโหม (Chairman of the National Defense Commission) ต่อไป
2) นายคิม ยอง นาม ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุด (President of the Presidium of the DPRK Supreme People's Assembly) ต่อไป
3) นาย Park Pong Ju รัฐมนตรีว่าการด้านอุตสาหกรรมเคมี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบแทนนาย Hong Song Nam

- การประชุมสภาประชาชนสูงสุด เมื่อ 11 เมษายน 2550 ได้มีการแต่งตั้งนาย Kim Yong IL รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแทนอดีตนายกรัฐมนตรี Park Pong Ju

- เมื่อ 9 เมษายน 2552 สภาประชาชนสูงสุดมีมติให้นายคิม จอง อิล ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกลาโหมต่อไป และในปีเดียวกันมีมติให้นายคิม ยอง นาม ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุดต่อไป
เศรษฐกิจการค้า

- เกาหลีเหนือมีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในลักษณะวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลาง โดยเกาหลีเหนือได้ยึดถืออุดมการณ์ลัทธิจูเช่ (Juche) ของพรรคคนงานเกาหลีมาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ โดยเน้นความเป็นเอกภาพ การพึ่งพาตนเอง เกียรติภูมิของชาติ และการสร้างความเจริญให้กับประเทศ พร้อมกับประกาศ “ขบวนการม้าบิน” (Chollima Movement) ในปี 2501 ที่กระตุ้นให้ประชาชนขยันขันแข็งในการทำงาน เร่งเพิ่มผลผลิตโดยเฉพาะทางด้านการเกษตร

- เกาหลีเหนือมีระบบการค้าผูกขาดโดยภาครัฐ ทั้งการค้าในประเทศและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ควบคุมการค้าภายในประเทศ และกระทรวงการค้าต่างประเทศควบคุมการค้าระหว่างประเทศ โดยได้จัดตั้งบริษัทการค้าของรัฐหรือสหกรณ์การค้าของรัฐ เป็นผู้ดำเนินการรัฐบาลเกาหลีเหนือพยายามขยายการค้ากับต่างประเทศให้มากขึ้น โดยได้เน้นการผลิตสินค้าที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการเพิ่มขึ้น พยายามปรับปรุงเครดิตของเกาหลีเหนือ ส่งเสริมสินค้าออกทั้งแบบ merchant trade และ barter trade ส่งเสริมการร่วมลงทุนกับต่างประเทศ นอกจากนี้ เกาหลีเหนือได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (Commission for the Promotion of Foreign Trade) เพื่อสนับสนุนการค้ากับประเทศที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ

- เกาหลีเหนือสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เพียงร้อยละ 20 ของปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศเท่านั้น ภาวะการขาดแคลนพลังงานของเกาหลีเหนือส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถทำการผลิตได้เพียงร้อยละ 20 ของความสามารถในการผลิต ทั้งนี้ มีรายงานว่าระบบการสื่อสารและคมนาคมขนส่งของเกาหลีเหนืออยู่ในสภาพย่ำแย่ ซึ่งหากสภาวะเช่นนี้ดำรงต่อไป อาจส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจเกาหลีเหนือล่มสลายได้ และนำไปสู่การอพยพของชาวเกาหลีเหนือไปสู่จีนและเกาหลีใต้

- เนื่องจากเกาหลีเหนือมีทหารประจำการกว่า 1 ล้านคน ทำให้องค์กรระหว่างประเทศต่างๆ แสดงข้อห่วงกังวลว่าความช่วยเหลือด้านอาหารที่นานาประเทศส่งไปช่วยเหลือชาวเกาหลีเหนือ ส่วนใหญ่อาจถูกนำไปใช้เลี้ยงดูกองทัพและไม่ถึงมือประชาชนที่อดอยากและขาดแคลนอาหาร

- ในปี 2538 และ 2539 ได้ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ ต่อมาในปี 2540 เกาหลีเหนือประสบกับภาวะภัยแล้งและพายุในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ทำให้ไม่สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ ก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร ประชาชนเจ็บป่วยและล้มตายเป็นจำนวนมาก รัฐบาลเกาหลีเหนือจึงได้เริ่มขอรับความช่วยเหลือจากประชาคมโลกมาตั้งแต่ปี 2538 ทั้งนี้ ก่อนการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในปี 2532-2533 ประเทศที่เคยเป็นคู่ค้าที่สำคัญของเกาหลีเหนือคือ สหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก แต่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต มูลค่าการค้ากับรัสเซียได้ลดน้อยลงอย่างมาก และประเทศยุโรปตะวันออกก็ไม่มีกำลังซื้อ นอกจากนี้ สินค้าส่งออกของเกาหลีเหนือ ก็ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศอื่นๆ ทั้งทางด้านคุณภาพและราคาได้ รวมทั้ง เกาหลีเหนือยังประสบปัญหาการขาดเแคลนเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำไปซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการผลิตสินค้าอีกด้วย

- รัฐบาลเกาหลีเหนือได้พยายามหาเงินตราจากต่างประเทศ โดยไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนี้
1) ในปี 2534 ได้พยายามทดลองเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษในลักษณะเดียวกับจีน บริเวณใกล้พรมแดนจีนและรัสเซียเรียกว่า Rajin-Sonbong Free Trade Zone (FTZ) หรือเรียกย่อว่า ราซอน เพื่อเป็นเขตผ่อนผันให้กับนักลงทุนต่างชาติผ่านเข้าออกได้ โดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา มีการลดภาษีศุลกากร และมีสิ่งจูงใจอื่นๆ เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในเขตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวได้รับความสนใจน้อยมาก (มีนักลงทุนจากไทยและจีนเข้าไปลงทุนในขณะนี้) เนื่องจากค่าจ้างแรงงานที่สูง การแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินงาน นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติ ยังไม่ค่อยแน่ใจในสถานการณ์ทางการเมืองภายในเกาหลีเหนือ ตลอดจนปัญหาเรื่องนโยบายคุ้มครองการลงทุน รวมทั้งความไม่พร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อาทิ สนามบิน ท่าเรือ และการขาดพื้นฐานทางอุตสาหกรรม
2) ในปี 2541 ได้เปิดให้บริษัทฮุนไดของเกาหลีใต้เข้าไปลงทุนโดยการนำนักท่องเที่ยวเข้าชมบริเวณเทือกเขา Kumgang โดยบริษัทฮุนไดต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับรัฐบาลเกาหลีเหนือเดือนละ 12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ [แต่ปรากฏว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้น้อยเกินคาด คือน้อยกว่า 4,000 คนต่อเดือนทำให้บริษัทฮุนไดขาดทุนอย่างนัก จนเมื่อเดือน ม.ค. 2545 รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่โครงการดังกล่าว เพราะเห้นว่าเป็นโครงการที่ส่งเสริมนโยบายปรองดองระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้] อย่างไรก็ดี เมื่อ 11 ก.ค. 2551 ได้เกิดเหตุยิงนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ที่ได้เดินล้ำเข้าไปในเขตทหารเสียชีวิต ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ระงับการท่องเที่ยวในเขตดังกล่าวจนปัจจุบัน โดยขอให้รัฐบาลเกาหลีเหนือดำเนินการสอบสวน และให้ความมั่นใจด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวในอนาคต
3) เมื่อ ก.ย. 2545 เกาหลีเหนือได้ประกาศให้เมืองชินอึยจู ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ติดชายแดนจีนตรงข้ามเมืองตานตงของมณฑลเหลียวหนิงมีแม่น้ำยาลูเป็นเส้นกั้นพรมแดนให้เป็นเขตบริหารพิเศษขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางโดยสามารถบัญญัติกฎหมายมีอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ
4) นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ระหว่างนายคิม จอง-อิล ผู้นำเกาหลีเหนือกับนายคิม แด-จุง อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในปี 2543 เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้มีความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมโครงการนิคมอุตสาหกรรมแกซอง (Gaeseong Industrial Complex- GIC) มีอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์จากค่าจ้างแรงงานที่ถูก การพึ่งพาและทำงานร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรม เช่น บริษัทผลิตเครื่องใช้ในครัว เสื้อผ้า รองเท้า เป็นต้น ในปี 2552 เกาหลีเหนือเรียกร้องให้เพิ่มค่าแรงแก่พนักงานเกาหลีเหนือที่ทำงานในเขตดังกล่าว (จาก 70 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน) แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องดังกล่าวรวมทั้งประเด็นปัญหาอื่นๆ ในเขต GIC อาทิ การข้ามชายแดนและพิธีการศุลกากร การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ตสำหรับบริษัทของเกาหลีใต้ และการก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับพนักงานชาวเกาหลีเหนือ

- เมื่อ 2 ส.ค. 2545 เกาหลีเหนือได้เริ่มทดลองมาตรการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยลดการปันส่วนอาหาร และให้ประชาชนซื้ออาหารจากตลาดมากขึ้นแทน และเพิ่มค่าแรงเพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้ออาหารจากตลาดเอง ใช้ family production system ในพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งคล้ายกับระบบที่จีนใช้เมื่อเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิต ลดการซื้อธัญพืชสำหรับการปันส่วนของรัฐ และปล่อยให้เกษตรกรสามารถขายพืชผลได้เองมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีเหนือลดค่าเงินของเกาหลีเหนือจาก 2.2 วอนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 200 วอนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับตัวเข้าสู่ระบบตลาดต่อไปในอนาคต

- การปฏิรูประบบเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือมีความคืบหน้าที่ดีขึ้น ถือว่าประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยเกาหลีเหนือสามารถรับมือกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูปได้ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงการจัดสรรอุปทานพลังงานเพื่อรองรับความต้องการได้ดีขึ้น มีความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้นทั้งในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการค้าระหว่างประเทศ ในปี 2546 ภาคเกษตรมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4.156 ล้านตันจากความต้องการบริโภค 5.1 ล้านตัน ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และภาคการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 2,390 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 11 ปี

- รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ให้อิสระมากขึ้นแก่ประชาชน รัฐวิสาหกิจ และบริษัทต่างๆ ในการเลือกประกอบอาชีพ การบริหารจัดการ การจัดทำข้อตกลงการค้าได้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดตั้งตลาดซื้อขายสินค้าเพิ่มอีกกว่า 300 แห่ง เพื่อรองรับการขยายตัวของการเข้าไปมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจการตลาด ในขณะที่สตรีเกาหลีเหนือก็เข้าไปมีบทบาทในการหารายได้เลี้ยงครอบครัวเพิ่มขึ้นด้วย

- การประชุมสภาประชาชนสูงสุด (SPA) เมื่อ 11 เม.ย. 2549 นโยบายทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ และการพัฒนาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี อันเป็นยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือในการเพิ่มความสามารถในการผลิตและเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองได้ ตามหลักจูเช่ และเชื่อว่าเกาหลีเหนือจะเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง และอุตสาหกรรม Software (นาย Kim Jong Il เคยประกาศให้ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของการประวัติทางเทคโนโลยีสารสนเทศ) ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2541เป็นต้นมา เกาหลีเหนือประกาศว่าการสร้าง ”ประเทศที่เข้มแข็งและมั่งคั่ง” (Kangsong Taeguk- ????) จะต้องตั้งอยู่บนเสาหลักสำคัญ 3 ประการคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อุดมการณ์ และการทหาร

- อย่างไรก็ดี การทดลองขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนและการค้าต่างประเทศชะงักงัน โดยเฉพาะผลกระทบจากข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ 1718 (2006) อันเนื่องมาจากเกาหลีเหนือทดลองอาวุธนิวเคลียร์เมื่อ 9 ต.ค. 2549 โดยมติดังกล่าวห้ามการค้าอาวุธทุกชนิดและให้ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติระงับการเคลื่อนไหวบัญชีของบุคคลหรือบริษัทเกาหลีเหนือที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธ ซึ่งต่อมาได้มีการออกมติ UNSC อีกครั้ง มติที่ 1874 เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2552 เนื่องจากเกาหลีเหนือทดลองอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดินเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2552 หากมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวได้รับการแก้ไข รวมทั้งหากมีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานทางการเงินให้เป็นสากลมากขึ้น ก็อาจทำให้การลงทุนในเขตเศรษฐกิจดังกล่าวได้รับความสนใจจากต่างประเทศมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน

- การประชุมสภาประชาชนสูงสุด เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2550 ได้มีการพิจารณาภารกิจสำคัญในปี 2550 เน้นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยยึดหลักการพัฒนาเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเบาเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ ภารกิจในปี 2550 ยังเน้นการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นปี 2549 เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เร่งด่วน

- ภาวะเศรษฐกิจเกาหลีเหนือในปัจจุบันยังต้องได้รับการเสริมความเข้มแข็งต่อไป การปฏิรูประบบการแลกเปลี่ยนเงินตราเมื่อ 30 พ.ย. 2552 ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านอาหารจากต่างประเทศ เมื่อ 1 ม.ค. 2553 ได้มีการออกบทความร่วมจากหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ ประกาศเน้นความสำคัญของอุตสาหกรรมเบาและภาคเกษตรกรรมในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานให้กับประชาชน
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี


ภูมิหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

- เริ่มต้นในปี 2515 จากการแลกเปลี่ยนการติดต่อในด้านการค้าและกีฬาอย่างไม่เป็นทางการ

- ในปี 2517 เกาหลีเหนือแสดงความสนใจที่จะขอเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น

- 8 พ.ค. 2518 ไทยและเกาหลีเหนือได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน และมีการแลกเปลี่ยนเอกอัครราชทูตระหว่างกันในเวลาต่อมา โดยเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำสหภาพพม่า (ในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย และเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงเปียงยาง

- 15 มี.ค. 2534 เกาหลีเหนือได้ยกระดับสำนักงานผู้แทนการค้าของเกาหลีเหนือในกรุงเทพฯ (ที่ตั้งขึ้นเมื่อ 25 ธ.ค. 2522) เป็นสถานเอกอัครราชทูตแต่ไทยยังไม่ได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเปียงยาง โดยขณะนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง มีเขตอาณาครอบคลุมเกาหลีเหนือ


การแลกเปลี่ยนการเยือน

- นับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันแล้ว ได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างทั้งสองฝ่าย ดังนี้

การเยือนที่สำคัญจากฝ่ายไทยไปเกาหลีเหนือ ได้แก่

พระราชวงศ์

- 8-15 พ.ค. 2530 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส
ราชนครินทร์
- 22-26 มี.ค. 2534 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- 9-14 มี.ค. 2535 และ มิ.ย. 2536 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

รัฐบาล

- 21-24 ส.ค. 2530 พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- เม.ย. 2536 นายมารุต บุนนาค ประธานรัฐสภา
- มิ.ย. 2537 นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานวุฒิสภา
- 18-21 เม.ย. 2538 นายอุทัย พิมพ์ใจชน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
- 15-18 ก.ค. 2543 นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
- 22-27 ต.ค. 2544 นายกระแส ชนะวงศ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- 13-16 พ.ย. 2544 นายประจวบ ไชยสาส์น ผู้แทนการค้าไทย
- 8-11 มิ.ย. 2545 นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภา
- 30 ก.ค.-3 ส.ค. 2545 นายพิเชฐ พัฒนโชติ รองประธานวุฒิสภา (คนที่หนึ่ง)
- 30 ก.ย.- 5 ต.ค. 2545 นายนรชิต สิงหเสนี อธิบดีกรมเอเชียตะวันออกและคณะ
- 14-19 มิ.ย. 2547 นายอภิชาติ ชินวรรโณ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออกและคณะ
- 19-24 ก.ค. 2547 นายกันตธีร์ ศุภมงคล ผู้แทนพรรคไทยรักไทยและคณะ
- 12-16 ต.ค. 2547 นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ รองอธิบดีกรมสารนิเทศและคณะ
- 27-30 ส.ค. 2548 นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- 6-7 ก.ค. 2552 นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

การเยือนที่สำคัญจากฝ่ายเกาหลีเหนือมาไทย ได้แก่

- ก.พ. 2525 นาย Li Jong Ock รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- ต.ค. 2531 นาย Kim Yong Nam รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ
ต่างประเทศ
- ม.ค. 2534 นาย Yon Hyung Muk นายกรัฐมนตรี
- พ.ย. 2536 นาย Chan Chol รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีการศึกษา ศิลปะและวัฒนธรรม
- 13-17 ธ.ค. 2537 นาย Kim Yong Nam รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- 5-9 ก.พ. 2538 นาย Li Song Dae ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
- 24 ก.ค. 2538 นาย Choi U Jin รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- ส.ค. 2541 นาย Pak Song Chol รองประธานาธิบดีแวะผ่าน (transit) ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรองประธานสภา
- 25-29 ก.ค. 2543 นาย Paek Nam Sun รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในฐานะแขกกระทรวงการต่างประเทศและเข้าประชุม ARF ครั้งที่ 7
- 29 ต.ค.-2 พ.ย. 2543 นาย Cho Tae Bok ประธานสภาประชาชนสูงสุด ในฐานะแขกของรัฐสภา
- 28 เม.ย.-2 พ.ค.2544 นาย Ri Ryong Nam รัฐมนตรีช่วยด้านการค้า ในฐานะแขกกระทรวงพาณิชย์
- 4-8 ธ.ค. 2544 นาย Ri Kwang Gun รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศในฐานะแขกกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามข้อตกลงซื้อข้าวไทย 300,000 ตัน ด้วยเงินเชื่อ 2 ปี
- 28 ก.พ.-3 มี.ค. 2545 นาย Kim Yong Nam ประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุด ในฐานะแขกรัฐบาล
- 22-29 มิ.ย. 2545 นาย Ri Kwang Gun รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ
- 28-31 ม.ค. 2546 นาย Ri Kum Bom รัฐมนตรีไปรษณีย์และโทรคมนาคม ในฐานะแขกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
- 16-19 ก.ย. 2546 นาย Ri Ju Kwan อธิบดีกรมสารนิเทศ และคณะ ตามโครงการ
แลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- 26-1 มิ.ย.-1 ก.ค. 2547 นาย Rim Kyong Man รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ ในฐานะแขกกระทรวงพาณิชย์
- 3-5 ส.ค. 2547 นาย Kim Yong Il Vice Minister กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะแขกกระทรวงการต่างประเทศ
- 29 พ.ย.-2 ธ.ค. 2547 นาย Yu Yong Chol Vice Minister กระทรวงความมั่นคงประชาชน ในฐานะแขกของกระทรวงมหาดไทย
- 24-28 ก.ค. 2548 นาย Paek Nam Sun รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ


ความร่วมมือด้านการค้า/การลงทุน

- กลไกความสัมพันธ์ทวิภาคีได้แก่ คณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commission: JTC) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทางการค้าระหว่างกัน

- การลงทุนไทยในเกาหลีเหนือ บริษัท ล็อกซเลย์ จำกัด มหาชน (Loxley Public Co. Ltd.) ลงทุนด้านกิจการโทรคมนาคม

- การค้าไทยกับเกาหลีเหนือ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาโดยตลอด ในปี 2552 มีมูลค่า 44.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการนำเข้า 13.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการส่งออก 30.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

- สินค้าออกจากไทยไปเกาหลีเหนือที่สำคัญ ได้แก่ น้ำตาล ยาง เส้นใย อาหารทะเล เคมีภัณฑ์ เภสัชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องจักรและส่วนประกอบ

- สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากเกาหลีเหนือ ได้แก่ เหล็กและผลิตภัณฑ์ สารเคมี วงจรอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและส่วนประกอบ


ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างกัน

- เมื่อ 18 มี.ค. 2536 ไทยและเกาหลีเหนือได้ทำความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างกัน โดยสายการบิน Air Koryo ของเกาหลีเหนือ ได้เริ่มทำการบินจากกรุงเปียงยางมาไทยระยะหนึ่ง (เที่ยวบินปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2536) และได้ระงับเที่ยวบินไว้ระยะหนึ่ง เพราะมีผู้โดยสารน้อย โดยเกาหลีเหนืออ้างว่าสาเหตุที่ไม่มีผู้โดยสารเพราะปัญหาความไม่สะดวกเกี่ยวกับการขอรับการตรวจลงตราให้แก่ชาวเกาหลีเหนือที่เดินทางมาไทยซึ่งไม่สามารถรับการตรวจลงตราที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ ได้ แต่ยังต้องไปขอรับการตรวจลงตราที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้เปิดเส้นทางบินไปกลับ เปียงยาง-มาเก๊า-กรุงเทพฯ โดยบินสัปดาห์ละ 1 เที่ยว เมื่อเดือนเม.ย. 2540 ได้ขยายเป็นสัปดาห์ละ 2 เที่ยว แต่ต่อมาได้ลดลงเป็นสัปดาห์ละ 1 เที่ยวเหมือนเดิม เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารมีไม่มากพอ ปัจจุบันเนื่องจากมีผู้โดยสารน้อยมาก สายการบิน Air Koryo จึงทำการบินเส้นทางเปียงยาง-กรุงเทพฯ-เปียงยาง เพียงเดือนละ 1 เที่ยวเท่านั้น


ความร่วมมือทางทหาร

- ไทยและเกาหลีเหนือยังไม่มีความร่วมมือทางทหารที่เป็นทางการระหว่างกันแต่อย่างใด แต่ทั้งสองฝ่ายก็มีการติดต่อระหว่างกัน โดยนาย Oh Jin-U รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือมาเยือนไทย เมื่อ ธ.ค. 2533 และเมื่อระหว่าง 18-21 ส.ค. 2536 พล.อ.วิจิตร สุขมาก รัฐมนตรีว่าการระทรวงกลาโหมของไทยก็ได้ไปเยือนเกาหลีเหนือ

- ฝ่ายเกาหลีเหนือได้เคยทาบทามขอแต่งตั้งผู้ช่วยทูตทหารเกาหลีเหนือประจำประเทศไทย และเสนอให้ไทยพิจารณาแต่งตั้งให้ผู้ช่วยทูตทหารประจำกรุงปักกิ่ง มีเขตอาณาครอบคลุมถึงเกาหลีเหนือด้วย ซึ่งกระทรวงกลาโหมกำลังพิจารณาข้อเสนอของเกาหลีเหนือ


ด้านวัฒนธรรม

- ไทยและเกาหลีเหนือมีการแลกเปลี่ยนการติดต่อและการดำเนินกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมในสาขาต่างๆ ระหว่างกัน เช่น โครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน โครงการแลกเปลี่ยนสื่อมวลชน กีฬา นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกรมสารนิเทศของกระทรวงการต่างประเทศไทยกับเกาหลีเหนือ โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้น

- เกาหลีเหนือได้เคยทาบทามขอทำความตกลงด้านวัฒนธรรมกับไทยในปี 2532 และปี 2534 แต่ไทยไม่ได้ตอบสนอง จนกระทั่งเมื่อนายคิม ยอง นาม ประธานสภาบริหารสูงสุดกำหนดเยือนไทยตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีระหว่าง 28 ก.พ. – 3 มี.ค. 2545 ฝ่ายเกาหลีเหนือได้เสนอร่างความตกลงฯ อีกครั้ง และไทยตอบรับ และมีการลงนามความตกลงใน 1 มี.ค. 2545

- ในโอกาสครบรอบ 30 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2548 ไทยและเกาหลีเหนือได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสองประเทศ และได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการหารือและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ 27 สิงหาคม 2548


ความร่วมมือทางวิชาการ

- ไทยได้ให้ความร่วมมือทางวิชาการแก่เกาหลีเหนือภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) โดยเมื่อปี 2539 เกาหลีเหนือได้จัดส่งคณะผู้แทนเข้าหารือกับผู้แทนกรมวิเทศสหการ (ในขณะนั้น) เพื่อแสดงความประสงค์ในการที่จะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมในโครงการหลักสูตรฝึกอบรมประจำปี ซึ่งรัฐบาลไทยได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในสาขาต่าง ๆ เช่น สาขาการค้าระหว่างประเทศ การคลัง การลงทุน และการขนส่ง โดยการเข้าร่วมการฝึกอบรมดังกล่าวของเกาหลีเหนืออยู่ในรูปแบบของความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (Technical Cooperation among Developing Countries- TCDC) ซึ่งรัฐบาลของประเทศผู้ขอรับการฝึกอบรมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางระหว่างประเทศ และรัฐบาลของประเทศผู้จัดการฝึกอบรมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในประเทศทั้งหมด

- พร้อมกันนี้ เกาหลีเหนือยังได้เสนอให้ไทยจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรฝึกอบรมที่เกาหลีเหนือในสาขาที่เกาหลีเหนือมีศักยภาพ เช่น สาขาเหมืองแร่ และนิวเคลียร์ เป็นต้น ซึ่งในปี 2541 คณะผู้แทนกรมวิเทศสหการได้เดินทางไปหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการกับเกาหลีเหนือที่กรุงเปียงยางตามคำเชิญของรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยฝ่ายไทยได้ตกลงที่จะให้ความร่วมมือทางวิชาการ ดังนี้ ทุนฝึกอบรม/ดูงานระยะสั้นทางด้านวิทยาศาสตร์และการเกษตรฯ การเชิญเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือเยือนไทย รวมทั้งการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น นอกจากนี้ กรมวิเทศสหการยังได้จัดสรรการให้ความร่วมมือในกรอบการฝึกอบรมประเทศที่สาม (Third Country Training Program) โดยร่วมมือกับ WHO ในการจัดการฝึกอบรม/ดูงานด้านสาธารณสุขให้แก่เกาหลีเหนือปีละประมาณ 15-18 หลักสูตรด้วย


ผู้แทนทางการทูตเกาหลีเหนือในไทย

เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำประเทศไทย นายอัน ซง นัม (Mr. An Song Nam)

ที่อยู่สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำประเทศไทย

The Embassy of the Democratic People's Republic of Korea
14 Mooban Suanlaemtong 2 (Soi 28)
Pattanakan Road, Suan Luang,
Bangkok 10250
Tel (66) 2-319-2686
Fax (66) 2-318-6333


ผู้แทนทางการทูตของไทย

เอกอัครราชทูต ณ กรุงเปียงยาง ถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง นายรัฐกิจ มานะทัต

ที่อยู่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง

Royal Thai Embassy, Beijing
40 Guang Hua Road, Chaoyang District, Beijing 100600 P.R.C.
Tel.86-10-6532-1749, Fax.86-10-6532-1748

Consular Section
15th Fl. West, LG Twin Towers, Jianguomenwai Road, Chaoyang District, Beijing 100600 P.R.C. Tel.86-10-6566-1149, Fax.86-10-6566-4469

 

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

2480 คน

 สถิติเมื่อวาน

1458 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

40310 คน

321672 คน

3285555 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official