เกาหลีใต้

สาธารณรัฐเกาหลีใต้
Republic of Korea
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี โดยมีเส้นขนานที่ 38 แบ่งกั้นระหว่างสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)

พื้นที่ 99,392 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 45 ของพื้นที่คาบสมุทรเกาหลี (1 ใน 5 ของไทย)

ประชากร 49.4 ล้านคน (2552)

เมืองหลวง กรุงโซล (Seoul)

เมืองที่สำคัญ ปูซาน แตจอน แตกู อินชอน และกวางจู

สมาชิกสหประชาชาติ 17 ก.ย. 2534

GDP ต่อหัว รายได้ต่อหัว 27,825 ดอลลาร์สหรัฐ (2552)

หน่วยเงินตรา ประมาณ 1,147 วอน ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553)

ภูมิอากาศ มี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว
เดือน มิ.ย.- ส.ค. เป็นช่วงที่ฝนตกชุก อุณหภูมิโดยเฉลี่ย -5 C ในฤดูหนาว และ 33 C ในฤดูร้อน

คสพ.การทูต สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย เมื่อ 1 ต.ค. 2501

ออท. ไทย นายชัยยงค์ สัจจิพานนท์ (ยังไม่เข้ารับตำแหน่ง)

ประธานาธิบดี นายอี มยอง-บัก (Lee Myung-bak) รับตำแหน่งเมื่อ 25 ก.พ. 2551

นายกรัฐมนตรี นายชอง อุน ชัน (Chung Un-chan)

รมว.กต.และการค้า นายยู มยอง-ฮวาน (Yu Myung-hwan)

ศาสนา มีประชากรนับถือศาสนาพุทธ 46% โปรเตสแตนต์ 39% คาทอลิก 13% ขงจื๊อ 1% และอื่นๆ 1%)

การศึกษา ภาคบังคับ 9 ปี

อัตราการรู้หนังสือ ร้อยละ 98

สิทธิเลือกตั้ง ประชาชนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 19 ปีขึ้นไป

สถานการณ์ในเกาหลีใต้
1. การเมือง
• นายอี มยอง-บัก (Lee Myung-bak) ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรค Grand National Party (GNP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านเมื่อรัฐบาลสมัยที่แล้ว ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 17 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550 ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 48.7 และได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551

• นายอี มยอง-บัก ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นจากช่วงที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ เนื่องจากนายอี สามารถรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจของเกาหลี ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงปลายปี 2552 คะแนนความนิยมของนายอี อยู่ที่ประมาณร้อยละ 62

• อย่างไรก็ดี จากผลการเลือกตั้งซ่อมตำแหน่งสมาชิกสภาเกาหลีใต้ 5 ตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2552 ปรากฏว่า พรรครัฐบาล Grand National Party (GNP) ได้รับการเลือกตั้ง 2 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้าน (Democratic Party – DP) ได้รับการเลือกตั้ง 3 ที่นั่ง และในเขตที่พรรค GNP ชนะการเลือกตั้งนั้น พรรค DP ก็แพ้จำนวนไม่มาก (ประมาณร้อยละ 4 ของผู้มาลงคะแนน) แม้ว่าการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ จะไม่ส่งผลต่อคะแนนเสียงข้างมากของพรรค GNP ในรัฐสภาเกาหลีใต้ (พรรค GNP มีที่นั่งในสภามากที่สุด 169 ที่นั่ง จากทั้งหมด 299 ที่นั่ง) แต่ก็กระทบต่อความมั่นใจของประธานพรรค GNP คือนาย Chung Mong-joon ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2552 ทั้งนี้ นาย Chung เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Hyundai Heavy Industries เป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งในเกาหลีใต้ และคาดว่าอาจได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้รับชิงตำแหน่งสมัครประธานาธิดีเกาหลีใต้ที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2555 อย่างไรก็ตาม นาย Chung ต้องผ่านบทพิสูจน์ที่สำคัญ คือการนำพรรคสู่การเลือกตั้งผู้ว่าการจังหวัด นายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาท้องถิ่นในวันที่ 2 มิถุนายน 2553

2. การต่างประเทศ
เกาหลีใต้ได้ปรับบทบาทของตนในเวทีระหว่างประเทศเพื่อนำไปสู่นโยบาย Global Korea โดยมีท่าทีที่สำคัญ เช่น

- การเป็นเจ้าภาพการประชุม G-20 ในปี 2553
เกาหลีใต้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพการประชุม G-20 ในเดือนพฤศจิกายน 2553 ถือเป็นประเทศนอก G-8 ประเทศแรกที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ อย่างเป็นเอกฉันท์

เกาหลีใต้ได้ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวเป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่าการที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพการประชุม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจของโลก ไม่ได้อยู่ในประเทศ G-8 เพียงอย่างเดียว โดยมีประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่สำคัญเข้ามามีบทบาทด้วย เช่น จีน อินเดีย บราซิล รวมถึงเกาหลีใต้ และเชื่อมั่นว่า การเป็นเจ้าภาพการประชุมฯ จะเป็นการยกระดับบทบาทของเกาหลีใต้ในประชาคมระหว่างประเทศ

- การดำเนินการตามนโยบายข้อริเริ่มใหม่แห่งเอเชีย (New Asia Initiative)
ประธานาธิบดีอี มยอง-บัก ได้ประกาศนโยบายข้อริเริ่มใหม่แห่งเอเชียเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2552 ที่กรุงจาการ์ตา ระหว่างการเดินทางเยือนอินโดนีเซียและออสเตรเลีย เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในเอเชีย และได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างแข็งขัน เช่น การจัดการประชุมสมัยพิเศษระดับผู้นำระหว่างอาเซียน-เกาหลีใต้ที่เกาะเจจูเมื่อ 1-2 มิถุนายน 2552 การมีนโยบายให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนของประเทศในอาเซียนไปยังเกาหลีใต้ และการแลกเปลี่ยนเยาวชนและและอาสาสมัครระหว่างประเทศอาเซียนและเกาหลีใต้ การเพิ่มการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่กัมพูชาจาก 120 เป็น 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2552-2555 การจัดตั้งศูนย์อาเซียน-เกาหลี (ASEAN-KOREA Center) เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาเซียนต่างๆ ในเกาหลีใต้ เป็นต้น

- การเข้าสู่สถานะประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศอย่างเต็มตัว เกาหลีใต้เสนอตัวจะเข้าร่วมกลุ่ม Development Assistance Committee (DAC) ของกลุ่ม Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) หรือกลุ่มประเทศที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งเกาหลีใต้ได้เข้าเป็นสมาชิก OECD มาตั้งแต่ปี 2539 แต่ยังไม่ได้เข้าร่วมกลุ่ม DAC และเกาหลีใต้เพิ่งสมัครและได้รับการต้อนรับเป็นสมาชิก DAC อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552

ในขณะเดียวกัน สำนักงานสหประชาชาติเพื่อการพัฒนา (UNDP) ได้ประกาศจะปิดสำนักงานสาขากรุงโซลลง และจะร่วมมือกับรัฐบาลเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง Seoul Policy Center for Global Development Partnership ในต้นปี 2553 เพื่อเป็นศูนย์อบรมความรู้และวิทยาการให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาในเขตเอเชียแปซิฟิก

การเข้าเป็นสมาชิก DAC และการร่วมมือกับ UNDP ในการเปิดศูนย์อบรมของภูมิภาค เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองของเกาหลีใต้อย่างมีนัยสำคัญว่า เกาหลีใต้เป็นประเทศที่พร้อมจะปรับสถานะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาอย่างเต็มตัว เพื่อร่วมกับประเทศพัฒนาแล้วและองค์การระหว่างประเทศในการต่อสู้กับความยากจนของโลก และการบรรลุ Millennium Development Goals ของสหประชาชาติ เป็นการส่งเสริมบทบาท Global Korea ให้เป็นที่รับรู้ในระดับสากล

3. เศรษฐกิจ
เศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบอย่างมากจากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปี 2552 แต่เศรษฐกิจเกาหลีใต้เข้าสู่ช่วงฟื้นตัวในไตรมาส 3/2552 เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดและเศรษฐกิจประเทศต่างๆ เริ่มฟื้นตัว รวมทั้งรัฐบาลเกาหลีได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ การส่งออก
ของเกาหลีใต้ก็ปรับตัวดีขึ้น ในขณะเดียวกัน ภาคเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ เช่น ยานยนต์ ต่อเรือ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และ IT ก็พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการใช้ประโยชน์จากการที่ค่าเงินวอนอ่อนค่าลงประกอบกับการใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งของสินค้าเกาหลีใต้ในตลาดโลกได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์จากร้อยละ 2.6 ในปี 2551 เป็นร้อยละ 3.1 ในปี 2552 และทำให้เกาหลีใต้เป็นผู้ส่งออกลำดับที่ 9 ของโลก

รัฐบาลเกาหลีใต้ตั้งเป้าหมายผลักดันตนเองจากการเป็นผู้ส่งออกลำดับที่ 9 ของโลก ให้เป็นลำดับที่ 8 ในปี 2557 โดยให้คิดเป็นค่าเฉลี่ยเพิ่ม ร้อยละ 12.5 ตลอด 5 ปีข้างหน้า ซึ่งแนวทางที่รัฐบาลจะใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คือ 1) ทำ FTA กับประเทศคู่ค้าต่างๆ 2) สนับสนุนผู้ส่งออกและช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม 3) ให้ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกเพิ่มการสนับสนุนในธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากเดิม 1 ล้านล้านวอนในปี 2552 เป็น 2.2 ล้านล้านวอนในปี 2553 4) เพิ่มการสนับสนุน SMEs 5) นำเงินกองทุนประกันสังคมไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ใน ตปท. โดยให้ Export Insurance Company ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของ กลต.ช่วยสนับสนุนการลงทุนดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงด้วย


ท่าทีของเกาหลีใต้ต่อสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี
สำหรับเกาหลีใต้ปัญหาเกาหลีเหนือถือเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศและประเด็นเรื่องการรวมชาติ (Korea Unification)

- ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง นายอี มยอง-บัก ปธน.คนปัจจุบันของ กลต. ประกาศใช้นโยบาย Mutual Benefit and Common Prosperity ของ กลน. โดยใช้แนวทางที่ปฏิบัติได้และเน้นผลลัพธ์เป็นหลักในการดำเนิน คสพ. มีประเด็นที่สำคัญ ได้แก่

1) ความสัมพันธ์ในลักษณะต่างตอบแทนระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ (Inter-Korean Reciprocity) โดย เกาหลีใต้จะเลิกนโยบายให้เปล่า (unilateral appeasement) ของรัฐบาลประธานาธิบดีโน มู-เฮียน โดยเน้น Politics first, Economics later

2) นโยบายช่วยให้ GDP per capita ของ กลน. เพิ่มเป็น 3,000 USD ภายใน 10 ปี (Vision 3000: Denuclearization and Openness) โดยโยงการให้ความช่วยเหลือแลกเปลี่ยนกับการที่ กลน.ยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์

3) การไม่หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสิทธิมนุษยชนใน กลน.

4) การสร้าง peace structure ใหม่ขึ้นมาทดแทนข้อตกลงหยุดยิง (ซึ่งเป็นข้อตกลงเพื่อการสงบศึกชั่วคราว)

- การทำให้คาบสมุทรเกาหลีปราศจากอาวุธนิวเคลียร์เป็นเงื่อนไขสำคัญของนโยบายเกาหลีเหนือในเรื่องการรวมชาติเกาหลี ประธานาธิบดีอีฯ จึงเพิ่มแนวนโยบาย Grand Bargain ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือที่ครอบคลุมและสามารถแก้ไขจากรากฐานของปัญหา โดยเสนอให้เกาหลีเหนือ
ละทิ้งโครงการอาวุธฯ เพื่อแลกกับการให้ความช่วยเหลือทาง ศก.และการรับประกันความมั่นคงจาก ปท. สมาชิก 6 ฝ่าย (สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเกาหลีเหนือ) ผ่านกระบวนการเจรจา

- เกาหลีใต้ได้กำหนดให้ปี 2553 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการแก้ไขปัญหาโครงการอาวุธฯ และการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลี เนื่องจากเกาหลีใต้จะดำเนินความสัมพันธ์ใหม่กับเกาหลีเหนือ และวางรากฐานสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยใน Unified Korea [เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่กำหนดใหม่ ได้แก่ 1) การพัฒนาความสัมพันธ์ 2) การดำเนินกิจกรรมทางด้านมนุษยธรรมให้บรรลุผล และ 3) เสริมสร้างการวางรากฐานสำหรับการรวมชาติโดยมองไปสู่อนาคต]

การเมืองการปกครอง

สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประมุขของประเทศคือประธานาธิบดี ซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา รัฐสภาเป็นองค์กรนิติบัญญัติ และศาลทำหน้าที่ทางตุลาการ ทั้งนี้ เกาหลีใต้มีการแบ่งเขตการปกครองเป็น 9 จังหวัด และ 7 เขตการปกครอง (โซล ปูซาน อินชอน แตกู กวางจู แตชอน)

รัฐธรรมนูญ

เกาหลีใต้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อ 17 ก.ค. 2491 โดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาโดยตลอดอีก 9 ครั้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดมีขึ้นในปี 2530 เมื่อรัฐบาลประธานาธิบดีชุน ดู ฮวาน ต้องประสบกับภาวะกดดันทางการเมืองจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง และในที่สุด ประธานาธิบดีชุน ดู ฮวาน ก็ยินยอมให้มีการลงประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง โดยอยู่ในตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว (5 ปี) และให้มีการจัดระบบการปกครองท้องถิ่นอิสระเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญที่ได้รับการแก้ไข ยังได้ยกเลิกอำนาจการยุบสภาของประธานาธิบดี และให้รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ดูแลและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งระบุว่ากองทัพต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

ฝ่ายนิติบัญญัติ

รัฐสภาเกาหลีใต้เป็นรูปแบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 299 คน โดยสมาชิก 2 ใน 3 มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ที่เหลือมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยจัดสรรตามสัดส่วนของพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง สมาชิกรัฐสภาแห่งชาติดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี (การเลือกตั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2551 และเลือกตั้งครั้งต่อไปกำหนดมีขึ้นในเดือนเมษายน 2555) สภาฯ จะเลือกประธาน และรองประธาน จำนวน 2 คน

เกาหลีใต้ได้เริ่มนำการเลือกตั้งระบบใหม่มาใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในเดือนเมษายน 2547 โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ 2 เสียง โดยเสียงแรกเป็นการเลือกผู้แทนในเขตของตน ส่วนเสียงที่สองเป็นการเลือกพรรคที่ตนชื่นชอบ เพื่อเป็นฐานในการแบ่งสัดส่วนของจำนวน ส.ส. แบบสัดส่วนของแต่ละพรรค ทั้งนี้ ในจำนวนสมาชิก 299 คนนั้น 245 คนจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และอีก 54 คน ได้รับการเลือกตั้งจากระบบสัดส่วน

การเลือกตั้งสภาชิกสภาแบบเลือกตั้งโดยตรงนั้น จะกระทำผ่านการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะสามารถเลือกสมาชิกสภา ได้ 1 คนต่อ 1 เขตเลือกตั้ง ซึ่งการแบ่งเขตเลือกตั้งตามจังหวัดและเมืองต่างๆ จะพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่าง อาทิ จำนวนประชากร เขตการปกครองท้องถิ่น ระบบการขนส่ง เป็นต้น ในปีก่อนการเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการแบ่งเขตเลือกตั้งจะเสนอร่างกฎหมายการแบ่งเขตเลือกตั้งให้รัฐสภาพิจารณา

การเลือกตั้งสมาชิกสภาแบบสัดส่วนจะเป็นการเลือกตั้งบนพื้นฐานของอัตราคะแนนที่พรรคการเมืองได้รับทั้งประเทศ (national-based) กล่าวคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1 คนสามารถเลือกพรรคการเมืองได้ 1 พรรค โดยแต่ละพรรคการเมืองจะประกาศรายชื่อ ส.ส. ในพรรคของตน (party list) ก่อนการเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ระบุไว้ว่า รัฐสภาแห่งชาติสามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีได้ โดยในกรณีการถอดถอนนายกรัฐมนตรี ให้สมาชิกรัฐสภา 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมดเข้าชื่อเสนอญัตติถอดถอนและสภาต้องลงเสียงข้างมากเพื่อเห็นชอบตามข้อเสนอ สำหรับการถอดถอนประธานาธิบดีนั้น ให้สมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมดเข้าชื่อเสนอญัตติถอดถอนและสภาต้องลงเสียงข้างมากเพื่อเห็นชอบตามข้อเสนอ

ฝ่ายบริหาร

- ประธานาธิบดี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากผู้มีสิทธิออกเสียง โดยมีวาระ 5 ปี และไม่สามารถลงสมัครแข่งขันเป็นครั้งที่ 2 ได้ เพื่อเป็นการป้องกันการขยายอำนาจ ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ และผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย รวมทั้งเป็นผู้มีอำนาจประกาศกฎอัยการศึก และมาตรการจำเป็นในยามฉุกเฉิน นอกจากนี้ประธานาธิบดีสามารถเสนอร่างกฎหมายให้รัฐสภาพิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจยุบสภา

- คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ซึ่งประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ช่วยประธานาธิบดีในด้านบริหารประเทศ รวมทั้งมีอำนาจในการพิจารณานโยบายต่าง ๆ ของประเทศ และการเข้าร่วมประชุมรัฐสภา คณะรัฐมนตรีมีจำนวน 20 คน นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารยังประกอบด้วย สภาที่ปรึกษาอาวุโส สภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาการรวมประเทศ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ คณะกรรมการวางแผนและงบประมาณ คณะกรรมการเกี่ยวกับสิทธิสตรี สภาที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะกรรมการเกี่ยวกับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล และสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ โดยประธานของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี ทั้งนี้ หน่วยงานเหล่านี้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำต่อคณะรัฐบาลด้วย

ฝ่ายตุลาการ
ประกอบด้วยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา โดยประธานาธิบดีแต่งตั้งประธานศาลฎีกาด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา การพิจารณาของศาลกำหนดให้เปิดเผยแก่สาธารณชนทั่วไปได้ ยกเว้นในกรณีที่เห็นว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือเป็นเรื่องที่จะสร้างปัญหาในด้านความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อขวัญของประชาชน คำพิพากษาจำเป็นต้องปิดเป็นความลับ

นอกจากนี้ ยังมีศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยให้ความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และมีอำนาจในการพิจารณาว่ากฎหมายฉบับใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญให้ถือเป็นโมฆะ (โดยมีขั้นตอนการดำเนินการเริ่มจากศาลรัฐธรรมนูญได้รับการร้องขอจากศาลชั้นต้นหรือจากกลุ่มบุคคลที่ข้อร้องเรียนได้รับการพิจารณาจากศาลชั้นต้น ให้พิจารณากฎหมายดังกล่าว) อนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญยังเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตัดสินความถูกต้องทางกฎหมายของกระบวนการถอดถอนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ ได้แก่ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และผู้พิพากษา รวมทั้งมีอำนาจสั่งยุบพรรคการเมืองตามข้อเสนอของฝ่ายบริหาร หากพบว่าพรรคการเมืองดังกล่าวดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

เศรษฐกิจการค้า
เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในตอนกลางทศวรรษ 1980 และก้าวไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมเมื่อได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศOECD ในปี 2539 และแม้ว่าต่อมาเกาหลีใต้ประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจในปี 2540 จนต้องกู้ยืมเงินจาก IMF แต่ก็สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและคืนเงินกู้ทั้งหมดให้แก่ IMF งวดสุดท้ายเมื่อเดือนกันยายน 2544

รายได้หลักของประเทศเกาหลีใต้ยังคงมาจากสินค้าประเภทอุตสาหกรรมหนักและเทคโนโลยีระดับสูงที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (Chaebol) ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นสำคัญ เช่น เรือเดินสมุทร รถยนต์ เครื่องจักร สินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งเป็นไปตามการดำเนินยุทธศาสตร์ของเกาหลีใต้ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเคมีในช่วงทศวรรษ 1960 – 1970 ต่อมา เกาหลีใต้ก็เน้นส่งเสริมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และ Creative Economy ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นรากฐานที่ช่วยสนับสนุนนโยบายการเผยแพร่ Korean Wave ทั้งในด้านภาพยนตร์ละครโทรทัศน์ และดนตรีของเกาหลีใต้ให้แพร่กระจายและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในเอเชีย

ปัจจุบัน รัฐบาลเกาหลีใต้ได้กำหนดยุทธศาสตร์หลักด้านเศรษฐกิจสำหรับ 60 ปีข้างหน้า คือ ยุทธศาสตร์ ”Green Growth - Green Korea” โดยมองว่า การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องสอดคล้องกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และได้ผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2553 ให้เป็นกรอบเบื้องต้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว และจะจัดสรรงบประมาณร้อยละ 2 ของ GDP เพื่อพัฒนาธุรกิจและโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ธุรกิจดังกล่าวเป็นทั้งตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในอนาคตและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล

แนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว สรุปได้คร่าวๆ ดังนี้
1. การลดการใช้พลังงานพร้อมกับการส่งเสริมการขยายตัวทาง ศก.อย่างสร้างสรร โดย (1) ปรับปรุงโครงการอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสีเขียว นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยลดการใช้พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (2) สนับสนุนโครงการที่จะเป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อน ศก. ด้วยการยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนา (3) การอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างมีคุ้มค่า

2. การลดการทำลายสิ่งแวดล้อม (อาทิ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) แต่ยังสามารถใช้พลังงานได้ในปริมาณเท่าเดิม โดย (1) ส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆ ที่สะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานนิวเคลียร์ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (2) กำหนดกลไกและกฏระเบียบในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ 30 จากระดับที่คาดการณ์ไว้ในปี 2563 (3) สร้างระบบโครงการพื้นฐานต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ (4) ส่งเสริมให้ประชาชนมีวิถีชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ การใช้ชีวิตที่ทำให้เกิดขยะน้อยลง หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

3. พัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมทางเลือกใหม่เพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดย (1) ลงทุนด้านการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (2) ส่งเสริมอุตสาหกรรมสิเขียวเพื่อการส่งออก อาทิ อุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก และการผสานรวมเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับเทคโนโลยีการสื่อสาร และ (3) ส่งเสริมและสนับสนุนการเข้าสู่ตลาด ตปท. อาทิ การผลักดันให้เกาหลีใต้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี
ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เกาหลีใต้ดำเนินไปด้วยดีทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดย
1. ภาพรวมความสัมพันธ์ทั่วไป
ไทยและเกาหลีใต้ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระดับอัครราชทูตเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2501 และยกระดับขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูตเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2503 เมี่อปี 2551 ไทยและเกาหลีใต้ได้ฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน มีการจัดกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกมิติของความสัมพันธ์ภายใต้คำขวัญว่า “สานสายใยไทย-เกาหลี 50 ปีสู่อนาคต” หรือ “50 Years’ Friendship for the Future” กิจกรรมที่สำคัญได้แก่ งานเลี้ยงรับรอง (วันที่ 1 ตุลาคมที่กรุงโซล และ 2 ตุลาคม ที่กรุงเทพฯ) การแลกเปลี่ยนการแสดงทางวัฒนธรรม การสัมมนาทางวิชาการ การออกตราไปรษณียากรร่วม การเยือนของทหารผ่านศึกและการจัดสร้างอนุสาวรีย์ทหารไทยในสงครามเกาหลีที่นครปูซาน

2. ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
เกาหลีใต้มีความร่วมมือกับไทยทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค เช่น การประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission) การประชุมอาเซียน+3 มีการเสด็จเยือนของพระบรมวงศานุวงศ์ของไทย และการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้นำรัฐบาลและรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง และมีการลงนามสนธิสัญญาและความตกลงความร่วมมือในหลายสาขา เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ แรงงาน วัฒนธรรม ฯลฯ

กลไกความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญ ได้แก่ การประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission - JC) ซึ่งเป็นกลไกหารือภาพรวมความร่วมมือ มีการประชุม ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 20 - 21 มิถุนายน 2546

3. ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้เริ่มขึ้นจากความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง โดยในช่วงสงครามเกาหลีระหว่างปี 2493 - 2496 ไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมกองกำลังสหประชาชาติ (ประกอบด้วยทหารจาก 16 ประเทศ) เพื่อป้องกันเกาหลีใต้จากการรุกรานของเกาหลีเหนือ เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ประชาชนของสองประเทศรู้สึกผูกพันใกล้ชิด โดยเฉพาะคนเกาหลีใต้ที่ยังคงระลึกถึงบุญคุณของกองกำลังทหารไทยที่รู้จักกันในนาม “พยัคฆ์น้อย” อยู่เสมอ ปัจจุบันไทยยังคงส่งนายทหารติดต่อประจำกองบัญชาการสหประชาชาติ (United Nations Command - UNC) และเจ้าหน้าที่หน่วยแยกกองทัพบกไทยประจำกองร้อยทหารเกียรติยศ (Honour Guard Company) จำนวน 6 นายเพื่อปฏิบัติหน้าที่เชิญธงไทยและปฏิบัติหน้าที่ด้านพิธีการเกี่ยวกับสงครามเกาหลีใน UNC เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าไทยยังคงยึดมั่นในพันธกรณีในการรักษาสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี

นอกจากด้านการทหารแล้ว ไทยและเกาหลีใต้ยังมีความร่วมมือด้านความมั่นคงในด้านอื่นๆ ได้แก่ การต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นความร่วมมือภายใต้กรอบพหุภาคี เช่นสหประชาชาติ อาเซียน และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum – ARF)

4. การแลกเปลี่ยนการเยือน
การเยือนของฝ่ายไทย
ระดับราชวงศ์
1. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พฤษภาคม 2535)
2. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อมีนาคม 2534 และ 2-4 ตุลาคม 2547
3. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ
3.1 เมษายน 2536
3.2 วันที่ 17-19 ตุลาคม 2547 (ทรงรับเหรียญรางวัลจากที่ประชุม World Congress of International Confederation of Societies of Authors and Composers ครั้งที่ 44)
3.3 วันที่ 12-17 พฤศจิกายน 2547 (ทรงหารือความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์กับ Korea Institute of Science and Technology)
3.4 วันที่ 12-19 พฤษภาคม 2548 (ทรงลงพระนามในบันทึกความเข้าใจกับ Korea Institute of Science and Technology)

ระดับนายกรัฐมนตรี
1. พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ (8-10 พฤศจิกายน 2534)
2. นายชวน หลีกภัย (23-26 มิถุนายน 2537 และ 25-27 เมษายน 2542) และเข้าร่วมการประชุม ASEM ครั้งที่ 3 (20-21 ตุลาคม 2543)
3. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เยือนอย่างเป็นทางการระหว่าง 24-26 สิงหาคม 2546
4. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เข้าร่วมประชุม 6th Global Forum on Reinventing Government ที่กรุงโซล ระหว่าง 23-24 พฤษภาคม 2548
5. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เข้าร่วมการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 13 ณ เมืองปูซาน ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2548
6. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียน - เกาหลีใต้ สมัยพิเศษ ที่เกาะเจจู ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม - 2 มิถุนายน 2552

การเยือนของฝ่ายเกาหลีใต้
ระดับประธานาธิบดี
1. นาย Chun Doo-hwan (3-5 กรกฎาคม 2524)
2. นาย Roh Moo-hyun เพื่อเข้าร่วมการประชุมเอเปก ครั้งที่ 11 ที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 20-22 ตุลาคม 2546
3. นายอี มยอง-บัก ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ณ พัทยา ระหว่างวันที่ 10 - 11 เมษายน 2552
4. นายอี มยอง-บัก ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ณ หัวหิน ระหว่างวันที่ 24 - 25 ตุลาคม 2552

5. ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยมีการจัดทำความตกลงด้านเศรษซกิจด้วยกันหลายฉบับ ได้แก่ 1) ความตกลงทางการค้าซึ่งลงนามเมื่อปี 2504 2) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ลงนามเมื่อปี 2532 เป็นต้น นอกจากนี้ ไทยและเกาหลีใต้ได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commissionหรือ JTC) เพื่อเป็นกลไกทางการค้าที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันในการแสวงหาลู่ทางขยายการค้า รวมทั้งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางการค้าที่มีอยู่ระหว่างกัน และในส่วนของภาคเอกชน ทั้งสองประเทศได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-เกาหลี ( Korea-Thai Economic Cooperation Committee) ระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลีใต้

แม้จะมีความตกลงต่างๆ เป็นกรอบในการดำเนินความสัมพันธ์ไทยและเกาหลีใต้ แต่ก็มีปัญหาด้านเศรษฐกิจต่อกันอยู่บ้าง ที่สำคัญ ได้แก่ ปัญหาการกีดกันสินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตร

5.1 การค้า
ก่อนปี 2532 การค้าระหว่างไทยและเกาหลีใต้มีมูลค่าไม่มากนัก แต่ได้ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้ามาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา

ในปี 2552 ไทยและเกาหลีใต้มีมูลค่าการค้ารวม 8,241.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ -21.72 จากปี 2551 ไทยส่งออกไปเกาหลีใต้ 2,818.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 15 ของไทย) และนำเข้าจากเกาหลีใต้ 5,422.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 7 ของไทย) ไทยเสียดุลการค้าเกาหลีใต้ 2,604.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันดิบ ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ กระดาษและผลิตภัณฑ์ สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน แผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ

5.2 การลงทุน
การลงทุนของเกาหลีใต้ในไทยตั้งแต่ปี 2513 จนถึงปี 2552 มีโครงการร่วมทุนและลงทุนของเกาหลีใต้ในไทยจำนวนกว่า 390 โครงการ โดยสาขาที่มีการลงทุนมากที่สุด ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า สำหรับในปี 2552 มีโครงการ 26 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 8,257 ล้านบาท จำนวนโครงการลดลงร้อยละ 26.5 แต่ปริมาณเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เนื่องจากมีโครงการขนาดใหญ่ของบริษัทไทยซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด ขยายการลงทุนในกิจการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่าเงินลงทุน 3,087.5 ล้านบาท

5.3 แรงงานไทย
แรงงานไทยเริ่มเดินทางเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้มากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2531 ประมาณการว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยในเกาหลีใต้ 45,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่เข้าไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย 15,000 คน

สาเหตุที่แรงงานไทยเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้มากเนื่องจาก
- เกาหลีใต้ขาดแคลนแรงงานและช่างฝีมือโดยเฉพาะโรงงานหรือธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก
- ผลกระทบจากการที่ชาวเกาหลีใต้ถูกปลูกฝังให้เกลียดงานประเภท 3 D คือ งานยากลำบาก (Difficult) งานสกปรก (Dirty) และงานเสี่ยงอันตราย (Dangerous) ซึ่งหมายถึงงานกรรมกร
- นับตั้งแต่ปี 2530 จนถึงปัจจุบันค่าจ้างแรงงานในเกาหลีใต้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึงสามเท่าตัว เป็นสาเหตุจูงใจให้แรงงานต่างชาติหลั่งไหลเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้มากขึ้น ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายของเกาหลีใต้ (Exit and Entry Control Act 1977) ไม่อนุญาตให้คนงานต่างชาติทำงานในเกาหลีใต้ ยกเว้นงานพิเศษบางประเภท และการเข้าไปฝึกอบรมการทำงานหรือเข้าไปทำงานผ่านบริษัทร่วมทุนของเกาหลีใต้

ตั้งแต่ปลายปี 2546 รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการนำเข้าแรงงานต่างชาติจากที่ใช้ระบบผู้ฝึกงานอย่างเดียวเป็นการใช้ควบคู่กับระบบใบอนุญาตทำงานด้วย (ระบบ Employment Permit System: EPS) ซึ่งระบบใบอนุญาตทำงานนั้นได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2546 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 17 ส.ค. 2547 โดยกระทรวงแรงงานเกาหลีใต้ได้คัดเลือกประเทศที่จะสามารถส่งคนงานไปทำงานในเกาหลีใต้ภายใต้ระบบใหม่นี้จำนวน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา คาซัคสถาน และมองโกเลีย โดยไทยและเกาหลีใต้ได้จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดส่งแรงงานไปเกาหลีใต้ ภายใต้ระบบ EPS ครั้งแรกเมื่อปี 2547 และต่ออายุบันทึกความเข้าใจดังกล่าวอีก 2 ครั้งคือเมื่อปี 2549 และปี 2552 การจัดทำบันทึกความเข้าใจดังกล่าวทำให้แรงงานไทยได้รับโควต้าให้ทำงานในภาคอุตสาหกรรม ก่อสร้าง และภาคเกษตร และทำให้แรงงานไทยมีโอกาสไปทำงานในเกาหลีใต้มากขึ้นและเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง

5.4 การท่องเที่ยว
ไทยเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศที่ชาวเกาหลีใต้นิยมเดินทางไปท่องเที่ยว รองจากจีนและญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เดินทางมาไทยในอัตราเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยในช่วงระหว่างปี 2544 - 2547 เฉลี่ยประมาณปีละ 7 แสนคน และเพิ่มเป็นประมาณ 1.1 ล้านคน ในปี 2550 และปี 2551 มีจำนวน 1,083,651 คน กลุ่มสำคัญได้แก่ คู่สมรสใหม่ (ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์) และนักกอล์ฟ แหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่นิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต ทั้งนี้ ภูเก็ตเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คู่แต่งงานชาวเกาหลีใต้นิยมเดินทางมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เป็นลำดับที่ 1 ในทางกลับกัน มีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเกาหลีใต้ 160,687 คน (ปี 2551)
อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้เดินทางมาประเทศไทยลดลงในปี 2552 เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและการระบาดของไข้หวัด H1N1 โดยในช่วงเดือน มกราคม - ตุลาคม 2552 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้เดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยจำนวน 485,837 คน ซึ่งลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 ร้อยละ 39.36 ทั้งนี้ ในปี 2552 มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเกาหลีใต้ จำนวน 190,972 คน

6. ความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ
6.1 ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ไทยและเกาหลีใต้ได้จัดทำ MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประเทศไทย กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกาหลีใต้ (ลงนามเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549) โดย MOU ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือในด้าน Solar Cells, Advanced Materials, Biotechnology, Nanotechnology, Electronic Computer, Nuclear Energy, Space Technology และ Meteorology

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้มีการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ KIST โดย ศ.ดร.สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ได้ทรงลงพระนามข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 ณ กรุงโซล กรอบข้อตกลงครอบคลุมการแลกเปลี่ยนบุคลากร การสนับสนุนการทำวิจัยร่วมกัน และการร่วมมือทางด้านวิชาการซึ่งรวมถึงการให้ปริญญาร่วมกัน นอกจากนี้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ยังมีการจัดทำความตกลงความร่วมมือกับศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ (IERC) สถาบัน Gwangju Institute of Science and Technology (GIST) ซึ่ง ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ได้ทรงลงพระนามข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวเมื่อเดือนสิงหาคม 2550

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติแห่งราชอาณาจักรไทยและสำนักงานพลังงานปรมาณู กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เกาหลีใต้ ได้จัดทำ MOU เพื่อความร่วมมือด้านพลังงานปรมาณู เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2547 ณ กรุงเทพฯ

6.2 การประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission-JC)
ไทยและเกาหลีใต้ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission-JC) เพื่อเป็นกลไกและติดตามการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกัน เมื่อ ก.ค. 2541 และได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมครั้งที่ 1 ระหว่าง 20-21 มิ.ย.2546 ที่จ.เชียงใหม่ โดยทั้งสองได้หารือกันเกี่ยวกับความร่วมมือในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านการค้า โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการลดอุปสรรคการเข้าสู่ตลาดของกันและกัน ด้านความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวด้านแรงงานไทย ความร่วมมือด้านวัฒนธรรม ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนการหารือในประเด็นปัญหาภูมิภาคต่างๆ เช่น สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี การบูรณะฟื้นฟูอิรักภายหลังสงคราม และการต่อต้านการก่อการร้าย เป็นต้น

6.3 ความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรม
ไทยและเกาหลีใต้ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอย่างใกล้ชิด ความร่วมมือทางวัฒนธรรมส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการแสดงทางวัฒนธรรม การประชุมสัมมนาทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนบุคลากรทางวัฒนธรรม และการเยือนของผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

กระทรวงวัฒนธรรมกำหนดกรอบการให้ความร่วมมือทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ ระหว่างไทย-สาธารณรัฐเกาหลี ประกอบด้วย 1) การแลกเปลี่ยนการเยือน เพื่อศึกษาดูงานของผู้บริหารงานวัฒนธรรมทั้งระดับสูงและระดับกลาง 2) การสร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชนกับประชาชน 3) การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดง ด้านภูมิปัญญาชาวบ้าน การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม 4) ความร่วมมือด้านวัฒนธรรม อาทิ วรรณคดี ห้องสมุด หอจดหมายเหตุ โบราณคดี จิตรกรรม หัตถกรรม และความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน 5) ความร่วมมือเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยด้านความร่วมมือในการจัดโครงการนิทรรศการด้านศิลป์ ภาพยนตร์ แฟชั่น หรือดนตรี ความร่วมมือในการจัดอบรม สัมมนาปฏิบัติการเชิงวิชาการด้านการบริหารจัดการ ทางด้านวัฒนธรรม การจัดการพิพิธภัณฑ์ ศิลปะสมัยใหม่ งานออกแบบเชิงพาณิชย์สำหรับเครื่องแต่งกาย อบรมด้านนาฏศิลป์ ดนตรีร่วมสมัย และ 6) กิจกรรมอื่น ๆ อันมีลักษณะทางวัฒนธรรม

ในระหว่างการเยือนไทยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 24-25 ส.ค. 2547 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในสาขาวัฒนธรรมและการศึกษาระหว่างกัน

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

142 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

43014 คน

324376 คน

3288259 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official