สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล
Federal Democratic Republic of Napal
 
ข้อมูลทั่วไป
 
ที่ตั้ง  ตั้งอยู่บนที่สูงทางทิศใต้ของเทือกเขาหิมาลัย มีอาณาเขตติดกับแคว้นทิเบตของประเทศจีนทางตอนเหนือและทิศใต้ติดกับอินเดีย

พื้นที่ 147,181 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงกาฐมาณฑุ (Kathmandu)

เมืองสำคัญต่างๆ     
จานักปูร (Janakpur)เป็นเมืองด้านการท่องเที่ยว ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเนปาล
โภคครา (Pokhara) เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ทางตอนกลางของประเทศ
ลุมพินี (Lumbini) เป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ทางตอนใต้ ติดอินเดีย

ภูมิอากาศ มีพายุฝนในฤดูร้อนและมีอากาศเย็นจัดในฤดูหนาว

ประชากร 28.9 ล้านคน (ปี 2551)

เชื้อชาติ มองโกลอยด์จากทิเบต และอินโด-อารยันจากทางตอนเหนือของอินเดีย และชนเผ่าต่างๆ เช่น กูรุง (Gurung) ลิมบู (Limbu) เนวาร์ (Newar)ไร (Rai) เชอร์ปา (Sherpa) และ ทามัง (Tamang)

ภาษา ภาษาเนปาลีเป็นภาษาราชการ

ศาสนา ฮินดูร้อยละ 90 พุทธร้อยละ 8 และอิสลามร้อยละ 2


วันชาติ 7 กรกฎาคม (พ.ศ.2489 หรือ ค.ศ.1946) ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระราชาธิบดีกิเนนดรา แต่ได้ยุติการเฉลิมฉลองไปในปี 2549 ซึ่งรัฐบาลเนปาลประกาศไม่ให้เป็นวันหยุดราชการ โดยขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเปลี่ยนวันชาติเป็นวันอื่นหรือไม่

วันชาติ ประธานาธิบดี ดร. ราม บาราน ยาดาฟ
(Right Hon. Dr. Ram Baran Yadav)

วันชาตินายมาดาฟ กุมาร์ เนปาล
(Right Hon. Madhav Kumar Nepal)

วันชาตินางสุจาตา โคอิราลา (Hon. Sujata Koirala)


ระบบการปกครอง

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2549 สมเด็จพระราชาธิบดีทรงคืนอำนาจแก่ประชาชน และทรงแต่งตั้งให้นาย Girija Prasad Koirala ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของนาย Koirala ได้เจรจาและลงนามความตกลงสันติภาพComprehensive Peace Agreement กับกลุ่มนิยมลัทธิเหมา (Maoist) ซึ่งได้กำหนดขั้นตอนที่ชัดเจนสำหรับกระบวนการประชาธิปไตยที่ถาวร เช่น การจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว การประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว การจัดการเรื่องอาวุธและกองกำลัง บทบาทของสถาบันกษัตริย์ และการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 ได้มีการจัดการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังจากที่เลื่อนจากกำหนดเดิมถึง 2 ครั้ง โดยพรรค Communist Party of Nepal (Maoist) ได้รับที่นั่งมากที่สุด ได้ที่นั่ง 220 ที่นั่ง จากทั้งหมด 601 ที่นั่ง ในการประชุมครั้งแรกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 28 พค 2551 ที่ประชุมฯ มีมติให้เนปาลเป็นสาธารณรัฐและยกเลิกสถาบันกษัตริย์ ปัจจุบันยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคได้ รัฐบาลโดยการนำของนาย Koirala จากพรรค Nepali Congress ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 Dr Ram Baran Yadav จากพรรค Nepali Congress ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงข้างมากจากสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก ทั้งนี้ นายภาร์มานันดา จาห์ (Parmananda Jha) จากพรรค Madhesi Janadhikar Forum ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2551โดยพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งทั้งสองมีขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2551
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 กระทรวงการต่างประเทศเนปาลได้แจ้งการเปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการจากเนปาลเป็นสาธารณรัฐเนปาล (The Republic of Nepal)
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเนปาล ได้แจ้งเปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการใหม่อีกครั้ง เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล (Federal Democratic Republic of Nepal)
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 นาย Pushpa Kamal Dahal หรือ Prachandra หัวหน้าพรรค Communist Party of Nepal (Maoist) ได้รับเลือกตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี

การเมืองการปกครอง

ระบบการปกครอง

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2549 สมเด็จพระราชาธิบดีทรงคืนอำนาจแก่ประชาชน และทรงแต่งตั้งให้นาย Girija Prasad Koirala ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของนาย Koirala ได้เจรจาและลงนามความตกลงสันติภาพComprehensive Peace Agreement กับกลุ่มนิยมลัทธิเหมา (Maoist) ซึ่งได้กำหนดขั้นตอนที่ชัดเจนสำหรับกระบวนการประชาธิปไตยที่ถาวร เช่น การจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว การประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว การจัดการเรื่องอาวุธและกองกำลัง บทบาทของสถาบันกษัตริย์ และการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 ได้มีการจัดการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังจากที่เลื่อนจากกำหนดเดิมถึง 2 ครั้ง โดยพรรค Communist Party of Nepal (Maoist) ได้รับที่นั่งมากที่สุด ได้ที่นั่ง 220 ที่นั่ง จากทั้งหมด 601 ที่นั่ง ในการประชุมครั้งแรกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 28 พค 2551 ที่ประชุมฯ มีมติให้เนปาลเป็นสาธารณรัฐและยกเลิกสถาบันกษัตริย์ ปัจจุบันยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคได้ รัฐบาลโดยการนำของนาย Koirala จากพรรค Nepali Congress ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 Dr Ram Baran Yadav จากพรรค Nepali Congress ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงข้างมากจากสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก ทั้งนี้ นายภาร์มานันดา จาห์ (Parmananda Jha) จากพรรค Madhesi Janadhikar Forum ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2551โดยพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งทั้งสองมีขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2551
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 กระทรวงการต่างประเทศเนปาลได้แจ้งการเปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการจากเนปาลเป็นสาธารณรัฐเนปาล (The Republic of Nepal)
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเนปาล ได้แจ้งเปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการใหม่อีกครั้ง เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล (Federal Democratic Republic of Nepal)
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 นาย Pushpa Kamal Dahal หรือ Prachandra หัวหน้าพรรค Communist Party of Nepal (Maoist) ได้รับเลือกตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี

นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน
1. การเมืองการปกครอง
ปัจจุบันการเมืองภายในเนปาลยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านตามกระบวนการประชาธิปไตย ยังขาดเสถียรภาพ นโยบายหลักของรัฐบาลชั่วคราวคือ จัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าและสถานการณ์ภายในประเทศ โดยมุ่งมั่นที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

2. เศรษฐกิจและสังคม
ด้านเศรษฐกิจ เนปาลต้องพึ่งพาการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ ได้แก่ จีน และอินเดีย ซึ่งทั้งสองประเทศมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจเนปาลอย่างมาก ทั้งนี้ เนปาลได้เริ่มฟื้นฟูพัฒนาประเทศซึ่งบอบช้ำจากการต่อสู้ระหว่างรัฐบาล พรรคการเมืองและกลุ่ม Maoist เนปาลต้องการความช่วยเหลือทางการเงินและโครงการความช่วยเหลือจากนานาประเทศเพื่อเร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน จัดสรรที่อยู่ให้แก่ผู้พลัดถิ่น และดูแลครอบครัวผู้ที่เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง

3. นโยบายต่างประเทศ
ในด้านการต่างประเทศนั้น เนปาลต้องการรื้อฟื้นและสร้างภาพพจน์ของเนปาลในเวทีระหว่างประเทศ โดยจะร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ ยึดถือค่านิยมประชาธิปไตย ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน และเร่งฟื้นฟูการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับทุกประเทศ เน้นความเป็นมิตรและพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกประเทศ บนพื้นฐานอธิปไตยที่เท่าเทียมกัน เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และจะไม่ให้ผู้ใดใช้ดินแดนของเนปาลในการดำเนินกิจกรรมใดๆ อันจะเป็นปรปักษ์กับประเทศเพื่อนบ้าน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นพิเศษกับอินเดีย และมีปัญหาเรื่องผู้อพยพของภูฏานในเนปาล ซึ่งเนปาลพยายามผลักดันให้กลับคืนภูฏาน และเนปาลให้ความสำคัญมากต่อความร่วมมือในภูมิภาค คือ สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (South Asian Association for Regional Cooperation หรือ SAARC) และความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation หรือ BIMSTEC)

 

เศรษฐกิจการค้า

ข้อมูลเศรษฐกิจ (2551)
หน่วยเงินตรา รูปี (1 บาทประมาณ 2.3 รูปี)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 13 พันล้าน USD

รายได้ประชาชาติต่อหัว 457 USD

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 4.7 (ปี 2551)

มูลค่าการค้าไทย- เนปาล 53.0 ล้าน USD (ไทยส่งออก 52.6 ล้าน USD นำเข้า 0.4 ล้าน USD)

สินค้าส่งออกของไทย เส้นใยประดิษฐ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ

สินค้านำเข้าจากเนปาล หนังดิบและหนังฟอก ธัญพืชและธัญพืชสำเร็จรูป

สินค้าส่งออกของไทย

เงินทุนสำรอง 3.3 พันล้าน USD (ไทย: 118.5 พันล้าน USD)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 8.0 (ไทย: ร้อยละ 5.5)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ พรม เครื่องหนัง เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไม้แกะสลัก ผ้าพาสมีนา

ทรัพยากรสำคัญ ป่าไม้ สถานที่ท่องเที่ยว พลังงานน้ำ

อุตสาหกรรมหลัก การท่องเที่ยว สิ่งทอ พรม หัตถกรรม

สินค้าส่งออกที่สำคัญ พรม เครื่องหนัง เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไม้แกะสลัก ผ้าพาสมีนา

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมันเชื้อเพลิง ทอง เครื่องจักร

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อินเดีย จีน/ฮ่องกง และสิงคโปร์

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล

1. ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
ไทยและเนปาลได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับอัครราชทูต เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2502 และได้ยกระดับเป็นระดับเอกอัครราชทูตเมื่อปี 2512 เอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ คนปัจจุบัน คือ นางวันวิสาข์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และเอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย คือ นายนวีน ประกาศ ชังคะ ชาห์ (Naveen Prakash Jung Shah)

1.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
ในฐานะมิตรประเทศไทยส่งนายทหาร 7 คนเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ในกองกำลังของสหประชาชาติ UN Political Mission in Nepal (UNMIN) เพื่อทำการตรวจตราอาวุธและกองกำลังในเนปาล และสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งที่มีขึ้นเมื่อ 10 เมษายน 2551 คณะกรรมการเลือกตั้งของไทยยังได้ส่ง ผู้สังเกตการณ์จำนวน 2 คน ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของเนปาลเมื่อ 10 เมษายน 2551 ที่ผ่านมาด้วย

1.2 ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
ในปี 2550 การค้าไทย-เนปาล มีมูลค่า 38.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 38.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐและ นำเข้า 0.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปเนปาลได้แก่ เส้นใยประดิษฐ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากเนปาลได้แก่ หนังดิบและหนังฟอก ธัญพืชและธัญพืชสำเร็จรูป
เนปาลขอให้ไทยส่งเสริมให้เอกชนไทยเข้าไปลงทุนในเนปาล โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมผ้าไหม กาแฟ ผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูง และการลงทุนที่จะพัฒนาพืชสวนและไม้ตัดดอก โครงสร้างพื้นฐาน และประสงค์จะให้ไทยเข้าไปช่วยในการฟื้นฟูบูรณะประเทศภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลถาวรตามกระบวนการประชาธิปไตยแล้วเสร็จ

1.3 ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม
- ความร่วมมือด้านศาสนาและวัฒนธรรม เป็นมิติความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดระหว่างไทยกับเนปาลมากกว่าด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง โดยเน้นในเรื่องศาสนา ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เนปาลมีสถานที่สำคัญทางศาสนา เช่น เมืองลุมพินี หรือเมืองจานักปูร์ (เมืองมิถิลาในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก)
นอกจากนี้ไทยและเนปาลยังได้ตกลงที่จะทำแผนปฏิบัติการในความร่วมมือด้านวัฒนธรรม ให้มีกิจกรรมส่งเสริมที่ชัดเจน รวมทั้งเห็นว่าเป็นช่องทางนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาและเชิงนิเวศน์ โดยจัดโฆษณาส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน และทำแพ็คเกจทัวร์แบบ Combined Destination

- ด้านความร่วมมือทางวิชาการ ไทยได้มีความร่วมมือทางวิชาการกับเนปาลมาตั้งแต่ปี 2520 โดยรัฐบาลเนปาลได้ส่งบุคลากรมาฝึกอบรมในโครงการฝึกอบรมนานาชาติประจำปีของไทย ซึ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยไทยให้ทุนแก่บุคลากรของเนปาลปีละประมาณ 25-30 ทุน เพื่อศึกษา ฝึกอบรม และดูงานในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในไทย ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการ 5 รูปแบบ คือ 1) ความร่วมมือภายใต้กรอบทวิภาคี (Bilateral) 2) ความร่วมมือภายใต้โครงการฝึกอบรมประจำปี (Annual International Training Courses : AITC) 3) ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (Technical Cooperation among Developing Countries : TCDC) 4) ความร่วมมือภายใต้กรอบไตรภาคี (Trilateral) และ 5) ความร่วมมือภายใต้โครงการฝึกอบรมประเทศที่สาม (Third Country Training Programme : TCTP) โดยความร่วมมือข้างต้น เน้น สาขาเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทรคมนาคม ขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐศาสตร์ สวัสดิการและการพัฒนาสังคม และอุตสาหกรรม ในปี 2550 สำนักความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศได้เวียนทุนให้ทุนแก่เนปาล จำนวน 59 ทุน
- นอกจากนั้น เมื่อ 24 สิงหาคม 2550 รัฐบาลไทยได้มอบเงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐแก่รัฐบาลเนปาล เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมและแผ่นดินถล่ม และเมื่อ 26 มิถุนายน 2551 ไทยได้บริจาคเงินจำนวน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Food Programme: WFP) สำหรับสนับสนุนโครงการของ WFP ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในประเทศเนปาล
- โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลแม่และเด็กที่เมืองลุมพินี เมื่อปี 2540 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขให้สร้างโรงพยาบาลแม่และเด็ก (Maternity Hospital) ขนาด 30 เตียง ที่เมืองลุมพินี สถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวงเงิน 50 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อเป็นการระลึกถึงพระคุณของพระนางมหามายาเทวีพระราชมารดาของพระพุทธเจ้า และเพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้รับบริการทางการแพทย์ได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อเฉลิมฉลองวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี และสมเด็จพระราชินีเนปาลพระองค์ก่อนทรงครองราชย์ครบ 25 ปี แต่รัฐบาลไทยติดขัดเรื่องงบประมาณ จึงทำให้โครงการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลง ต่อมาในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-เนปาล ครั้งที่ 4 เมื่อเดือนมกราคม 2547 ได้มีการหารือในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งและฝ่ายไทยได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยไปศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างโรงพยาบาลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 จากการสำรวจพบว่า พื้นที่ที่ฝ่ายเนปาลเตรียมไว้ให้สำหรับการก่อสร้างไม่มีความเหมาะสมเนื่องจากเป็นพื้นที่ต่ำ ไม่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภค คณะผู้เชี่ยวชาญจึงหารือฝ่ายเนปาลขอใช้พื้นที่ในเขตพัฒนาลุมพินี ซึ่งมีความพร้อมมากกว่า แต่ฝ่ายเนปาลได้มีหนังสือแจ้งว่า ไม่สามารถให้พื้นที่ในเขต Master Plan ของเขตพัฒนาลุมพินีได้ อย่างไรก็ดี ฝ่ายไทยได้ให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุแจ้งยืนยันว่าไทยประสงค์จะทำการก่อสร้างโรงพยาบาลในเขตดังกล่าว ในชั้นนี้ หน่วยงานฝ่ายไทยและเนปาลที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องที่ดินและแบบสำหรับการก่อสร้างโรงพยาบาล

1.4 แนวโน้มความสัมพันธ์ไทย – เนปาล
เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการของความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับเนปาล การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในทุกสาขาและทุกระดับน่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นต่อไปได้อย่างราบรื่น ไทยให้การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการปกครองของเนปาลไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยเพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน และพร้อมให้ความช่วยเหลือแก่เนปาลในการฟื้นฟูและบูรณะประเทศ

ความตกลงที่สำคัญกับไทย
2.1 ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างอาณาเขตของแต่ละฝ่ายและพ้นจากนั้นไป
(ลงนามเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2514)
2.2 หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างไทยกับเนปาลว่าด้วยการได้มาซึ่งที่ดินและสิ่งก่อสร้างเพื่อใช้เป็น
ที่ทำการและที่พักของสถานเอกอัครราชทูต (ลงนามเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2526)
2.3 ความตกลงเพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (ลงนามเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541)
2.4 ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ (พิเศษ) (ลงนามเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2542 บังคับใช้เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2542)

การเยือนของผู้นำระดับสูง
1. ฝ่ายไทย

พระราชวงศ์
- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระวรชายา เสด็จฯ เยือนเนปาล เมื่อวันที่ 1 - 5 พฤศจิกายน 2522

- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเนปาล เมื่อวันที่ 11 – 13 กุมภาพันธ์ 2533

- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเนปาลเป็นการส่วนพระองค์เพื่อทอดพระเนตรโครงการ Nepal Nutrition Intervention Project – Sarlahi ของมหาวิทยาลัยแม่และเด็ก โรงพยาบาลตา และศูนย์รักษาดวงตา Tilganga เมื่อวันที่ 4 – 7 ตุลาคม 2542

ผู้นำทางศาสนา

- สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จฯ เยือนเนปาล เพื่อทรงวางศิลาฤกษ์วัดไทย ณ เมืองลุมพินี เมื่อวันที่ 18 – 20 พฤศจิกายน 2538

- สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จฯ เยือนเมืองลุมพินี เมื่อวันที่ 22-23 กุมภาพันธ์ 2542

รัฐบาล
- พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนเนปาลอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4-6 สิงหาคม2526

2.ฝ่ายเนปาล

พระราชวงศ์
- สมเด็จพระราชาธิบดี Birendra และสมเด็จพระราชินี Aishwarya เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 – 15 ธันวาคม 2527

- องค์มกุฎราชกุมาร Dipendra เสด็จฯ เยือนไทย เมื่อวันที่ 24 – 27 มิถุนายน 2537

- สมเด็จพระราชาธิบดี Birendra และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงรับการตรวจพระวรกายประจำปีที่โรงพยาบาลศิริราช และเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายพระพรในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 พรรษา เมื่อวันที่ 12 – 17 มกราคม 2540

- องค์มกุฎราชกุมาร Paras เสด็จฯ ทรงศึกษาดูงานที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ระหว่างวันที่ 5-7 พฤษภาคม 2546 และหลังจากนั้นได้เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างวันที่ 4 -11 พฤษภาคม 2546

- สมเด็จพระราชินี Komal และพระราชธิดา Prerana เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2547

- องค์มกุฎราชกุมาร Paras และมกุฎราชกุมารีพระชายา Himani เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างวันที่ 17 – 22 กรกฎาคม 2548

รัฐบาล
- นาย Girija Prasad Koirala นายกรัฐมนตรี แวะผ่านไทย และเข้าเยี่ยมคารวะนายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2534

- นาย Sher Bahadur Deuba นายกรัฐมนตรี แวะเยือนไทย และเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.อ.สมบุญระหงษ์ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 – 26 เมษายน 2539

- นาย Kamal Thapa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 2 – 3 กุมภาพันธ์ 2541

- นาย Sher Bahadur Deuba นายกรัฐมนตรี เดินทางแวะผ่านไทย และได้เข้าพบหารือทวิภาคีและรับประทานอาหารเช้ากับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2545

- นาย Parashu Narayan Chaudhary ประธานองคมนตรีเนปาล (Raj Parishad) และคณะ ได้เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร และ พล.อ.อ. สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2547

- นาย Sher Bahadur Deuba นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนไทยในช่วงการประชุม BIMSTEC
และได้เข้าพบหารือทวิภาคีกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547

- นาย K.P. Sharma Oli รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางแวะผ่านไทย เพื่อไปกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2549

- นาย Girija Prasad Koirala นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัวเพื่อรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระหว่างวันที่ 17 - 27 มิถุนายน 2549 และได้เข้าเยี่ยมคารวะพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ที่ทำเนียบรัฐบาล

- นาย K.P. Sharma Oli รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัวเพื่อรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระหว่างวันที่ 4 - 10 กุมภาพันธ์ 2550 และได้เข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ที่กระทรวงการต่างประเทศ

 


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

892 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

43764 คน

325126 คน

3289009 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official