ราชอาณาจักรเบลเยียม
Kingdom of Belgium
 
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ริ่มฝั่งทะเลเหนือ มีอาณาเขตติดกับฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก

พื้นที่ 32,545 ตารางกิโลเมตร

ประชากร-กลุ่มชนชาติ ประมาณ 10.8 ล้านคน (ก.พ. 2553) เป็นชาวเฟลมมิช 58% ชาววอลลูน 32% ชาวเยอรมนีและอื่น ๆ 10%

ภาษา เฟลมมิชหรือดัทต์ ฝรั่งเศส และเยอรมัน

ศาสนา ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค 75% นิกายโปรแตสเตนท์และอื่น ๆ 25%

ทรัพยากรธรรมชาติ ถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ

เมืองหลวง กรุงบรัสเซลส์

สกุลเงิน ยูโร

วันชาติ 21 กรกฎาคม

ระบบการเมือง เป็นสหพันธรัฐ ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา พระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

ประมุข สมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2 (9 สิงหาคม 2536)

นายกรัฐมนตรี นาย Yves Leterme (ได้รับแต่งตั้งเป็นสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552)

รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Steve Vanackere ( ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552)

หมายเหตุ ในการปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลสหพันธรัฐ เมื่อเดือนมิถุนายน 2552 นาย Yves Leterme ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบลเยียมแทนนาย Karel De Gucht รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการยุโรปด้านการพัฒนาและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

การเมืองการปกครอง
การเมืองการปกครอง

เมื่อปี 2538 เบลเยียมปฏิรูปการปกครองเป็นสหพันธรัฐ ระบอบรัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา การปกครองแบบสหพันธรัฐของเบลเยียมกำหนดให้มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจแก่รัฐบาลท้องถิ่นในการกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นสามารถจัดทำสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศได้โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลภูมิภาค

- รัฐบาลกลาง/สหพันธรัฐ (Federal State) มีอำนาจกำหนดนโยบายในด้านสำคัญๆ อาทิ การเงิน การสาธารณะ การป้องกันประเทศ การต่างประเทศ ยุติธรรม ตำรวจ งบประมาณของประเทศ และความมั่นคงทางสังคม

- ระดับภูมิภาค (Region) แบ่งออกเป็น 3 ภูมิภาค คือ ภูมิภาค Walloon (พูดภาษาฝรั่งเศส) ภูมิภาค Flanders (พูดภาษาเฟลมมิช) และภูมิภาค Brussels Capital (พูดภาษาฝรั่งเศสและเฟลมมิช) มีอำนาจหน้าที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การเกษตร นโยบายเกี่ยวกับน้ำ ที่อยู่อาศัย งานสาธารณะ พลังงาน การคมนาคม (ยกเว้นรถไฟ) สิ่งแวดล้อมเมืองชนบท การค้ากับต่างประเทศ ควบคุมดูแลการบริหารงานของจังหวัด ชุมชน (Commune) บริษัทที่ให้บริการด้านสาธารณูปโภคระหว่างชุมชนต่างๆ พัฒนาเศรษฐกิจ และสาธารณูปโภค

- ระดับประชาคม (Community) แบ่งตามภาษาที่ใช้ คือ ประชาคมพูดภาษาเฟลมมิช ประชาคมพูดภาษาฝรั่งเศส และประชาคมพูดภาษาเยอรมัน มีอำนาจดูแลงานด้านวัฒนธรรม การศึกษา การใช้ภาษา และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสุขภาพ (รวมถึงงานด้านการปกป้องเยาวชน สวัสดิการสังคม การให้ความช่วยเหลือครอบครัว และงานบริการด้านการโยกย้ายถิ่นฐานต่างๆ) รวมทั้งด้านการค้นคว้าวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้น รัฐบาลประชาคมมีอำนาจติดต่อกับต่างประเทศในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานในความรับผิดชอบด้วย

- ระดับมณฑลหรือจังหวัด (Province) และระดับชุมชน (Commune) มีอำนาจเป็นของตนเองในการกำหนดนโยบายด้านศิลปวัฒนธรรม ภาษา นโยบายเยาวชน สื่อสารมวลชน การกีฬา การศึกษา (ยกเว้นการกำหนดการศึกษาภาคบังคับ มาตรฐานคุณสมบัติของการรับปริญญา และบำนาญของครูอาจารย์ การประกันสุขภาพ และการสงเคราะห์คนพิการ)

การเลือกตั้งทั่วไปของเบลเยียมมีขึ้นทุกๆ ๔ ปี โดยล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน 2550 โดยพรรค Christian Democratic and Flemish (CD&V) ได้รับที่นั่งมากที่สุด 24 ที่นั่ง พรรค Francophone Liberals (MR) ๒๓ ที่นั่ง และพรรค Francophone Socialists (PS) ได้ 20 ที่นั่ง ตามลำดับ ในขณะที่พรรค Flemish Liberals (Open VLD) ของนายกีย์ เวอร์ฮอฟสตาดท์ (Guy Verhofstadt) นายกรัฐมนตรี 2 สมัย ได้ 18 ที่นั่ง เป็นผลให้นายเวอร์ฮอฟสตาดท์ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค Open VLD ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อสมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2 ในวันที่ 11 มิถุนายน 2550 แต่ยังคงรักษาการในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล และนาย Didier Reynders หัวหน้าพรรค MR ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ให้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ดี จนถึง 20 ธันวาคม 2550 ไม่สามารถมีการจัดตั้งรัฐบาลได้ สมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2 จึงได้ทรงให้นายเวอร์ฮอฟสตาดท์ อดีตนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว ต่อมา เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2551 พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงส่วนใหญ่ 5 พรรค ได้แก่ Flemish Christian Democrats (CD&V) พรรค Francophone Christian Democrats (CDH) พรรค Flemish Liberals (Open VLD) พรรค Francophone Liberals (MR) และพรรค Francophone Socialists (PS) สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยนายอีฟ เลอแตร์ม (Yves Leterme) หัวหน้าพรรค CD&V ได้รับการเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แทนนายเวอร์ฮอฟสตาดท์ หัวหน้าพรรค Open VLD ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2552 สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น ยังคงเป็นนายคาเรล เดอ กุคท์ (Karel de Gucht) จากพรรค Open VLD เช่นกัน

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 1551 นายเลอแตร์ม นายกรัฐมนตรีเบลเยียม ได้ยื่นหนังสือลาออกของตนเองและคณะรัฐบาล ภายหลังวิกฤตการเมืองสืบเนื่องข้อกล่าวหาว่า รัฐบาลแทรกแซงอำนาจของศาลในการพิจารณาคดีผู้ถือหุ้นรายย่อยของธนาคาร Fortis Bank ยื่นคำร้องคัดค้านการที่รัฐบาลเบลเยียมขายหุ้น Fortis Bank ให้กับธนาคาร BNP Paribas ของฝรั่งเศส และต่อมาเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2551 สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ได้ทรงยอมรับการลาออกดังกล่าว

ข้อกล่าวหาการแทรกแซงอำนาจศาลในคดี Fortis Bank เป็นเรื่องสำคัญและมีผลกระทบรัฐบาลอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลขาดเสถียรภาพเดิมอยู่แล้ว เพราะ (1) ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเหนือ-ใต้ของประเทศ (2) ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล แม้ว่าพรรค CD&V จะเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงมากที่สุดในภูมิภาค Flanders ก็ตาม แต่ไม่มีคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะภายหลังจากพรรค NVA ซึ่งเดิมที่เป็นพันธมิตรร่วมอยู่ด้วย แต่ต่อมาได้แยกตัวออกไป และ (3) ปัญหานายกรัฐมนตรีเลอแตร์มเอง ซึ่งมีบุคคลิกภาพไม่เป็นที่ชื่นชอบ และไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ ในรัฐสภา เนื่องจากไม่สามารถผลักดันให้การเจรจาการเมืองต่างๆ มีความคืบหน้า และเคยขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 แต่สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงปฏิเสธไม่รับหนังสือลาออกในครั้งนั้น

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ภายหลังการหารือและบรรลุข้อตกลงร่วมกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมทั้ง 5 พรรค นายเฮอแมน วาน รอมปาย (Herman Van Rompuy) สังกัดพรรค CD&V เดิมดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ให้เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล และได้ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีเบลเยียมชุดใหม่ โดยนายวาน รอมปาย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 48 ของเบลเยียม และมีการเปลี่ยนแปลงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเพียงบางตำแหน่ง ในขณะที่รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม (ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังคงเป็นนายเดอ กุคท์)

การจัดตั้งรัฐบาลของนายวาน รอมปาย ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากฝ่ายการเมืองต้องการเรียกความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อสถาบันการเมืองเบลเยียมกลับคืนมาให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ดีปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายภายในพรรค CD&V เองเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ปัญหาทางการเมืองต่างๆ ที่ยังคั่งค้าง ตลอดจนปัญหาทางการเมืองระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ทั้งภายในพรรค CD&V และในรัฐบาลจะยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำงานของรัฐบาลนายวาน รอมปาย ซึ่งได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะทำงานจนครบวาระในปี 2554

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 นายวาน รอมปาย ได้รับเลือกตั้งจาก Council of the European Union ให้เป็น President of the Council of the European Union คนแรกตามสนธิสัญญาลิสบอน ทำให้การเมืองภายในของเบลเยียมต้องมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง โดยสมเด็จพระราชาธิบดี อัลแบร์ที่ 2 ได้ทรงแต่งตั้งนาย Wilfried Martens อดีตนายกรัฐมนตรี (ระหว่างปี 2522 – 2535) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเสนอแนวทางในการเปลี่ยนผ่านระหว่างนายกรัฐมนตรีวาน รอมปาย กับนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันการเมืองเบลเยียม โดยเฉพาะประเด็นปัญหาการแบ่งเขต Bruxelles – Hal – Vilvorde (BHV) ซึ่งนาย Martens ได้เสนอให้สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงแต่งตั้งนาย Jean-Luc Dehaene อดีตนายกรัฐมนตรี (ระหว่างปี 2535 – 2542) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิดูแลเรื่องการปฏิรูปสถาบันการเมืองร่วมกับนายกรัฐมนตรีคนต่อไปและหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ

ในช่วงเช้าของวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 นายกรัฐมนตรีวาน รอมปาย ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีฯ เพื่อลาออกทั้งคณะ หลังจากนั้น สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงแต่งตั้งนายอีฟ เลอแตร์ม (Yves Lerterme) ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ต่อสมเด็จพระราชาธิบดีฯ

คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีการปรับเปลี่ยนจากเดิมเพียงเล็กน้อย ได้แก่ (1) นายเลอแตร์ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (2) นาย Steven Vanackere รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการราชการ รัฐวิสาหกิจและการปฏิรูปสถาบันการเมือง ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการปฏิรูปสถาบันการเมือง และ (3) นาง Inge Vervotte ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการราชการและรัฐวิสาหกิจ

เศรษฐกิจการค้า
GDP 390.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2551)

GDP per capita 37,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (2551)

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.3 (2551)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 4.5 (2551)

สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

เศรษฐกิจเบลเยียมปัจจุบันขึ้นอยู่กับภาคบริการ การขนส่ง (Transport and logistics) อุตสาหกรรม (เช่น เหล็ก รถยนต์ เคมีภัณฑ์) การค้า โดยเฉพาะธุรกิจเอกชนขนาดเล็กที่เน้นการนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตเพื่อการส่งออก ทั้งนี้ เบลเยียมจะทำการค้ากับประเทศในยุโรปเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ใจกลางยุโรป โดยการค้าระหว่างประเทศกว่าร้อยละ 75 ของเบลเยียม เป็นการค้ากับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union—EU) ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร อิตาลี และสินค้าส่งออกที่สำคัญของเบลเยียม คือ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร อุปกรณ์ด้านการขนส่ง สินค้าเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม

เศรษฐกิจเบลเยียมชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2547 อันเนื่องมาจากตลาดหุ้นที่ประสบภาวะซบเซาและราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น และชะลอตัวมากขึ้นในปี 2551 เพราะ (1) ปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤตอสังหาริมทรัพย์/ การเงินในสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบทั่วโลก รวมถึงในยุโรป (2) การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญของเบลเยียม (3) ปัญหาเศรษฐกิจภายใน โดยเฉพาะวิกฤตธนาคาร การว่างงาน/ ราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภค ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น (4) ปัญหาวิกฤตทางการเมืองในเบลเยียม ซึ่งยืดเยื้อมากกว่า 18 เดือน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และแม้ว่าจะมีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีใหม่แล้ว แต่แนวโน้มการเมืองยังขาดเสถียรภาพ

เมื่อพฤษภาคม 2552 ธนาคารชาติเบลเยียมได้ปรับพยากรณ์ตัวเลขเศรษฐกิจในทางลบมากขึ้น โดยคาดว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเบลเยียมซึ่งเคยเท่ากับร้อยละ 2.6 ในปี 2550 จะลดลงเหลือ 1.0 ในปี 2551 และ -1.9 ในปี 2552 ตำแหน่งงานลดลง 57,000ตำแหน่งระหว่างเดือนธันวาคม 2551 –ธันวาคม 2552 เท่ากับอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.1 เป็นร้อยละ 7.8 ในรอบ 1 ปี นอกจากนี้ หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 89.7 ของผลผลิตมวลรวม (Gross Domestic Product—GDP) เมื่อปี 2551 เป็นร้อยละ 94.8 ในปี 2552 ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางทศวรรษ 1900 (พ.ศ. 2443)

อย่างไรก็ดี ยังถือว่าเบลเยียมมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม EU และอัตราเงินเฟ้อจะลดลงอย่างมากจากร้อยละ 4.5 ในปี 2550 เหลือประมาณร้อยละ 1.7 ในปี 2551 แต่สถาบันวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจทุกสถาบันยอมรับว่า ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 จนตลอดปี 2552 ผลกระทบของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่จะติดลบติดต่อกัน ปัญหาธนาคารที่ยังขาดเสถียรภาพ และการขาดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะเด่นชัดมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลเบลเยียมมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ กระตุ้นการลงทุน การส่งออก และการสร้างงาน เพื่อลดผลกระทบและความเดือดร้อนของนักธุรกิจและประชาชน
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรเบลเยียม
ความสัมพันธ์ทางการทูต

ไทยและเบลเยียมได้ลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ (Treaty of Friendship and Commerce between Belgium and Siam) ระหว่างกัน เมื่อปี 2411 และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2426 โดยเบลเยียมเปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2447 ดังนั้น เมื่อปี 2547 สถานเอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทยจึงครบวาระแห่งการก่อตั้ง 100 ปี ในประเทศไทย

ปี 2551 กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อฉลองการครบรอบ 140 ปีของการลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างไทยกับเบลเยียม อาทิ การจัดการแสดงโขนเฉลิมกรุงที่โรงละคร Antwerp Opera House ณ เมือง Antwerp เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2551 และที่ Grand Place กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2551 ทั้งนี้ เบลเยียมมีบทบาทในประเทศไทยมาช้านาน นับตั้งแต่การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกุสตาฟ โรแลง ยัคแมงส์ (Gustave Rolin–Jaequemyns) หรือพระยาอภัยราชา เป็นที่ปรึกษา

ปัจจุบัน เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ คือ นายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทย คือ นายรูดี เฟชเตรเทิน (Rudi Veestraeten) ซึ่งเดินทางมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2551 โดยดำรงตำแหน่งสืบต่อจากนายยาน มาเตซัน (Jan Matthysen) นอกจากนี้ ไทยมีกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมือง Liege (Mr. Didier Rolin Jacquemyns) และ Antwerp (Mr. Jonkheer Jocelyn Timmermans) และเบลเยียมมีกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ จังหวัดลำปาง (ดร. นิรันดร์ จิวะสันติการ)

ความสัมพันธ์ทางการเมือง

ความสัมพันธ์ไทย-เบลเยียมดำเนินไปอย่างราบรื่นมาโดยตลอด หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เบลเยียมได้ยึดแนวปฏิบัติเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป คือ ลดระดับการดำเนินความสัมพันธ์ โดยไม่มีการแลกเปลี่ยนการเยือนทวิภาคีในระดับรัฐมนตรีหรือสูงกว่า และเมื่อไทยมีการเลือกตั้งและรัฐบาลใหม่ นายคาเรล เดอ กุคท์ (Karel De Gucht) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบลเยียม ได้เดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 10-11 มิถุนายน 2551 ในโอกาสดังกล่าว นายเดอ กุคท์ ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสการฉลองความสัมพันธ์ไทย-เบลเยียมครบรอบ 140 ปี ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้จัดขึ้น ในช่วงค่ำของวันที่ 11 มิถุนายน 2551 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

เบลเยียมเป็นประเทศสมาชิก EU ที่มีขนาดพื้นที่เล็ก จึงให้ความสำคัญกับบทบาทในกรอบองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ EU/NATO และกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ (BENELUX - Belgium, the Netherlands, Luxembourg) โดยเบลเยียมเป็นสมาชิกก่อตั้งใน EU จึงอิงนโยบายด้านการเมืองและการค้ากับสหภาพยุโรป สำหรับเอเชีย เบลเยียมมีทัศนคติที่ดีต่อไทย และเล็งเห็นความสำคัญและศักยภาพไทยในภูมิภาค โดยจัดลำดับความสำคัญต่อไทยไว้รองจากจีน อินเดีย และญี่ปุ่น และได้กำหนดให้ไทยเป็นประเทศเป้าหมายในการเพิ่มพูนความร่วมมือทุกสาขาอย่างเป็นรูปธรรมในลักษณะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมไทย- เบลเยียม (Joint Plan of Action for Thai - Belgian Cooperation) ที่มุ่งเน้นสาขาความร่วมมือที่สำคัญ เช่น การแลกเปลี่ยนการเยือนทุกระดับ การส่งเสริมการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ ความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ในกรอบความร่วมมือไตรภาคี รัฐบาลเบลเยียมได้ให้งบประมาณสนับสนุนการดำเนินโครงการของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในอัฟกานิสถาน คือ โครงการธนาคารแกะ เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่นในเขต Balkh โดยให้งบประมาณสนับสนุนดำเนินโครงการในเบื้องต้น 7 แสนยูโร สำหรับการดำเนินการในระยะแรก

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
การค้ารวม
เบลเยียมเป็นคู่ค้าอันดับที่ 28 ของไทย และเป็นอันดับที่ 6 ใน EU ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 (มกราคม – กันยายน) ไทยได้ส่งออกไปเบลเยียมเป็นมูลค่ารวม 962.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 26.92 จากช่วงเดียวกันของปี 2551 และนำเข้าเป็นมูลค่าประมาณ 453.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 37.84 จากช่วงเดียวกันของปี 2551 ไทยได้เปรียบดุลการค้ากับเบลเยียมรวม 509.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปเบลเยียม ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยางรองเท้าและชิ้นส่วน ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญจากเบลเยียม ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เป็นต้น

การลงทุน
จากสถิติของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในระหว่างเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2552 มีโครงการลงทุนจากเบลเยียมที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวน 7 โครงการ รวมเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 405 ล้านบาท โดยบริษัทร่วมทุนระหว่างไทยและเบลเยียมมีหลายบริษัท อาทิ บริษัท Tractebel (ผลิตกระแสไฟฟ้า) บริษัท Solvay: Vinythai (ผลิตพลาสติก) บริษัท INVE Aquaculture (ผลิตอาหารเลี้ยงกุ้งและปลา) และบริษัท Antwerp Diamond Cutters เป็นต้น

การท่องเที่ยว
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 (มกราคม – กันยายน) มีนักท่องเที่ยวชาวเบลเยียมเดินทางมาไทยประมาณ 56,044 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.93 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ในขณะที่คนไทยเดินทางไปเบลเยียมปีละประมาณ 500 คน

ความร่วมมือด้านการศึกษา
ในกรอบความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย Group T ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในเบลเยียม (ตั้งอยู่ที่เมือง Leuven) ที่สอนภาษาไทย มีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของไทยหลายแห่ง เช่น Asian Institute of Technology (AIT) มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นอกจากนี้ ในการเยือนเบลเยียมของนายเตช บุนนาค ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทยและประธานคณะกรรมการ AIT เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2552 นาย Johan de Graeve อธิบการบดีมหาวิทยาลัย Group T ได้แสดงความประสงค์ที่จะให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาไทยมุสลิมจากภาคใต้ โดยเฉพาะนักศึกษาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะพิจารณารายละเอียดลักษณะของทุนการศึกษาและหลักสูตรการศึกษาที่จะให้ต่อไป

สืบเนื่องจากการเยือนเบลเยียมของผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทยและประธานคณะกรรมการ AIT ต่อมา ในการเยือนเบลเยียมของ นพ. กระแส ชนะวงศ์ นายกสภามหาวิทยาลัยฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2552 มหาวิทยาลัย Group T และมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือระหว่างกัน โดยในเบื้องต้น มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ยังไม่พร้อมจะจัดส่งนักศึกษาไทยไปศึกษาในสถาบันการศึกษาของเบลเยียม เนื่องจากขาดความพร้อมด้านภาษาและประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศ จึงขอให้มหาวิทยาลัย Group T พิจารณารับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งมีความพร้อมมากกว่าไปศึกษาในมหาวิทยาลัย Group T ซึ่งฝ่ายเบลเยียมได้ตอบสนองและรับอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์จำนวน 4 คน ไปศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย Group T โดยทั้งหมดเป็นคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (มุสลิม 1 คน) โดยฝ่ายเบลเยียมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์มีความประสงค์จะจัดส่งอาจารย์อีก 1 กลุ่มไปศึกษาหลักสูตร enterprising เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งเป็นสาขาที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย Group T

สังคม
ชุมชนไทยในเบลเยียม
คนไทยที่อาศัยอยู่ในเบลเยียมมีจำนวนกว่า 3,000 คน ส่วนใหญ่สมรสกับชาวเบลเยียม ลูกจ้างทั่วไป เจ้าของร้านอาหาร และเจ้าของร้านขายเครื่องปรุงอาหารไทย นอกจากนี้ มีวัดไทยอยู่ 4 วัด ได้แก่ วัดไทยธรรมาราม ตั้งอยู่ที่เมืองวอเตอ์รลู วัดพุทธแอนทเวิร์ป ตั้งอยู่ที่เมืองแอนทเวิร์ป วัดธัมมปทีป ตั้งอยู่ที่เมือง Mechelen และวัดพุทธาราม ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์ นิคลาสต์

ความตกลงที่สำคัญกับไทย
ความตกลงที่ได้ลงนามไปแล้ว
- อนุสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ลงนามวันที่ 14 มกราคม 2479)
- หนังสือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ (ลงนามวันที่ 2 ธันวาคม 2502)
- ความตกลงพื้นฐานว่าด้วยความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจเบลโก-ลัมเซมเบิร์ก (ลงนามเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2522)
- ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนไทยกับสหภาพเศรษฐกิจเบลโก-ลักเซมเบิร์ก (ลงนามเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2545 และแลกสัตยาบันสารเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2547 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547)
- สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา (ลงนามเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 ยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีการแลกสัตยาบันสาร)
- สนธิสัญญาโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (ลงนามเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 ยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีการแลกสัตยาบันสาร)

การแลกเปลี่ยนการเยือน
พระราชวงศ์
ฝ่ายไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- ปี 2503 เสด็จฯ เยือนเบลเยียมอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะในสมเด็จพระราชาธิบดีโบดวง
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 23 - 25 พฤศจิกายน 2534 เสด็จฯ เยือนเบลเยียมเป็นการส่วนพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
- วันที่ 7 สิงหาคม 2536 เสด็จฯ เยือนเบลเยียม ในฐานะผู้แทนพระองค์ พร้อมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงร่วมพิธีพระศพสมเด็จพระราชาธิบดีโบดวง
- วันที่ 14 - 15 มิถุนายน 2544 เสด็จฯ เยือนเบลเยียมเป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 25 มิถุนายน 2550 ทรงทำการฝึกบินไปยังท่าอากาศยานกรุงบรัสเซลส์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- วันที่ 11 - 16 มีนาคม 2542 เสด็จฯ เยือนเบลเยียมเป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 23 - 24 เมษายน 2544 เสด็จฯ เยือนเบลเยียมเป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 3 - 5 เมษายน 2546 เสด็จฯ เยือนเบลเยียมเป็นการส่วนพระองค์ และทรงเป็นประธานในพิธีพระราชทานกังหันน้ำชัยพัฒนาให้แก่ประธานองคมนตรีภูมิภาคบรัสเซลส์
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
- วันที่ 8 - 12 พฤศจิกายน 2537 เสด็จเยือนเบลเยียม

นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 22 - 25 เมษายน 2525 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีเยือนเบลเยียม
- วันที่ 7 - 8 มีนาคม 2533 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี เยือนเบลเยียม
- วันที่ 12 - 13 มิถุนายน 2545 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนเบลเยียม
- วันที่ 11 - 12 ตุลาคม 2548 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนเบลเยียม
- ดือนตุลาคม 2540 นายประจวบ ไชยสาส์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนเบลเยียม
- วันที่ 8 - 9 กุมภาพันธ์ 2542 นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนเบลเยียม
- วันที่ 26 - 27 มกราคม 2546 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ เยือนเบลเยียม เพื่อร่วมการประชุม ASEAN-EU Ministerial Meeting (AEMM)
- วันที่ 8 - 9 มิถุนายน 2551 นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนเบลเยียม

ฝ่ายเบลเยียม
พระราชวงศ์
สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวง และสมเด็จพระราชินีฟาบิโอลา
- เมื่อปี 2507 เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระราชินีฟาบิโอลา
- วันที่ 19 - 22 กันยายน 2538 เสด็จฯ เยือนไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
- เดือนตุลาคม 2541 เสด็จฯ เยือนไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มกุฎราชกุมารฟิลิปแห่งเบลเยียม
- วันที่ 11 - 16 กุมภาพันธ์ 2544 เสด็จฯ เยือนไทยพร้อมนาง Annemie Neyts รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 11 - 13 มิถุนายน 2549 เสด็จฯ เยือนไทย พร้อมด้วยเจ้าหญิงมาธิลด์แห่งเบลเยียม เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เจ้าหญิงแอสทริดแห่งเบลเยียม
- วันที่ 13 - 18 กันยายน 2546 เสด็จเยือนไทย พร้อมด้วยเจ้าชายลอเรนซ์ พระสวามี ในโอกาสเข้าร่วมประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 5
- วันที่ 16 - 17 มิถุนายน 2548 เสด็จเยือนไทย ในฐานะประธานสภากาชาดเบลเยียม เพื่อแสดงความเสียพระทัยต่อเหตุธรณีพิบัติภัยจากสึนามิ พร้อมนาย Armand De Decker รัฐมนตรีด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนา

นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 22 - 24 เมษายน 2526 นาย Wilfried Martens นายกรัฐมนตรี เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- ปี 2539 นาย Jean-Luc Dehaene นายกรัฐมนตรี เยือนไทยเพื่อร่วมการประชุมผู้นำ ASEM ครั้งที่ 1
- วันที่ 12 - 13 พฤศจิกายน 2548 นายกีย์ เวอร์ฮอฟสตาดท์ (Guy Verhofstadt) นายกรัฐมนตรี เยือนไทย
- เดือนพฤษภาคม 2536 นาย Willy Claes รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย
- วันที่ 21 พฤษภาคม 2541 นาย Erik Derycke รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย
- วันที่ 10 – 11 มิถุนายน 2551 นายคาเรล เดอ กุคท์ (Karel de Gucht) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย


 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

1275 คน

 สถิติเมื่อวาน

1458 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

39105 คน

320467 คน

3284350 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official