เอริเทรีย
The State of Eritrea
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปแอฟริกา บริเวณที่เรียกว่าจงอยแอฟริกา มีชายฝั่งทะเลติดทะเลแดงเกือบ 1,000 กม. ทิศเหนือและทิศตะวันออกติดทะเลแดง ทิศตะวันตกติดซูดาน ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดจีบูตี ทิศใต้ติดเอธิโอเปีย

พื้นที่ 121,320 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงแอสมารา (Asmara)

ประชากร 4.9 ล้านคน (2551)

ภูมิอากาศ บริเวณที่ราบสูงมีอากาศปานกลาง บริเวณชายฝั่งมีอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยในที่ราบสูง 17? เซลเซียส ในเขตเมืองท่า Massawa ประมาณ 30? เซลเซียส และในเขตพื้นดินต่ำ Danakil มีอุณหภูมิสูงกว่า 50? เซลเซียส

ภาษาราชการ ภาษาAfar และอารบิก

ศาสนา อิสลาม 50%คริสต์ 50% (Coptic, โรมันคาทอลิก, โปรแตสแตนท์)

ระบบการปกครอง รัฐบาลและสภานิติบัญญัติชั่วคราว ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล โดยได้รับการเลือกตั้งจากสภานิติบัญญัติ

ประธานาธิบดี Mr. Isaias Afeweki

รัฐมนตรีต่างประเทศ Mr. Osman Saleh Mohammed

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ดินแดนของเอริเทรียเป็นที่ตั้งของอาณาจักรต่าง ๆ มาแต่โบราณ ตั้งแต่ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 1 เคยอยู่ภายใต้อาณัติของอาณาจักรออตโตมาน และภายใต้การปกครองของอียิปต์ อิตาลีได้เข้ายึดครองดินแดนเอริเทรียเมื่อปี 2412 กษัตริย์แห่งอิตาลีได้ประกาศตั้งแคว้นเอริเทรียและกำหนดให้เป็นอาณานิคมของอิตาลีเมื่อปี 2433 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษได้เข้ายึดเอริเทรียและประกาศให้เอริเทรียเป็นรัฐภายใต้อารักขาของอังกฤษจากช่วงปี 2484 ถึงปี 2495 ซึ่งในช่วงนี้ เอริเทรียมีพัฒนาการในด้านเศรษฐกิจและการเมืองอย่างชัดเจน โดยเมือง Massawa และ Assaf กลายเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลแดงของจักรภพอังกฤษในปี 2493 จากนั้นสหประชาชาติได้มีข้อมติที่ 380 A (V) ให้เอริเทรียเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้จักรวรรดิเอธิโอเปีย

ในปี 2505 เอธิโอเปียได้ทำการผนวกดินแดนเอริเทรียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ระหว่างชาวเอริเทรียกับฝ่ายเอธิโอเปียเพื่อเรียกร้องเอกราชตลอดมาในปี 2534 กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยประชาชนเอริเทรีย (EPLF : Eritrean People’s Liberation Front) ได้ร่วมกับกลุ่ม Ethiopian People’s Revolutionary Democratic Front (EPRDF) ซึ่งเป็นกลุ่มกบฎต่อต้านรัฐบาลเอธิโอเปีย ทำการล้มล้างรัฐบาลสังคมนิยมเอธิโอเปียได้สำเร็จ และสามารถยึดพื้นที่ดินแดนเอริเทรียได้ทั้งหมด นอกจากนี้ได้เจรจากับกลุ่ม EPRDF ขอแยกตัวออกจากการร่วมจัดตั้งรัฐบาลเอธิโอเปีย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเอริเทรียชั่วคราว (PGE : Provisional – Government of Eritrea) ขึ้นบริหารดินแดนเอริเทรียเอง โดยมีนาย Issayas Afewerki เลขาธิการ EPLF ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราว ทั้งนี้ รัฐบาลชั่วคราวได้จัดให้ประชาชนในดินแดนเอริเทรียออกเสียงลงประชามติระหว่างวันที่ 23 – 25 เมษายน 2536 เพื่อแยกตัวเป็นประเทศเอกราชออกจากเอธิโอเปีย ผลปรากฏว่า มีผู้สนับสนุนให้เอริเทรียแยกออกจากเอธิโอเปียถึงร้อยละ 99.8 รัฐบาลชั่วคราวจึงได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2536 ซึ่งเป็นวันฉลองครบรอบการเข้ายึดเมือง Asmara เมืองหลวงของเอริเทรียโดยกลุ่ม EPLF ด้วย

นับแต่แยกตัวเป็นเอกราชจากเอธิโอเปียในปี 2536 เอริเทรียยังคงปกครองประเทศด้วยคณะรัฐบาล และสภานิติบัญญัติแห่งชาติชั่วคราว มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว คือ พรรค People’s Front for Democracy and Justice (PFDJ) ซึ่งพัฒนามาจาก Eritrean People’s Liberation Front (EPLF) ทั้งนี้ ในการประชุมใหญ่พรรคครั้งที่ 3 เมื่อปี 2537 มีมติยืนยันว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งในระบบหลายพรรคในเดือนพฤษภาคม 2540 แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้โดยอ้างว่าประชาชนยังไม่ได้รับการศึกษาเพียงพอและโครงสร้างทางสถาบันยังไม่พร้อม

ปัญหาระหว่างเอริเทรียกับเอธิโอเปีย นับตั้งแต่รัฐบาลชั่วคราวของเอริเทรียจึงได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2536 เอริเทรียยังคงมีปัญหาขัดแย้งตามแนวชายแดนกับเอธิโอเปียมาโดยตลอด โดยเฉพาะปัญหาการปักปันเขตแดน จนเกิดการสู้รบแย่งชิงดินแดนในระหว่างปี 2541-2543 ส่งผลให้ผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ประชาคมโลกและองค์การระหว่างประเทศ ทั้งสหประชาชาติและสหภาพแอฟริกาได้เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว จนกระทั่งนำไปสู่การยินยอมถอนกำลังของทั้งสองฝ่ายออกในเดือนกรกฎาคม 2542 โดยเอริเทรียและเอธิโอเปียเห็นชอบร่วมกันในข้อตกลงการยุติความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน (Agreement of Cessation of Hostilities) นอกจากนี้ ได้ร้องขอให้สหประชาชาติเข้าวางกองกำลังรักษาสันติภาพเพื่อสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการตามข้อตกลง และร่วมกันกำหนดเขตปลอดภัยชั่วคราว (Temporary Security Zone: TSZ) ขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความรุนแรงต่อกัน

ต่อมาในปี 2543 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพ Comprehensive Peace Agreement (CPA) หรือ Algiers Peace Agreement ที่ระบุให้ยกเลิกการใช้กำลังทางทหาร ยุติการใช้กำลังเผชิญหน้า เคารพและดำเนินการตามข้อตกลงการยุติความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันอย่างเคร่งครัด ปล่อยและส่งตัวนักโทษสงครามหรือผู้ที่ถูกกักขังอันเนื่องจากสงครามกลับประเทศ โดยเฉพาะยินยอมให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการพื้นที่กลาง (Neutral Boundary Commission) ซึ่งจะทำหน้าที่กำหนดและปักปันเขตแดนระหว่างสองประเทศ และในปีเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จึงได้รับรองข้อมติ UNSC ที่ 1312 (2000) จัดตั้งภารกิจสหประชาชาติในเอธิโอเปียและเอริเทรีย (United Nations Mission in Ethiopia and Eritrea: UNMEE) เพื่อดูแลการดำเนินการตามข้อตกลงการยุติความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน สนับสนุนและสังเกตการณ์ความตกลงด้านความมั่นคงระหว่างสองฝ่าย ดูแลและตรวจสอบการวางกำลังของฝ่ายเอธิโอเปีย ประเมินสถานะกองกำลังของทั้งสองฝ่ายเมื่อจะเข้าวางกำลังอีกครั้ง ตรวจสอบพื้นที่ TSZ ประสานงานและจัดหาความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้แก่ผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดในพื้นที่ TSZ และบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศด้านมนุษยธรรม

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดตามแนวชายแดนเอธิโอเปียและเอริเทรียทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2549 เมื่อกลุ่มทหารติดอาวุธ พร้อมรถถังและปืนใหญ่ของเอริเทรีย ลุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ TSZ ซึ่งละเมิดข้อตกลงการยุติความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และเสริมกำลังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ฝ่ายเอธิโอเปียเสริมกำลังทหารของตนตามบริเวณแนวชายแดนเช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายได้เสริมกำลังเพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2550 และยังไม่มีทีท่าถอนกำลัง ทั้งสองฝ่ายยังคงเผชิญหน้ากันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทางตอนใต้ของพื้นที่ TSZ และมีการปะทะกันประปรายในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ รัฐบาลของสองฝ่ายต่างพยายามกล่าวโจมตีกันและกันตลอดเวลาในเวทีระหว่างประเทศ ต่อมาในปี 2551 เอริเทรียมีท่าทีไม่สนับสนุนการดำเนินภารกิจ UNMEE และไม่ปฏิบัติตามอาณัติของภารกิจ และ CPA ส่งผลให้ภารกิจ UNMEE สิ้นสุดลงในวันที่ 31 กรกฎาคม 2551

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเอริเทรียและจิบูตี ในปี 2551 เอริเทรียใช้กำลังทางทหารเข้ายึดบริเวณยอดเขาในพื้นที่ Cape Doumeira และ Doumeira Islandsซึ่งมีบางส่วนเป็นพื้นที่สากล (international boundary) และเขตปลอดทหาร โดยสร้างป้อมปราการ ขุดสนามเพลาะ และอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าว ทำให้จิบูตีจึงร้องขอความช่วยเหลือจากสหประชาชาติ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวติดกับชายแดนทางตอนเหนือของจิบูตี

ในที่สุด ความขัดแย้งระหว่างเอริเทรียกับจิบูตีปะทุขึ้น เมื่อวันที่ 10-13 มิถุนายน 2551 ทหารเอริเทรียได้รุกล้ำเข้าไปในดินแดนทางตอนเหนือของจิบูตี ทำให้จิบูตีต้องใช้กำลังทางทหารภายใต้ความช่วยเหลือทาง logistic และการแพทย์จากฝรั่งเศสขับไล่เอริเทรียออกจากพื้นที่ ถึงแม้ว่า UNSC และกลุ่มประเทศสันนิบาติอาหรับได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความพยายามอดทนอดกลั้นไม่ใช้กำลังและความรุนแรง แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จากการปะทะดังกล่าวทำให้ทหารจิบูตีเสียชีวิต 44 นาย บาดเจ็บ 55 นาย และทหารเอริเทรียเสียชีวิต 100 นาย และถูกจับ 100 นาย 

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2552 UNSC ได้จัดประชุม เพื่อสรุปสถานการณ์และรับฟังคำชี้แจงจากนาย Mohamed Deleita ประธานาธิบดีสาธารณรัฐจิบูตี และเอกอัครราชทูตเอริเทรีย จากนั้นสหประชาชาติได้ส่งคณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (UN fact-finding mission) เข้าไปในพื้นที่เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลเอริเทรียไม่ให้ความร่วมมือ และล่าสุด UNSC ได้รับรองข้อมติที่ 1862 (2009) เรียกร้องให้จิบูตีและเอริเทรียเคารพเอกราชและอธิปไตย ยึดมั่นในความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ไม่แทรกแซงกัน ตลอดจนประนามการกระทำทางทหารของเอริเทรียต่อจิบูตีในบริเวณ Cape Doumeira และ Doumeira Islands ขอให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นให้มากที่สุด กระตุ้นให้แก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีโดยวิธีทางการทูตและอยู่ภายใต้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องการให้เอริเทรียถอนกำลังและยุทโธปกรณ์ทั้งหมดเพื่อให้สถานการณ์ในพื้นที่กลับสู่สภาวะปกติ และยืนยันว่า จะไม่มีกิจกรรมทางทหารใดๆ ในพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง


การเมืองการปกครอง

1. การเมืองการปกครอง
เอริเทรียปกครองโดยรัฐบาลชั่วคราว (transitional government) ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2540 มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ หัวหน้ารัฐบาล และประธานรัฐสภา โดยสภานิติบัญญัติ Unicameral National Assembly มีสมาชิก 150 คนมาจากพรรค People’s Front for Democracy and Justice (PFDJ) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ถูกกฎหมาย

ระบบการศาล ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ แต่ระบบการศาลยังไม่พัฒนามากนัก เนื่องจากขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ งบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังไม่มีสำนักงานทนายความเปิดกิจการอย่างเป็นทางการ คดีแพ่งและอาญาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดในชนบทจะได้รับการตัดสินชี้ขาดโดยผู้อาวุโสในท้องถิ่นตามจารีตประเพณี

การปกครองท้องถิ่นของเอริเทรียแบ่งออกเป็น 6 เมือง ได้แก่ Anseba, Debub ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ Debubawi K'eyih Bahri ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของทะเลแดง) Gash Barka, Ma'akel (ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศ) และ Semenawi Keyih Bahri (ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของทะเลแดง)

เศรษฐกิจการค้า

2. เศรษฐกิจและสังคม
เอริเทรียเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา และรัฐบาลมีนโยบายเน้นการพึ่งพาตนเองเป็นหลักประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผลิตผลทางการเกษตรมีความหลากหลายซึ่งเป็นการยกระดับความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ

ประชากรส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำ รายได้สำคัญจากเมืองท่าต่างๆ ของเอริเทรีย รวมทั้งอุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลกระทบทางลบจากสงครามกับเอธิโอเปีย เพราะรัฐบาลเอธิโอเปียปิดการค้าและการติดต่อตามแนวพรมแดนทั้งหมดทำให้เอริเทรียขาดรายได้อย่างมาก

ในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจในปัจจุบัน เอริเทรียได้กำหนดแนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม เปิดเสรีทางด้านการค้าและการลงทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนใน เอริเทรียเพื่อบูรณะฟื้นฟูประเทศ ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตประชากร โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร (ภาคเกษตรกรรมของเอริเทรียยังผลิตอาหารได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากร) การสาธารณสุขและการวางรากฐานสาธารณูปโภค ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้สูงราวร้อยละ 30 ของรายได้ประชาชาติ อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายไม่พึ่งพาต่างประเทศ แต่ด้วยความจำเป็น ก็ยังต้องขอรับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารโลก (World Bank) เพื่อการสร้างระบบสาธารณูปโภค

ภาคเกษตรกรรม นับเป็นภาคที่สำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจ โดยประชากรร้อยละ 75 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่ยังไม่พัฒนามากนัก เนื่องจากการเกษตรต้องพึ่งพาฝน ปีใดฝนแล้งก็ไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอแก่การบริโภค

ภาคการประมง ผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงของสหประชาชาติประมาณว่า เอริเทรียมีศักยภาพในการประมงได้ถึงปีละ70,000 ตันต่อปีเพราะเอริเทรียมีชายฝั่งทะเลยาว 1,000 กม. ครอบคลุมพื้นที่ 52,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาฉลาม ปลาทู กุ้ง จำนวนมาก แต่ในปัจจุบันเอริเทรียมีผลผลิตในทางการประมงเพียงปีละ 4,000 ตันต่อปีเท่านั้น เนื่องจากและยังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเรือประมงอียิปต์ที่เข้าไปจับปลาในน่านน้ำของเอริเทรียอย่างผิดกฎหมาย อันเนื่องมาจากยังมิได้มีการกำหนดแบ่งอาณาเขตทางทะเลที่แน่ชัด การประมงถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของการลงทุน เพื่อการสร้างงานและการส่งออก

ภาคเหมืองแร่ รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ แต่ยังขาดแคลนเงินทุน โดยมีการคาดการณ์ว่า เอริเทรียมีทรัพยากรทองคำประมาณ 30,000 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ใต้ทะเลแดง ในปี 2538 รัฐบาลเอริเทรียได้ลงนามในความตกลงกับบริษัท Anadarko แห่งสหรัฐฯ เพื่อทำการสำรวจหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ นอกจากน้ำมันแล้ว ยังมีแร่ธาตุสำคัญอื่น ๆ อีกคือ หินอ่อน ซัลเฟอร์และโปรแตซ ภายใต้กฎหมายการทำเหมืองแร่ฉบับใหม่มีการเสนอแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนโดยรัฐบาลเป็นเจ้าของทรัพยากรดังกล่าว ในปี 2539 มีการลงนามในความตกลงฉบับแรกด้านการสำรวจทองคำกับบริษัท Ashanti Goldfields Corporation แห่งกานา ครอบคลุมพื้นที่ 2 แหล่งกว่า 1,550 ตร.กม.

ภาคอุตสาหกรรม ในสมัยอาณานิคมเอริเทรียมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างมาก แต่หลังจากที่ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเอธิโอเปีย อันเป็นชนวนให้เกิดสงครามกู้เอกราชยาวนานถึง 30 ปี จนเกิดสภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ เนื่องจากโครงสร้างต่าง ๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมและพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรถูกทำลายในระหว่างสงคราม และอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบาใช้เทคโนโลยีล้าสมัย อุตสาหกรรมร้อยละ 80 ต้องพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากการนำเข้า ในปี 2535 ผลผลิตต่ำกว่าตัวเลขเป้าหมายร้อยละ 50 การสูญเสียทางการผลิตส่วนใหญ่ เนื่องมาจากขาดแคลนวัตถุดิบและไม่มีพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องหนัง และในปี 2537 รัฐบาลเอริเทรียประกาศยกเลิกนโยบายช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคเอกชน ทำหภาคอุตสาหกรรมของเอริเทรียยิงทรุดหนักลง ถึงแม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลมีนยาบายกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมแต่เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมืองและการขาดเงินลงทุนจากต่างชาติ ทำหภาคอุตสาหกรรมเอริเทรียไม่พัมนามากนัก

ภาคการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นภาคบริการที่มีศักยภาพในการนำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ มีการวางแผนการท่องเที่ยวร่วมกับ UNDP และ World Tourism Organisation ที่ได้เริ่มปฏิบัติในปี 2540 เอริเทรียมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย รวมทั้งชายฝั่งทะเลกว่า 1,000 กิโลเมตร ที่ยังเป็นธรรมชาติอยู่ และสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แต่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงแรมที่ได้มาตรฐาน

3. นโยบายต่างประเทศ
ความสัมพันธ์ระหว่างเอริเทรียกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากมีความขัดแย้งตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

หลังจากเอริเทรียแยกตัวออกจากเอธิโอเปียและได้รับเอกราชในปี 2536 ก็มีปัญหาขัดแย้งกับเอธิโอเปียมาโดยตลอด โดยเฉพาะปัญหาการปักปันเขตแดนระหว่างกัน เกิดการสู้รบแย่งชิงดินแดนในปี 2541 ส่งผลให้ผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ประชาคมโลกและองค์การระหว่างประเทศ ทั้งองค์การสหประชาชาติและสหภาพแอฟริกา ได้เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว จนกระทั่งนำไปสู่การยินยอมถอนกำลังของทั้งสองฝ่ายออกในเดือนกรกฎาคม 2542 อย่างไรก็ตาม ยังมีการปะทะกันระหว่างกองกำลังของเอธิโอเปียและเอริเทรียอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลของสองฝ่ายต่างพยายามกล่าวโจมตีกันและกันตลอดเวลาในเวทีระหว่างประเทศ

ความสัมพันธ์กับซูดาน ซึ่งเคยเย็นชาและมีความขัดแย้งถึงขั้นปิดแนวพรมแดนในปี 2545 ได้รับการฟื้นฟูในปี 2548 และในปัจจุบันมีแนวโน้มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงหลายครั้งในปี 2549 ส่วนความสัมพันธ์กับเยเมนและจิบูตีซึ่งเคยมีความขัดแย้งในอดีต นั้น ปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูจนกระทั่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันแล้ว

ความสัมพันธ์กับโซมาเลียยังคงเย็นชา เนื่องจากรัฐบาลโซมาเลียเชื่อว่า รัฐบาลเอริเทรียให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏต่างๆ ในโซมาเลีย เช่นเดียวกับความสัมพันธ์กับจิบูตีเนื่องจากมีข้อพิพาทเรื่องพรมแดน

เอริเทรียมีทัศนคติที่เย็นชาต่อต่างประเทศ รวมทั้งไม่เชื่อถือคำประกาศต่างๆ ในเวทีระหว่างประเทศเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือในการสร้างสันติภาพกับเอธิโอเปีย เพราะเอริเทรียเห็นว่า นานาชาติรวมทั้งสหประชาชาติ ไร้สมรรถภาพในการบังคับให้เอธิโอเปียปฏิบัติตามข้อตกลงปักปันเขตแดน ในปี 2545 ดังนั้น เอริเทรียจึงดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ค่อนข้างปิดกั้นตัวเองและไม่แสดงความประสงค์กระชับความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจตะวันตกมากนัก

นโยบายของเอริเทรียในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกที่เด่นชัดในเวทีระหว่างประเทศ คือ การสนับสนุน Union of Islamic Court (UIC) กลุ่มอิสลามหัวรุนแรงที่เคยครองอำนาจอยู่ในโซมาเลีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้เคยขับไล่รัฐบาลพลัดถิ่นของโซมาเลีย (Transitional Federal Government – TFG) ที่ได้รับการรับรองจากประชาคมระหว่างประเทศและสหประชาชาติออกจากประเทศ สร้างความขัดแย้งโดยตรงระหว่างเอริเทรียกับสหรัฐอเมริกาและเอธิโอเปีย ซึ่งสนับสนุน TFG อยู่


ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 273.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 274 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 3,724 ดอลลาร์สหรัฐ) (ปี 2551)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 2.0 (ไทย ร้อยละ 2.6)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ18.0 (ไทย ร้อยละ 5.5)

อัตราการว่างงาน ยังไม่ปรากฏข้อมูล

เงินทุนสำรอง 57.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 131.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

อุตสาหกรรมที่สำคัญ การแปรรูปอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้าและสิ่งทอ อุตสาหกรรมเบา เกลือ ซีเมนต์
ดุลการค้ากับไทย ปี 2551 ไทยและเอริเทรียมีมูลค่าการค้า 0.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 0.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 0.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้า 0.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกที่สำคัญ ปศุสัตว์ ข้าวฟ่าง วัตถัดิบ สิ่งทอ อาหาร สินค้าอุตสาหกรรมขนาดเล็ก
สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม อาหาร สินค้าอุตสาหกรรม
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ
(สถิติปี 2551) ส่งออกไป อิตาลี 34.4% จีน 16.2% ซูดาน 15.2 % ฝรั่งเศส 9.4% ซาอุดิอารเบีย 5.2% ออสเตรเลีย 4.4%
นำเข้าจาก ซาอุดิอาระเบีย 19.1% อิตาลี 15.1% จีน 11.1% ตุรกี 8.3% เยอรมนี 7.2% ยูเครน 5.1%
หน่วยเงินตรา Eritrea Nakfa อัตราแลกเปลี่ยน 15.07 ERN ประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1 บาท ประมาณ 0.44 ERN (มิถุนายน 2552)

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเอริเทรีย


1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง/การทูต ไทยให้การรับรองรัฐเอริเทรียในโอกาสการประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2536 โดยนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ได้มีสารแสดงความยินดีถึงประธานาธิบดีเอริเทรีย และได้สนับสนุนร่างข้อมติรับเอริเทรียเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ไทยและรัฐเอริเทรียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2536 โดยฝ่ายไทยให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา มีเขตอาณาครอบคลุมเอริเทรียในขณะที่ฝ่ายเอริเทรียได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตรัฐเอริเทรีย ณ กรุงนิวเดลี มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และแต่งตั้งให้นายสุนทร เก่งวิบูล เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์รัฐเอริเทรียประจำประเทศไทย ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเอริเทรียดำเนินมาด้วยความราบรื่น ไม่มีปัญหาระหว่างกัน

1.2 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ ปริมาณการค้าระหว่างไทย-เอริเทรียยังมีมูลค่าน้อยมาก เนื่องจากตลาดเอริเทรียมีกำลังซื้อต่ำและเอริเทรียไม่มีสินค้าที่ตลาดของไทยต้องการมากนัก ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด ปัจจุบันในปี 2551 มูลค่าการค้ารหว่างไทยกับเอริเทรียมีมูลค่า 0.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 0.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 0.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าเป็นเงิน 0.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2. ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
ยังไม่มีความตกลงระหว่างกัน

3. การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายเอริเทรีย เมื่อวันที่ 6-11 สิงหาคม 2552 นายอาเลม เซฮาเย โวลเดมาริอัม เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายอักษรสาส์นตราตั้ง และได้เข้าเยื่มคารวะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

860 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

43732 คน

325094 คน

3288977 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official