สาธารณรัฐแองโกลา
(Republic of Angola)
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง แองโกลาตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกาบนฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก
พื้นที่ 1,246,700 ตร.กม. (481,354 ตร.ไมล์)
เมืองหลวง กรุงลูอันดา (Luanda)
ภาษาราชการ ภาษาโปรตุเกส Bantu และภาษาแอฟริกันอื่นๆ
ศาสนา คริสต์ 53% ความเชื่อดั้งเดิม 47%
ภูมิอากาศ สภาพอากาศกึ่งแห้งแล้งทางด้านทิศใต้และตามชายฝั่งไปจนถึงลูอันดา ทิศเหนืออากาศเย็น ฤดูแล้งอยู่ในช่วงเดือน พ.ค. – ต.ค. ส่วนฤดูร้อนกับฤดูฝน อยู่ในช่วงเดือน พ.ย. – เม.ย.
ประชากร 17 ล้านคน (2550)
วันชาติ 11 พฤศจิกายน (Independence Day)
ระบบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบหลายพรรค มีประธานาธิบดีเป็นประมุขภายใต้รัฐบาลปรองดองแห่งชาติชั่วคราว (Transitional Government of National Unity)
ประมุขแห่งรัฐ Mr. Jose Eduardo dos Santos
นายกรัฐมนตรี Mr. Antonio Paulo Kassoma
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ Mr. Assuncao Afonso dos Anjos
ฝ่ายบริหาร มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล โดยได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดยประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
ฝ่ายนิติบัญญัติ มีระบบสภาเดียวเรียกว่าสภาแห่งสาธารณรัฐ ประกอบด้วยสมาชิก 220 คน ซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยระบบสัดส่วน มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี
ฝ่ายตุลาการ มีศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุด โดยผู้พิพากษาได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี

การเมืองการปกครอง

1.ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
คาดว่าเมื่อ 1,000 ปี ที่แล้ว ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของแองโกลาในปัจจุบันเป็นที่ตั้งรกรากของชาวเผ่า Bantu ซึ่งต่อมาได้มีการรวมตัวจัดตั้งเป็นอาณาจักรอิสระต่าง ๆ โดยมีอาณาจักรที่มีชื่อเสียงและมีความเป็นปึกแผ่น 2 อาณาจักร คืออาณาจักร Ndongo และอาณาจักร Mbundu ทั้งนี้ ชื่อประเทศแองโกลามีที่มาจากคำว่า Ngola ซึ่งเป็นพระนามของกษัตริย์แห่งอาณาจักร Ndongo
อาณาจักร Ndongo เริ่มมีการติดต่อกับประเทศตะวันตกเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1482 (2025) เมื่อนักเดินเรือชาวโปรตุเกสเดินทางมาขึ้นฝั่งบริเวณตอนเหนือของแองโกลา ต่อมา ชาวโปรตุเกสได้สร้างเมือง Luanda และ Benguela ขึ้นเป็นเมืองท่าชายฝั่ง และในศตวรรษที่ 16 โปรตุเกสก็ได้เริ่มมีอำนาจเหนือดินแดนแองโกลา และเข้าครอบครองดินแดนนี้อย่างสมบูรณ์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
แต่เดิมผลประโยชน์ของโปรตุเกสในแองโกลาอยู่ที่การค้าทาส ทั้งนี้ นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าแองโกลาเป็นแหล่งส่งออกทาสที่ใหญ่ที่สุดไปยังบราซิลและสหรัฐอเมริกา ต่อมาโปรตุเกสได้นำระบบแรงงานบังคับ (forced labor) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการปกครองอาณานิคมของโปรตุเกสในแอฟริกา เข้ามาบังคับใช้แทนระบบการค้าทาส โดยโปรตุเกสถือว่าอาณานิคมของโปรตุเกสเหล่านี้เป็นจังหวัดโพ้นทะเลของโปรตุเกส การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชจากโปรตุเกสเริ่มขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 (2503)โดยมีกลุ่มที่สำคัญคือ Popular Movement for the Liberation of Angola (MPLA) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชนเผ่า Kimbyndu และ National Liberal Front of Angola (FNLA) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชนเผ่า Bakongo รวมทั้ง National Union for the Total Independence of Angola (UNITA) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชนเผ่า Ovimbudu
ภายหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในโปรตุเกสเมื่อปี 1974 (2517) ซึ่งระบอบ Neo-Facist ของนาย Antonio Salazar ถูกโค่นล้ม รัฐบาลทหารชุดใหม่ได้ตัดสินใจให้เอกราชแก่อาณานิคมของโปรตุเกสรวมทั้งแองโกลา ภายใต้การปกครองของรัฐบาลผสมของขบวนการเรียกร้องเอกราชทั้ง 3 กลุ่ม อย่างไรก็ตามเพียงระยะเวลาแค่ 3 เดือน ได้เกิดความขัดแย้งซึ่งนำไปสู่สงครามกลางเมืองระหว่าง MPLAซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศสังคมนิยมนำโดยสหภาพโซเวียต คิวบา และเยอรมนีตะวันออก และ UNITAซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแอฟริกาใต้และสหรัฐ ฯ โดย MPLA ซี่งสามารถยึดครองกรุงลูอันดาและเมืองท่าชายฝั่ง ได้เป็นฝ่ายประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1975 (2518) โดยได้สถาปนาแองโกลาเป็น “People’s Republic of Angola” และดำเนินการปกครองตามแนวทางสังคมนิยม Marxist
ในปี 1989 (2532) สหรัฐ ฯ ได้เป็นฝ่ายไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง โดยคิวบาและแอฟริกาใต้ได้ถอนกำลังออกจากแองโกลา จากนั้น เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 1992 (2535) แองโกลาได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “Republic of Angola” และดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจเสรี และระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมืองแทนการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์เดิม
ภายหลังจากการลงนามข้อตกลงสันติภาพ (Bicess Peace Accord) เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 1991 (2534) แองโกลาได้จัดการเลือกตั้งแบบหลายพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 29-30 กันยายน 1992 (2535) และผลปรากฏว่าพรรค MPLA ของรัฐบาลชนะการเลือกตั้ง โดยได้ที่นั่งส่วนใหญ่ในสภา และนาย Jos? Eduardo dos Santos ผู้นำของ MPLA ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 49 ชนะนาย Jonas Savimbi ผู้นำของ UNITA ซึ่งได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 40 แต่พรรคฝ่ายค้าน UNITA ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง แม้สหประชาชาติจะยืนยันว่าเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และสหรัฐฯ ได้รับรองรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ ดังนั้น UNITA จึงหันไปใช้วิธีการรุนแรงเพื่อต่อต้านรัฐบาลต่อไป
ประชาคมโลกได้พยายามบีบให้ UNITA หยุดการสู้รบกับฝ่ายรัฐบาล และสหประชาชาติได้พยายามจัดให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาเพื่อสันติภาพ ในที่สุดทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในสัญญาสันติภาพ Lusaka Protocol ที่สาธารณรัฐแซมเบีย เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 1994 (2537) แต่ก็ได้เกิดสู้รบขึ้นอีกในปี 1995 (2538) ต่อมา ทั้งสองฝ่ายได้เข้าร่วมประชุม Angolan Peace Summit ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1995 (2538) และสัญญาว่าจะร่วมกันปฏิบัติตามบทบัญญัติ Lusaka Protocol ทั้งนี้ จึงส่งผลให้สหประชาชาติสามารถส่งกองกำลังสันติภาพ จำนวนกว่า 7,000 นาย เข้าไปในแองโกลาเพื่อควบคุมสถานการณ์ในแองโกลาและช่วยให้การแบ่งอำนาจของทั้งสองฝ่ายดำเนินไปโดยสันติ
ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติอีกครั้งในปี 1997 (2540) แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เกิดการสู้รบกันอีกเนื่องจากฝ่าย UNITA กล่าวหาว่าฝ่ายรัฐบาลไม่มีความจริงใจที่จะปฏิบัติตาม Lusaka Protocol ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2002 (2545) นาย Jonas Savimbi ผู้นำของ UNITA ได้ถูกลอบสังหารโดยกองกำลังของรัฐบาล MPLA ซึ่งการเสียชีวิตของผู้นำ UNITA ครั้งนี้ ส่งผลให้กลุ่ม UNITA ได้ปลดอาวุธตนเองและแปรสภาพมาเป็นพรรคการเมือง มีนาย Isaias Samakuva เป็นหัวหน้าพรรค เพื่อรอเข้าชิงชัยในการเลือกตั้งทั่วไปตามระบอบประชาธิปไตย อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญซึ่งนำไปสู่การจัดทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัฐบาลกับ UNITA (เดือนเมษายน 2545) และสหประชาชาติได้เข้าไปมีบทบาทในการปลดอาวุธกองกำลัง UNITA และดำเนินการสร้างเสริมสันติภาพเพื่อให้เป็นไปตาม Lusaka Protocol หลังจากสถานการณ์คลี่คลายแล้ว คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติก็ได้ประกาศยกเลิกการคว่ำบาตร UNITA ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2002 (2545)
ภายหลังจากการสิ้นสุดสงครามกลางเมืองตั้งแต่ปลายปี 2002 แองโกลาถูกกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศให้รีบดำเนินการจัดการเลือกตั้ง แต่รัฐบาล MPLA ได้อ้างถึงความไม่พร้อมในการรวบรวมสถิติประชากรและความจำเป็นในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ถูกทำลายในช่วงสงคราม อย่างไรก็ดี การลงทะเบียนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง (voter registration) ได้เสร็จสิ้นเมื่อเดือนกันยายน 2007 (2550) และแองโกลามีการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติระดับชาติเมื่อวันที่ 5-6 กย 2008 (2551) โดยพรรครัฐบาล MPLA ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 81.8% ส่งผลให้ฐานอำนาจทางการเมืองของพรรคและประธานาธิบดี Jose dos Santos เข้มแข็งยิ่งขึ้น

2. นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน

เศรษฐกิจการค้า

ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า (ประมาณการปี 2550)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 46.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 245.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 2,780 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 3,724 ดอลลาร์สหรัฐ)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 16.9 (ไทย ร้อยละ 4.9)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 12.2(ไทย ร้อยละ 2.3)
อัตราการว่างงาน มากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ (ไทย ร้อยละ 1.4)
เงินทุนสำรอง 24.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 106.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
อุตสาหกรรมที่สำคัญ น้ำมันปิโตรเลียม เพชร แร่เหล็ก ฟอสเฟต แร่หินฟันม้า (Horse teeth mineral) บ๊อกไซต์ ยูเรเนียม ทอง ซีเมนต์ เหล็ก ปลาแปรรูป อาหารแปรรูป เบียร์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ น้ำตาล สิ่งทอ การซ่อมบำรุงเรือ
ดุลการค้ากับไทย ปี 2551 ไทยและแองโกลามีมูลค่าการค้า197.61ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 195.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 1.91ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้า 193.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกที่สำคัญของแองโกลา
สภาพเศรษฐกิจ น้ำมันดิบ เพชร ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ก๊าซ กาแฟ ปอไซซัล ปลาและผลิตภัณฑ์ปลา ไม้ซุง ฝ้าย
สินค้านำเข้าที่สำคัญของแองโกลาเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า ยานพาหนะและส่วนประกอบ เวชภัณฑ์ อาหาร เสื้อผ้า สิ่งทอ ยุทธภัณฑ์
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ (สถิติปี 2551) แองโกลาส่งออกไป สหรัฐอเมริกา 32.1% จีน 32% ฝรั่งเศส 5.9 % ไต้หวัน 5.3% แอฟริกาใต้ 32%
แองโกลานำเข้าจาก โปรตุเกส 19.7% สหรัฐอเมริกา 10.9 %จีน 10.5% บราซิล10.3% แอฟริกาใต้ 6.6% ฝรั่งเศส 6.3% สหราชอาณาจักร 4.6% เยอรมนี 4.3%
หน่วยเงินตรา กวันซ่า (NEW KWANZA) อัตราแลกเปลี่ยน 77.80 AOA
เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.26 AOA เท่ากับ 1 บาท (พฤษภาคม 2552)
สภาพเศรษฐกิจ
แองโกลาเป็นประเทศใหญ่ที่มีประชากรน้อย มีทรัพยากรธรรมชาติที่มั่งคั่ง ได้แก่ น้ำมัน เพชร ทองคำ ทองแดง เหล็ก แมงกานีส ยูเรเนียม และทรัพยากรประมง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใช้รายได้จากน้ำมันและเพชรของประเทศไปในการซื้ออาวุธเพื่อทำสงครามต่อสู้กับฝ่ายกบฏที่กินเวลานับสิบปี ประกอบกับการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาลเอง ด้วยเหตุนี้ แองโกลาจึงตกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประสบปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาการขาดดุลการค้า ปัญหาหนี้สินต่างประเทศ รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนอาหารภายในประเทศอย่างรุนแรงจนต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศถึงร้อยละ 75 ทั้งนี้ ปัจจุบัน แองโกลามีรายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นมูลค่ามหาศาล ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้น

ทรัพยากรน้ำมัน
ปัจจุบัน เศรษฐกิจแองโกลาพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก โดยในปี 2548 การส่งออกน้ำมันคิดเป็นร้อยละ 65 ของ GDP และร้อยละ 90 ของรายได้รัฐบาล ทั้งนี้ รายได้จากน้ำมันได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2543-2548 คือ เพิ่มขึ้นจาก 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 10.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแองโกลาส่งออกน้ำมันมากกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่ม OPEC แต่แองโกลา เป็นประเทศแอฟริกาที่ส่งออกน้ำมันเป็นปริมาณมากที่สุดลำดับสองรองจากไนจีเรีย ปัจจุบัน แองโกลามีแหล่งน้ำมันดิบสำรองประมาณ 5.7 พันล้านบาร์เรล และผลิตน้ำมันได้ วันละประมาณ 700,000 บาร์เรล

ภาคการเกษตร
แองโกลาเคยเป็นประเทศที่สามารถผลิตผลผลิตทางการเกษตรได้มากประเทศหนึ่งของแอฟริกา (เคยผลิตกาแฟได้มากเป็นอันดับ 5 ของโลก) แต่ภาวะการสู้รบและกับระเบิดที่ฝังอยู่อย่างกระจัดกระจาย ทำให้แองโกลาประสบปัญหาขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการทำการเกษตร เช่น แหล่งน้ำ ปุ๋ย และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ภายในแองโกลามีแนวโน้มที่จะดีขึ้น โดยบริษัทต่างชาติหลายบริษัทเริ่มเข้าไปมีความสนใจในการทำธุรกิจเพาะปลูกอ้อยและฝ้ายขนาดใหญ่ในแองโกลา นอกจากนี้ แองโกลายังมีศักยภาพมากในด้านการประมง ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 3 ของแองโกลา รองจากอุตสาหกรรมน้ำมันและเหมืองเพชร ขณะนี้แองโกลาได้ลงนามในความตกลงด้านประมงกับ สเปน โปรตุเกส และอิตาลีแล้ว

ภาคอุตสาหกรรม
แองโกลามีการทำอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมผลิตอาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุก่อสร้าง โลหะ ผงซักฟอก ยาสูบ จักรยานยนต์ และเคมีภัณฑ์ โดยอุตสาหกรรมของแองโกลาจะรวมตัวอยู่ในเมืองใหญ่ เช่นเมือง Luanda, Lobito และ Huambo นอกจากนี้ แองโกลามีบ่อเพชรขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบันผลิตได้ปีละ 9 แสนกะรัต (ในช่วงก่อนสงครามกลางเมือง แองโกลาสามารถผลิตเพชรได้ปีละประมาณ 2 ล้านกะรัต)
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแองโกลา


1. นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน
1.1 การเมืองการปกครอง
สาธารณรัฐแองโกลาเป็นอดีตอาณานิคมของโปรตุเกส ใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการ หลังจากได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) แองโกลาประสบปัญหาสงครามกลางเมืองระหว่างพรรค MPLA (Popular Movement for the Liberation of Angola) กับ UNITA (The National Union for the Total Independence of Angola) ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าสามสิบปี และเพิ่งจะสงบลงเมื่อปลายปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) โดยพรรค MPLA ที่มีประธานาธิบดี Jose Eduardo Dos Santos เป็นหัวหน้าพรรค เป็นฝ่ายได้ชัยชนะในสงครามกลางเมือง และได้เข้าควบคุมอำนาจรัฐ ระบบเศรษฐกิจ และสื่อสารมวลชนของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ
การบริหารประเทศของ ปธน Dos Santos และพรรค MPLA เน้นการควบคุมสื่อและเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน ประธานาธิบดี Dos Santos ได้พยายามสร้างเครือข่ายอำนาจให้แก่ตนเองโดยอาศัยระบบอุปถัมถ์และการควบคุมจากส่วนกลางเป็นพื้นฐาน ในขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้าน UNITA ประสบปัญหาการขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายในของพรรค โดยนาย Isaias Samakuva หัวหน้าพรรค ไม่มีบารมีมากพอที่จะสร้างเอกภาพภายในพรรคได้
แองโกลามีการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติระดับชาติครั้งแรก เมื่อวันที่ 5-6 กย 2008 (2551) โดยพรรครัฐบาล MPLA ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 81.8% ส่งผลให้ฐานอำนาจทางการเมืองของพรรคและประธานาธิบดี Jose dos Santos เข้มแข็ง เป็นที่วิเคราะห์กันว่า พรรค MPLA ใช้ข้อได้เปรียบที่ตนเป็นผู้กุมอำนาจรัฐ และอำนาจเงินจากทรัพยากรน้ำมันในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และคาดว่า ประธานาธิบดี Santos ซึ่งครองอำนาจการเมืองมากกว่า 30 ปีจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2009 (2552) อย่างค่อนข้างแน่นอน

2.2 เศรษฐกิจและสังคม
เศรษฐกิจแองโกลาพึ่งพาน้ำมันและเพชรเป็นหลัก
แองโกลาเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 1 ในภูมิภาคSub-Saharan Africa และยังมีการสำรวจพบน้ำมันแหล่งใหม่ๆ นอกชายฝั่งในแองโกลาอย่างต่อเนื่อง โดยผลผลิตน้ำมันมีมูลค่าเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 40 ของ GDP และทำรายได้ให้แก่รัฐบาลประมาณร้อยละ 90 ของรายได้ทั้งหมด ในขณะนี้ ผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดจากแองโกลาคือ สหรัฐอเมริกาและจีน โดยบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ คือ ExxonMobil ได้เข้าไปตั้งฐานการผลิตในแองโกลา
เพชรเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ให้แก่แองโกลาเป็นลำดับที่ 2 รองจากน้ำมัน แองโกลาเป็นผู้ผลิตเพชรดิบรายใหญ่อันดับที่ 4 ของโลก แองโกลามีบ่อเพชรขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบันผลิตได้ปีละ 9 แสนกะรัต (ในช่วงก่อนสงครามกลางเมือง แองโกลาสามารถผลิตเพชรได้ปีละประมาณ 2 ล้านกะรัต)
แองโกลาไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกของเดอร์ เบียรส์ ธุรกิจเพชรภายในประเทศดำเนินการโดยรัฐบาลและเอกชนของแองโกลาเอง โดยเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติเข้าไปร่วมลงทุนด้วย
ภาคเกษตรกรรม
แองโกลาเคยเป็นประเทศที่สามารถผลิตผลผลิตทางการเกษตรได้มากประเทศหนึ่งของแอฟริกา (เคยผลิตกาแฟได้มากเป็นอันดับ 5 ของโลก) แต่ภาวะการสู้รบและกับระเบิดที่ฝังอยู่อย่างกระจัดกระจาย ทำให้แองโกลาประสบปัญหาขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการทำการเกษตร เช่น แหล่งน้ำ ปุ๋ย และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ภายในแองโกลามีแนวโน้มที่จะดีขึ้น โดยบริษัทต่างชาติหลายบริษัทเริ่มเข้าไปมีความสนใจในการทำธุรกิจเพาะปลูกอ้อยและฝ้ายขนาดใหญ่ในแองโกลา นอกจากนี้ แองโกลายังมีศักยภาพมากในด้านการประมง ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 3 ของแองโกลา รองจากอุตสาหกรรมน้ำมันและเหมืองเพชร ขณะนี้แองโกลามีความตกลงด้านประมงกับ สเปน โปรตุเกส และอิตาลี
ภาคอุตสาหกรรม
แองโกลามีการทำอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมผลิตอาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุก่อสร้าง โลหะ ผงซักฟอก ยาสูบ จักรยานยนต์ และเคมีภัณฑ์ โดยอุตสาหกรรมของแองโกลาจะรวมตัวอยู่ในเมืองใหญ่ เช่นเมือง Luanda, Lobito และ Huambo แองโกลามีบ่อเพชรขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบันผลิตได้ปีละ 9 แสนกะรัต (ในช่วงก่อนสงครามกลางเมือง แองโกลาสามารถผลิตเพชรได้ปีละประมาณ 2 ล้านกะรัต)

ปัญหาสังคม
ปัญหาสังคมหลักของแองโกลาคือการกระจายรายได้ไม่เท่าเทียมกัน แม้แองโกลามีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง แต่มีชาวแองโกลาเพียงกลุ่มน้อยที่ได้รับประโยชน์จากธุรกิจน้ำมันและเพชร ประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้รับส่วนแบ่งความมั่งคั่งจากธุรกิจทั้งสอง และยังคงยากจน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรและแรงงานไร้ฝีมือ นอกจากนี้ยังประสบปัญหาถูกชาวแอฟริกาในประเทศอื่นๆอพยพเข้ามาแย่งงาน ผลจากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย และมีปัญหาการเก็บกู้กับระเบิดที่ถูกฝังไว้ระหว่างสงคราม เมืองหลวงคือกรุงลูอันดา มีสภาพแออัดเนื่องจากโครงสร้างสาธารณูปโภคยังไม่อาจปรับตัวเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังสงครามได้

1.3 นโยบายต่างประเทศ
ความสัมพันธ์กับประเทศในโลกตะวันตก
ในอดีต รัฐบาลประเทศตะวันตกต่างไม่ให้การรับรองรัฐบาลของนาย Dos Santos ด้วยเหตุผลในเรื่องของความไม่โปร่งใสในการบริหารประเทศ อีกทั้งรัฐบาลของนาย Dos Santos ยังรับการสนับสนุน ด้านอาวุธจากสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็นและช่วงการทำสงครามกลางเมืองกับกลุ่ม UNITA อย่างไรก็ดี ปัจจุบันรัฐบาลแองโกลาได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านการเมืองและการต่างประเทศใหม่ โดยคำนึงถึงการเข้ามามีส่วนร่วมของ UNITA ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ และเน้นการดำเนินโยบายต่างประเทศที่โปร่งใสและคำนึงถึงผลในทางปฏิบัติ (Pragmatic and Transparent Diplomacy) ทั้งนี้ แองโกลามีท่าทีที่ชัดเจนในการสนับสนุนหลักการอยู่ร่วมกันโดยสันติ การไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน และการละเว้นการใช้กำลังในการยุติข้อพิพาท โดยเฉพาะภายหลังปี 2539 ที่แองโกลาค้นพบบ่อน้ำมันแหล่งใหม่ในน้ำลึก เป็นเวลาเดียวกันกับที่สหรัฐอเมริกาต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก จึงเริ่มมีท่าทีผ่อนปรนและเป็นมิตรกับแองโกลามากยิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์กับจีน
จีนมีบทบาททางเศรษฐกิจในแองโกลามาก รองจากสหรัฐฯ โดยรัฐบาลจีนให้สินเชื่อแก่แองโกลาเป็นวงเงินประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารและระบบโครงสร้างพื้นฐาน นับตั้งแต่ปี 2549 (2006) ปริมาณน้ำมันที่จีนนำเข้าจากแองโกลาได้ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าการนำเข้าจากแหล่งอื่นทั้งหมด (ที่ผ่านมา อิหร่านและซาอุดิอาระเบียเคยเป็นแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบที่สำคัญของจีน)
ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในเอเชีย
ในอดีตแองโกลาและแอฟริกาใต้ได้แข่งขันที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของอนุภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้เสมอมา อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดี Dos Santos ของแองโกลากับประธานาธิบดี Mbeki ของแอฟริกาใต้ไม่ราบรื่นเท่าใดนัก เนื่องจากความเห็นที่ไม่ตรงกันในการแก้ไขปัญหาสงครามกลางเมืองในแองโกลา โดยนาย Dos Santos สนับสนุนการใช้กำลังในขณะที่นาย Mbeki สนับสนุนการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง
แองโกลามีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเคยประสบความสำเร็จในการไกล่เกลี่ยให้ยูกันดาถอนกองกำลังออกจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
ในทวีปเอเชีย จีนนับเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับแองโกลามากที่สุด โดยใน ขณะนี้ได้มีนักธุรกิจจีนจำนวนมากเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง การสื่อสารโทรคมนาคม การค้า พลังงานและเหมืองแร่ ในขณะเดียวกันอินเดียก็เป็นอีกประเทศหนึ่งจากเอเชียที่กำลังเริ่มขยายการลงทุนเข้าไปในแองโกลา

2. ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

2.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับแองโกลา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)
ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ราบรื่นแต่ยังไม่เคยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง สอท ณ กรุงพริทอเรีย มีเขตอาณาดูแลครอบคลุมประเทศแองโกลา และ สอท แองโกลา ประจำประเทศอินเดียมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และยังไม่มีการแต่งตั้งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ระหว่างกัน
ที่อยู่ของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย Royal Thai Embassy
428 Pretorius/Hill Street Arcadia, Pretoria 0083 P.O. Box 12080 Hatfield, Pretoria 0028
Tel. (27-12) 342-1600, 342-4516, 342-4600, 342-4506, 342-5470 Fax. (27-12) 342-4805, 342-3986 E-mail : [email protected] Consular Info : [email protected]
Trade Info: [email protected] Technical: [email protected]
Website: http://www.thaiembassy.co.za/
ที่อยู่ของสถานเอกอัครราชทูตแองโกลาประจำประเทศไทย ซึ่งมีถิ่นพำนัก ณ กรุงนิวเดลี
ออท คือ H.E.Mr.Antonio da Costa Fernandes ที่อยู่: The Embassy of the Republic of Angola 5 Poorvi Marg, Vasant Vihar, New Delhi, 110057 The Republic of India
Tel. (91-11) 2614-6197, 2614-6195 Fax. (91-11) 2614-6190, 2614-6184
Website: http://www.angolaembassyindia.com/

2.2 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
การค้าของไทยกับแองโกลามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2543-2550 (2000-2007) โดยในปี 2551 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับแองโกลามีมูลค่า 197.61ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 195.70ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 1.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าเป็นเงิน 193.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากไทยส่งออกข้าวไปแองโกลาเป็นจำนวนมากและลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบจากแองโกลาลง
สินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากแองโกลาคือ น้ำมัน เพชร ปลา และอาหารทะเล ในขณะที่สินค้าหลักที่ไทยส่งออกคือ ข้าว ชิ้นส่วนรถยนต์ พลาสติก เสื้อผ้าสำเร็จรูป โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ากลุ่มเป้าหมายของไทยคือชาวแองโกลาที่มีรายได้ปานกลาง-สูงและชาวต่างชาติ (expat) ในแองโกลา (ในกลุ่มรายได้ต่ำไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากจีนได้)
โอกาสทางธุรกิจของไทยในแองโกลา ได้แก่ ส่งออกวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า และธุรกิจบริการโรงแรมและร้านอาหารชั้นดี
อุปสรรคการทำธุรกิจในแองโกลา
1)การเจรจาติดต่ออาจมีปัญหาเรื่องภาษา ระบบโทรศัพท์และโทรสาร การนัดหมายอาจไม่เป็นไปตามกำหนด
2) การขนส่งสินค้าล่าช้าเพราะท่าเรือไม่เพียงพอและมีปัญหาการลักขโมยในตู้สินค้า
3) ความไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัยในกรุงลูอันดา
2.3 ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
ที่ผ่านมา ไทย-แองโกลายังไม่เคยลงนามความตกลงระหว่างกัน
2.4 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา
1) การแลกเปลี่ยนบุคลากรเพื่อศึกษาดูงาน
ในปัจจุบัน แองโกลากำลังเร่งพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วน จึงต้องการเรียนรู้ Best Practice ด้านต่างๆจากไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการจัดการโครงสร้างสาธารณูปโภค การกำจัดของเสีย การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาแหล่งพลังงานพื้นฐาน นอกจากนี้ แองโกลายังประสงค์จะส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐมาฝึกอบรม ดูงาน กับหน่วยงานของไทยอีกด้วย ที่ผ่านมา แองโกลาได้ส่งผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงอุตสาหกรรม มาศึกษาดูงานด้านการกำจัดกากของเสียและการจัดการระบบรีไซเคิลกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ระหว่างวันที่ 28 ก.ค. – 1 ส.ค. 51 ซึ่งการศึกษาดูงานครั้งนั้นประสบความสำเร็จด้วยดี ต่อจากนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมแองโกลาได้เชิญผู้เชี่ยวชาญไทยไปเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติ ด้านการรีไซเคิลขยะ ที่กรุงลูอันดาด้วย นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จด้วยดี
2) การฝึกอบรมกับ สพร
แองโกลาสนใจเข้าร่วมฝึกอบรมกับ สพร. ในหลักสูตร ดังต่อไปนี้ การเพิ่มผลผลิตทาง
การเกษตรสาธารณสุข การท่องเที่ยว และการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งฝ่ายไทยมีความพร้อมจะจัดหลักสูตรให้ตามความเหมาะสมต่อไป

2.5 การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
ที่ผ่านมายังไม่เคยมีพระราชวงศ์เสด็จฯ เยือนแองโกลา และยังไม่มีผู้แทนรัฐบาลไทยเยือนแองโกลา
ฝ่ายแองโกลา
- Dr. George Rebelo Pinto Chikoti รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศนำคณะเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อนำสารจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแองโกลามอบให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13 -15 ตุลาคม 2544 (2001)
-นาย Abraao Pio dos Santos Gourgel รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
นำคณะนักธุรกิจเยือนประเทศไทย และได้เข้าเยี่ยมคารวะนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ นายสาธิต ศิริรังคมานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2548 (2005)

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

911 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

43783 คน

325145 คน

3289028 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official