สาธารณรัฐแอฟริกาใต้
The Republic of South Africa
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง อยู่ทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดกับประเทศนามิเบีย
บอตสวานา ซิมบับเว ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับโมซัมบิกและสวาซิแลนด์
ทิศตะวันออก ติดมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก
พื้นที 1,219,912 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2.5 เท่าของประเทศไทย ชายฝั่ง ทะเลยาวประมาณ 2,954 กิโลเมตร
เมืองหลวง กรุงพริทอเรีย (Pretoria)
เมืองสำคัญ เมืองโจฮันเนสเบอร์ก (Johannesburg) เป็นเมืองศูนย์กลางการบิน การค้าและอุตสาหกรรม เมืองเคปทาวน์ (Cape Town) เป็นที่ตั้งสภานิติบัญญัติและเมืองท่าทางชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และเมืองโบลมฟอนแตน (Bloemfontein) เป็นที่ตั้งศาลสูง
ประชากร 47.6 ล้านคน เป็นคนผิวดำร้อยละ 79 ผิวขาวร้อยละ 9.6 ผิวสีผสมร้อยละ 8.9 และคนเชื้อชาติอินเดียร้อยละ 2.5
ภูมิอากาศ สภาพอากาศอบอุ่น มีแสงแดดตลอดปี
ภาษา ภาษาอังกฤษ และภาษา Afrikaans เป็นภาษาราชการ ภาษาหลักอื่นๆ ได้แก่ Ndebele, Sotho, Swazi, Tsonga, Venda, Tswana, Xhosa, Pedi และ Zulu
ศาสนา คริสต์ร้อยละ 43.1 ,ความเชื่อดั้งเดิมร้อยละ 8.2 และอื่นๆร้อยละ 48.7
หน่วยเงินตรา เงินแรนด์ (Rand) อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 9 แรนด์ เท่ากับ 1 ดอลลาร์ สหรัฐ หรือ 1 แรนด์ เท่ากับ 4 บาท
ระบบการปกครอง ระบอบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขของประเทศ วาระ 5 ปี และสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้เพียง 2 สมัยเท่านั้น สาธารณรัฐแอฟริกาใต้แบ่งการปกครองออกเป็น 9 มลรัฐ (Province) คือ KwaZulu-Natal, Northern Cape, Northern Province, North-West, Eastern Cape, Mpumalanga, Free State, Western Cape และ Gauteng
ประธานาธิบดี Jacob G. Zuma
รมว.กต.Mrs. Maite Nkoana –Mashabane

การเมืองการปกครอง
ภาพรวมสาธารณรัฐแอฟริกาใต้
1.ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
แอฟริกาใต้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา และเผ่าพันธุ์ มีภาษาที่ใช้เป็นทางการถึง 11 ภาษา ภาษาหลักคือ อังกฤษ และ Afrikaans ชาวพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาใต้มาแต่เดิมประกอบด้วยชนเผ่าหลากหลายเผ่าพันธุ์ ชนเผ่าหลัก ได้แก่ ชนเผ่าซัน (San) ชนเผ่ากอย (Khoi) และชนเผ่าบันตู (Bantu) แอฟริกาใต้เริ่มเป็นที่รู้จักของชาวโลก เมื่อกองเรือยุโรปได้ใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางขนสินค้าเครื่องเทศระหว่างอินเดียกับยุโรป โดยแวะพักเรือระหว่างการเดินทางที่แหลมกู๊ดโฮป ในศตวรรษที่ 17 ชาวดัตช์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนา ชาวไร่ ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นการถาวรที่บริเวณ Table Bay (ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งเมืองเคปทาวน์) และลูกหลานของพวกเขาซึ่งใช้ภาษา Afrikaans เป็นภาษาที่หนึ่ง เป็นที่รู้จักกันในนาม “ชาวบัวร์ (Boer)” ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 อังกฤษได้เข้ายึดครองดินแดนบริเวณแหลมกู๊ดโฮป และชาวบัวร์ได้เคลื่อนย้ายถิ่นฐานขึ้ไปทางตอนเหนือ ในบริเวณ Orange Free State, Transvaal และก่อตั้งสาธารณรัฐบัวร์ (The Boer Republics)
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เศรษฐกิจของแอฟริกาใต้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อมีการขุดพบแร่เพชร ในปี พ.ศ. 2410 ที่ Northern Cape และพบแร่ทองคำในปี พ.ศ.2429 ที่ Witwatersrand ทำให้ผู้คนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในแอฟริกาใต้มากยิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่อพยพมาจากอังกฤษ เป็นผลให้ชาวพื้นเมือง ชาวบัวร์ ที่อาศัยอยู่เดิมถูกรุกราน ชาวบัวร์จึงทำสงครามต่อต้านอังกฤษ หรือที่รู้จักในนาม “Anglo-Boer War” ระหว่างปี พ.ศ. 2442-2445 ผลของสงครามคือชาวบัวร์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ต่อมาในปี
พ.ศ. 2453 ได้มีการรวมสาธารณรัฐบัวร์ (Boer Republics) เข้ากับอาณานิคมของอังกฤษในเคปและนาทาล (British Colonies of the Cape and Natal) และก่อตั้งเป็นเป็นสหภาพแอฟริกาใต้ (Union of South Africa) ในปี พ.ศ. 2453 และสหภาพแอฟริกาใต้ได้รับเอกราชจากอังกฤษโดยสมบูรณ์แบบ และสถาปนาเป็นสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ในปี พ.ศ. 2504

นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน
การเมืองการปกครอง
-แอฟริกาใต้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา และเผ่าพันธุ์ มีภาษาที่ใช้เป็นทางการถึง 11 ภาษา ภาษาหลักคือ อังกฤษ และ Afrikaans สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ซึ่งได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2504 ถูกปกครองโดยคนผิวขาวซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย และมีนโยบายการปกครองแบบแบ่งแยกเชื้อชาติ (Racial Segregation) และการกีดกันสีผิวอย่างรุนแรง (Apartheid) จนกระทั่งสหประชาชาติประกาศคว่ำบาตรแอฟริกาใต้ในปี 2520 และประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติยุติการติดต่อทางการเมืองกับแอฟริกาใต้ แรงกดดันทั้งจากในประเทศและจากนานาชาติส่งผลให้นโยบายเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ผ่อนคลายลง และได้มีการเลือกตั้งอย่างไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ (Non-Racial Elections) ครั้งแรกเมื่อ 27 เมษายน 2537 โดยผู้นำชาวผิวดำที่มีบทบาทสำคัญในการยุตินโยบายเหยียดผิว คือนาย Nelson Mandela ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และพรรคการเมือง ANC (African National Congress) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ได้ครองอำนาจบริหารอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นาย Thabo Mbeki ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนที่สอง ต่อจากประธานาธิบดี Nelson Mandela ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2542 โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี หลังจากดำรงตำแหน่งครบวาระแรกแล้ว นาย Mbeki ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนเมษายน ปี 2547 และมีกำหนดจะครบวาระในเดือนเมษายน 2552 อนึ่ง ประธานาธิบดี Mbeki ไม่สามารถจะลงรับสมัครเลือกตั้งได้อีกเนื่องจากดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครบ 2 สมัยแล้ว
-ตลอดระยะเวลาการบริหารประเทศของประธานาธิบดี Mandela และประธานาธิบดี Mbeki นั้น พรรค ANC มีความเข้มแข็ง เป็นปึกแผ่น ทำให้ระบบการเมืองของแอฟริกาใต้มีเสถียรภาพอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาพรรค ANC เริ่มมีความแตกแยกภายใน โดยสมาชิกพรรคแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่สนับสนุนประธานาธิบดี Mbeki และกลุ่มที่สนับสนุน นาย Jacob Zuma ในการเลือกตั้งประธานพรรค ANC ในเดือนธันวาคม 2550
- แอฟริกาใต้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 22 เมษายน 2552 โดยพรรค ANC ชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 65.96 พรรค Democratic Alliance (พรรคของคนขาว) ได้ร้อยละ 16.6 และพรรค COPE (พรรคตั้งใหม่ที่มีแกนนำซึ่งแยกตัวออกมาจากพรรค ANC) ได้ร้อยละ 7.41
- นาย Jacob Zuma ประธานพรรค ANC ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยทำพิธีสาบานตนเมื่อวันเสาร์ที่ 9 พค 52 อย่างสมเกียรติ มีผู้แทนจากประเทศต่างๆเข้าร่วมพิธี โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช พณ และนายธฤต จรุงวัฒน์ อธ สารนิเทศ และว่าที่ ออท ณ กรุงพริทอเรีย เป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมพิธีฯ
-ปธน Zuma ได้แต่งตั้ง อดีต ปธน Kgalema Petros Motlanthe เป็นรอง ปธน และแต่งตั้ง ครม เมื่อวันที่ 10 พค 52 โดยแต่งตั้ง นาง Maite Nkoana-Mushabane (ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง ออท) เป็น รมว กต/ แต่งตั้งนาย Trevor Andrew Manuel ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว คลัง อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ค.ศ. 1996-2009 เป็น ประธาน National Planning Commission และแต่งตั้งนาย Pieter Mulder ผู้นำพรรค Afrikaner nationalist Freedom Front Plus party ซึ่งเป็นพรคของชาวแอฟริกาใต้ผิวขาว เป็น
รมช กษ

2.ปัญหาทางสังคม
ถึงแม้ว่าแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในทวีปแอฟริกา แต่ก็ประสบกับปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยเงินทุนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของคนผิวขาวและคนผิวดำที่อยู่ในแวดวงการเมืองเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น คนจนและผู้ใช้แรงงานผิวดำส่วนใหญ่ของแอฟริกาใต้ยังคงมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมและอาชญากรรมซึ่งมีความรุนแรง อาทิ การข่มขืน การค้าและเสพยาเสพติด และการทุจริต
นอกจากนี้ แอฟริกาใต้มีพรมแดนติดกับประเทศซิมบับเวซึ่งกำลังประสบปัญหาโรคอหิวาตกโรคระบาด และโครงสร้างเศรษฐกิจล่มสลาย ทำให้มีผู้อพยพผิดกฏหมายชาวซิมบับเวหลบหนีเข้ามาอยู่บริเวณชายแดน และลักลอบเข้าไปในเมืองโจฮันเนสเบิร์กของแอฟริกาใต้เป็นจำนวนมาก สถิติอย่างไม่เป็นทางการในขณะนี้ คือ มากกว่า 3 ล้านคน
นอกจากนี้ แอฟริกาใต้ยังประสบปัญหาเชื้อเอชไอวี/เอดส์ระบาดอย่างรุนแรง ในปัจจุบัน แอฟริกาใต้มีอัตราการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในผู้ใหญ่ เป็นอันดับ 5 ของโลกรองจาก สวาซิแลนด์ บอตสวานา เลโซโท และ ซิมบับเว ตามลำดับ
3. นโยบายด้านการต่างประเทศของแอฟริกาใต้
นโยบายต่างประเทศของแอฟริกาใต้มีลักษณะของการทูตเชิงเศรษฐกิจ โดยมุ่งหวังให้ประเทศต่างๆ มองแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ แอฟริกาใต้มีเป้าหมายที่จะเป็นประเทศศูนย์กลางในการฟื้นฟูศักยภาพของทวีปแอฟริกาทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ และมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและระงับข้อพิพาทในหลายพื้นที่ในทวีปแอฟริกา เช่น แองโกลา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โมซัมบิก รวันดา บุรุนดี และซิมบับเว ทั้งนี้แอฟริกาใต้เชื่อมั่นว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งในทวีปแอฟริกานั้น ควรให้ประเทศในแอฟริกามีบทบาทนำในการเจรจาแก้ปัญหาแอฟริกาใต้เป็นสมาชิกผู้มีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคของประเทศในแอฟริกา ได้แก่ กลุ่มประชาคมเพื่อการพัฒนาภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community – SADC) สหภาพแอฟริก (African Union – AU) สหภาพศุลกากรแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Customs Union – SACU) และ ตลาดร่วมสำหรับแอฟริกาตะวันออกและตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa – COMESA) แอฟริกาใต้ได้รับเลือกจากที่ประชุมสมัชชาองค์การ
สหประชาชาติให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC ในฐานะตัวแทนของกลุ่มแอฟริกาวาระปี 2550-2551 และมีท่าทีสนับสนุนไทยในกรณีเขาพระวิหาร ในขณะนี้ แอฟริกาใต้ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกถาวรของ UNSC โดยให้เหตุผลว่า ยังไม่มีประเทศจากทวีปแอฟริกาอยู่ UNSC เลย

4.การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก
ในปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) แอฟริกาใต้จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่าง วันที่ 11 มิถุนายน – 11 กรกฎาคม 2553 โดยสนามแข่งขันหลักจะกระจายกันใน 3 เมืองใหญ่ ได้แก่ Pretoria, Johannesburg และ Durban ขณะนี้ รัฐบาลแอฟริกาใต้กำลังเร่งก่อสร้างระบบคมนาคมและขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ รวมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์ และก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในเมืองใหญ่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเยือนแอฟริกาใต้ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนั้น ประเทศที่มีอาณาเขตติดกันแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะ สวาซิแลนด์ บอตสวานา แซมเบีย และโมซัมบิก ก็หวังว่าจะได้รับอิทธิพลเชิงบวกต่อธุรกิจท่องเที่ยวของตนจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกของแอฟริกาใต้ด้วย
สัญลักษณ์นำโชค (Mascot) ของ World Cup South Africa เป็นสิงโตน้อยตัวสีเหลือง ขนสีเขียว ชื่อ“ZAKUMI” มีนิสัยขี้เล่น มั่นใจในตนเอง และชอบผจญภัย

เศรษฐกิจการค้า
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 282.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 245.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 5,943 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 3,724 ดอลลาร์สหรัฐ)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 5.1 (ไทย ร้อยละ 4.9)
อัตราเงินเฟ้อร้อยละ 6.5 (ไทย ร้อยละ 2.3)
อัตราการว่างงานร้อยละ 24.3 (ไทย ร้อยละ1.4)
อุตสาหกรรมที่สำคัญเหมืองแร่ (ทองคำขาว ทอง และโครเมียม) รถยนต์ อุตสาหกรรมเหล็ก เครื่องจักร สิ่งทอ เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย อาหาร และการซ่อมเรือพาณิชย์
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ 32.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย: 106.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ดุลการค้ากับไทยปี 2551 ไทยและแอฟริกาใต้มีมูลค่าการค้า 2,297.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกส่งออก 1,587.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้า 709.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้าเป็นมูลค่า 878.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าออกที่สำคัญทอง เพชร ทองคำขาว เหล็กและแร่อื่นๆ เครื่องจักรและอุปกรณ์
สินค้าเข้าที่สำคัญเครื่องจักรกลและชิ้นส่วนเครื่อจักรกล เคมีภัณฑ์ น้ำมัน อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ
ส่งออกไป สหรัฐอเมริกา 11.9% ญี่ปุ่น 11.1% เยอรมนี 8% สหราชอาณาจักร 7.7% จีน 6.6% เนเธอร์แลนด์ 4.5%
นำเข้าจาก เยอรมนี 10.9% จีน 10% สเปน 8.2% สหรัฐอเมริกา 7.2% ญี่ปุ่น 6.1% สหราชอาณาจักร 4.5% ซาอุดิอาระเบีย 4.2%
หน่วยเงินตราเงินแรนด์ (Rand) อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 10.02 แรนด์ เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1 แรนด์ เท่ากับ 3.54 บาท (กุมภาพันธ์ 2552)

สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน
แอฟริกาใต้มีระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา มีภาคการเงินการธนาคารและอุตสาหกรรมการผลิตที่แข็งแกร่ง เป็นประเทศผู้ส่งออก โดยเฉพาะ เหล็ก ถ่านหิน และอัญมณีรายใหญ่ของโลก แอฟริกาใต้มีรายได้หลักจากการค้า เพชรพลอย แร่โลหะ เครื่องจักรกลและชิ้นส่วน โดยมีประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร จีน ญี่ปุ่น และเยอรมนี ภาคเกษตรกรรมและเหมืองแร่เป็นภาคการผลิตที่เป็นแหล่งจ้างงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ สินค้าเกษตรที่สำคัญของแอฟริกาใต้ คือ ข้าวโพดและอ้อย และสินค้าเหมืองแร่หลักของแอฟริกาใต้คือ แพลทตินั่ม ทองคำ ถ่าน เพชร แร่เหล็ก และแมงกานีซ
นโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการลงทุนทั้งจากผู้ลงทุนภายในและภายนอกประเทศ การสนับสนุนการก่อสร้างระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงานมีฝีมือ การเร่งรัดกระบวนการปฏิรูปที่ดิน การปราบปรามอาชญากรรม และการต่อสู้กับปัญหาโรคเอดส์
ภาวะวิกฤติการเงินโลกในขณะนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารและสถาบันการเงินในแอฟริกาใต้อย่างรุนแรงนัก เนื่องจากแอฟริกาใต้มีกฎระเบียบทางการเงินที่เข้มงวด และธนาคารหลักในแอฟริกาใต้มักพึ่งพาเงินทุนสำรองระหว่างกันและกันมากกว่าที่จะหาแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ
แม้ว่าแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง แต่ก็ประสบกับปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยเงินทุนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของคนผิวขาวและคนผิวดำที่อยู่ในแวดวงการเมืองเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น คนจนและผู้ใช้แรงงานผิวดำส่วนใหญ่ของแอฟริกาใต้ยังคงมีคุณภาพชีวิตต่ำ ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคม การแพร่กระจายของ HIV/ AIDS และอาชญากรรมซึ่งมีความรุนแรง อาทิ การข่มขืน การค้าและเสพยาเสพติด และการทุจริต

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแอฟริกาใต้

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย
1. ความสัมพันธ์ทั่งไป
สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีความสำคัญที่สุดประเทศหนึ่งสำหรับไทยในทวีปแอฟริกา เป็นหุ้นส่วนหลักทางยุทธศาสตร์ของไทยในความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม รัฐบาลไทยและแอฟริกาใต้ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการกงสุลระหว่างกันเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2535 และได้สถาปนาความสัมพันธ์ทาง การทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2536
สำนักงานของไทยในแอฟริกาใต้ ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพริทอเรีย และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย และสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ณ กรุงพริทอเรีย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพริทอเรียคนล่าสุด คือ นายโดมเดช บุนนาค ได้เกษียณอายุราชการเมื่อ 30 กันยายน 2551 ในขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตไทยคนใหม่ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพริทอเรีย ตั้งอยู่เลขที่ 428 Pretorius/Hill Street, Arcadia, Pretoria 0083 หมายเลขโทรศัพท์ +27 12 342 5470 หมายเลขโทรสาร +27 12 342 4805 Website: http://www.thaiembassy.co.za/ E-mail Address : [email protected] ที่อยู่ทางไปรษณีย์: P.O. Box 12080 Hatfield, Pretoria 0028
สำนักงานของแอฟริกาใต้ในไทย ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ นายดักลาส ฮาร์วีย์ มอนโร กิบสัน (Mr. Douglas Harvey Monro Gibson) สถานเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 87 ชั้น 12A อาคาร เอ็มไทย ทาวเวอร์ ออลซีซั่น เพลส (M-Thai Tower, All Seasons Place) ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ รหัสไปรษณีย์ 10330 หมายเลขโทรศัพท์ +66 2 659 2900 หมายเลขโทรสาร +66 2 685 3500 Website: http://www.saembbangkok.com/ E-mail Address : [email protected]
1.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
แอฟริกาใต้เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในทวีปแอฟริกา และไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของแอฟริกาใต้ในกลุ่มประเทศ อาเซียน ในปี 2551 การค้ารวมระหว่างไทยกับแอฟริกาใต้มีมูลค่า 2,297.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 878.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่ไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้ ได้แก่ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเล อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป (กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง ไก่แปรรูป) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ยางพารา สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากประเทศแอฟริกาใต้ ได้แก่ แร่เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ ของปรุงแต่งที่ทำจากผักและผลไม้
ปัจจุบัน ปริมาณการลงทุนระหว่างไทย-แอฟริกาใต้ยังมีน้อย ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพต่อการลงทุนร่วมกัน ได้แก่ ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ โรงแรม การก่อสร้าง ธนาคาร และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีบริษัทไทยหลายบริษัทเริ่มเข้าไปลงทุนในแอฟริกาใต้แล้ว เช่น บริษัท Italian-Thai Development ในธุรกิจการก่อสร้างโรงแรม บริษัทบ้านปูในธุรกิจเหมืองถ่านหิน และกลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เปิดสำนักงานการค้าที่เมืองโจฮันเนสเบอร์ก
1.2 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
แอฟริกาใต้เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในทวีปแอฟริกา และไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของแอฟริกาใต้ในกลุ่มประเทศอาเซียน แอฟริกาใต้เป็นตลาดใหญ่ และเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมขนส่งและการกระจายสินค้าที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคแอฟริกา ในปี 2551 การค้ารวมระหว่างไทยกับแอฟริกาใต้มีมูลค่า 2,297.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 878.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าที่ไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้ ได้แก่ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเล อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป (กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง ไก่แปรรูป) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ยางพารา สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากประเทศแอฟริกาใต้ ได้แก่ แร่เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ ของปรุงแต่งที่ทำจากผักและผลไม้
ปัจจุบัน ปริมาณการลงทุนระหว่างสองประเทศยังมีน้อย ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพต่อการลงทุนร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ โรงแรม การก่อสร้าง ธนาคาร และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ขณะนี้มีบริษัทไทยหลายบริษัทเริ่มเข้าไปลงทุนในแอฟริกาใต้แล้ว เช่น บริษัท Italian-Thai Development ในธุรกิจการก่อสร้างโรงแรม บริษัทบ้านปูในธุรกิจเหมืองถ่านหิน และกลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เปิดสำนักงานการค้าที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก
1.3 ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม
ปัจจุบันมีคนไทยอาศัยอยู่ในแอฟริกาใต้ประมาณ 2,000-2,500 คน (ขึ้นอยู่กับฤดูการจ้างงาน) แบ่งเป็น หญิงไทยที่ทำงานด้านบริการประมาณ 1,000 คน คู่สมรสกับชาวต่างชาติและผู้ที่ทำธุรกิจร้านอาหารประเภทละประมาณ 300 คน แรงงานไทยประมาณ 800 - 1,000 คน นักเรียนไทยมุสลิม 130 คน และนักโทษ 1 คน
ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของชาวแอฟริกาใต้ มีร้านอาหารไทยตั้งอยู่ตามเมืองต่างๆ กว่า 70 ร้าน ชาวแอฟริกาใต้มีทัศนคติที่ดีต่อวัฒนธรรมไทย โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพริทอเรียได้จัดงานเทศกาลไทยประจำปีขึ้นในเมืองสำคัญของแอฟริกาใต้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ประเทศไทยออกไปสู่ชาวแอฟริกาใต้และส่งเสริมให้ชาวแอฟริกาใต้เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นช่องทางและโอกาสในการเผยแพร่สินค้าและภูมิปัญญาไทยในแอฟริกาใต้ เช่น สินค้า OTOP การนวดแผนไทย สปาและอาหารไทย สถิตินักท่องเที่ยวจากแอฟริกาใต้มาประเทศไทยนับว่าค่อนข้างสูงและมีแนวโน้มที่ดีมาโดยตลอด
2. ความตกลงที่สำคัญกับประเทศไทย
2.1 ความตกลงการบริการเดินอากาศไทย-แอฟริกาใต้ ลงนามเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2536
2.2 อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทย-แอฟริกาใต้ ลงนามเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539
2.3 ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ มีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน 2542
2.4 ความตกลงทางการค้าไทย-แอฟริกาใต้ ลงนามเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2544
2.5 ความตกลงจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้าไทย-แอฟริกาใต้ ลงนามเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2546
2.6 -ความตกลงทวิภาคีที่สำคัญที่คั่งค้างระหว่งไทย-แอฟริกาใต้ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้ง
-คณะกรรมาธิการร่วมไทย-แอฟริกาใต้ (ร่างโต้ตอบอยู่ที่ฝ่ายแอฟริกาใต้ตั้งแต่ มีนาคม 2552)
-ความตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ร่างโต้ตอบอยู่ที่ฝ่ายแอฟริกาใต้ ตั้งแต่ พฤษภาคม2548)
-ความตกลงความร่วมมือด้านการเกษตร (ทั้งสองฝ่ายพร้อมลงนาม) และบันทึกความใจว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ (ร่างโต้ตอบอยู่ที่ฝ่ายแอฟริกาใต้)

3. การแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญ
3.1 ฝ่ายไทย
ระดับพระราชวงศ์
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนแอฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 5-16 กุมภาพันธ์ 2542 เพื่อทรงเป็นองค์ปาฐกในการประชุม TWOWS Second General Assembly & International Conference ในหัวข้อเรื่อง “Women, Science & Technology for Sustainable Human Development” ที่เมืองเคปทาวน์ ตามคำกราบทูลเชิญของ Third World Organization for Women in Science (TWOWS) และทรงเป็นอาคันตุกะของรัฐบาลแอฟริกาใต้ระหว่างวันที่ 9-11 กุมภาพันธ์ 2542
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนแอฟริกาใต้ในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และองค์หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมระดับโลกว่าด้วย การพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development-WSSD) ระหว่างวันที่
26 สิงหาคม - 5 กันยายน 2545 ตามคำกราบทูลเชิญของประธานาธิบดี Thabo Mbeki แห่งแอฟริกาใต้
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แวะพักเพื่อทรงเปลี่ยนเครื่องบินพระที่นั่งที่ท่าอากาศยานนานาชาตินครโจฮันเนสเบอร์ก เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2546 เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ก่อนเสด็จนิวัติประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการเสด็จฯ เยือนเคนยาและแทนซาเนีย ทั้งนี้ ในวโรกาสดังกล่าวได้เสด็จฯ เยี่ยมชมสถานที่สำคัญของแอฟริกาใต้ในบริเวณใกล้เคียงด้วย
ระดับรัฐบาล
- นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 1-5 มีนาคม 2536 ซึ่งนับเป็นการเยือนแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการครั้งแรกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลไทย
- นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และผู้แทนรัฐบาลไทย เดินทางไปร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายเนลสัน แมนเดลา ระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคม 2537
- ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และผู้แทนรัฐบาล เดินทางไปร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนาย Thabo Mbeki ระหว่างวันที่ 14-17 มิถุนายน 2542
- นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เดินทางไปร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนาย Thabo Mbeki และพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของประชาธิปไตยและการยกเลิกการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 25-28 เมษายน 2547
3.2 ฝ่ายแอฟริกาใต้
- นายเนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดี เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2540
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรแอฟริกาใต้ มีกำหนดเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ 2552

 

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

2458 คน

 สถิติเมื่อวาน

1458 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

40288 คน

321650 คน

3285533 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official