สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย
Federal Republic of Nigeria
 
ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา
ทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐไนเจอร์
ทิศใต้ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณอ่าวกินี
ทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐแคเมอรูนและ สาธารณรัฐชาด
ทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐเบนิน
มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 853 กิโลเมตร
พื้นที่ 923,769 ตารางกิโลเมตร (หรือประมาณ 356,669 ตารางไมล์)
เมืองหลวง กรุงอาบูจา (Abuja)
ประชากรประมาณ 146 ล้านคน (ปี 2551) เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในแอฟริกา ประกอบด้วยชนเผ่าต่าง ๆ ประมาณ 250 เผ่า ชนเผ่าที่มีประชากรมากที่สุด และมีอิทธิพลทางการเมือง ได้แก่ Hausa-Fulani ร้อยละ 29 Yoruba ร้อยละ 21 Igbo หรือ Ibo ร้อยละ 18 Ijaw ร้อยละ 10 Kanuri ร้อยละ 4 Ibibio ร้อยละ 3.5และ Tiv ร้อยละ 2.5
ภูมิอากาศร้อนชื้น มี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนและฤดูฝน ภาคเหนือ อากาศ
ค่อนข้างร้อนและแห้งเกือบตลอดปี ฤดูร้อน อุณหภูมิประมาณ 34.4 องศาเซลเซียส ภาคใต้อากาศไม่ร้อนจัด โดยเฉพาะใน ฤดูฝน อุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 18-22 องศาเซลเซียส และ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – มกราคม จะมีฝุ่นละอองที่เรียกว่า ฮามาตัน (Hamatan หรือ Harmattan) พัดมาจากทะเลทราย ซาฮาราปกคลุมทั่วท้องฟ้า
ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการ
ภาษาพื้นเมืองที่สำคัญ ได้แก่ Hausa, Yoruba, Igbo หรือ Ibo และ Fulani
ศาสนา ประชากรร้อยละ 50 นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ และร้อยละ 40 นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนใหญ่อยู่ ทางภาคใต้และเมืองลากอส นอกนั้นเป็นลัทธิความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่าต่าง ๆ ประมาณร้อยละ 10
ระบบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล
ประธานาธิบดี Mr. Alhaji Umaru Musa Yar’Adua
(เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2550)
รัฐมนตรีต่างประเทศ Mr. Ojo Maduekwe
การเมืองการปกครอง
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ในศตวรรษที่ 18 ดินแดนที่เป็นไนจีเรียในปัจจุบันเคยเป็นศูนย์กลางของการค้าทาส และอังกฤษได้เข้ายึดเมืองท่าลากอสในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2394 ต่อมาได้ขยายอิทธิพลไปยังดินแดนโดยรอบเมืองท่าลากอสและลุ่มแม่น้ำไนเจอร์จนนำไปสู่การจัดตั้งบริษัท Royal Niger Company ซึ่งมีการจัดการทางการเมืองของตนเอง จนถึงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2443 บริษัทฯ จึงได้โอนดินแดนให้อยู่ในการปกครองของอังกฤษและได้จัดตั้ง “อาณานิคมและรัฐในอารักขาแห่งไนจีเรีย”

เมื่อ พ.ศ. 2457 สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2503 และได้เป็นสาธารณรัฐเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2506 หลังจากนั้น ได้มีรัฐประหารเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2509 และเกิดความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติและภูมิภาค เนื่องจากชนเผ่า Hausa ทางเหนือเกรงว่าจะถูกครอบงำโดยชนเผ่า Igboทางตะวันออกของประเทศ ภูมิภาคตะวันออกจึงตัดสินใจถอนตัวและจัดตั้งเป็นสาธารณรัฐแห่งไบอาฟรา (Republic of Biafra) เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2510 ซึ่งเป็นจุดเริ่มของสงครามกลางเมืองนองเลือด ซึ่งยืดเยื้อเพราะการแทรกแซงจากต่างประเทศและภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง

ต่อมาได้มีความพยายามหลายครั้งที่จะให้มีการปกครองโดยพลเรือน แต่ถูกฝ่ายทหารขัดขวาง หลังจากมีการประหารชีวิตนาย Ken Saro-wiwa ผู้สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนของรัฐ Ogoni และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของประชาชนอีก 7 คน เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2538 ไนจีเรียก็ถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศเครือจักรภพเป็นการชั่วคราว พลเอก Sani Abacha ขึ้นเป็นผู้นำของไนจีเรียตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2536 และได้ให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีการถ่ายโอนอำนาจการปกครองให้รัฐบาลพลเรือนซึ่งจะมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2541 แต่พลเอก Abacha ก็ถึงแก่อนิจกรรมก่อนเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2541 ด้วยโรคหัวใจวาย คณะมนตรีปกครองชั่วคราว (Provisional Ruling Council) จึงได้เลือกพลเอก Abdulsalam Abubakar เสนาธิการทหารเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแทนพลเอก Abacha

พลเอก Abubakar ตระหนักถึงสถานการณ์ของรัฐบาลทหารที่ถูกต่อต้านจากประชาชนและนานาชาติ จึงมีท่าทีผ่อนปรนและประนีประนอมมากขึ้น โดยได้ปล่อยนักโทษการเมือง ซึ่งหนึ่งในบรรดานักโทษการเมืองที่สำคัญที่ได้รับการปลดปล่อย คือ พลเอก Olusegun Obasanjo จากนั้น พลเอก Abubakar ได้ให้สัญญาว่าจะลาออกและคืนอำนาจให้ประชาชน โดยได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนั้นปรากฏว่า พลเอก Olusegun Obasanjo หัวหน้าพรรค People’s Democratic Party (PDP) ได้รับชัยชนะด้วยคะแนนท่วมท้น รวมทั้งพรรค PDP ก็ได้รับเสียงข้างมากในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรด้วย พลเอก Obasanjo ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 นับเป็นประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกในรอบ 15 ปี และเป็นครั้งแรกที่ไนจีเรียสามารถเปลี่ยนการปกครองจากรัฐบาลทหารสู่รัฐบาลพลเรือนด้วยวิธีเลือกตั้งทั่วไปได้สำเร็จ และได้กลับเข้าเป็นประเทศสมาชิกของกลุ่มประเทศเครือจักรภพอีกครั้ง

นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน
1. การเมืองการปกครอง
1.1 ไนจีเรียมีรูปแบบการปกครองแบบสหพันธ์สาธารณรัฐ โดยแบ่งโครงสร้างการปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ
ฝ่ายบริหาร แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับสหพันธ์ ระดับรัฐ และระดับท้องถิ่น ประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล คราวละ 4 ปี จำกัดไม่เกิน 2 สมัย โดยมีคณะรัฐมนตรี (Federal Executive Council) เป็นผู้บริหาร
ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นระบบ 2 สภา คือ วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ทั้งสองสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง และอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปีเช่นกัน วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก 109 คน จากรัฐต่างๆ 36 รัฐ รัฐละ 3 คน และอีก 1 คน จากเขตเมืองหลวงของสหพันธ์กรุงอาบูจา (Abuja Federal Capital Territory) สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกจำนวน 360 คน การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2550 และจะมีขึ้นอีกครั้งในเดือนเมษายน 2554
ฝ่ายตุลาการ นอกจากมีศาลสูง และศาลอุทธรณ์ของสหพันธ์แล้ว ยังมีศาลตามกฎหมายอิสลามในรัฐทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามด้วย
1.2 ประธานาธิบดี Alhaji Umaru Musa Yar’Adua จากพรรค People’s Democratic Party (PDP) ได้รับตำแหน่งจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 นาย Yar’Adua เป็นผู้สมัครแข่งขันประธานาธิบดีที่นาย Obasanjo ประธานาธิบดีคนก่อนให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ บิดานาย Yar’Adua เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของไนจีเรียหลังได้รับเอกราช จุดเด่นของนาย Yar’Adua คือเป็นประธานาธิบดีคนแรกของไนจีเรียที่เรียนจบระดับอุดมศึกษา และเป็นผู้ว่าการรัฐคนแรกที่ยอมเปิดเผยทรัพย์สินส่วนตัวให้สาธารณชนได้ทราบ ปัจจุบันประธานาธิบดี Yar’Adua มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับไตซึ่งก่อให้เกิดความกังวลต่อเสถียรภาพรัฐบาล
1.3 รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี Alhaji Umaru Musa Yar’Adua มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศ ตามแนวทาง 7 ประการ คือ 1) ปรับปรุงศักยภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้า 2) กระตุ้นการเติบโตของภาคการเกษตร 3) เพิ่มโอกาสในการจ้างงาน 4) ปรับปรุงระบบคมนาคมขนส่ง 5) ปฏิรูปกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดิน 6) เพิ่มความเข้มงวดของมาตรการด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ Niger Delta และ 7) พัฒนาระบบการศึกษา
1.4 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา รัฐบาลไนจีเรียได้จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีประชาธิปไตย โดยประธานาธิบดี Yar’Adua ได้กล่าวถึงพัฒนาการทางประชาธิปไตยของประเทศที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ฝ่ายทหารได้คืนอำนาจอธิปไตยให้รัฐบาลพลเรือนในปี 2542 และการเลือกตั้งทั่วไป 3 ครั้งที่ผ่านมา รวมถึงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในปี 2550 ซึ่งนับเป็นการถ่ายโอนอำนาจโดยสันติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไนจีเรีย
1.5 รัฐบาลไนจีเรียให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ Niger Delta โดยกำหนดให้การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เป็นวาระแห่งชาติ โดยที่ผ่านมา ได้มีการจัดตั้ง Niger Delta Development Commission (NDDC) ขึ้นในปี 2543 เพื่อเร่งบริหารการพัฒนาในพื้นที่ให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ รัฐบาลปัจจุบันยังได้ก่อตั้ง Ministry of Niger Delta ขึ้นในปี 2551 และประกาศนโยบายนิรโทษกรรมให้แก่กลุ่มกองกำลังติดอาวุธหากยอมวางอาวุธด้วย อย่างไรก็ตาม กลุ่มกองกำลังติดอาวุธ MEND (Movement for the Emancipation of the Niger Delta) ยังคงก่อความไม่สงบในรูปแบบต่างๆ อาทิ ทำลายฐานเจาะผลิตและท่อลำเลียงน้ำมัน ลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน ลักพาตัวคนงานและชาวต่างชาติหรือนักธุรกิจน้ำมันเพื่อเรียกค่าไถ่ รวมทั้งก่อความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ความปลอดภัยในชีวิตของคนในพื้นที่ นักธุรกิจ และอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันของไนจีเรีย จนในที่สุด รัฐบาลไนจีเรียได้จัดตั้งกองกำลังปฏิบัติการร่วมทหาร-ตำรวจ (Joint Task Force) ขั้นในเดือนพฤษภาคม 2552 เพื่อเข้าปราบปรามกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ Niger Delta ส่งผลให้มีผู้ล้มตายทั้งสองฝ่าย ในขณะที่กลุ่มกองกำลังติดอาวุธยังคงดำเนินการก่อความไม่สงบต่อไป ทั้งนี้ Joint Task Force มีขอบเขตการปฏิบัติการจำกัดแค่ในรัฐ Delta เท่านั้น

2.เศรษฐกิจและสังคม
2.1 ไนจีเรียเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเริ่มการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ปัจจุบันไนจีเรียเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแอฟริกาและติดอันดับ 11 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบของโลก อย่างไรก็ตาม ภาวะความขัดแย้งและเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ การฉ้อราษฎร์บังหลวง ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไนจีเรียให้มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนของบริษัทต่างประเทศ ที่ผ่านมา ไนจีเรียเคยประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและจำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่ม Paris Club ในปี 2543
2.2 ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ไนจีเรียดำเนินแผนปฏิรูปเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ NEEDS (National Economic Empowerment and Development Strategy) ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหาความยากจน และพัฒนาประเทศอย่างอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปองค์กรภาครัฐทั้งในด้านโครงสร้าง นโยบายและยุทธศาสตร์ ตลอดจนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อส่งเสริมระบบการค้าเสรีที่มีความโปร่งใส ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวด้วย อนึ่ง แม้ว่าประธานาธิบดี Obasanjo จะหมดวาระไปแล้ว ประธานาธิบดี Yar’Adua ก็ได้รับยุทธศาสตร์ NEEDS มาดำเนินการต่อในรัฐบาลชุดปัจจุบัน
2.3 ไนจีเรียนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรม เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และอาหาร โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน สหรัฐอเมริกา บราซิล และยุโรป ไนจีเรียส่งออกน้ำมันและปิโตรเคมีภัณฑ์เป็นหลัก โดยมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 79 ของการส่งออกทั้งหมด สินค้าส่งออกอื่น ๆ ได้แก่ โก้โก้ และยางดิบ โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปอเมริกา บราซิล และสเปน
2.4 ปัจจุบัน เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ Niger Delta ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในไนจีเรีย ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กฤกฎาคม 2552 องค์กรภาครัฐที่รับผิดชอบด้านการปิโตรเลียม หรือ Nigerian National Petroleum Corporation (NNPC) เปิดเผยว่า โรงกลั่นน้ำมันกำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันดิบ เนื่องจากฐานขุดเจาะน้ำมันและท่อลำเลียงขนส่งน้ำมันดิบจำนวนมากในพื้นที่ Niger Delta ได้ถูกโจมตีโดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธและจำเป็นต้องปิดตัวลง ทั้งนี้ ทางการไนจีเรียได้เปิดเผยว่า น้ำมันดิบที่มีอยู่ในคลังสินค้าจะหมดลงใน 15 วัน หากไม่สามารถลำเลียงน้ำมันมาเพิ่งเติมจากฐานการผลิตอื่นๆ ได้
2.5 สถานการณ์ความไม่สงบใน Niger Delta ทำให้รายได้จากการส่งออกน้ำมันของไนจีเรียลดลงอย่างมาก ปัจจุบัน ทางการไนจีเรียกำลังเร่งพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเพื่อดึงรายได้มาทดแทนรายได้จากการค้าน้ำมันกับต่างประเทศที่สูญเสียไป

3. นโยบายต่างประเทศ
3.1 ไนจีเรียเป็นประเทศที่มีบทบาทนำด้านการเมืองในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกและภูมิภาคแอฟริกาโดยรวม โดยเฉพาะในประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States: ECOWAS) ซึ่งมีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงอาบูจา และกองกำลังสันติภาพของประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States Monitoring Group: ECOMOG) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแทรกแซงทางการทหารและรักษาสันติภาพในไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และซูดาน
3.2 นอกจากนี้ ไนจีเรียยังเป็นหนึ่งในประเทศผู้ริเริ่มนโยบาย The New Partnership for Africa’s Development (NEPAD) ซึ่งเป็นเสมือนแผนแม่บทสำหรับการพัฒนาในแอฟริกา ปัจจุบัน ไนจีเรียยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่มุ่งเน้นการบทบาทนำในภูมิภาคแอฟริกา ล่าสุด สภาสูงของไนจีเรีย (วุฒิสภา) ได้อนุมัติโครงการปล่อยเงินกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย จำนวนเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่รัฐบาลเซาตูเมและปรินซิปี เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ โดยมีระยะเวลาการชำระเงินภายใน 6 ปี
3.3 ในปัจจุบันที่ประชาคมนานาชาติกำลังถกเถียงเรื่องการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ ไนจีเรียเป็นประเทศหนึ่งที่อาจได้รับการสนับสนุนให้ก้าวขึ้นมาเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ในฐานะตัวแทนของประเทศแอฟริกา

เศรษฐกิจการค้า
ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า (ประมาณการปี 2550)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 141.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 245.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 988 ดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 3,724 ดอลลาร์สหรัฐ)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.2 (ไทย ร้อยละ 4.9)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 5.4 (ไทย ร้อยละ 2.3)
อัตราการว่างงาน -
เงินทุนสำรอง 72.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 106.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
อุตสาหกรรมที่สำคัญ น้ำมันดิบ ถ่านหิน ดีบุก แร่โคลัมไบต์ น้ำมันปาล์ม ถั่วลิสง ฝ้าย ยางพารา ไม้ หนังสัตว์ สิ่งทอ
ดุลการค้ากับไทย ปี 2551 ไทยและไนจีเรียมีมูลค่าการค้า 913.14ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 890.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 22.61ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้า 867.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกที่สำคัญของไนจีเรีย ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โกโก้ ยางพารา
สินค้านำเข้าที่สำคัญของไนจีเรีย เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ขนส่ง สินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และปศุสัตว์
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ(สถิติปี 2551)
ไนจีเรียส่งออกไปสหรัฐอเมริกา 51.6% บราซิล 8.9% สเปน 7.7%
ไนจีเรียนำเข้าจากจีน 10.6% เนเธอร์แลนด์ 7.9% สหรัฐอเมริกา 7.8% เกาหลีใต้ 6.6% สหราชอาณาจักร 5.7% ฝรั่งเศส 4.3% บราซิล 4.2% เยอรมนี 4.1 %
หน่วยเงินตรา ไนร่า (Nigerian Naira) โดย 1 Naira เท่ากับ 100 Kobo
อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 147.005 NGN หรือ 1 บาท ประมาณ 4.30 NGN (พฤษภาคม 2552)
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย
1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
ไทยและไนจีเรียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2505 และในปีต่อมา ฝ่ายไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตและแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำที่กรุงลากอส นับเป็นสถานเอกอัครราชทูตแห่งแรกของไทยในทวีปแอฟริกา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 คณะรัฐมนตรีมีมติตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศให้ปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลากอสเป็นการชั่วคราว เนื่องจากปัญหาเรื่องงบประมาณและความปลอดภัย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลากอส ได้ปิดทำการตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 และในปี 2542 ฝ่ายไทยได้แต่งตั้งให้ Dr. Folarin Gbadebo-Smith เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียที่เมืองลากอส
ต่อมา เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลากอส เป็นการถาวร และมีนโยบายย้ายสถานเอกอัครราชทูตจากกรุงลากอสมาตั้งอยู่ ณ กรุงอาบูจา โดยไทยได้แต่งตั้งนายศิริวัฒน์ สุทธิเกษม เป็นเอกอัครราชทูต มีถิ่นพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ (Roving Ambassador) เป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา และเริ่มเปิดดำเนินการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจาในเดือนธันวาคม 2549 โดยมีอุปทูตรักษาการ ปัจจุบัน นายวิทยา พูลสุวรรณ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา
สำหรับฝ่ายไนจีเรียเคยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตไนจีเรียประจำสาธารณรัฐฟิลิปปินส์มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย ต่อมา เดือนกุมภาพันธ์ 2543 ไนจีเรียได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพฯ และแต่งตั้งนาย Prince Ademola Olugbade Aderele เป็นเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทยคนแรก ต่อมา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2547 นาย Thompson Sunday Olufunso Olumoko เข้ารับหน้าที่เป็นเอกอัครราชทูตคนที่สองของไนจีเรีย ปัจจุบันเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทย คือ นาย Umaru Azores Sulaiman โดยทั่วไปความสัมพันธ์ระหว่างไทยและไนจีเรียดำเนินมาด้วยความราบรื่น

1.2 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ไทย-ไนจีเรียทางเศรษฐกิจดำเนินไปได้ด้วยดี การค้าไทย - ไนจีเรียมีมากเป็นอันดับสองในภูมิภาคแอฟริการองจากแอฟริกาใต้ และเป็นอันดับที่ 47 ในตลาดโลก ทั้งยังเป็นตลาดส่งออกข้าวนึ่งอันดับ 1 ของไทยในตลาดโลก ในปี 2551 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับไนจีเรีย เท่ากับ 913.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 890.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้าจากไนจีเรีย 22.61ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้า 867.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปยังไนจีเรีย ได้แก่ ข้าว เม็ดพลาสติก รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง
สินค้านำเข้าที่สำคัญจากไนจีเรีย ได้แก่ สินแร่โลหะเศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี
ปัจจุบัน ภาคเอกชนมีการจัดคณะไปสำรวจตลาดไนจีเรียและความเป็นไปได้สำหรับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ฝ่ายไนจีเรียก็มีความสนใจในศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 15-30 กรกฎาคม 2551 สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูจาได้จัดทำโครงการนำคณะผู้แทนการค้าไนจีเรียเดินทางมาเจรจาการค้าที่ประเทศไทย โดยมีผู้แทนรัฐโอโย (Oyo) และรัฐคาโน (Kano) ของไนจีเรียเข้าร่วมโครงการด้วย หลังจากที่ได้เห็นศักยภาพไทย คณะผู้แทนรัฐและนักธุรกิจไนจีเรียต่างมุ่งหวังที่จะให้มีการส่งเสริมการค้าและการลงทุนทั้งระดับภาคเอกชนและรัฐบาลระหว่างไทย-ไนจีเรียในอนาคต
ทั้งนี้ ไทยกำลังจะเปิดสำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา ในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยได้แต่งตั้งนายบูรณ์ อินธิรัตน์ เป็นผู้อำนวยการสำนักงาน นับเป็นสำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในต่างประเทศแห่งที่ 4 ในทวีปแอฟริกา

1.3 ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม
ในปัจจุบัน มีคนไทยอาศัยอยู่ในไนจีเรียประมาณ 460 คน ในปี 2551 มีชาวไนจีเรียเดินทางเข้าประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 2,719 คน เป็นนักท่องเที่ยวจำนวน 1,563 คน ในขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปไนจีเรีย 1,236 คน
ไทยกำหนดให้ไนจีเรียเป็นประเทศที่อยู่ในโครงการความช่วยเหลือของไทย (Thai Aid Program) ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือในรูปทุนการศึกษา/ฝึกอบรมและดูงานในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ไทยมีความชำนาญ และเป็นที่ต้องการของประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ สาขาการเกษตร สาธารณสุขและการศึกษา ในช่วงปี 2548 - 2549 ไนจีเรียได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตรการจัดการกับโรคมาลาเรีย (International Training Course on the Management of Malaria) โดยมีมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้ดำเนินการ และหลักสูตรการป้องกันและควบคุมโรคมาลาเรีย (Malaria Prevention and Control)
ในปีนี้ สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ได้เวียนทุนฝึกอบรม (AITC) ให้ไนจีเรีย 10 หลักสูตร ได้แก่ Sufficiency Economy, Sustainable Crop Production, Rural Infrastructure Development Planning and Management, Biodiesel Technology และทุนฝึกอบรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาอื่นๆ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากฝั่งไนจีเรีย
สำหรับความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมนั้น ไนจีเรียได้ส่งคณะแสดงวัฒนธรรมมาแสดงที่กรุงเทพฯ แล้ว 2 ครั้ง เมื่อปี 2544 และเมื่อเดือนตุลาคม 2545 ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ไนจีเรีย

2. ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
ไทยและไนจีเรียได้ลงนามในสนธิสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย ว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำความผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษา ในคดีอาญา (Treaty between the Government of Thailand and the Government of the Federal Republic of Nigeria on the Transfer of Offenders and Co-operation of Offenders and Co-operation in the Enforcement of Penal Sentences) เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2545 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 หลังจากทั้งสองฝ่ายให้สัตยาบัน ต่อมาในวันที่ 17 มีนาคม 2546 คณะกรรมการพิจารณาการโอนตัวนักโทษมีมติอนุมัติให้มีการโอนตัวนักโทษเด็ดขาดชาวไนจีเรีย รวมทั้งสิ้น 339 คน และได้ผลักดันผู้ทำความผิดพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองอีก 33 คน รวมทั้งสิ้น 372 คน กลับไนจีเรีย โดยรัฐบาลไนจีเรียได้จัดเครื่องบินโบอิ้งเช่าเหมาลำมารับเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546
ต่อมาในช่วงปี 2548 – ตุลาคม 2551 มีการโอนตัวนักโทษเด็ดขาดชาวไนจีเรียอีก 101 คน ทั้งนี้ตั้งแต่มีความตกลงการโอนตัวผู้กระทำความผิดตามสนธิสัญญาข้างต้น ไทยได้โอนตัวนักโทษเด็ดขาดชาวไนจีเรีย รวมทั้งสิ้น 440 คน และในขณะนี้ยังมีนักโทษไนจีเรียที่ถูกจำคุกอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 99 คน (ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ มีนาคม 2552)

3. การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
- วันที่ 30 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2546 นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ ผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนเยือนไนจีเรีย โดยคณะฯ ได้เข้าพบประธานาธิบดี Obasanjo และหารือถึงความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น การกงสุล ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีการเกษตร และสาธารณสุข การปราบปรามยาเสพติด เป็นต้น
- วันที่ 23-24 มีนาคม 2548 นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย นำคณะนักธุรกิจไทย จำนวน 33 คนเยือนไนจีเรีย โดยได้ร่วมหารือในสภาธุรกิจ (Business Forum) ณ กรุงอาบูจา และเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดี Obasanjo แห่งไนจีเรีย
- วันที่ 14-16 มกราคม 2549 นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เยือนไนจีเรีย

ฝ่ายไนจีเรีย
- วันที่ 18 – 24 มิถุนายน 2547 Dr. Olusegun Agagu ผู้ว่าการรัฐ Ondo พร้อมคณะจำนวน 9 คน เดินทางมาดูงานเกี่ยวกับการปลูกข้าวและมันสำปะหลัง รวมทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 สมาคมมิตรภาพไทย – ไนจีเรีย ได้จัดเลี้ยงต้อนรับคณะดังกล่าว ซึ่ง Dr. Agagu กล่าวว่า ประทับใจกับความก้าวหน้าเรื่องข้าว มันสำปะหลัง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยมาก และเห็นว่าควรมีการส่งเสริมความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวระหว่างไทยและไนจีเรียต่อไป

 


 

 

ช่องทางรับโปรโมชั่น พิเศษ!!


 

VISITOR

 สถิติวันนี้

864 คน

 สถิติเมื่อวาน

2443 คน

 สถิติเดือนนี้

สถิติปีนี้

สถิติทั้งหมด

43736 คน

325098 คน

3288981 คน

เริ่มเมื่อ 2012-06-11



   

     TOURISM AUTHORITY OF THAILAND
   LICENSE NO. 11/06794

 © 2011 Tourinloveallway  All rights reserved.


📞 02-174-2214-5 , 02-1742346-7
📱  088-886-0049 , 091-797-6745 , 088-449-2534
💬 line: @tourinlove
   facebook: http://www.facebook.com/ILoveTourInLove/
 follow us official